MINISO รีโพซิชันแบรนด์ในไทย เพิ่มสัดส่วน IP เป็น 70% ปั้นแฟลกชิปคอนเซปต์ใหม่ ขยายฐานรายได้ระยะยาว

ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ผ่านมา MINISO ได้สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยการเนรมิตย่าน สยามสแควร์ ให้กลายเป็นพื้นที่เฉลิมฉลองส่งท้ายปี ผ่านกิจกรรมและอินสตอลเลชันธีมเทศกาลที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของ MINISO ในฐานะแบรนด์รีเทลยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองปีแห่งความสำเร็จของ MINISO ในประเทศไทย หลังแบรนด์เดินหน้าขยายธุรกิจและยกระดับภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025 ทั้งในมิติของร้านค้า สินค้า และกลยุทธ์การตลาด

Mr. Jun Wang (จุน หวัง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MINISO Thailand กล่าวว่า MINISO ได้นำคาแรคเตอร์ยอดนิยมอย่าง YOYO, Gift Bear และ DUNDUN มาร่วมสร้างสีสันในอีเวนต์เฉลิมฉลองยาว 10 วัน เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลสู่สยามสแควร์ในช่วงวันหยุดปลายปี โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Christmas Promenade เส้นทางตกแต่งธีมคริสต์มาสความยาวกว่า 60 เมตร พร้อมจุดถ่ายภาพ 5 โซน ซึ่งเชื่อมพื้นที่ถนนคนเดินสยามสแควร์สู่ MINISO LAND พื้นที่ประสบการณ์ของแบรนด์ที่กลายเป็นจุดหมายหลักของกิจกรรมช่วงเทศกาล

MINISO LAND : จากร้านค้า สู่ Brand Experience Hub

ในช่วงเทศกาลปลายปี MINISO LAND ณ สยามสแควร์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกิจกรรมและประสบการณ์ของแบรนด์อย่างชัดเจน พื้นที่ร้านถูกออกแบบให้รองรับทั้งการจัดแสดงสินค้า กิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ และการตกแต่งธีมเทศกาล เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่มากกว่าการซื้อสินค้า

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ MINISO ที่มุ่ง ยกระดับคุณค่าแบรนด์ (Brand Value) และสร้างความแตกต่างในตลาด Lifestyle Retail ที่มีการแข่งขันสูง โดยผู้บริหาร MINISO ระบุว่า เป้าหมายหลักของแบรนด์ในประเทศไทย คือการพัฒนาแบรนด์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ท่ามกลางการแข่งขันจากแบรนด์รีเทลไลฟ์สไตล์รายอื่น MINISO เลือกใช้กลยุทธ์ Character-driven Retail โดยเพิ่มสัดส่วนสินค้าลิขสิทธิ์ (IP) อย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 30% เป็นมากกว่า 70% ในปัจจุบัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างของสินค้า ขณะเดียวกันยังคงรักษาจุดแข็งด้าน Value for Money ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เมื่อเทียบกับร้าน IP ทางการหรือร้านของสะสมระดับพรีเมียม

นายจุน หวัง กล่าวอีกว่า การเลือกสยามสแควร์วันเป็นพื้นที่หลักสำหรับกิจกรรมแบรนด์ในช่วงปลายปี สะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์ของ MINISO ที่ให้ความสำคัญกับทำเลศักยภาพสูง ใจกลางเมือง และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น–วัยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้บริหารมองว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวที่เปิดรับแฟชั่น คาแรคเตอร์ลิขสิทธิ์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ทำให้ MINISO สามารถต่อยอดแนวคิดร้านเชิงประสบการณ์ อาทิ การออกแบบหน้าร้านด้วยเทคโนโลยี 3D แบบไม่ต้องใช้แว่น โซน IP Experience และบรรยากาศแบบ “สวนสนุกในเมือง” เพื่อสร้างความแตกต่างและการจดจำแบรนด์

ตลอดปี 2025 MINISO เดินหน้าขยายเครือข่ายร้านค้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับรูปแบบร้านและแคมเปญการตลาด เริ่มตั้งแต่แฟลกชิปสโตร์ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ไปจนถึงสาขาในทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่

ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังวางแผนการเติบโตในระยะ 3 ปีข้างหน้าอย่างรอบคอบ โดยตั้งเป้าขยายสาขาในประเทศไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้น คุณภาพ ประสบการณ์ และภาพลักษณ์แบรนด์ มากกว่าปริมาณ พร้อมนำรูปแบบร้านและดีไซน์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเข้ามาใช้มากขึ้น

สำหรับกลยุทธ์ช่องทางจำหน่าย MINISO ยังคงให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์จริงที่หน้าร้าน เป็นหลัก ขณะที่ช่องทางออนไลน์และ O2O ทำหน้าที่เสริมการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15–45 ปี ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของแบรนด์ในไทย

“การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งท้ายปีแห่งความสำเร็จของ MINISO ในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการวางตำแหน่งตัวเองเป็น ผู้นำรีเทลไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ที่ผสานแฟชั่น คาแรคเตอร์ และประสบการณ์เข้าด้วยกัน พร้อมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2026 และระยะยาว” นายจุน หวัง กล่าวสรุปในตอนท้าย

.

เสียงสะท้อนคนชายแดนบุรีรัมย์ค้านเปิดด่านเขมรเนรคุณไว้ใจไม่ได้

บุรีรัมย์ – ชาวบ้านแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.บ้านกรวด บุรีรัมย์ค้านเปิดด่านและไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะให้ชาวกัมพูชามาเรียนหนังสือ รักษาพยาบาล ขายแรงงานหรือทำธุรกิจค้าขายในไทย เพราะเขมรไว้ใจไม่ได้ไม่เคยสำนึกบุญคุณของไทยซ้ำกลับมาแว้งกัด เรียกร้องเร่งจ่ายเยียวยาและเพิ่มวงเงินครัวเรือนละ 10,000 บาท เหตุอพยพนานร่วมเดือนขาดรายได้

เมื่อวันที่  12 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากจะทำให้ประชาชนชาวไทยต้องเดือดร้อนอพยพหนีตายทิ้งบ้านเรือนไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ยังส่งผลให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนชายแดนไม่ได้เรียนหนังสือมานานร่วมเดือน ในขณะเดียวกันพบว่าในสื่อสังคมออนไลน์สได้มีการโพสต์และแชร์ข้อความในลักษณะว่า ชาวกัมพูชาออกมาโวยวายว่ายังไม่มีที่เรียนหนังสือ และต้องการให้ไทยเปิดด่านมนุษยธรรม เพื่อให้เด็กนักเรียนชาวกัมพูชาได้กลับเข้ามาเรียนหนังสือในประเทศไทยเหมือนเดิมนั้น

จากการลงพื้นที่สอบถามความเห็นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากการสู้รบในห้วงที่ผ่านมา ต้องอพยพทิ้งบ้านหนีตายไปอยู่ยังศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย ซึ่งชาวบ้านทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องการให้ชาวกัมพูชาทุกเพศทุกวัย เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขายแรงงาน การเข้ามาเรียนหนังสือ และการรักษาด้านพยาบาล รวมถึงทำธุรกิจค้าขายร่วมกับกัมพูชาอีก

โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการช่วยเหลือหรือการสนับสนุนในทุกกรณีต่อกัมพูชา และเร่งดำเนินการสร้างรั้วกำแพงปิดพรมแดนโดยเร็ว เพราะชาวกัมพูชานั้นไม่มีความจริงใจ ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคนไทยที่มีน้ำใจได้ให้มาโดยตลอด ตั้งแต่การให้ที่พักอาศัยช่วยเหลือสมัยสงครามเขมรแดงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การศึกษาและให้การรักษาพยาบาลชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย เพื่อมนุษยธรรม

นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้เรียกร้องให้ รัฐบาลได้เร่งจ่ายเงินชดเชยผู้อพยพหนีภัยการสู้รบอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนด้วย และขอให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติม ให้กับผู้ครอบครัวผู้อพยพจากเดิมครัวเรือนละ 5,000 เป็น 10,000 บาท โดยระบุว่าการอพยพในรอบนี้ยาวนานกว่าครั้งที่ผ่านมา ทำให้เสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ทำมาหากิน ต้องขาดรายได้และยังมีหนี้สินติดตามตัวมาอีก

นางดวงดาว หลอดทอง อายุ 54 ปี (เสื้อสีขาว) แม่ค้าร้านของชำใน ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งหากจะมีการเปิดด่านชายแดนอีก ขอให้อยู่ใครอยู่มันไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีกแล้ว ส่วนการที่รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท นั้นมองว่าเป็นจำนวนที่น้อยถ้าจะให้ดีก็อยากได้ 10,000 บาท เพราะในช่วงของการอพยพทำให้ไม่สามารถค้าขายได้เหมือนปกติ ขาดรายได้ อีกทั้งหนี้สินค่าใช้จ่ายก็ยังคงมีอยู่อีก แต่อย่างไรก็ตามหากจะได้ 5,000 บาท ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้อะไรเลย และขอให้เร่งดำเนินการแจกจ่ายให้เร็วที่สุดด้วย

ด้าน นางสำลี แต่งพลกรัง อายุ 73 ปี (เสื้อน้ำเงินลายจุด) ชาวบ้านรายหนึ่งใน ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าก็อยากจะให้สอนหนังสือเฉพาะคนไทยเท่านั้นไม่อยากให้สอนคนเขมร ถ้าสอนหนังสือไปแล้วมีความรู้กลัวว่าจะกลับมาทำร้ายไทยเราอีก รวมถึงผู้ป่วยก็ไม่อยากให้รับเข้ามารักษา ให้รักษาเฉพาะคนไทย เพราะหากรักษาคนเขมรหายดีแล้วก็อาจจะกลับมาแว้งกัดเราได้อีก ส่วนเงินชดเชยที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจ่ายช่วยเหลือ 5,000 บาท หากจะถามว่าเพียงพอไหมมันคงไม่เพียงพออยู่แล้ว ถ้าจะให้ดีก็อยากได้ 10,000 บาท แต่ถึงอย่างไรให้ 5,000 บาทก็ถือว่ายังดีที่กว่าไม่ได้

อุกอาจ!คนร้ายชาวจีนลวงสาวชาติเดียวกันบังคับโอนเงิน 5 หมื่นหยวนไม่ได้ จับมัดเทปกาวทิ้งในรถกลางป่า

อุกอาจ! คนร้ายชาวจีนลวงสาวนายหน้าอสังหาฯ ชาติเดียวกันดูบ้านใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สบโอกาสใช้มีดจี้บังคับขึ้นรถหรูสั่งโอนเงินเข้าบัญชี 5 หมื่นหยวน ผู้เสียหายไม่มีจับมัดด้วยเทปกาวทิ้งกลางป่า โชคดี อปพร. เห็นพิรุธเข้าช่วยทัน

จากเหตุการณ์ หญิงสาวชาวจีน ถูกคนร้ายจับมัดด้วยเทปกาวทิ้งไภายในรถยนต์หรู บริเวณซอยพัฒนาการ 4 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ช่วงกลางดึกคืนวานนี้ (11 ม.ค.)​ กระทั่งมีเจ้าหน้าที่อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ผ่านไปพบ จึงรีบแจ้ง พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี ซึ่งได้นำกำลังชุดสืบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี เข้าตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ รุ่น C350e สีดำ หมายเลขทะเบียน ฉง 318 ชลบุรี สภาพพุ่งชนกำแพงรั้วโครงการหมู่บ้านแห่งหนึ่งจนได้รับความเสียหาย

ส่วนบริเวณเบาะหลังพบหญิงสาวชาวจีนชื่อ น.ส.หยาง หรือเวนดี้ หวัง อายุ 35 ปี สภาพถูกมัดด้วยเทปกาวสีเหลืองพันรอบลำตัว แขน ขา และศีรษะ จนไม่สามารถขยับตัวได้ เหลือเพียงช่องเล็กๆ บริเวณจมูกสำหรับหายใจ

เจ้าหน้าที่จึงเร่งให้การช่วยเหลือด้วยการแกะเทปกาวออกอย่างทุลักทุเล ก่อนนำตัวผู้เสียหายออกจากรถท่ามกลางความตื้นตันใจของผู้เสียหายที่เข้าสวมกอดเจ้าหน้าที่ และผู้ช่วยเหลือทุกคนในทันทีนั้น

จากการสอบถาม นางจำปี ประทุมเนตร อายุ 59 ปี เจ้าหน้าที่อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ที่พบหญิงชาวจีนเป็นคนแรกทราบว่า ในวันเกิดเหตุตนเองกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน แต่ได้สัง้กตเห็นรถยนต์เบนซ์จอดอยู่ในป่าข้างทาง ลักษณะผิดปกติโดยไฟท้ายกระพริบถี่คล้ายมีคนเหยียบเบรกซ้ำๆ หลายครั้ง จึงจอดรถสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ 

และเมื่อใช้ไฟฉายส่องดูก็ไม่พบความเคลื่อนไหว กระทั่งได้ยินเสียงร้องเบาๆ จากภายในรถ จึงรีบโทรศัพท์แจ้งเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจให้เข้ามาช่วยตรวจสอบ และพบว่าระหว่างนั้นรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับลึกเข้าไปในป่ามากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายพยายามหลบหนี

“เมื่อเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจเดินทางมาถึง จึงเข้าไปแสดงตัวและเคาะกระจกเรียกให้คนขับลงจากรถ แต่คนขับกลับเร่งเครื่องถอยหลังออกจากป่าและขับพุ่งไปชนกำแพงหมู่บ้านใกล้เคียง ห่างจากจุดแรกประมาณ 100 เมตร เมื่อวิ่งติดตามไปตรวจสอบก็พบประตูรถเปิดทิ้งไว้ และภายในรถมีหญิงสาวชาวจีนถูกมัดนอนคว่ำหน้าอยู่เบาะหลัง ส่วนคนร้ายได้วิ่งหลบหนีไป”

ด้าน น.ส.เบียร์ ซึ่งเป็นล่ามแปลภาษาเผยว่า จากการสอบถามผู้เสียหายเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียหายทำงานเป็นเอเยนซี่อสังหาริมทรัพย์ และก่อนเกิดเหตุได้มีลูกค้าชาวจีนติดต่อผ่านแอปพลิเคชั่นวีแชท ขอให้พาเข้าชมโครงการบ้านในพื้นที่เกิดเหตุ

 แต่ขณะพาชมโครงการ ลูกค้าคนดังกล่าวได้ใช้อาวุธมีดข่มขู่บังคับให้โอนเงินจำนวน 50,000 หยวน หรือประมาณ 220,000 บาทให้ แต่ผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงิน คนร้ายจึงจับตัวขึ้นรถ มัดด้วยเทปกาว และพยายามบังคับให้ติดต่อขอเงินจากครอบครัว ผู้เสียหาย จึงพยายามถ่วงเวลาอยู่ภายในรถจนกระทั่งมีผู้พบเห็น และเข้าช่วยเหลือไว้ได้อย่างปลอดภัย

เบื้องต้น ชุดสืบสวน สภ.หนองปรือ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี รวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ และจะได้สอบปากคำผู้เสียหายรวมถึงพยานแวดล้อม เพิ่มเติมเพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

ทลายปาร์ตี้เครือข่ายยาเสพติดอิสราเอลกลางวิลล่าหรูบนเกาะพะงัน

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ภายใต้นโยบายกวาดล้างมาเฟียต่างชาติของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 สนธิกำลังร่วมกับตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, สภ.เกาะพะงัน, ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี บุกทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติกลางวิลล่าหรูบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า ที่วิลล่าแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่4 ต.เกาะพะงัน มีการจัดปาร์ตี้ส่งเสียงดัง และมีชาวต่างชาติเข้าออกผิดสังเกต เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบ นายชอน ชาฮาร์ (MR.SHON SHAHAR) อายุ 33 ปี สัญชาติอิสราเอล แสดงท่าทีพิรุธพยายามวิ่งหนี เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้หยุดและเข้าตรวจสอบ พบเศษผงสีขาวตกเกลื่อนอยู่บนโต๊ะ ภายในบ้านยังพบหญิงชาวอิสราเอลอีก 2 ราย คือ น.ส.มิเชล เซสซัน (MS.MICHAL SASSON) อายุ 24 ปี และ น.ส.เจนนิเฟอร์ ลีวชิท (MS.JENNIFER LIVSHITS) อายุ 23 ปี พร้อมของกลาง โคเคน 3.32 กรัม เคตามีน 28.99 กรัม ยาอี (MDMA) 0.86 กรัม และบุหรี่ไฟฟ้า 29 ตัว ที่วางตกเกลื่อนอยู่บนโต๊ะ

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายซัดทอดว่าซื้อยามาจาก นายรีเจฟ รัชมานี (MR.REGEV RACHMANI) อายุ 48 ปี สัญชาติอิสราเอล ผ่านแอปพลิเคชั่น WhatsApp ในราคากรัมละ 4,500 บาท เจ้าหน้าที่จึงวางแผนบุกค้นบ้านพักของนายรีเจฟในพื้นที่หมู่ 6 ทันที

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายรีเจฟ ได้ภายในบ้านพัก ผลการตรวจค้นพบของกลางเ โคเคน 33.36 กรัม เคตามีน 16.07 กรัม ยาอี (แบบเม็ดและผง) แสตมป์ LSD และเงินสด 79,000 บาท ซึ่งยาเสพติดที่พบจะถูกบรรจุในถุงซิปล็อก “ลายรูปปืน” ซึ่งเป็นแพ็กเกจจิ้งรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน คาดเป็นสัญลักษณ์เครือข่ายเฉพาะกลุ่ม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เครือข่ายนี้มุ่งเน้นจำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลด้วยกันตามงานปาร์ตี้ต่างๆ การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวทำผิดกฎหมาย เพื่อยกระดับเกาะพะงันให้เป็น “พื้นที่สีขาว” และสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาผู้ต้องหากลุ่มที่ 1 จำนวน 3 คน ในความผิดฐาน “ร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ 2 เพื่อจำหน่าย, ร่วมกันครอบครองวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเพื่อจำหน่าย, เสพยาเสพติด และครอบครองสินค้าหนีภาษี (บุหรี่ไฟฟ้า)” ส่วนนายรีเจฟ ผู้ต้องหาที่ 4 ถูกแจ้งข้อหา “จำหน่ายและครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เอ็กตาซี, แสตมป์ LSD) และประเภท 2 (โคเคน, เคตามีน) เพื่อจำหน่าย และเสพยาเสพติด”

ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งพนักงานสอบสวนสภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมขั้นตอนการผลักดันออกนอกราชอาณาจักร พร้อมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศต่อไป

“หอมแดง”GI ของดีศรีสะเกษ พลิกเกมตลาดดันแปรรูป เพิ่มมูลค่ายั่งยืน

ศรีสะเกษไม่ได้มีดีเพียง “ทุเรียนภูเขาไฟ” หรือ “ข้าวหอมมะลิ 105” เท่านั้น แต่ยังมีพืชหัวคุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน นั่นคือ “หอมแดงศรีสะเกษ” ซึ่งมีแหล่งปลูกหลักๆ อยู่ใน 7 อำเภอ ได้แก่ ยางชุมน้อย ราษีไศล กันทรารมย์ วังหิน เมืองศรีสะเกษ พยุห์ และอำเภอเมืองจันทร์

จากการคาดการณ์ของสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2568) ระบุว่า ฤดูการผลิตปี 2568/69 จังหวัดศรีสะเกษมีปริมาณผลผลิตหอมแดงรวมทั้งสิ้น 145,424 ตัน จากพื้นที่ปลูก 34,478 ไร่ โดยอำเภอยางชุมน้อยมีผลผลิตมากที่สุด จำนวน 99,733 ตัน รองลงมา อำเภอราษีไศล 27,815 ตัน และอำเภอกันทรารมย์ 16,226 ตัน ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในฤดูการผลิตปีนี้ ปริมาณผลผลิตหอมแดงเพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิตปีก่อนถึง ร้อยละ 42.86 ส่งผลให้ราคาจำหน่ายปรับตัวลดลงเหลือเพียง 7–8 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 10–11 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุน

ล่าสุด นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอมแดงของเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ โดยจุดแรกได้เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ศรีสะเกษ จำกัด ซึ่งเป็นจุดรวบรวมผลผลิตหอมแดง พร้อมประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางรองรับผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาด ใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังพื้นที่ บ้านส้มป่อย ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหอมแดงที่สำคัญของประเทศ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง นำไปประกอบการกำหนดแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

คุณถาวร ดีรุณ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ศรีสะเกษ จำกัด เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ปีนี้ผลผลิตหอมแดงออกสู่ตลาดในปริมาณมาก ขณะที่ราคาปรับตัวลดลงเหลือเพียง 7–8 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่โชคดีที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อนุมัติเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ จำนวน 8 ล้านบาท เพื่อรับซื้อหอมแดงในราคานำตลาด 13 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมประสานเครือข่ายสหกรณ์ใน 19 จังหวัด ช่วยกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่อย่างเร่งด่วน

“ขอบคุณท่านอธิบดีและคณะที่ลงมาได้ทันเวลา ปีนี้ผลผลิตหอมแดงเยอะมาก ขณะที่ราคาหอมแดงตกต่ำมาก ราคาต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 10-11 บาทต่อกิโลกรัม ยังไงก็ขาดทุน แต่โชคดีที่ท่านอนุมัติเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์มาช่วย รับซื้อหอมแดงในราคานำตลาดในราคา13 บาทต่อกิโลกรัม และยังได้ประสานเครือข่ายสหกรณ์ 19 จังหวัด มาช่วยกระจายผลผลิตออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด”

ผู้จัดการสหกรณ์ฯ ระบุว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำ 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเร่งกระจายผลผลิตหอมแดงออกจากพื้นที่ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศและผู้ประกอบการในพื้นที่ เนื่องจากช่วงเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด

ขณะเดียวกันสหกรณ์ยังส่งเสริมการแปรรูปผลผลิต โดยเฉพาะการทำหอมมัดจุก และหอมปึ๋ง ซึ่งเป็นหอมแดงที่ยังไม่ตัดแต่งรากและใบ มัดรวมเป็นพวง แขวนตากแห้ง สามารถเก็บรักษาได้นานกว่าหอมสด ช่วยชะลอการขายและเพิ่มโอกาสด้านราคาในระยะยาว

สำหรับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ศรีสะเกษ จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2534 ปัจจุบันมีสมาชิก 138,403 ราย ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร มีคลังสินค้า 8 แห่ง ให้บริการครอบคลุมทั้ง 22 อำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ โดยผลการดำเนินธุรกิจ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 มีมูลค่ารวม 110,686,980.78 บาท

.

พลังศรัทธาแรงกล้า!นับหมื่นฝ่าลมหนาว ร่วมบวงสรวง ‘เจ้าพ่อพญาแล’สุดยิ่งใหญ่

ชัยภูมิ – พลังศรัทธาแรงกล้า! ผู้ว่าฯ นำทัพชาวชัยภูมิกว่าหมื่นคน ฝ่าลมหนาว 13 องศา ร่วมพิธีบวงสรวง “เจ้าพ่อพญาแล” อย่างเนืองแน่น ตั้งแต่รุ่งสาง เปิดฉากงานประจำปีสุดยิ่งใหญ่ คึกคักสมการรอคอย

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 12 มกราคม 2569 ณ บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล (แล) จังหวัดชัยภูมิ นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและวางบายศรี พวงมาลาถวายสักการะพระยาภักดีชุมพล (เจ้าพ่อพญาแล) เจ้าเมืองคนแรกผู้สร้างเมืองชัยภูมิ โดยมีคณะข้าราชการ พ่อค้า คหบดี และพี่น้องประชาชนจากทั่วทุกสารทิศกว่า 10,000 คน พร้อมใจกันสวมชุดพื้นเมืองเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มขลังและทรงพลัง แม้อุณหภูมิจะลดต่ำลงเหลือเพียง 13 องศาเซลเซียส ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นจัดในช่วงเช้ามืด แต่ก็ไม่อาจปิดกั้นพลังศรัทธาของเหล่าลูกหลานเจ้าพ่อพญาแลได้ ประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอร่วมพิธีตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง จนพื้นที่โดยรอบอนุสาวรีย์ใจกลางเมือง เนืองแน่นไปด้วยคลื่นมหาชน

นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า พิธีบวงสรวงในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานเจ้าพ่อพญาแลประจำปี เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษผู้สร้างเมือง และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งปีนี้ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนอย่างดียิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสมานฉันท์และความศรัทธาที่หยั่งรากลึกในหัวใจของชาวชัยภูมิทุกคน

 “ไฮไลท์สำคัญคือขบวนนางรำจาก16 อำเภอ ในจังหวัดชัยภูมิ นับหมื่นคน ที่พร้อมใจกันสวมชุดพื้นเมืองสีเหลืองอร่าม ร่ายรำถวายด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยงดงาม จนเต็มพื้นที่ถนนทุกสายที่มุ่งสู่ใจกลางเมือง”

“งานปีนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองชัยภูมิ และเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของพระยาภักดีชุมพล (แล) ผู้ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ทำให้ชาวชัยภูมิมีความรักและสามัคคีกันมาอย่างยาวนาน”

การจัดงานในครั้งนี้จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่จังหวัดชัยภูมิจำนวนมาก ส่งผลให้ห้องพักโรงแรมในตัวเมืองถูกจองเต็มเกือบ 100% และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาคึกคัก มีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่าหลายสิบล้านบาท”
“ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าสุดยอด OTOP ชื่อดัง โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่และหม่ำชัยภูมิ ซึ่งเป็นของดีขึ้นชื่อที่ดึงดูดนักช้อปจากทั่วประเทศ”

“สำหรับงานฉลองอนุอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแลและงานกาชาดจังหวัดชัยภูมิในปีนี้ จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่รวม 9 วัน 9 คืน ตั้งแต่วันที่ 12-20 มกราคม 2569 ณ บริเวณอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล หน้าศาลากลางจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง”

โดย…มัฆวาน  วรรณกุล – อารยา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

กมธ. ศาสนาฯ วุฒิสภาชูซอฟต์พาวเวอร์ทางจิตวิญญาณสู่สากล – ระบบบัญชีวัดดิจิทัล -ดูแลศาสนาในสื่อสมัยใหม่

เมื่อวันอังคารที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 411 ชั้น ๔ อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม วุฒิสภา โดยมี #ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญในการ #ยกระดับงานด้านศาสนาให้สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัล สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

@ พิจารณาแนวทางการส่งเสริมการจัดทำบัญชีวัด

คณะอนุกรรมาธิการได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการศึกษาและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชีและการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยมุ่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลทางศาสนา สร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดภาระงานธุรการเพื่อให้พระสงฆ์ปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างคล่องตัว โดยเน้นการออกแบบระบบให้วัดทุกระดับเข้าถึงได้ตามความพร้อมของอุปกรณ์และบุคลากร

@ พิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)

คณะอนุกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลสำคัญจากคณะนักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน ‘ซอฟต์พาวเวอร์ทางจิตวิญญาณ’ ของประเทศไทย โดยเน้นศักยภาพของหลักธรรมไทย อาทิ ความเมตตา การให้อภัย และการฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศผ่านมิติทางจิตใจ เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงศรัทธากับผู้คนในระดับสากลต่อไป

 @ พิจารณาข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาการละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่

คณะอนุกรรมาธิการได้รับทราบผลการศึกษาเรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาการละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่ เพื่อธำรงศรัทธาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการรับมือกับผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีในทางที่ไม่เหมาะสม อาทิ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิดเบือนหลักธรรมหรือล้อเลียนสัญลักษณ์ทางศาสนา พร้อมพิจารณาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีกลไกเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

@ พิจารณาศึกษาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาถึงผลกระทบและแนวทางการแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งพัฒนากระบวนการพิจารณาคดีและการคุ้มครองสิทธิพระภิกษุสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย รวมถึงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้มีความชัดเจนและโปร่งใส โดยจะได้รวบรวมข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อรายงานต่อคณะกรรมาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป

 ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์คณะกรรมาธิการ** [https://www.senate.go.th](https://www.senate.go.th

.

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ปลูก “มันหวานญี่ปุ่น”ขายผ่านออนไลน์ โกยรายได้หลักแสนต่อเดือน

ใครว่า เกษตรกรไทยล้าหลังไม่พัฒนา อาจจะต้องกลับไปคิดใหม่ เพราะปัจจุบัน ไม่ว่าพืชชนิดไหนที่ปลูกกันได้ในทุกมุมโลก เกษตรกรไทยก็นำมาปลูกในพื้นแผ่นดินประเทศไทยได้ รวมถึง พืชที่มาแรงในช่วงที่ผ่านมา อย่าง “มันหวานญี่ปุ่น” กำลังจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย เพราะเกษตรกรไทยเราสามารถปลูกและพัฒนามันหวานญี่ปุ่น ออกมารสชาติที่ดีไม่แพ้ต้นตำรับ

วันนี้ พามารู้จัก “อภิสิทธิ์ ลิ้มวัฒนาพิบูลย์” เจ้าของไร่รวมสุข เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ที่ลาชีวิตการทำงานประจำในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดที่จังหวัดขอนแก่น มาปลูกมันหวานญี่ปุ่นขาย โดยยึดช่องทางการขายหลักผ่าน แพลตฟอร์มออนไลน์ ปัจจุบัน มีออเดอร์มันหวานญี่ปุ่น วันละ 50 ถึง 100 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 110 บาท

จากชีวิตคนทำงานสายโฆษณาในกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญความเครียดและการแข่งขันสูง วันนี้คุณ “อภิสิทธิ์” เจ้าของไร่รวมสุข จังหวัดขอนแก่น เลือกกลับบ้านเกิดและเริ่มต้นปลูกมันหวานญี่ปุ่น จนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้มั่นคง พร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อภิสิทธิ์ เล่าว่า เดิมตนเองเคยทำงานบริษัทด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ อยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็ทำมาอยู่หลายปี และที่ตัดสินใจลาออก กลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดขอนแก่น ถ้านับรวมถึงปัจจุบันลาออกจากการทำงานประจำไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี แล้ว ที่ต้องลาออกจากงานในช่วงนั้น เพราะการทำงานด้านโฆษณาช่วงหลังงานน้อยลงไป ลูกค้าหันไปใช้เงินกับการจ้างอินฟูลฯขึ้น งานด้านโฆษณาที่ทำเริ่มยากขึ้น งานหนักขึ้นเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทำให้ตนเองรู้สึกเครียด ก่อนตัดสินใจลาออก

ส่วนที่มาของการปลูกมันหวาน เริ่มต้นมาจากเมื่อครั้งทำงานประจำ ได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น และได้รู้จักมันหวานญี่ปุ่น เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว หลังจากได้กินชื่นชอบ และคิดอยากจะเอามาปลูกประเทศไทยเลย แต่ติดปัญหาหลายอย่าง แต่พอมาวันหนึ่ง ไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ตในกรุงเทพฯ เห็น ราคามันหวานญี่ปุ่น ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ตกใจกับราคา ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200-300 บาท พอเห็นราคายิ่งทำให้เราอยากปลูกเข้าไปอีก ก็เลยลองไปซื้อต้นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น นำไปทดลองปลูกก่อน หลังบ้าน ตอนแรกที่ปลูก เราไม่ได้มีความรู้อะไรเลย ปลูกไปเหมือนพืชทั่วๆไป ปรากฎว่าเติบโตดีนะ แต่ไม่มีหัว มีแต่ใบ

หลังจากนั้น กลับไปศึกษาว่า เค้าปลูกกันอย่างไร และก็ได้ความรู้จากเกษตรอำเภอ แนะนำ ว่า ปรับปรุงดิน หรือ ปรับสภาพดินก่อน และก็ดูว่าคนญี่ปุ่น เค้าดูแลการปลูกมันหวานอย่างไร ก็ทำตามเค้า และครั้งนี้ มันหวานของเราก็มีหัว พอผ่าออกข้างในมีสีเหลืองทอง เนื้อมันหวานเนียนละเอียดไม่เป็นเส้น และเติบโตดี เพราะดินดีและอากาศบ้านเราปกติปลูกพืชได้อยู่แล้ว ปกติการปลูกมันหวาน ไม่ชอบดินอุ้มน้ำ เราจะต้องยกร่องให้สูง เพื่อหนีน้ำ

ทั้งนี้ การปลูกในครั้งนั้น เราก็ยังไม่ได้ขาย แม้ว่ามันที่ได้จะมีหัวที่สมบูรณ์ แต่รสชาติมันยังไม่ได้ ทำให้เราต้องหาวิธีว่าจะปลูกมันหวานญี่ปุ่น อย่างไร ให้ได้รสชาติที่ดีเหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นตำรับประเทศญ่ปุ่นให้ได้ก่อนที่จะนำออกมาขาย ซึ่งไปขอความช่วยเหลือเกษตรอำเภอเช่นเคย และค้นหาความรู้จากเกษตรกรปลูกในประเทศญี่ปุ่น อีกเช่นเคย ว่าบำรุงกันอย่างไร ต้องใส่สารอาหารอะไร

โดยสารอาหารที่ใช้กัน จะเป็นสารอาหารที่เป็นอินทรีย์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ใช้เคมีเท่าไหร่ การดูแลมันหวานญี่ปุ่น ไม่ยากเลย ไม่จำเป็นต้องมาดูแลทุกวัน

“ผมจะเข้ามาดูแลแค่ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น โดยผมจะติดสปริงเกอร์ในการให้น้ำ ส่วนการใส่ปุ๋ยแค่อาทิตย์ละครั้ง การใส่ปุ๋ย ก็ใส่2 แบบ ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยคอก หาซื้อได้แถวบ้าน และมีปุ๋ยเคมีสูตรผสม นิดหน่อย ปุ๋ยเคมี ซื้อมา 1 กระสอบใช้ได้เป็นปี ส่วนแมลงศรัตรูของมันหวานญี่ปุ่น ก็จะมีแมงด้วง ผมก็จะใช้ทิศทางลมช่วย โดยการเป่าลมไล่แมลง ช่วยได้มาก การปลูกมันหวานจะปลูกแบบยกร่อง เพราะว่า มันหวานไม่ชอบอุ้มน้ำ”

สำหรับการปลูกมันหวานของผม สามารถขายได้ในการปลูกครั้งที่ 3 ได้รสชาติมันหวาน ที่มีรสชาติหวานแต่ยังไม่ได้เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่น ได้แค่ใกล้เคียง ส่วนหัวเนื้อมันเหมือนกับที่ญี่ปุ่น คือ เนื้อจะไม่เป็นเส้น และมีสีเหลืองทอง และพอเราได้มันหวานญี่ปุ่น อย่างที่ต้องการแล้ว นำออกมาจำหน่าย ผ่านช่องทางออนไลน์

อภิสิทธิ์ เล่าว่า ในส่วนของการทำตลาด เนื่องจาก ผมเองหันมาทำตลาดออนไลน์ ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อยู่แล้ว ก็นำมันหวานญี่ปุ่นของเรามาขายออนไลน์ด้วย ซึ่งประสบความสำเร็จ เกินคาดมีออเดอร์เข้ามาวันละเฉลี่ย 50-100 กิโลกรัมเกือบทุกวัน เดือนหนึ่งมียอดขายเฉพาะมันหวานเกือบ 200,000 บาท

โดยมันหวานญี่ปุ่นที่ปลูกปัจจุบันอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ จังหวัดขอนแก่น โดยสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวัน เพราะเป็นการปลูกแบบหมุนเวียน โดยจะมีการปลูกใหม่ทุกสัปดาห์ ทำให้เรามีมันส่งลูกค้าได้ทุกวัน ตามออเดอร์ที่เข้ามา ผ่านแพลตฟอร์มที่นำไปขาย ไม่ว่าจะเป็น Shopee Lazada Facebook Tiktok ฯลฯ

“ผมไม่ได้ขายแค่มันหวาน มีสินค้าเกี่ยวกับการเกษตรอื่นๆ จำหน่ายด้วย ซึ่งรายได้ของผมเอง มาจากมันหวานเพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ สินค้าเกษตรอื่นๆ มีจำหน่ายด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ลูกพลับจากเกาหลี หรือ อโวคาโด้ ฯลฯ ซึ่งอยากจะบอกกับเกษตรกร ว่า การทำเกษตรในปัจจุบัน เราจะต้องรู้จักที่จะขายสินค้าเอง โดยไม่ผ่านพ่อค้า คนกลาง จะได้ควบคุมราคาเองได้ ถึงจะมีกำไร”

ทั้งนี้ การขายออนไลน์ สำหรับเกษตรกรปัจจุบันไม่ได้ยากแล้ว ให้ลูกให้หลานคนรุ่นใหม่ช่วย แต่เดียวนี้ ผู้สูงอายุหลายคน หันมาใช้ช่องทางออนไลน์ขายของกันก็เยอะ บางคนขายเก่งกว่าคนรุ่นใหม่อีก และลูกค้าหลายคนก็ชอบซื้อกับผู้สูงอายุ หรือ เกษตรกรที่มาขายโดยตรง เชื่อว่าคนเหล่านั้นจะไม่หลอกเอาของไม่ดีมาขาย สังเกตว่าหลังๆจะเห็น หลายคนโพสต์ขาย ผัก ผลไม้จากสวนของลุง คนนี้ ป้าคนนั้น ลูกค้าจะชอบไปซื้อแบบนั้น เพราะเชื่อว่า ลุง กับป้า จะไม่หลอกเอาของไม่ดีมาขายเค้า

สำหรับ สายพันธุ์ มันหวานญี่ปุ่นของคุณอภิสิทธิ์ นั้น ปัจจุบันปลูกอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Beni Haruka, Honey Sweet และ Sil SW ส่วน รายได้จากการขายหัวมัน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 1,500 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 110 บาท สร้างรายได้กว่า 150,000 บาทต่อเดือน และยังมีรายได้จากการขายยอดมันสำหรับขยายพันธุ์ เดือนละประมาณ 1,000–2,000 ยอด รวมรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเกือบ 200,000 บาท

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงข้อดีของการปลูกมันหวานญี่ปุ่นมีความเสี่ยงต่ำ ดูแลง่าย ต้นทุนไม่สูง แต่ให้ผลตอบแทนดี อีกทั้งยังมีอิสระในการทำงานได้เป็นนายตัวเอง ลดความเครียดจากงานประจำ และได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติทำให้มีความสุขมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ หากมีความตั้งใจและพร้อมเรียนรู้ อาชีพเกษตรสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้จริง อย่ากลัวการเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะความล้มเหลวคือบทเรียนสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

ติดต่อ โทร : 087-515-3197

ตำรวจห้วยขวางตามรวบ “โอ๋ มือฉก”คาหอพักย่องลักไอแพคเด็กม.ต้นกลางห้างดัง

สืบสวนสน.ห้วยขวาง รวบคาหอพัก! “โอ๋ มือฉก” อดีตผู้ต้องหาเก่า ย่องลักไอแพดเด็ก ม.ต้น กลางห้างดัง ตามรอยวงจรปิด 48 ชม. จนมุมพร้อมของกลาง

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 สืบสวน สน.ห้วยขวาง โชว์ผลงานรวบตัว”ไอ้โอ๋” อดีตมือฉกคนเดิม หลังย่องลักไอแพดโปรและกระเป๋าเครื่องสำอางเด็กหญิงวัย 13 กลางศูนย์อาหารห้างดังย่านรัชดา เจ้าตัวรับสารภาพสิ้นอ้างเก็บไว้ที่ห้องพัก ก่อนถูกบุกรวบพร้อมของกลางคาที่พัก

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 20.03 น. นายวรศักดิ์ [ขอสงวนนามสกุล] ได้นำบุตรสาวคือ ด.ญ.เมย์ (นามสมมติ) นักเรียนชั้น ม.ต้น เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง หลังถูกคนร้ายลักทรัพย์ขณะไปรับประทานอาหารกับกลุ่มเพื่อนที่ศูนย์อาหารภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านรัชดา โดยผู้เสียหายได้วางกระเป๋านักเรียนซึ่งภายในมีหนังสือเรียน ไอแพด (iPad) และกระเป๋าเครื่องสำอางไว้ที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะพบว่าไอแพดและกระเป๋าเครื่องสำอางถูกฉกหายไปจากกระเป๋านักเรียนในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น.

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผกก.สน.ห้วยขวาง และ พ.ต.ท.ธเนศ ศรีจำปา รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ชิษณุพงศ์ ไค่นุ่นสิงห์ สว.สส.สน.ห้วยขวาง นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่แกะรอยคนร้ายจากกล้องวงจรปิดทันที จนพบตำหนิรูปพรรณชัดเจน ตรงกับ นายอภิรักษ์ หรือ “โอ๋” [ขอสงวนนามสกุล] อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นอดีตผู้ต้องหาที่เคยก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่ห้วยขวางมาแล้วเมื่อปี 2564

กระทั่งชุดสืบสวนได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบตัวนายอภิรักษ์ปรากฏตัวอยู่บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่งในซอยเปรมสมบัติ แขวงดินแดง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย ร.ต.อ.อานนท์ ลิ้มประสาท, ร.ต.อ.พุฒิพร เสืองามเอี่ยม, ร.ต.ท.ชัยยุทธ จำนงค์การ, ร.ต.ต.อนิรุธ มะลี รอง สว.สส.สน.ห้วยขวาง พร้อมด้วย ด.ต.จิรวัฒน์ โรจน์นวกร และ จ.ส.ต.วรพงศ์ บุญค้ำ จึงรีบนำกำลังเข้าตรวจสอบและรวบตัวไว้ได้

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอภิรักษ์ยอมรับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามภาพวงจรปิดจริง โดยลงมือลักทรัพย์ไปเมื่อวันที่ 9 ม.ค. เวลาประมาณ 17.35 น. จากนั้นได้สมัครใจนำเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบที่ห้องพักย่านถนนประชาสงเคราะห์ พบของกลาง

 – ไอแพด โปร (iPad Pro) 10.7 สีชมพู 1 เครื่อง
 – กระเป๋าเครื่องสำอางลาย KUROMI สีม่วง พร้อมอุปกรณ์ภายในหลายรายการ

ต่อมาผู้เสียหายได้เดินทางมายังสถานีตำรวจเพื่อยืนยันทรัพย์สิน พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “ลักทรัพย์หรือรับของโจร” ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผนึกกำลังคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า หลังผลสำรวจสุขภาพปชช. ไทยพบ “เด็ก–เยาวชน” คือกลุ่มเสี่ยงหลัก

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนาเรื่อง “เปิดข้อมูลสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า : ประเทศไทยจะเดินต่ออย่างไร?” เพื่อนำเสนอข้อมูลสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ท่ามกลางความกังวลต่อการแพร่ระบาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในกลุ่มเด็กและเยาวชน ภายในเวทีมีการรายงานผล การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567–2568

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 10–19 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 400,000 คน โดยร้อยละ 51 เป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มสูบภายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของนักสูบหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก่อนมีการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ประเทศไทยมีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 200,000–300,000 คน แต่หลังจากมีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าพบว่า ในช่วงปี 2567–2568 ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติถึงกว่า 700,000 คน ขณะที่พบเด็กอายุน้อยที่สุดเพียง 7 ปี เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ประธานกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นบุหรี่ไฟฟ้า กล่าวว่า สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยได้กลายเป็นวิกฤตที่กระทบต่อพัฒนาการสมองเด็กและอนาคตของประเทศ พร้อมเสนอกรอบ มาตรการหลัก 5 ด้าน ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ในเด็กและครอบครัว การควบคุมและเฝ้าระวังการสื่อสารและการจำหน่ายบนสื่อออนไลน์ การปิดช่องว่างและทำให้การบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นอย่างแท้จริง การดึงภาคประชาสังคม ครอบครัว ครู และผู้ใหญ่ให้ร่วมเป็นแบบอย่าง และการดำเนินมาตรการของรัฐอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการหลายกระทรวง

ศ.พญ.สุวรรณา ยังย้ำว่า การสื่อสารด้านบุหรี่ไฟฟ้าจำเป็นต้อง “เข้าถึงเด็กตามจริตของเด็ก” ไม่ใช่สื่อที่ผู้ใหญ่เห็นว่าดีแต่เด็กไม่ดู พร้อมระบุว่าการขับเคลื่อนในระดับ “วาระแห่งชาติ” ได้เริ่มเดินหน้าแล้วในเชิงคำสั่งและมติที่ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง

ด้าน ดร.อำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียน พร้อมระบบช่วยเหลือและส่งต่อเด็กที่เกี่ยวข้องเข้าสู่การดูแลที่เหมาะสม โดยมุ่งให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและเรียนจบอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่การใช้มาตรการลงโทษเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ พญ.ดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานครเพิ่มมาตรการควบคุมในโรงเรียนอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า 100% มีการตรวจค้นและยึดอุปกรณ์เมื่อพบการกระทำผิด ตรวจร้านค้าและพื้นที่รอบโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ “แผนที่จุดเสี่ยง” เพื่อชี้เป้าการตรวจ เนื่องจากพบว่าพื้นที่ที่เคยมีการจำหน่ายมักกลับมาขายซ้ำหากขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ด้าน นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ถูกดึงดูดด้วยการตลาดและรูปลักษณ์สินค้า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องตัดวงจรการจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ และดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ขายและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะที่ นายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้นำ Big Data และเทคโนโลยีมาปรับแนวทางการทำงาน โดยเปลี่ยนการสื่อสารจากการ “เฝ้าระวัง” เป็นการ “แจ้งเบาะแส” เปิดแคมเปญชวนประชาชนร่วมเป็น “นักสแกน” แจ้งข้อมูลการลักลอบจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งช่วยให้การดำเนินคดีรวดเร็วขึ้น พร้อมตั้งเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า “บุหรี่ไฟฟ้าต้องเป็นศูนย์”

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่สะท้อนว่าเด็กและเยาวชนกำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักของประเทศ และจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงบูรณาการทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย เทคโนโลยี และสังคม เพื่อหยุดยั้งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจังและยั่งยืน