ข่าวเด่น » พ่วง 18 ล้อพุ่งทะลุตึก 4 ชั้นร้านส้มตำพังยับเจ็บ 2 คาดคนขับหลับใน

พ่วง 18 ล้อพุ่งทะลุตึก 4 ชั้นร้านส้มตำพังยับเจ็บ 2 คาดคนขับหลับใน

24 กุมภาพันธ์ 2026
134   0

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.อ.สิทธาวัชร์ ชวกรเธียรรัตน์ สว.(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรบางละมุง รับแจ้งเหตุรถพ่วง 18 ล้อพุ่งชนอาคารพาณิชย์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนคู่ขนานทางหลวงหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) บ้านนาวัง หลักกิโลเมตรที่ 112+600-700 หมู่ 4 ต.ตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น จำนวน 7 คูหา สภาพด้านหน้าพังยับเยิน เสาปูนคานกลางแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด กลางซากกำแพงถล่มพบรถพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 75-6354 ชลบุรี ส่วนหัวรถพุ่งทะลุกำแพงเข้าไปภายในตัวอาคาร สภาพพังเสียหายหนัก เศษอิฐปูนและกระจกแตกกระจายทั่วบริเวณ

แรงอัดจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ยังกวาดเอาทรัพย์สินภายในอาคารเสียหาย ทั้งรถจักรยานยนต์และรถเก๋งที่จอดอยู่ถูกกำแพงถล่มทับพังยับ ขณะที่ร้านส้มตำและร้านไก่ย่างวิเชียรบุรีซึ่งตั้งอยู่ด้านข้าง ถูกแรงกระแทกจนข้าวของอุปกรณ์ค้าขายกระจัดกระจาย เตาย่างไก่และโต๊ะเก้าอี้เสียหายเกือบทั้งหมด

เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ถูกนำส่ง โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ก่อนหน้านี้ ทราบชื่อคือ นายจิตร์ติ หงษ์ดี อายุ 45 ปี คนขับรถพ่วง และ น.ส.เล็ก พานกลาง อายุ 53 ปี แม่ค้าส้มตำ ทั้งสองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและอยู่ในอาการปลอดภัย

นายวิทยา ใจเที่ยง อายุ 58 ปี เจ้าของร้านไก่ย่างวิเชียรบุรี เล่าว่า ขณะกำลังก่อเตาย่างไก่เตรียมเปิดร้าน จู่ ๆ ได้ยินเสียงดังสนั่นก่อนรถพ่วงจะพุ่งเข้าชนอาคารอย่างจัง ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ภรรยาของตนที่ยืนเตรียมวัตถุดิบอยู่ถูกแรงกระแทกจนล้มลงกองกับพื้น ท่ามกลางความโกลาหลของผู้คนในละแวกนั้น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบว่าโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก เสาปูนและคานกลางมีรอยร้าวหลายจุด หวั่นเสี่ยงทรุดตัว จึงเร่งกันพื้นที่เป็นเขตอันตราย พร้อมอพยพผู้พักอาศัยออกจากอาคารชั่วคราว เพื่อรอวิศวกรจากจังหวัดชลบุรีเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านพนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าคนขับอาจเกิดอาการหลับในจนรถเสียหลักพุ่งชนอาคาร อย่างไรก็ตาม จะเรียกตัวคนขับเข้าสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมตรวจสอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและสภาพรถ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก และกลายเป็นอีกอุทาหรณ์เตือนใจถึงอันตรายจากการขับขี่รถบรรทุกขนาดใหญ่บนเส้นทางสายหลัก ที่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียได้ทุกเมื่อ หากประมาทเพียงเสี้ยววินาทีเดียว