
“กิติพล เวชกุล”รองผู้ว่าฯพิจิตร,อัยการสคช.-ตำรวจระดมนักกฎหมายช่วยชาวบ้านกว่า100รายร้องทุกข์สถาบันการเงินชุมชนฯขาดสภาพคล่องทำสูญเงินกว่า 30 ล้านบาท ตรวจบัญชีเหลือแค่ 6 หมื่น

นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร , นายอเนก ถนอมจิตร์ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร , นายปริวัชร วัชรวิภา นายอำเภอวชิรบารมี , พ.ต.อ.ศักดิ์สุธี คำมูล ผกก.สภ.วชิรบารมี , นางสาวพันสี คุณธรรม พัฒนาการจังหวัดพิจิตรร่วมกันลงพื้นที่ไปที่อาคารอเนกประสงค์ อบต.บ้านนา จ.พิจิตร

เพื่อสืบสวนสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ของชาวบ้านกว่า 100 คน ที่เป็นสมาชิกสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนแห่งหนึ่งในอำเภอวชิรบารมี ที่ไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรม อ.วชิรบารมี และมี 39 ราย ที่เข้าแจ้งความ ที่ สภ.วชิรบารมี ว่าไม่สามารถเบิกถอนเงินฝากของตนเองจากสถาบันการเงิน โดยทางสถาบันฯ อ้างสภาวะขาดสภาพคล่อง พบมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นพุ่งสูงถึง 30 ล้านบาท

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.หนองหลุม อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ซึ่งเป็นกองทุนที่เติบโตต่อยอดมาจากกองทุนฌาปนกิจหมู่บ้าน “แต่ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน” ต่อมามีการขยายตัวและรับสมาชิกจากนอกพื้นที่ โดยเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง ร้อยละ 5 ต่อปี จนมีสมาชิกมากกว่า 1,000 ราย

ปัญหาเริ่มแดงขึ้นเมื่อสมาชิกหลายรายแสดงเจตนาไปถอนเงินคืนและลาออกจากการเป็นสมาชิก แต่ทางสถาบันฯ ปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า ลูกหนี้รายอื่นไม่ชำระหนี้ตามกำหนด มีการเบิกถอนเงินจากสถาบันฯ พร้อมกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ขาดสภาพคล่อง และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร อำเภอวชิรบารมี และสำนักงานพัฒนาชุมชน บวกกับข้อมูลจาก สภ.วชิรบารมี ระบุว่ามีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความแล้วประมาณ 100 ราย มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 30 ล้านบาท

ขณะที่ทางอำเภอได้รับข้อมูลจากผู้เสียหายอีกกลุ่ม 39 ราย มูลค่าประมาณ 9 ล้านบาท จากการประสานงานกับธนาคาร ธ.ก.ส. พบว่าบัญชีของสถาบันการเงินชุมชนแห่งนี้ เหลือเงินเพียงประมาณ 60,000 บาทเท่านั้น เมื่อทางอำเภอขอตรวจสอบเอกสารบัญชีและรายชื่อสมาชิก ทางสถาบันการเงินฯ กลับปฏิเสธที่จะแสดงหลักฐานดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุด กลุ่มผู้เสียหายได้ดำเนินการในหลายช่องทางเพื่อทวงคืนเงินฝาก แจ้งความดำเนินคดีอาญา ณ สภ.วชิรบารมี ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมกับร้องทุกข์ต่อสำนักงานอัยการ คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายจังหวัดพิจิตร สมาชิกบางส่วนได้แต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องร้องต่อศาล

โดยมีการส่งหมายแจ้งให้สถาบันฯ ชำระหนี้แล้ว โดยเรื่องดังกล่าว สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามกฎหมายและหาแนวทางช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบต่อไป

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร