
“ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” สินค้าประมงพื้นถิ่นที่เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำ กลายเป็นดาวดวงใหม่บนเวทีสินค้าอัตลักษณ์ไทย หลัง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างเป็นทางการ หวังยกระดับมาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และปลุกเศรษฐกิจชุมชนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “ตรารับรอง” แต่คือการตอกย้ำคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นใน จังหวัดสมุทรปราการ ที่หล่อเลี้ยงปลากะพงให้เติบโตในระบบ “สองน้ำ” อันเป็นเอกลักษณ์
พื้นที่เพาะเลี้ยงหลักในอำเภอบางบ่อ อำเภอเมือง และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ล้วนเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งที่ได้รับอิทธิพลจาก แม่น้ำเจ้าพระยา และเครือข่ายลำคลองนับสิบสาย ทำให้เกิดสภาพน้ำจืดสลับน้ำกร่อยตามฤดูกาล กลายเป็นปัจจัยธรรมชาติที่หาไม่ได้ง่าย และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ปลากะพงที่นี่มีรสชาติแตกต่าง

ปลากะพงถูกเลี้ยงในบ่อดินใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ ปล่อยให้ว่ายน้ำอย่างอิสระ ลดความเครียด ส่งผลให้เนื้อปลาแน่น ขาว นุ่ม รสหวาน ไร้กลิ่นโคลน จนกลายเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในรูปแบบสด แช่แข็ง และแปรรูปอย่าง “ปลากะพงแดดเดียว” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหอม กรอบนอกนุ่มใน
ตัวเลขสะท้อนความสำเร็จชัดเจน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการกว่า 166 ราย ผลิตปลากะพงกว่า 4,400 ตันต่อปี สร้างรายได้มากกว่า 536 ล้านบาท และเมื่อรวมกับสินค้า GI อื่นของจังหวัด เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า และปลาสลิดบางบ่อ ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 850 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม การได้สถานะ GI เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้น อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า หลังจากนี้จะมีการควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มงวด พร้อมผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และปกป้องชื่อเสียงสินค้าไทยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังเร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ โมเดิร์นเทรด และเวทีแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร หวังให้ “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” ไม่ได้เป็นเพียงอาหารบนจาน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การยกระดับสินค้า GI ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มราคา แต่คือการ “เพิ่มคุณค่า” ให้กับชีวิตของชาวประมง และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจฐานรากของสมุทรปราการก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต