ข่าวเด่น » วิกฤตสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนภาคเกษตรพุ่ง ‘ปุ๋ย-น้ำมัน-ขนส่ง’แพงหลอนแผนเพาะปลูกนาปรัง

วิกฤตสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนภาคเกษตรพุ่ง ‘ปุ๋ย-น้ำมัน-ขนส่ง’แพงหลอนแผนเพาะปลูกนาปรัง

18 มีนาคม 2026
155   0

“ชาวนา”  พัทลุง ยัน “สงครามตะวันออกกลาง” ไม่ขาดแคลนข้าว “สต๊อก” ชี้ ราคาพลังงานขยับดันนาข้าวต้นทุนพุ่ง “โลจิสติกส์ รถไถ รถบรรทุก รถเกี่ยวข้าว”กระทบ “ข้าวนาปรัง’ 69”   พัทลุงปรับตัวขึ้น 10 %  เผยข้าวพื้นเมืองเล็บนก-สังข์หยด รวมทั้งข้าวเมล็ดสั้น ราคาดียั่งยืน ตลาดต้องการปริมาณมากยังไม่พอบริโภค ทาภาคใต้ต้องนำเข้าจากภาคกลาง อีสาน เหนือ ขณะที่หอการค้าภาคใต้ แนะรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายพลังงานรองรับความเสี่ยง “โซล่ารูฟ ,รถ EV, ชีวมวล,ปาล์ม อ้อย,มันสำปะหลัง” ทางเลือกทดแทนพลังงานแพง

นายประจวบ เกตุนิ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ข้าวนาปี จ.พัทลุง โดยในกลุ่มทำข้าวสังข์หยดและข้าวเล็บนก โดยข้าวเล็บนกผลผลิตผลผลิตหดตัวไปประมาณ 50 % เพราะเป็นนาลึกที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ส่วนข้าวสังข์หยด เป็นข้าวนาดอนได้ผลผลิตเต็ม 100 %  โดยในกลุ่มทำนาประมาณ 600 ไร่

สำหรับราคาข้าวเล็บนกเริ่มแรก 11,500 บาท / ตัน ได้ปรับตัวลง 10,500 ตัน ส่วนข้าวสังข์หยด 14,500 บาท / ตัน ปรับตัวลง 13,500 บาท / ตัน โดยราคาข้าวสังข์หยด และเล็บกนกปี 2569 ราคาได้ปรับตัวดีขึ้นประมาณ 10 % เมื่อเทียบกับปี 2568

นายประจวบ กล่าวอีกว่า  สำหรับแนวโน้มในการทำนาน่ากังวลว่าต้นทุนจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวน้ำมันดีเซลจาก 31 บาท / ลิตรและหากแนวโน้มปรับตัวขึ้นอีก อุปกรณ์การทำนา เช่น รถไถนา 2 ขั้นตอนขั้นตอนละ 800 บาท / ไร่ จะปรับเป็น 900 – 1,000 บาท / ไร่ รถเกี่ยวข้าว 500- 550 บาท / ไร่ จะปรับตัว 700 – 750 บาท / ไร่ และเกี่ยวกับราคาปุ๋ยที่จะบำรุงที่จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

“ส่วนสถานการณ์ข้าวจะเกิดขาดแคลนหรือไม่เมื่อสงครามจะมีขยายผลลากยาว ไม่น่างกังวลสำหรับในพื้นที่ทำนา เพราะชาวนาจะมีข้าวเก็บสต๊อกสำหรับตนเองได้สต๊อกไว้จำนวน 2 ตัน”

นายไพโรจน์  โรจนรัตน์  ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพัทลุง และเจ้าของโรงสีข้าวท่าโพธิ์ ค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ภาคใต้ จ.พัทลุง  เปิดเผยว่า  จากภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศตะวันออกจะมีแนวโน้มว่าราคาข้าว ราคาข้าวจะปรับตัวหรือไม่ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับทิศทางว่าสงครามจะขยายผลระยะยาว และที่สำคัญข้าวจะขึ้นอยู่กับประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกคือประเทศอินเดีย

“แต่ในขณะนี้ข้าวยังไม่มีการปรับตัวและข้าวสำหรับประเทศไทยมีปริมาณพอเพียงเลี้ยงคนได้ทั้งประเทศ”

นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า แต่แนวโน้มที่ราคาพลังงานจะมีการปรับตัวขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตข้าวจะสูงขึ้น เพราะอุปกรณ์การทำนา เช่น  รถไถนา รถเกี่ยวข้าว โลจิสติกส์ระหว่างพื้นที่นากับโรงสีข้าว และระหว่างภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ  จะมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวราคาข้าวก็จะปรับตัวตาม

สำหรับข้าวนาปีในปี 2569 ราคาปรับตัวอยู่ในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะพันธุ์ข้าวพื้นเมืองทั้งข้าวเล็บนก ข้าวสังข์หยด ข้าวเฉี้ยง ข้าวไรซ์เบอร์รี่  โดยข้าวสังข์หยดประมาณ 14,000 บาท / ตัน ส่วนข้าวขาว  ข้าวเมล็ดยาวราคา 6,200 – 6,300  บาท ส่วนข้าวเมล็ดสั้น 6,800 – 7,000 บาท / ตัน สำหรับข้าวมีทั้งประเภทข้าวนิ่มและข้าวแข็ง

“ข้าวนาปีทางกลุ่มโรงสีข้าว สามารถรับซื้อบางรายประมาณ 10,000 ตัน  4,000 ตัน  3,000  ตัน 2,000 ตัน / ฤดู”.

นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า  สำหรับการทำนาที่ราคาดียั่งยืนมาตลอดคือข้าวเมล็ดสั้นและข้าวพื้นเมือง ข้าวเล็บนก ข้าวเฉี้ยง ฯลฯ เป็นข้าวที่ได้ราคาดีมาตลอดและยั่งยืน และสำหรับภาคใต้มีความต้องการมาอย่างต่อเนื่องและยังมีปริมาณไม่พอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งยังขาดอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะข้าวเมล็ดสัตว์กลุ่มปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงไก่ ต้องการปริมาณมาก ซึ่งปัจจุบันทางภาคใต้ จะต้องนำเข้าข้าวเมล็ดสั้นมาจากภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือและค่อนข้างจะมีต้นที่สูงจากอัตราค่าขนส่ง.

แหล่งข่าวจกผู้แทนจำหน่ายปุ๋ย จ,สงขลา เปิดเผยว่า สำหรับปุ๋ยไม่น่ากังวลเท่าที่ควรประด้นที่จะเขาดแคลนแม่ปุ๋ยหรือหัวเชื้อ เพราะปัจุบันการเกษตรกรพัฒนาปรับปรุงหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพปริมาณมากขึ้นกว่าปุ๋ยเคมี เช่นปัจจุบันเกษตรกรได้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพประมาณเพิ่มขึ้นถึง 70  %  ใช้ปุ๋ยเคมีประมาณ  30 % ซึ่งต้นทุนการใช้ปุ๋ยจะห่างกันมาก เช่น ใช้ปุ๋ยเคมี 1 กระสอบ ขนาด 50 กก. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพได้ 3 กระสอบ ขนาด 50 กก. ราคาปุ๋ยเคมีราคากว่า 1,000 บาท / กระสอบ ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ราคา 400 – 500 – 600 บาท /  กระสอบ

“การใช่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพได้ขายตัวเติบโตมา 4-5 ปี ปัจจัยสำคัญเพราะว่าดินจะดีแม้ว่าจะให้ผลผลิตจะช้าและปริมาณไม่เท่ากับปุ๋ยเคมี แต่ในส่วนปุ๋ยเคมีดินจะแข็งดินเสียในระยะไม่นานก็จะส่งผลกระทบ”

ทางด้าน นายกรกฎ เตติรานนท์ ประธานหอการค้าภาคใต้กลุ่มฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร สุราษฎร์ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา) เปิดเผยว่า จากภาวะเกิดสงครามในประเทศตะวันออกลางศูนย์กลางพลังงานโลกทั้งน้ำมันและก๊าซที่ส่งออกทั่วโลกซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องรับมือ

“ราคาน้ำมันได้มีการปรับตัวและจะมีแนวโน้มปรับตัวต่อ เพื่อรองรับป้องกันวิกฤติ และตอนนี้ที่ได้รับผลกระทบแล้วคือโลจิสติกส์ สายการบิน ฯลฯ”

นายกรกฎ กล่าวว่า มีความเห็นว่าในการรองรับรัฐบาลจะดำเนินการได้คือต้องแก้ไขกฎหมายพลังงานเสรี โดยภาคเอกชนมีความที่จะเข้าไปลงทุนทั้งโครงการอุตสาหกรรมโซล่ารูฟ  ไฟฟ้าพลังงงานชีวมวล โรงไฟฟ้าขยะ และอุตสาหกรรมรถ (EV)

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) อุปนายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานจะต้องมีความพร้อมในการรองรับ สำหรับประเทศไทยมีทางเลือกทางรอดมากสามารถนำทรัพยากรบนดินมาใช้ได้นอกจากปาล์มน้ำมันแล้ว ที่สามารถแปรรูปเป็นพลังงานไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงน้ำมัน เช่น B20 B100

นั้นคืออ้อย และมันสำปะหลัง ที่แปรรูปเป็นเอทานอลพลังงานน้ำมันเบนซิน ก๊าซโซฮอลล์ ทั้งอ้อย มันสำปะหลังซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของประเทศที่มีความพร้อมอยู่แล้ว และประการสำคัญสามารถจะสร้างเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับฐานรากได้ดีมากและยั่งยืน

“ปัจจุบันในส่วนได้มีการนำเข้ามาจากประเทศบราซิล ซึ่งปัจจุบันหากสงครามในประเทศตะวันออกกลางยืดเยื้อ ก็จะสามารถเอาวัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศนำมาแปรรูปผลิตได้เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังเศรษฐกิจของไทย เป็นทางส่งเสริมทางรอดอีกทางหนึ่งของไทย และถือเป็นโอกาสอันสำคัญสูงสุดในขณะนี้” นายทศพล กล่าว.