
ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน จะพัฒนาไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 เป็นคำถามที่ต้องพิจารณาภายใต้กรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง มิใช่อาศัยเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า การทำความเข้าใจ “พลวัตการยกระดับความขัดแย้ง” (escalation dynamics) ควบคู่กับ “โครงสร้างอำนาจของระบบโลก” (structure of international power system) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน
1. ระยะเริ่มต้นของความขัดแย้ง: จากการโจมตีสู่สงครามภูมิภาค
หากเกิดการโจมตีทางทหารจริงระหว่างคู่ขัดแย้ง ผลลัพธ์ในระยะต้นมีแนวโน้มประกอบด้วย
1. การตอบโต้ของอิหร่านผ่านขีปนาวุธหรืออากาศยานไร้คนขับต่ออิสราเอล
2. การขยายแนวรบผ่านเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในเลบานอน อิรัก และซีเรีย
3. การเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียเพื่อปกป้องฐานทัพและเส้นทางพลังงาน
4. การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ในเชิงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวยังจัดอยู่ในกรอบ “สงครามภูมิภาค” (regional war) เนื่องจากยังไม่มีการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างมหาอำนาจหลายฝ่ายพร้อมกัน
2. เงื่อนไขการยกระดับสู่สงครามโลก
การพัฒนาไปสู่สงครามโลกจำเป็นต้องมีการปะทะโดยตรงระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ เช่น
-รัสเซีย เข้าร่วมรบโดยตรงเคียงข้างอิหร่าน
-จีน เผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐ
การดึง นาโต้ (North Atlantic Treaty Organization (NATO)) เข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (strategic deterrence) โดยเฉพาะภายใต้สมดุลแห่งความหวาดกลัวทางนิวเคลียร์ (nuclear balance of terror) ทำให้ต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงสูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ด้วยเหตุนี้ รัสเซียและจีนจึงมีแนวโน้มเลือกใช้กลยุทธ์ “การสนับสนุนทางอ้อม” มากกว่าการเข้าร่วมรบโดยตรง

3. ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่จำกัดการลุกลาม
การประเมินเชิงระบบชี้ให้เห็นปัจจัยอย่างน้อยสี่ประการที่ช่วยจำกัดโอกาสของสงครามโลก ได้แก่
1. ความเสี่ยงนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้
2. ความพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจในระบบโลกาภิวัตน์
3. การดำรงอยู่ของช่องทางการทูตและกลไกระงับข้อพิพาท
4. ข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐในการเปิดแนวรบขนาดใหญ่เพิ่มเติม
ดังนั้น แม้โอกาสของสงครามภูมิภาคขยายวงจะอยู่ในระดับ “ปานกลาง” แต่ความเป็นไปได้ของสงครามโลกเต็มรูปแบบยังถือว่า “ต่ำ” ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน
4. ความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ: สงครามจำกัดวงแต่ยืดเยื้อ
ในทางวิเคราะห์ ความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าสงครามโลก คือภาวะ “สงครามจำกัดวงแต่ยืดเยื้อ” ซึ่งสามารถสร้างแรงกระแทกต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะกลางถึงระยะยาว
อิหร่านตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจเคลื่อนไหวดังนี้
-ความขัดแย้งจำกัดวง: 90–110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
-การปิดช่องแคบบางส่วน: 120–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
-การเข้าร่วมเต็มรูปแบบของมหาอำนาจ: มากกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ระดับดังกล่าวมีศักยภาพก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับโลก คล้ายกับวิกฤตพลังงานปี 2008
5. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ประเทศไทยมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากการนำเข้าน้ำมันสุทธิกว่า 80% ของการใช้ภายในประเทศ จึงได้รับผลกระทบผ่านกลไกราคาพลังงานโดยตรง
5.1 ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลต่อ
-ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์
-ค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรม
-ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา
-ต้นทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
แรงกดดันเงินเฟ้ออาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่งผลต่อกำลังซื้อภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน
5.2 ค่าเงินบาท การส่งออก และตลาดทุน
ในระยะสั้น ภาวะความเสี่ยงสูงมักทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อภาคส่งออกบางส่วน อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลก คำสั่งซื้อจากต่างประเทศจะลดลง ทำให้ผลเชิงบวกจากอัตราแลกเปลี่ยนถูกหักล้าง
ตลาดทุนไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงขายในระยะต้นจากพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off behavior)

6. การจัดวางผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์
ในมิติผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง ผู้ที่อาจได้รับประโยชน์ประกอบด้วย
1. ผู้ส่งออกพลังงาน เช่น Saudi Arabia, Russia และ United Arab Emirates ซึ่งได้รับรายได้เพิ่มจากราคาน้ำมันสูง
2. อุตสาหกรรมอาวุธในสหรัฐและยุโรป จากงบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้น
3. สหรัฐ หากสามารถรักษาสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางได้
4. จีนในทางอ้อม หากสหรัฐต้องกระจายทรัพยากรจากภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก
บทสรุปเชิงวิชาการ
ภายใต้เงื่อนไขโครงสร้างอำนาจโลกปัจจุบัน โอกาสเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 จากความขัดแย้งดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากกลไกการยับยั้งของมหาอำนาจยังทำงานอยู่ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของสงครามภูมิภาคที่ยืดเยื้อมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานโลกและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบหลักจะถ่ายทอดผ่านราคาพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงไปยังเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ความท้าทายเชิงนโยบายมิใช่การเตรียมรับสงครามโลกโดยตรง หากแต่เป็นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (economic resilience) เพื่อรับมือกับความผันผวนระยะยาวของระบบโลกที่ไม่แน่นอน.
บทความโดย…ดร.วันเฉลิม จันทรากุล เลขาธิการ สมาคมการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง