ข่าวเด่น » ทลายแก๊งแสบหลอกนักเรียนร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี”แลกลงทะเบียนซิมผีส่ง SCAMMER

ทลายแก๊งแสบหลอกนักเรียนร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี”แลกลงทะเบียนซิมผีส่ง SCAMMER

25 กุมภาพันธ์ 2026
61   0

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ,พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น/จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 , 4 และ 5 กองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วย กองกำกับการ 12 กองบังคับการตำรวจน้ำ กองบัญชาการตำรวจ สอบสวนกลาง

ปฏิบัติการตรวจค้น 8 เป้าหมาย (พื้นที่จังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่, สมุทรปราการ, ประจวบคีรีขันธ์) และ จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ รวม 3 คน ประกอบด้วย
1.นายปรัชญาฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฝางที่ 14/2569
2.น.ส.จิราภรณ์ฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฝางที่ 15/2569
3.น.ส.เบญจมาศฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฝางที่ 16/2569

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา เพื่อให้มีการซื้อ หรือขายหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ , ร่วมกันเป็นผู้เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อนำไปใช้หรือใช้บุคคลอื่นใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กระทำโดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ     ด้วยกฎหมาย”


พร้อมตรวจยึดของกลาง รวม 4 รายการ
1. ซิมโทรศัพท์มือถือ รวม 2,160 ซิม
2. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง
3. เอกสารเกี่ยวกับสัญญาคู่ค้าตัวแทนจำหน่าย จำนวน 1 ฉบับ
4. อุปกรณ์และเอกสารการโฆษณาขายซิม จำนวน 10 ชุด
 
วันเวลาและสถานที่ตรวจค้น/จับกุม วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่จังหวัดเชียงราย , เชียงใหม่ , สมุทรปราการ  และประจวบคีรีขันธ์

พฤติการณ์ สืบเนื่องด้วยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568  ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ได้ตรวจพบการรับแจ้งการหลอกลวงฉ้อโกงออนไลน์ ในต้นเดือนธันวาคม 2568  ผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ จำนวน 8 เคสไอดี หมายเลขโทรศัพท์คนร้าย จำนวน 7 หมายเลข ที่มีความผิดปกติเป็นพิเศษ โดยตรวจพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน คือหมายเลขโทรศัพท์ของคนร้าย ถูกลงทะเบียนผู้ใช้งาน ด้วยเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จึงได้สั่งการให้ กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ทำการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเหตุใดจึงมีเด็กและเยาวชนเป็นผู้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ให้กับคนร้าย นำไปใช้หลอกลวงลักษณะฉ้อโกงออนไลน์ (SCAMMER)

จากการตรวจสอบพบว่า มีกลุ่มบุคคลอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัทเครือข่ายบริษัทมือถือรายใหญ่ เข้ามาขอความร่วมมือจากโรงเรียนใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ้างว่าจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสแกมเมอร์ และแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการศึกษา และมีการสแกนบัตรประชาชนและใบหน้าเด็กนักเรียน คนละหลายครั้ง โดยในเคสไอดี จำนวน 8 เคสไอดี ซึ่งมีเบอร์โทรศัพท์คนร้ายที่ใช้ก่อเหตุ จำนวน 7 หมายเลข ตรวจพบภาพการลงทะเบียนเป็นของเด็กนักเรียนชาย อายุ 9, 14,    15 ปี ใส่ชุดนักเรียน ถ่ายในโรงเรียน จำนวน 3 หมายเลข , พบภาพของเด็กนักเรียนหญิง อายุ 8, 13, 14,    15 ปี ใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียน จำนวน 4 หมายเลข และพบว่าเบอร์ที่ลงทะเบียนของเด็กนักเรียนหญิง อายุ 14 ปี ถูกนำไปก่อเหตุถึง 2 เคสไอดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 แสนบาท

และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่สอบถามเด็กนักเรียนที่ถูกใช้ภาพใบหน้าและข้อมูลบัตรประชาชนไปลงทะเบียน เด็กนักเรียนทุกคนแจ้งว่า ไม่เคยลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว จึงเชื่อว่ากลุ่มคนดังกล่าว ได้นำข้อมูลของเด็กนักเรียนไปลงทะเบียนซิม แล้วนำไปจำหน่ายต่อให้กลุ่มฉ้อโกงออนไลน์ (SCAMMER) คนร้ายเลือกใช้พื้นที่ก่อเหตุ เป็นโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน ห่างไกล บนภูเขาสูง การคมนาคมลำบาก ใช้เวลาในการเข้าถึงค่อนข้างนาน เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง และ อาศัยความเป็นเด็กที่อ่อนประสบการณ์ อยากได้ของแจกฟรี ซึ่งง่ายต่อการหลอกเอาข้อมูล เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป. ได้ตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว น่าเชื่อว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง จึงให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการออกหมายจับบุคคลคนที่เกี่ยวข้อง

จนกระทั่งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กก.4 บก.ป. นำโดย พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. และ พ.ต.ท.เจษฎา แก้วจาเครือ รอง ผกก.4 บก.ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 , กก.4 , กก.5 บก.ป. และ บก.รน. ได้เปิดปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” เข้าตรวจค้นสถานที่รวม 8 จุด ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่,  จ.เชียงราย , จ.สมุทรปราการ และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถตรวจยึดซิมการ์ดโทรศัพท์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก พร้อมทั้งได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดฝาง จำนวน 3 ราย ได้แก่  น.ส.จิราภรณ์ อายุ 36 ปี จับกุมได้ที่บ้านเช่าใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่, น.ส.เบญจมาศ อายุ 29 ปี จับกุมได้ที่บ้านพัก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ และนายปรัชญา  อายุ 36 ปี พนักงานขายบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง ถูกจับที่บ้านพัก อ.เมือง จ.เชียงราย ในความผิดตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มาตรา 11 และ 11/2  ความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อหรือขายหมายเลขโทรศัพท์

สำหรับการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ ,ร่วมกันเป็นผู้เก็บรวบรวมครอบครองหรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อนำไปใช้หรือให้บุคคลอื่นใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกระทำโดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” ระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 แสนบาท ถึง 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาตามหมายจับและของกลางที่ตรวจค้นได้นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป.ดำเนินคดีตามกฎหมาย

หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง เด็กนักเรียนที่มีชื่อเป็นผู้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ จะกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีคอลเซ็นเตอร์โดยไม่รู้ตัว หรือจะถูกออกหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศให้ไปชี้แจง หากไม่ไปอาจจะถูกออกหมายจับได้

หากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ไม่เร่งระงับการใช้งานของหมายเลขโทรศัพท์ ก็จะมีเคสไอดีใหม่ เกิดขึ้นมา และหมายเลขดังกล่าวก็จะตกเป็นเครื่องมือให้เครือข่าย scammer ใช้ก่อเหตุเรื่อยไป
 
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เตือนภัย  ปัจจุบันการเปิดซิมการ์ดมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนทำให้กลุ่มมิจฉาชีพบางกลุ่ม ได้ใช้วิธีการแอบแฝง อ้างมาจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ หรือ “แจกซิมหรืออินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา” ในกลุ่มนักเรียน หรือเด็กเล็ก และเก็บข้อมูลส่วนบุคคล  ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญไปสู่การเข้าถึงธุรกรรมต่างๆ ในปัจจุบัน โรงเรียนหรือสถานศึกษาควรตรวจสอบ เพิ่มความเข้มงวด และกำกับดูอย่างใกล้ชิด ในกรณีจัดกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กและเยาวชนให้แก่ผู้ประกอบการที่มาจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลเป็นเอกสารหรือการกรอกข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่ว่าผู้ขอรับข้อมูลจะอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบริษัทเอกชน ก็ขอให้ตรวจสอบโดยละเอียดถี่ถ้วนทุกครั้ง

ทั้งนี้ บุคคลที่เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อนำไปใช้ หรือให้บุคคลอื่นใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เข่าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย