
อุดรธานีเกิดเหตุสลด คนขับซิ่งเก๋งชนท้ายรถจยย นักเรียนรวด 3 คัน เผยสาเหตุคนขับเก๋งกลับจากทำบุญจะกลับบ้านหยอกล้อลูกสาวรถเกิดแฉลบชนท้ายรถจยย.เด็กที่กำลังเลี้ยวเข้าซอยอย่างจัง เด็กนักเรียนดับ 2 สาหัส 2 รอด 2
ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 ถนนนิตโยสายอุดรธานี-สกลนคร ช่วงกิโลเมตรที่ 7–8 ถนนอุดร–สกลนคร ขาเข้าตัวเมืองอุดรธานีตรงข้ามกับร้านรักษาสัตว์ จึงประสานหน่วยกู้ชีพและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทันที
ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อซูซูกิ รุ่นสวิฟต์ สีขาว ทะเบียนอุดรธานี สภาพด้านหน้าฝั่งขวาพังเสียหายอย่างหนัก ถุงลมนิรภัยทำงานทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร มีนายจักรพงษ์ อายุ 30 ปี เป็นผู้ขับขี่ ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 3 คัน สภาพพังเสียหายกระจัดกระจายบนเกาะกลางถนน
ตรวจสอบพบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเด็กนักเรียน 4 ราย เจ้าหน้าที่เร่งทำการปั๊มหัวใจผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย แต่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 รายทราบชื่อต่อมาคือ ด.ช.ภูตะวัน อายุ 12 ปี และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รายคือ ด.ช.ชยพล อายุ 14 ปี นอกจากนี้ยังมีผุ้บาดเจ็บสาหัสอีก 2 รายซึ่งเป็นเพื่อนๆ ของผู้เสียชีวิตทั้งสอง และรอดชีวิตอีก 2 ราย โดยคนเจ็บเจ้าหน้าที่รีบนำส่ง รพ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน

ด.ช.เม่น อายุ 12 ปี ผู้รอดชีวิต บอกว่า ก่อนเกิดเหตุได้พากันขี่รถจักรยานยนต์พร้อมกลุ่มเพื่อนมาด้วยกัน 3 คันรวม 6 คนเพื่อเดินทางมาแลกเปลี่ยนท่อไอเสียกับรุ่นพี่ เมื่อเสร็จแล้วกำลังจะขับรถพากันกลับบ้านที่บ้านหนองแคน ต.โนนสูง ขณะที่กำลัง กำลังเลี้ยวเข้าซอยบ้านหนองหิน จู่ๆ ก็มีรถเก๋งวิ่งมาตามทางตรงและพุ่งชนอย่างแรง ทำให้มีเพื่อนๆ ได้รับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว
ด้านนายจักรพงษ์ คนขับรถเก๋ง ให้การว่า เพิ่งเดินทางกลับจากการทำบุญที่บ้านโก่ยเสร็จแชและขับรถมากับลูกสาวจะกลับบ้าน ระหว่างขับมาถึงจุดเกิดเหตุได้หันไปพูดคุยกับลูกสาวเพียงชั่วขณะแต่จู่ๆ รถเสียหลักชนท้ายกลุ่มรถจยย.ของน้องๆ ที่กำลังเลี้ยวเข้าซอย ทำให้รถเบรกไม่ทันจึงพุ่งชนอย่างจัง พร้อมยอมรับว่าอาจมีอาการอ่อนเพลียมาก เนื่องจากพักผ่อนน้อยด้วย
ต่อมา พ.ต.ต.อดุลชัย ขาวขำ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมบันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป