มหกรรม “เสน่ห์ปริมณฑล”2569 ยกของดี 4 จังหวัดกรุงขายบนห้างฟิวเจอร์กระตุ้นศก.

ผู้ว่าฯปทุมธานี เปิดงาน “เสน่ห์ปริมณฑล” ภายใต้แนวคิด “ศรัทธาศิลป์ ถิ่นเจ้าพระยา มรดกภูมิปัญญา สู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์”ยกสินค้า 4 จังหวัดภาคกลางปริมณฑลขายระหว่างวันที่ 2–6 เม.ย. ณ ฟิวเจอร์พาร์ค ปทุมธานี ชู “Soft Power”เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่  3 เมษายน  2569 ณ CASCATA ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จังหวัดปทุมธานีนายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประธานในพิธีเปิดงานเสน่ห์ปริมณฑล ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประกอบด้วย จังหวัดปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ ผนึกกำลังเปิดงานยิ่งใหญ่! เนรมิตบรรยากาศการเปิดงาน “เสน่ห์ปริมณฑล” ภายใต้แนวคิด “ศรัทธาศิลป์ ถิ่นเจ้าพระยา มรดกภูมิปัญญา สู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์”  ที่อบอวลไปด้วยความคึกคักและสีสันแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยถือเป็นงานยักษ์ที่เปลี่ยนมรดกล้ำค่าจากอดีตให้กลายเป็นพลัง Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ในแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า“ความสุขที่หลากหลายอยู่ใกล้กว่าที่คิด โดย นายอมรเทพ เพชรกำแพงแสน ที่ปรึกษาด้านการตลาดศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ร่วมพิธี

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงและมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ล้วนเป็น Soft Power ที่ทรงคุณค่า ซึ่งหากนำมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์จะสามารถสร้างโอกาสและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้คือภาพสะท้อนการบูรณาการความร่วมมือกันของทั้ง 4 จังหวัด เพื่อพาให้ทุกท่านไปสัมผัสเสน่ห์ที่หลากหลายผ่าน 4 สายหลัก ทั้งสายบุญ สายศิลป์ สายกิน และสายเที่ยว ซึ่งแต่ละจังหวัดต่างก็นำเอา“ของดีระดับพรีเมียม” มาจัดแสดงเพื่อให้คนเมืองได้เข้าถึงมรดกทางวัฒนธรรม และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่ได้ง่ายขึ้น

“ผมเชื่อมั่นว่า งาน ‘เสน่ห์ปริมณฑล’ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว  กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม  รวมถึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมตอกย้ำให้ทุกคนได้เห็นว่า “ความสุขที่หลากหลาย อยู่ใกล้กว่าที่คิด” ผู้ว่าฯปทุมธานี กล่าว

ด้าน นางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวเสริมว่า การจัดงานในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนต้นทุนทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ท้องถิ่น ให้กลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

โดยภายในงานได้ร้อยเรียงอัตลักษณ์ผ่านกิจกรรม “4 สายหลัก” ที่พร้อมสะกดทุกสายตา ประกอบด้วย สายบุญ : นำเสนอพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคล สายศิลป์ : ถ่ายทอดงานหัตถศิลป์และมรดกภูมิปัญญาที่วิจิตรตระการตา สายกิน : รวบรวมเมนูเด็ดระดับตำนานและอาหารพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียง และสายเที่ยว : สร้างพื้นที่แห่งความสุขและการพักผ่อนที่อยู่ใกล้กรุงเพียงก้าวเดียว

สำหรับกิจกรรมเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยมี คุณเขมนิจ จามิกรณ์ (แพนเค้ก) เป็นพิธีกรดำเนินงาน พร้อมการแสดงสุดตระการตา 2 ชุด คือ “ร้อยรักษ์อัตลักษณ์ถิ่น กลิ่นอายปริมณฑล” และการแสดง  “ชุดผ้าไทยพระราชนิยม” และการแสดงชุดพิเศษจากนักแสดงละครพื้นบ้าน “แก้วหน้าม้า”

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม การสาธิตภูมิปัญญา การแสดงศิลปวัฒนธรรม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ฉ่อยสามน้า, ศรราม น้ำเพชร, ศิลปินจาก The Golden Song และต่าย อรทัย ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างความสุขตลอด 5 วันของการจัดงาน

งาน “เสน่ห์ปริมณฑล” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2569 ณ CASCATA ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “เที่ยวครบ จบในที่เดียว” ตลอดการจัดงาน

.

ฉุนหนุ่มใส่ขาเทียมยืนฉี่ริมถนนโชว์กลุ่มสาวโดน2ชายหนุ่มรุมตื๊บเจ็บสาหัส

อุทัยธานี – หนุ่มใส่ขาเทียม!ยืนฉี่ริมถนน ขณะที่กลุ่มสาวหันมาพอดี  2 เพื่อนชายโกรธแทนรุมตื๊บจนปากเหวอะ ฟันหัก 2 ซีก เจ้าหน้าที่เร่งหาตัวคนร้าย

เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภจ.ว.อุทัยธานี ชุดสืบสวน สภ.ตลุกดู่ เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุบริเวณบนถนนอ่างเก็บน้ำ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

โดยได้รับการเปิดเผยจากผู้บาดเจ็บ ชื่อนายก้องเกียรติ อายุ 22 ปี ชาวตำบลตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี พิการขาใส่ขาเทียม เปิดเผย ได้ถูกคนร้ายเป็นชาย รุมทำร้าย พร้อมยิงปืนขู่ จนได้รับบาดเจ็บบริเวณปากและฟัน ระหว่างที่ตนเองขับรถกระบะ ไปขายน้ำอัดลมที่สถานที่อ่างเก็บน้ำ

ล่าสุดช่วงเที่ยงคืนระหว่างตนเองได้เก็บของเตรียมตัวจะกลับบ้าน จังหวะนั้นตนเองได้ปวดท้องฉี่ จึงเดินไปที่บริเวณบนถนน บังเอิญได้ไปพบกับชาย 3 คน หญิง 2 คน นั่งปูเสื่อรวมกลุ่มกันอยู่ แล้ว ตนเองได้ยืนฉี่ ระหว่างนั้นมีหญิง 2 คนที่อยู่ในกลุ่ม ได้หันหน้ามาทางตนเองที่กำลังยืนฉี่พอดี แล้วตนเองก็เดินกลับไปยังร้าน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนั้นได้มีชาย 2 คนที่นั่งรวมกลุ่มกับหญิง ได้เข้ามาชกเตะต่อยตนเอง จนเลือดท่วมตัว แล้วล้มลง จนทำให้ขาเทียมพิการด้านซ้าย หลุดออกมา แล้วยิงปืนขึ้นฟ้า 3 นัด ลงดิน 2 นัด ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งพลเมืองดี ได้เข้ามาช่วยเหลือและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มาระงับเหตุ

ทั้งนี้ได้ประสานไปยัง เจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลตลุกดู่ นำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ เร่งหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินตามกฎหมายต่อไป

.

พลิกโฉมการค้าชุมชน ” Nan Smile Market 2026″ใจกลางเมืองน่าน ดันศก.สู่ก้าวใหม่ที่ยั่งยืน

จังหวัดน่านเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก จัดงาน “Nan Smile Market 2026 : The Next Chapter” หรือ “ตลาดนัดคนไทยยิ้มได้” โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดโดยพัฒนาชุมชนจังหวัดน่าน ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนและชุมชน  ในโอกาสและเทศกาลพิเศษ ในระหว่างวันศุกร์ที่ 3 ถึงวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. ณ ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาน่าน ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

นายสุทธิรักษ์ ศรีสุเลิศ พัฒนาการจังหวัดน่าน  กล่าวว่า งานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่สำหรับการซื้อขายทั่วไป แต่คือความตั้งใจของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดน่าน ที่ต้องการขยายโอกาสทางการตลาดและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศการค้าที่เป็นธรรม มีความเป็นกันเอง  และสะท้อนอัตลักษณ์ความมีน้ำใจแบบไทย ภายในงานจะได้พบกับสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เกษตรกร และครัวเรือนสัมมาชีพกว่า 30 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งประเภทอาหาร เครื่องดื่ม ผ้าเครื่องแต่งกาย ของใช้ ไปจนถึงผลผลิตทางการเกษตรที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือการชูจุดเด่นเรื่องผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสื่อถึงความยั่งยืนของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ความพิเศษของงานเริ่มต้นขึ้นในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ มีการแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่นชุด “แม่กาด” นอกจากนี้ยังมีความตื่นตาตื่นใจจากการปรากฏตัวของ “ผู้กองน้ำผึ้ง” นางสาวน่าน ประจำปี 2569 ที่มาร่วมร้องเพลงสร้างสีสันและดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงเย็นอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานฝีมือและต้องการเพิ่มพูนทักษะอาชีพ งานนี้ได้จัดเตรียมกิจกรรม Workshop ไว้อย่างเต็มอิ่มทั้งสองวัน โดยในวันที่ 3 เมษายน จะมีการสาธิตการทำลูกประคบสมุนไพร และงานจักสานสร้างสรรค์ “ดอกแคททรียาควีนสิริกิติ์” ส่วนในวันที่ 4 เมษายน จะต่อเนื่องด้วยกิจกรรมหัตถกรรมร้อยลูกปัดจากวัสดุรีไซเคิล และการทำตุ๊กตาจากเศษผ้าทอ ซึ่งเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาให้เกิดมูลค่าใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านมาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของเมืองน่านในมิติใหม่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

สกินโนวา เปิดตัว Heliocare Oral Capsules บุกตลาดไทยชูเทคโนโลยี Fernblock®งานวิจัยกว่า 100 ฉบับ

บริษัท สกินโนวา จำกัด ร่วมกับ Cantabria Labs ประเทศสเปน เปิดตัว “Heliocare Oral Capsules” ชู Fernblock® Technology พร้อมงานวิจัยรองรับกว่า 100 ฉบับ นวัตกรรมปกป้องผิวจากแสงแดดชนิดรับประทานรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ปกป้องผิวจากภายในสู่ภายนอก 360 องศา ตอบรับแนวโน้มตลาดเวชศาสตร์ความงามอาเซียนเติบโตต่อเนื่อง

ภญ.สิริมาส ศรีวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกินโนวา จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เวชสำอางชั้นนำจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในตลาดความงามเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสและอินฟลูเอนเซอร์ สู่ยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้

โดยเฉพาะตลาดเวชสำอางที่มีการแข่งขันสูงและเติบโตควบคู่กับช่องทางออนไลน์ สอดคล้องกับข้อมูลจาก Fortune Business Insights ที่ระบุว่าตลาดเวชสำอางในอาเซียนมีมูลค่า 9.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 36.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 15.80% โดยกลุ่มสกินแคร์ยังครองสัดส่วนสูงสุดของตลาด จากแนวโน้มปัญหาผิวหนังที่เพิ่มขึ้นและความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ ขณะที่ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญและมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอาเซียนปี 2025 สะท้อนศักยภาพของไทยต่ออุตสาหกรรมเวชสำอางระดับภูมิภาค

บริษัท สกินโนวา จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2553 มุ่งเน้นการคัดสรรและนำเข้าผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มีงานวิจัยรองรับ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยเริ่มทำตลาดในประเทศไทยด้วยแบรนด์ Miami Peel และ Q-Skinscience จากสหรัฐอเมริกา ก่อนขยายพอร์ตโฟลิโอสู่แบรนด์ชั้นนำจากยุโรป ได้แก่ Heliocare, Endocare, Neoretin และ Biretix โดยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เติบโตเฉลี่ย 30-50% จากการตอบรับที่ดีในกลุ่มแพทย์ผิวหนังและคลินิกความงาม ปัจจุบันมีช่องทางจำหน่ายหลักผ่านคลินิกความงามและโรงพยาบาลชั้นนำ (B2B) สำหรับกลุ่ม Exclusive for Clinic & Hospital และช่องทางร้านวัตสัน (B2C) ในกลุ่ม Consumer Line ประมาณ 10% ของยอดขาย 

ภญ.สิริมาส กล่าวว่า บริษัทฯ ได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการนำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Heliocare ในประเทศไทย จาก Cantabria Labs ผู้ผลิตเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชั้นนำระดับโลกจากประเทศสเปน Cantabria Labs เริ่มต้นจากการทำตลาดด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด Heliocare ชนิดทา ก่อนต่อยอดสู่ “Heliocare Oral Capsules” นวัตกรรมเสริมการปกป้องผิวจากแสงแดดชนิดรับประทานรายแรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในระยะเริ่มต้นจำหน่ายเฉพาะในโรงพยาบาลและคลินิกภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลผิวจากแสงแดดในทุกมิติ

ภญ.สิริมาส ศรีวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกินโนวา จำกัด 

“Heliocare Oral Capsules” พัฒนาภายใต้นวัตกรรม Fernblock® Technology ซึ่งวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดย Cantabria Labs ร่วมกับทีมของ Dr. Fitzpatrick และทีมแพทย์จาก Harvard Medical School จากการค้นพบศักยภาพของเฟิร์นเขตร้อน Polypodium leucotomos ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะและมีการจดสิทธิบัตร โดยมีคุณสมบัติโดดเด่นคือ การปกป้องผิวจากแสงแดดแบบหลายกลไก ช่วยลดอนุมูลอิสระ ปกป้อง DNA ของเซลล์ผิว ลดการอักเสบ เสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ และฟื้นบำรุงความเสียหายจากรังสี UV ควบคู่คุณสมบัติสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลปัญหาความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และชะลอสัญญาณแห่งวัย

ด้วยงานวิจัยของ Fernblock® Technology ที่ได้รองรับมากที่สุดในโลกถึงกว่า 100 ฉบับ เทคโนโลยีดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ Heliocare มากว่า 20 ปี ได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งเดียวในด้านมาตรฐานการปกป้องผิวจากแสงแดดในรูปแบบรับประทาน และการปกป้องแบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งรังสี UVA, UVB, แสงสีฟ้า และรังสีอินฟราเรด ภายใต้แนวคิดการดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอก Inside-Out Photoprotection

นอกเหนือจากความแข็งแกร่งด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี Heliocare ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านความร่วมมือกับสโมสรฟุตบอลชั้นนำอย่าง Real Madrid และการทำงานร่วมกับนักกีฬาระดับตำนานอย่าง Rafael Nadal เพื่อถ่ายทอดแนวคิดการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างจริงจัง สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Oral Photoprotection บนเวทีนานาชาติดังนั้น เพื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมขยายการรับรู้และสร้างความเข้าใจเชิงวิชาการในกลุ่มแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ บริษัทฯ ได้จัดงาน The Official Launch: Royal Radiance – The Art & Science of Inside-Out Photoprotection ณ พระราชวังพญาไท กรุงเทพฯ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ความงาม        เข้าร่วมกว่า 170 ราย สะท้อนการตอบรับจากแวดวงเวชศาสตร์ความงามต่อแนวคิดการปกป้องผิวแบบองค์รวมจากภายในสู่ภายนอก 

ภายในงานมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ หัวข้อ “Redefining new concept of Photoprotection: The Power of Fernblock in 360° In & Out – Personalized Photoprotection and the New Era of Fernblock®” โดยได้รับเกียรติจาก Global Speaker Dr. Maria Alejandra Vitale Villarejo จาก Cantabria Labs พร้อมด้วยคณะแพทย์ผิวหนังผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำของไทย ได้แก่ นพ.วิชัย หงส์จารุ, นพ.ไพศาล รัมณีย์ธร, ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ, ศ.พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร, ศ.นพ.วาสนภ วชิรมน, ดร.พญ.อัจจิมา สุวรรณจินดา และ    พญ.สุรัสศวัลย์  วงศ์เกียรติขจร ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงวิชาการ

“การเปิดตัว Heliocare Oral Capsules ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการนำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่ตลาดไทย โดยเน้นการทำงานร่วมกับแพทย์และสถาบันการแพทย์ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้าน Oral Photoprotection และเพิ่มทางเลือกในการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพและอ่อนเยาว์ในระยะยาว” ภญ.สิริมาส กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Heliocare TH, IG: Heliocare TH และ LineOA : @heliocare-endocare

ตำรวจบุกจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ลักลอบค้าค่างแว่นสัตว์ป่าคุ้มครอง

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย กก.5 บก.ปทส. ร่วมกันจับกุม 1. นายจิรทีปต์ฯและ2. น.ส.นันท์นภัสฯ

ตรวจยึดของกลาง 1. ค่างแว่น จำนวน 1 ตัว บรรจุในตะกร้าสีเหลือง 2. โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อไอโฟน สีทอง จำนวน 1 เครื่อง (โทรศัพท์มือถือของนายจิรทีปต์ฯ) 3. รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ จำนวน 1 คัน โดยสถานที่จับกุม บริเวณลานจอดรถ แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพมหานครฯ

พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส. ได้ดำเนินการสืบสวนติดตามพฤติการณ์ลักลอบค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง หลังได้รับข้อมูลจากสายลับว่ามีการติดต่อเสนอขาย “ค่างแว่น” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย ในราคาตัวละ 90,000 บาท และมีการโอนเงินมัดจำ จำนวน 10,000 บาท เพื่อยืนยันการซื้อขาย จากการรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ติดต่อซื้อขายคือนายจิรทีปต์ฯ ต่อมาได้มีการนัดหมายส่งมอบสัตว์ดังกล่าว ณ บริเวณลานจอดรถตลาดแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานครฯ

เมื่อถึงวันนัดหมายนายจิรทีปต์ฯ พร้อมด้วย น.ส.นันท์นภัสฯ ได้เดินทางมายังจุดนัดหมายด้วยรถยนต์ พร้อมตะกร้า ภายในบรรจุค่างแว่น จำนวน 1 ตัว มาพบสายลับเพื่อส่งมอบสัตว์และรับชำระเงินส่วนที่เหลือ ภายหลังสายลับตรวจสอบพบว่าเป็นสัตว์ตามที่ตกลงซื้อขายจริง จึงส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เข้าดำเนินการจับกุม

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิ และแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกจับทั้งสองรายในความผิดฐาน “ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าดังกล่าว หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวพร้อมของกลางไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ภายหลังการจับกุมเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลโดยเข้าตรวจค้นตามหมายค้นของศาลจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นสถานที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกจับ ผลการตรวจค้นพบสัตว์ชนิดต่างๆ ภายในกรง คอก และพื้นที่เลี้ยงสัตว์จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบสัตว์อื่นที่เข้าข่ายการกระทำผิดเพิ่มเติม

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาโดยในส่วนของทางนายจีรทีปต์ฯ ให้การเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัตว์ค่างแว่นที่นำมาขายให้กับทางสายลับล่อซื้อนั้นเป็นสัตว์ที่ตนซื้อมาอีกทีโดยไม่มีเอกสารหรือหลักฐานใดแสดง

ศรีสะเกษลุยแก้ฝุ่น PM2.5 สร้างนวัตกรรม “เมืองไร้ควัน” ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

จังหวัดศรีสะเกษเดินหน้าจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การวิเคราะห์ปัญหาพื้นที่ชุมชนเป้าหมาย PM 2.5” ณ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ (เกาะห้วยน้ำคำ) โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศรีเสงี่ยม ณูรักษา เป็นประธานในพิธีเปิด

อาจารย์ชนินทร เรืองอุดมสกุล หัวหน้าโครงการ ในนามคณะทำงานโครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่เขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษกำลังเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการเผาในที่โล่ง และกระบวนการผลิตถ่านแบบดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ได้ริเริ่มนำนวัตกรรม “เตาเผาถ่านชีวมวลไร้ควัน” หรือ “เตาซุปเปอร์ ดร.บอล” มาใช้ ซึ่งเป็นระบบเผาไหม้สมบูรณ์ สามารถแปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น กิ่งไม้ ให้กลายเป็นถ่านคุณภาพสูงและน้ำส้มควันไม้ โดยไม่ก่อให้เกิดควันหรือมลพิษ ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ในชุมชน

สำหรับการอบรมครั้งนี้เป็นระยะที่ 1 (Learning & Context Analysis) ภายใต้แนวคิด LIP Platform มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัญหาในพื้นที่จริง และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้แก่ ผศ.ดร.เทอดเกียรติ แก้วพวง และ ดร.นิโรธ ศรีมันตะ

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากตัวแทนชุมชน คณะทำงาน และนักศึกษา รวมจำนวน 75 คน ซึ่งถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน

 ทั้งนี้ คาดหวังว่า กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้าง “นวัตกรท้องถิ่น” และขับเคลื่อน “โมเดลเมืองไร้ควัน (Smokeless City Model)” ของจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ ลดผลกระทบด้านสุขภาพ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนในระยะยาวอย่างยั่งยืน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

วธ.หนุน 6 นิทรรศการใหญ่ “Read The Legend” เปิดตำนานการอ่านไทย–โลกชวนเที่ยว งานสัปดาห์หนังสือ

กระทรวงวัฒนธรรม หนุน 6 นิทรรศการใหญ่ “Read The Legend” เปิดตำนานการอ่านไทย–โลก ชวนเที่ยวชมไฮไลท์ประวัติศาสตร์มีชีวิต ในงานสัปดาห์หนังสือฯ ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.-6 เม.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดนิทรรศการดีๆ ที่น่านสนใจพาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ตำนาน ​ผ่าน 6 นิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Read The Legend เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่” ถ่ายทอดพัฒนาการหนังสือ ศาสนา และภูมิปัญญาไทยเชื่อมโยงสู่สากล เปิดให้ประชาชนเข้าชมตลอด 12 วัน ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ณ ฮอลล์ 5–8 ชั้น LG และห้องสัมมนา ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายธีรภัทร เจริญสุข เลขาธิการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การจัดนิทรรศการปีนี้แบ่งออกเป็น 3 แกนสำคัญ ครอบคลุมเรื่องประวัติศาสตร์ ตำนาน และพัฒนาการของหนังสือที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและสังคมไทย พร้อมเปิดพื้นที่ “Y Book Fair” เป็นครั้งแรก เพื่อสะท้อนศักยภาพวรรณกรรมไทยในฐานะพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผลักดันความภูมิใจในความเป็นไทยสู่เวทีนานาชาติ

หนึ่งในนิทรรศการสำคัญ “แสงแห่งปัญญา ในสมเด็จพระพันปี” ถ่ายทอดพระราชดำริด้านการศึกษาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดแสดงหนังสือพระราชนิพนธ์ “แก้วจอมแก่น” และ “แก้วจอมซน” ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สะท้อนบทบาทของการศึกษาในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมไทย

นิทรรศการ “อ่านพุทธตำนานผ่านบรรณพิภพ” นำเสนอคัมภีร์ใบลานสมัยอยุธยา พระไตรปิฎกจารทองคำ หนังสือสมุดไทยเรื่องพระมาลัย และพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 จากหอสมุดแห่งชาติ พร้อมกิจกรรมเขียนใบลานและกิจกรรมเรียนรู้ผ่าน QR Code เพื่อสื่อสารองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาแก่ผู้เข้าชม

ขณะที่นิทรรศการ “จากวิถีแห่งศรัทธา สู่ภูมิปัญญาของยุคสมัย” ถ่ายทอดบทบาทมิชชันนารีในการนำเทคโนโลยีการพิมพ์และองค์ความรู้สมัยใหม่เข้าสู่ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงหนังสือหายาก อุปกรณ์การพิมพ์ยุคแรก และพจนานุกรมเล่มแรกของไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การพิมพ์ไทย

ด้าน “โครงการประกวดหนังสือระดับชาติ The Nur Award 2026 รางวัลจรัสแสง: มนุษยภาพและสังคมศาสตร์” เปิดพื้นที่ทางปัญญาสำหรับหนังสือด้านอิสลามและวิถีมุสลิมในสังคมไทย พร้อมจัดแสดงคัมภีร์อัลกุรอานโบราณ และหนังสือสำคัญ 19 เล่มที่มุสลิมไทยควรอ่านสักครั้งในชีวิต

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ “Read the legend: หนังสือต้องห้าม (ลืม)” ถ่ายทอดประสบการณ์การอ่านรูปแบบ immersive ชวนสำรวจหนังสือทรงอิทธิพลในอดีต พร้อมกิจกรรม “Meet the legends” เปิดพื้นที่ให้นักอ่านได้พบปะนักเขียนอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ มูลนิธิหนึ่งอ่านล้านตื่น ร่วมกับคณะหุ่นเจ้าขุนทอง นำหุ่นมือในตำนานกลับมาสร้างสีสันผ่านการแสดง เวิร์กชอป และกิจกรรมพากย์เสียงตลอดระยะเวลาการจัดงาน โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบโครงการ “หนังสือตรงใจ” เพื่อส่งต่อหนังสือคุณภาพสู่ผู้อ่าน

พร้อมกันนี้ ยังมีนิทรรศการ “Y book journey: ย้อนรอยตำนานวายจากไทยสู่เทศ” นำเสนอพัฒนาการวรรณกรรม BL และ GL ของไทย พร้อมกิจกรรม Y Book Day และเวทีเสวนา 3 หัวข้อสำคัญ วันที่ 4 เมษายน 2569 ณ เวที Author’s Salon

รวมถึงนิทรรศการ “Little Read Universe: Legend Alive จักรวาลตำนานมีชีวิต” พื้นที่เรียนรู้ผ่านการเล่นและการอ่านสำหรับเยาวชน นิทรรศการ “CreaTHAIvity – ครีเอตไทยวิถี: ผลงานไทยในไต้หวัน” ที่นำเสนอหนังสือไทย 50 เรื่อง และผลงานภาพประกอบ 21 ชิ้นบนเวทีนานาชาติ ตลอดจนนิทรรศการ “เล่มนี้ที่โลก Read” ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของหนังสือไทยที่ได้รับการแปลเผยแพร่ในต่างประเทศ

อีกทั้งยังมีนิทรรศการ “เส้นทางพานแว่นฟ้า 25 ปี” โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนิทรรศการหนังสือดีเด่นประจำปี 2569 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ร่วมสะท้อนพัฒนาการวรรณกรรมไทยในมิติการศึกษา สังคม และประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังจัดกิจกรรม “กระทรวงว่าการ นักอ่านมืออาชีพ” เฟ้นหาครีเอเตอร์กว่า 200 คน ร่วมขับเคลื่อนการสื่อสารสร้างกระแสการอ่านผ่านกิจกรรม “21 Miracle Challenge” และการประกวดสุดยอดนักอ่านมืออาชีพ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 185,000 บาท เพื่อจุดประกายให้การอ่านกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่

ผู้สนใจสามารถเที่ยวชมนิทรรศการสำคัญและกิจกรรมไฮไลท์ หนังสือ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ได้ตลอดทั้งงาน ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ททท.เปิดตัว “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” เที่ยววิถีชุมชน ยลวัฒนธรรม

ททท. เปิดตัว! #AmazingThailandGITour&TrailRunning2026 ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ผสานการยกระดับสินค้า GI สู่ประสบการณ์ “วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป” ครบทุกมิติทั่วไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานทั้งการวิ่ง การท่องเที่ยว วิถีชุมชน และวัฒนธรรมอาหารเข้าไว้ด้วยกัน

โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วย นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนักวิ่งอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องโถงธนะรัชต์ ชั้น 1 อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ควบคู่กับการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ของไทย พร้อมกระตุ้นการเดินทางและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากในทุกภูมิภาคของประเทศ 
    
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า กระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นและเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่เพียงมองหาการเดินทางเพื่อพักผ่อน ยังผสานกิจกรรมกีฬาการท่องเที่ยว และการเรียนรู้วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. 
     
ททท. จึงได้ริเริ่มโครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอสินค้าทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเด่นชัด เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ทั้งการออกกำลังกาย การลิ้มรสอาหารท้องถิ่น และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนครอบคลุมพื้นที่ 5 ภูมิภาคเชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และ เพชรบุรี 

ททท. คาดการณ์ว่า โครงการจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจในมิติต่างๆ ทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการอุดหนุนสินค้าชุมชนโดยเฉพาะสินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทยเป็นการนำเสน่ห์ไทยมาทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าผ่านการนำจุดเด่นของผลผลิตแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผลไม้ไทยในวงกว้าง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้สัมผัสเรื่องราว วิถีชุมชน และเสน่ห์ของท้องถิ่นนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
    
สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ประกอบด้วย กิจกรรมหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่

กิจกรรมที่ 1 : กิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง (On-ground) : Amazing Thailand GI Tour & Trail Running จำนวน 5 สนามทั่วประเทศ ได้แก่

วันที่ 2-3 พ.ค. 69  อ่างเก็บน้ำห้วยลาน จ. เชียงใหม่ 

วันที่ 23-24 พ.ค.69 ขานางหย่อง จ.ระยอง 

วันที่ 30-31 พ.ค.69 เขื่อนอุบลรัตน์ จ. ขอนแก่น 

วันที่ 6-7 มิ.ย.69 บ้านวังหอน นครศรีธรรมราช 

วันที่ 20-21 มิ.ย.69 บ้านทุ่งขาม จ. เพชรบุรี 
    
ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ได้ใน 3 ระยะทาง ได้แก่ 20 กิโลเมตร                     10 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตร สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนเป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail  โดยค่าสมัครเพียง 250 บาท จะได้รับเสื้อ, BIB, เหรียญที่ระลึก และ Voucher มูลค่า 250 บาท

สำหรับใช้จ่ายซื้อสินค้า GI ภายในงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เลือกซื้อสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค กระตุ้นการใช้จ่ายพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น สำหรับผู้ชนะการแข่งขันในระยะทาง 20 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร ร่วมลุ้นรางวัลเงินสดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมสินค้า GI SET โดยมีรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัย 5 อันดับแรก แยกประเภทชายและหญิงในทั้ง 2 ระยะ
     
นอกจากนี้ผู้ที่ได้ลำดับที่ 1 สำหรับประเภทชายและหญิงจะรับได้การสนับสนุนค่าเดินทางและที่พักจากโครงการฯ  เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและต่อยอดประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง 
     
ไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน Amazing Thailand GI Tour & Trail Running  ทั้ง 5 พื้นที่ คือ การนำสินค้า GI ของท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดที่จัดงานมาเป็นตัวชูโรงในกิจกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสเส้นทางธรรมชาติ เรียนรู้วิถีชุมชน และเลือกซื้อสินค้า GI จากแหล่งผลิตโดยตรง ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ไปพร้อมกัน

ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ “แอ่วเทรลเมืองล้านนา จิบกาแฟ แลมนต์ขุนเขา” นำเสนอสินค้า GI กาแฟเทพเสด็จ มีจุดเด่นคือเป็นกาแฟอาราบิกาที่มีกลิ่นของดอกไม้ป่า โดยบนเส้นทางวิ่งจะมีฐาน GI Coffee Experience สาธิตการคั่วและการชงกาแฟเทพเสด็จสำหรับนักท่องเที่ยว 
    
ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง “ผืนป่าบูรพา เทรลนักรบ สับปะรดศรีราชา” นำเสนอสินค้า GI มังคุดระยอง มีจุดเด่นคือรสชาติหวานอมเปรี้ยว เปลือกบาง ผลกลม เนื้อขาว โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน GI◌ืภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
   
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น “แล่นตะลุยแดนอีสาน ชิมมะม่วงหวาน แลลายศิลป์” นำเสนอสินค้า GI ข้าวหมากใบตอง จุดเด่นคือความหอมเป็นเอกลักษณ์ และรสชาติที่ไม่เลี่ยน โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน Silk & Khao Mak Cultural Experience ททำข้าวหมากใบตองและพวงกุญแจผ้าไหม

ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช “เทรลแจ่มใจ วิ่งวิถีชุมชน ชิมแตงโม ชมกระจูดควนเคร็ง” นำเสนอสินค้า GI สครับเปลือกผลไม้ จุดเด่นคือเป็นการนำผลไม้เฉพาะถิ่นที่มีสรรพคุณบำรุงผิวนำมาทำสครับ โดยบนเส้นทางมีฐาน Natural GI Fruit Scrubb Experience สาธิตการทำสครับจากเปลือกผลไม้ และ Workshop ทำสครับพกพา
     
ภาคกลาง จังหวัดเพชรบุรี “วิ่งเทรลชิมหวาน เสน่ห์หอมหวนแห่งเมืองเพชร”นำเสนอสินค้า GI กล้วยหอมทองเพชรบุรี จุดเด่นคือผลยาว เปลือกบางสีเหลืองนวล เนื้อสีครีมเนียนละเอียด ละมุน นุ่มฟู หวานหอม ไส้ไม่ฉ่ำน้ำ โดยบนเส้นทางมีฐาน Clay & Sweet Heritage Experience Workshop ทำเครื่องปั้นดินเผา และสาธิตการปั้นกล้วยกวน
    
กิจกรรมที่ 2 : กิจกรรม Virtual Run ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้นักวิ่งจากทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยวิ่งสะสมระยะทางรวม 77 กิโลเมตร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและขยายการรับรู้โครงการเป็นวงกว้างในทุกภูมิภาค โดยเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน-15 พฤษภาคม 69 และร่วมกิจกรรมวิ่งสะสมระยะทางให้ครบ 77 กิโลเมตร ได้ตั้งแต่วันที◌ืสมัครและสะสมการวิ่งได้ที่เว็บไซต์

สมัครและสะสมการวิ่งได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail เมื่อสะสมระยะครบตามเงื่อนไข ผู้สมัครจะได้รับเสื้อ Finisher และ เหรียญที่ระลึก พร้อมลุ้นรับ GI SET จำนวน 100 รางวัล และยังมีสิทธิ์ลุ้นรับ Voucher ที่พักฟรี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคต
    
นอกจากนี้ ททท. ยังเติมความสนุกด้วยการจัด กิจกรรมพิเศษ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ควบคู่กับกิจกรรมวิ่ง ในวันที่ 23 พ.ค.69 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง จัดเต็มการแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงศิลปินอีสานอินดี้ และฟรีคอนเสิร์ตจากวงดนตรีชื่อดัง “โปเตโต้” เเพื่อสร้างบรรยากาศความคึกคักและเติมเต็มประสบการณ์
     
ภายในงานยังมีการรวบรวมสินค้า GI และสินค้าชุมชน รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่นกว่า 50 ร้านค้า มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกชม ชิม และซื้อจากแหล่งผลิตโดยตรงให้ครบทั้ง “วิ่ง กิน เที่ยว และช้อป” ได้ในงานเดียว

ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการฯ ได้มีการกระจายรายได้สู่ชุมชนผ่านสินค้า GI โดยร่วมกับ Lazada ให้นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงสินค้าของชุมชนได้ ผ่านการซื้อบนแพลตฟอร์ม Lazada ในรูปแบบแอปพลิบนและบนเว็บไซต์ https://www.lazada.co.th/thaigishop เพื่อกระตุ้นให้เกิดรายได้สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาค
    
สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandfestival.org และ Facebook Fanpage: Thailand Festival รวมถึงสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @amazinggirun
#AmazingThailandGITour&TrailRunning2026
#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
#กรมการค้าภายใน
https://youtu.be/DKB9VuzAk5g?feature=shared

น้ำมันดีเซลโลกพุ่งทะลุ 292 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลราคาขายดีเซลพรุ่งนี้ขยับขึ้นอีก 3.50บาท/ลิตร

กบน.แจงลดการชดเชยน้ำมันดีเซลลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกดีเซลขยับขึ้นอีก3.50บาท/ลิตร สาเหตุมาจากราคาน้ำมันดีเซลโลกวิกฤตหนัก พุ่งสูงกว่า 292 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซล B7 ลง 3.51 บาทต่อลิตร จากเดิม 17.78 บาทต่อลิตร เป็น 14.27 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซล B20 ลดการชดเชยอัตรา 3.48 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.12 บาทต่อลิตร เป็น 16.64 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท โดยน้ำมันดีเซล B7 ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 47.74 บาทต่อลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 เป็น 42.74 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. เป็นต้นไป

เป็นการปรับขึ้นราคาดีเซลที่ 3.50บาท/ลิตร เป็นเวลา 2วันติดกันรวม 7บาท/ลิตร มาอยู่ที่ 47.74บาท/ลิตร ทำให้ราคาดีเซลแพงแซงหน้าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95ที่มีราคา 43.95บาท/ลิตร

สาเหตุหลักของการปรับราคาครั้งนี้ มาจากราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นสูงกว่า 292 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อต้นทุนเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นสูงขึ้นตาม จึงต้องมีการปรับอัตราการอุดหนุน ให้สอดคล้องกับราคาใหม่ โดย กบน. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยยึดหลักการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และการดูแลผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

คลังแสง “อิหร่าน”ยังมีเพียบ…ลากยาวสงคราม ได้เปรียบ “สหรัฐฯ-อิสราเอล”

กลุ่มแฟนคลับ FC ข่าวสงคราม รัสเซีย ยูเครน สหรัฐ อิสราเอล ปาเลสไตน์ ฮิสบุลเลาะห์ ฮูตี เยเมน ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ฯลฯ เป็นกระแสที่ได้รับนิยมไปแทบทุกหย่อมหญ้าทั้งเขตเมือง เขตเมืองกึ่งชนบทถึงคนชายขอบทั้งทางช่องโทรทัศน์หลัก ช่องทางโทรศัพท์มือถือทีวีต่าง ๆ โดยเฉพาะช่องสำนักข่าวอิสระ ต่างค่อนข้างได้รับความนิยมที่สูงมาก

“สงครามได้มองเห็นถึงสงครามที่ไร้กฎเกณฑ์ ไร้มนุษยธรรม การฆ่าเด็กนักเรียนในประเทศอิหร่าน และในที่สุดเป็นคดีความการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ปาเลสไตน์ต่างเป็นสำนวนคดีที่หาศึกษาได้ทางประวัติศาสตร์ ต่างเป็นภาพลบที่ตราตรึงตรึงใจ”
แฟนคลับข่าวสงคราม จากเรตติ้งนิยมข่าวสงครามรัสเซีย ยูเครน อิสราเอล ปาลเลสไตน์ ฮิสบุลเลาะห์ ฮูตี และซีเรีย บรรดาแฟนคลับต่างจางเพราะราคาต่อรองอ่อนตัวไม่มีราคาเพราะจากรัสเซียเป็นต่อสูงมาก

ส่วนอิสราเอล แม้จะถล่มจะเข่นฆ่าปาเลสไตน์แต่จะสงครามกับประชาชนไม่ติดอาวุธ เด็กหญิงชายและคนชราหมอพยาบาลครูนักเรียน จิตอาสาองค์กรการกุศล องค์กรช่วยเหลือประชาชนอาหาร ยา น้ำ สุเหร่า โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ  “จึงไม่มีราคาของวงการต่อรอง เมื่อราคาเป็น 0 ถือว่าหมดทเกียรติภูมิความเป็นคน แพ้หมดรูป  หมดทั้งสากลโลกที่แต่ขยะแขยงหมดสังคมโลก ก็หมดราคา”

แฟนคลับข่าวสงคราม ระบุว่า สงครามระหว่างที่ถูกเรียกว่ามหาอำนาจโลกขั้วเดียว สหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน ที่หลายฝ่ายต่างมีความเข้าใจตรงกันว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ และเป็นประเทศถูกกดันถูกคว่ำบาตร ฯลฯ รอบด้าน

แฟนคลับ กล่าวอีกว่า ยกแรกลักปล่อยระดมโจมตีประเภท Shock and AII จนระดับการนำสูงสุดเสียชีวิตจำนวนหนึ่งราคาเป็นต่อราคาสูงจนไม่มีคนรอง แต่ถัดมาได้ระดมยิงเด็กหญิงนักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก ราคาจากเป็นต่อมาเป็นรอง เพราะฝ่ายผู้ถูกโจมตีในฐานะผู้ถูกรุกรานจึงต้องปกป้องมาตุภูมิสวนกลับตอบโต้ต่อตาฟันต่อฟัน ราคาต่อรองจึงปรับตัวและมาโค้งยก 1 เดือนเต็ม อิหร่านในฐานะผู้ปกป้องมาตุภูมิกลับมาพลิกเป็นต่อถึง 17

แฟนคลับ ยังให้เหตุผลว่าเพราะมีข้อมูลว่าอิหร่านยังมีสต๊อกคลังยุทธปัจจัยแสนยานุภาพอันล้ำค่ามีอยู่จำนวน 24 เดือนในฐานลับอุตสาหกรรมการทหารใต้ภูเขาที่วางดาวกระจายอำพรางซ่อนเร้นลับลวงพลาง จริง ๆ เท็จ ๆ พร้อมฐานลับเงามืด3 ฐานทัพอันทรงพลังแสนยานุภาพที่มีสายพานการผลิตต่อเนื่องเป็นกำลังบำรุงตั้งต้นจนจบ

“เพียงมีที่ยืนอยู่ก็เป็นแชมป์แล้ว” เขาระบุ

ประกอบกับปัจจัยหยุน เพราะสภาพภาพภายในประเทศผู้ปกป้องมาตุภูมิเป็นมัดเดียวกันก็ไม่กังวลที่ต้องยืนกับสถานการณ์สงครามเพราะเข้าใจตรงกันในคำสอนว่าต้องเกิดเหตุสภาพเช่นนี้และขนมปังจะทรงคุณค่ากว่าเงิน และพวกเขากลับว่าได้สนองตอบต่อพระผู้เป็นเจ้าต่างเป็นรางวัลที่พึงปรารถนา

และยังเป็นที่พึงปรารนาของชาวประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับโดยเฉพาะภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ชนชั้นำ ชนชั้นปกครอง ฯลฯ ที่ต้องการปลดแอกถอดหมุดตอกฝาโลง ให้รัฐลึกรัฐซ้อนรัฐไซออนิสต์ออกไป

“ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และชนชั้นนำถึง 80 % และ 100 %  ต่างมีความปรารถนาอันยาวนานออกจากกรงเล็บรัฐลึกรัฐซ้อนรัฐฯลฯ ที่ได้แทรกซึมชนชั้นนำชนชั้นปกครอง จนชนชั้นน้ำบางกลุ่มต่างผันหลังให้กลุ่มอาหรับ”

ผู้รุกรานความจริงต้องสงสารประชาชนจากหลากหลายสายเบญจพรรณต่างเป็นคนของรัฐของประเทศ และเป็นผู้เสียภาษีเพื่อสร้างชาติ สร้างประชาชน ไม่ใช่สร้างการรุกรานสงครามเอาคนไปตาย เพื่อผลประโยชน์ของรัฐลึกรัฐซ้อนรัฐกลุ่มการค้าสงคราม กลุ่มผลประโยชน์ของรัฐลึกรัฐซ้อนรัฐ

“น่าเห็นใจที่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ชักชวนพาไปตาย จนในที่สุดเกิดกระแสลุกฮือต่อต้านขึ้นภายในประเทศอย่างขนานใหญ่ ประชาชน ภาคประชาสังคม ฯลฯ คงเข้าใจตรงกันว่าเกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนภายในประเทศต้องเป็นหนี้ล้นพ้น เกิดคนไร้บ้าน ไร้สวัสดิการ ฯลฯ วิญญูชนยังเป็นส่วนใหญ่ของประเทศยังตรึกครองถ่องแท้รู้ผิดรู้ชอบได้”

ผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา  กล่าวเสริมว่า กลุ่มที่ได้รับการนิยม ไม่ว่าจะเป็นขบวนการภราดร ขบวนการอดีตบินลาดิน ขบวนการมูจาฮิดีน กลุ่มรีซิสแตนท์ ในประเทศอินเดีย ปากีสถาน อาฟกานิสถาน กลุ่มอ่าวอาหรับ ต่างมีความเข้าใจและมีปณิธานว่าจะต้องปักธงขาวให้กับชาวปาเลสไตน์

ซึ่งจะสอดรับกับสถานการณ์สงครามที่ฐานทัพทหาร เศรษฐกิจ การค้า ผู้รุกรานออกไปจากสถานการณ์สงครามหนนี้ ขบวนการมูจาฮิดีน  รีซิสแเตนท์ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และชนชั้นปกครอง ได้โอกาสจะรื้อสร้างสถาปนาใหม่ในกลุ่มอาหรับ จะได้อยู่ในระดับนำแห่งภูมิภาคและพลังงานโลกกับหลายขั้วมหาอำนาจโลก

และยังมีต่อไป ว่าจะเกิดการบดขยี้กันต่อกลุ่มหนึ่งเพื่อปักธงขาวให้ปาเลสไตน์ ซึ่งกลุ่มอยู่ระหว่างดำเนินการวิศวกรรม สถาปนิกประเทศและยุทธศาสตร์ตามโรดแมปจะเกิดกลุ่มอำนาจใหม่

“เพราะอดีตเคยล้มประเทศมหาอำนาจถอยร่นมาก่อนทั้งสหรัฐและสหภาพโซเวียต“ตามคำสอน ปัญญา สติ อดทน การก้าวร้าวตอบรับด้วยลึกซึ้งสุขุมคัมภีร์ ปักธงตาต่อตาฟันต่อฟัน ที่วิจิตรพิศดารเพริศแพร้วพรรณนารายยากแก่คาดคำนวณ”

อดีตนักศึกษาในประเทศตะวันออกกลาว เคยกล่าวไว้ว่าอาวุธของผู้ปกป้องมาตุภูมิผลิตจากท่อน้ำ ท่อน้ำมันฐานโรงกลั่นน้ำมัน สูบน้ำมันมาเป็นอาวุธทำศึกสงคราม ขณะนั้นวงการแฟนคลับข่าวสงครามต่างคิดไม่ออกว่าจะต่อสู้ได้อย่างไร

แต่แท้จริงว่ามีการนับคำนวณอาวุธที่ฝ่ายผู้รุกรานใช้ จึงบ่งรู้ว่ามีการลับลวงพราง ฐานขีปนาวุธ ลำขีปนาวุธ ฐานคลังอาวุธ ฐานแท่นยิงขีปนาวุธ ฐานที่มั่น ว่าเป็นการเนรมิตสร้างเสริมแต้มสีเสมอเสมือนจริง ลับ ลวงพลาง เท็จ ๆ จริง ๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นที่ล่อเป้าให้เทคโนโลยีฝ่ายตรงข้าม ค้นหาเพื่อเข้าทำลายล้าง

“ซึ่งฝ่ายผู้ถูกรุกรานก็จะมีการคำนวณนับปริมาณที่ใช้ไป พร้อมออกแบบวิศวะกรรมสงคราม เป็นการลดทอนศักยภาพผู้รุกรานทางด้านเศรษฐกิจ สงคราม สังคมการเมืองการปกครองประเภทสะสม จนกระทั่งถึงสถานการณ์สุกงอมจะเกิดผลกระทบที่แรงยิ่งยืดเยื้อยาวนาน และกว่าจะฟื้นชาติก็ยาวนานย้อนกลับ”.