สายสีแดง ผนึกกำลัง การรถไฟ เอสอาร์ที แอสเสท จัดกิจกรรมวันเด็กสุดพิเศษ Join the Rail สร้างฝัน วันเด็ก 10 ม.ค. นี้

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย และ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด จัดกิจกรรมวันเด็กสุดพิเศษ ภายใต้แคมเปญ Join the Rail สร้างฝัน วันเด็ก 10 มกราคม นี้

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บูรณาการความร่วมมือกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด จัดกิจกรรมสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ภายใต้แคมเปญ Join the Rail สร้างฝัน วันเด็ก ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บริเวณโถงทางเดินเชื่อมประตู 1 – ประตู 10 โดยน้องๆทุกคนจะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆภายในงาน ประกอบด้วย 7 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างความรู้และจินตนาการ ซึ่งหากเข้าร่วมกิจกรรมครบทั้ง 7 ฐาน จะได้รับประกาศนียบัตรใส่กรอบทองสำหรับตั้งโต๊ะ

พร้อมลุ้นรับของรางวัลใหญ่แบบจัดเต็ม อาทิ Smart Watch , รถจักรยาน , รถบังคับ และอุปกรณ์กีฬา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี Special Photo Booth ให้น้องๆได้ถ่ายภาพน่ารักๆแบบไม่จำกัด อีกทั้งยังได้กระทบไหล่กับน้องพลอยเจ และคุณเจจินตัย อันติมานนท์ รวมถึงพิธีกรรับเชิญสุดพิเศษ พี่กุน กิตติคุณ จาก The Face Men Thailand นอกจากนี้ภายในงานยังมีบริการขนม อาหารว่าง และเครื่องดื่มให้แก่น้องๆที่เข้าร่วมงานทุกคน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งบริษัทฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมดังกล่าวจะสามารถสร้างความสุข ความสนุก และรอยยิ้มให้แก่น้องๆทุกคนในโอกาสวันเด็กแห่งชาติได้อย่างแน่นอน

บริษัทฯมีความตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนมาโดยตลอด เนื่องจากเยาวชนถือได้ว่า เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงและจะสามารถก้าวเป็นผู้นำของประเทศต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างเสริมกิจกรรมให้น้องๆเยาวชนอย่างเหมาะสม ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและการเรียนรู้ของเยาวชน จะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและความยั่งยืนของประเทศในระยะยาว รวมถึงเป็นการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน ดังนั้นการสนับสนุนส่งเสริมเด็กและเยาวชนจึงมีความสำคัญและมีคุณค่าสำหรับประเทศชาติในอนาคต

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรเพื่อตอบแทนความไว้วางใจจากประชาชนด้วยดีเสมอมา โดยมุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

คุณตาวัย 64 ปีซิ่งจยย.ฝ่าแผงกั้นถูกรถไฟพุ่งชนสนั่นร่างกระเด็นเจ็บสาหัส

ชลบุรี – เกิดอุบัติเหตุ คุณตาวัย 64 ปี บ้านอยู่หมู่ 8 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิ๊ก สีส้มดำ หมายเลขทะเบียน 4 กพ 4100 ชลบุรี ฝ่าแผงกั้นทางรถไฟ คันอื่นจอดรออยู่ ห้ามแล้ว แต่ไม่ฟัง ขี่ฝ่าออกไปถูกรถไฟโดยสารพุ่งชน เสียงดังสนั่น จนร่างกระเด็นนอนร้องครวญคราง พบขาซ้ายเกือบขาดออกจากกัน ตามร่างกายมีรอยถลอก กู้ชีพกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล

ทราบชื่อต่อมาคือ นายสมร  อายุ 64 ปี บ้านตามบัตรอยู่ ม.8 ตำบลสุรศักดิ์ เหตุเกิดบริเวณทางรถไฟสาย 9 กิโล หมู่ 6 ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

หน่วยกู้ภัยสว่างประทีปศรีราชา เจ้าหน้าที่พยาบาลกู้ชีพ “ลั่นทม”โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีราชา

Cr.Nonthawat Wisutthipat

อาลัย “ศ.นพ.ประเวศ วะสี”ปราชญ์ของแผ่นดินถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี

วงการวิชาการและสังคมไทยสูญเสียบุคคลสำคัญ “ศ.นพ.ประเวศ วะสี” ราษฎรอาวุโส หมอนักคิดนักปฏิรูป และเจ้าของรางวัลแมกไซไซ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ สิริอายุ 93 ปี ทิ้งผลงานและแนวคิดด้านการพัฒนาสังคม การปฏิรูปประเทศ และคุณธรรมไว้เป็นมรดกทางปัญญา

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ศ.นพ.ประเวศ วะสี ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 93 ปี

นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลา 23.33 น.ของวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา แจ้งข่าวว่า หมอประเวศ วะสี หรือ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เสียชีวิตอย่างสงบแล้ว

ช่วงหนึ่งของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “เมื่อตะกี้นี้ได้รับแจ้งจากมิตรในพระนครว่าท่านอาจารย์ประเวศจากพวกเราไปแล้ว รอบนี้อาจารย์ขอไม่ไปโรงพยาบาลแล้ว … พอแล้ว

จำได้ที่เคยฟังอาจารย์คุยกันกับ อ.เสนาะ ถึงเรื่องการป่วยไข้ในวาระสุดท้าย ท่านบอกกันว่า กลัวแต่จะเป็นเช่นมะม่วงตกลงมาค้างอยู่บนหลังคาไม่ได้ถึงพื้น”

สำหรับ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี เป็นแพทย์ชาวไทย นักวิชาการด้านสาธารณสุข และนักวิชาการเกี่ยวกับการศึกษา ผู้สนับสนุนงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิต ผู้ค้นพบกลไกทางพันธุศาสตร์ในโรคทาลัสซีเมีย ผู้ผลักดันแพทย์ชนบท ผู้ริเริ่มจัดตั้งองค์กรอิสระที่กำกับกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรช.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)[5][6][7] ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ราษฎรอาวุโส

ประวัติ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี เกิดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2475 ที่บนฝั่งลำน้ำแควน้อย ต.เกาะสำโรง อ.เมืองจ.กาญจนบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายคลาย และนางกิม วะสี

ศึกษาชั้นมูลฐานในวัยเยาว์ที่โรงเรียนวัดเหนือ ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาล ต.เกาะสำโรง ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวิสุทธรังษี จนถึง พ.ศ. 2490 ได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปี พ.ศ. 2492

สามารถสอบเข้าเรียนต่อชั้นเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2498 ได้รับปริญญาตรีแพทยศาสตร์เกียรตินิยม และได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ตลอดหลักสูตร

จากนั้นในปี พ.ศ. 2503 สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และปีถัดมาสำเร็จการศึกษาจากภาควิชามนุษยพันธุศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร

ชีวิตส่วนตัว ประเวศสมรสกับแพทย์หญิง จันทพงษ์ วะสี มีบุตร 2 คน

หลังจากสำเร็จการศึกษาที่สหราชอาณาจักรแล้ว นพ.ประเวศ วะสี ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้านที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเลื่อนตำแหน่งตามลำดับจากอาจารย์โท เป็นอาจารย์เอก และอาจารย์ชั้นพิเศษ จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในปี พ.ศ. 2519

ในการวิจัย นพ.ประเวศได้รับทุนวิจัยจากกระทรวงสาธรณสุข และของคณะกรรมการการแพทย์จีน ในการวิจัยธรรมชาติของเลือดเกี่ยวกับความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงเนื่องจากกรรมพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย และพบวิธีการป้องกันรักษา โดยผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป จึงได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่งเกือบทุกทวีปทั่วโลก บทความทางวิชาการของท่านได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศมากกว่า 150 เรื่อง และท่านยังแต่งตำราวิชาโลหิตและคู่มือโลหิตวิทยา รวมถึงได้รับทุนวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา

ด้านการบริหาร นพ.ประเวศดำรงตำแหน่งผู้บริหารในหลายหน่วยงาน เช่น รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาและวางแผน มหาวิทยาลัยมหิดล, หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ประธานสถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย, ประธานมูลนิธิไทย, คณะกรรมการอำนวยการโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (National Steering Committee) กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ นพ.ประเวศ วะสี เข้ามามีบทบาททางการเมืองภายหลังการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ยุติลง โดยเข้ามาทำหน้าที่ประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน 27 คน เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และนำไปสู่นโยบายในการปฏิรูปประเทศไทย

รางวัลเกียรติคุณ

2498 ได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นที่ 1 ตลอดหลักสูตร

2500 รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์ และต่อมาทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ไปศึกษาต่อต่างประเทศ

2512 ได้รับรางวัลพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ในฐานะครูแพทย์ที่ดีเป็นคนแรกของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

2524 ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการรัฐ

2526 รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2526

2528 ได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาการแพทย์ ได้รับเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา

2531 ได้รับเลือกเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์

2533 รับเหรียญเชิดชูเกียรติ Tobacco and Health ของ WHO

2541 การมอบเหรียญ Comenius ประเวศ วะสี ได้รับเหรียญ Comenius และประกาศนียบัตรจากยูเนสโก ในฐานะที่ประเทศไทยนำการศึกษามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการพัฒนามนุษย์ เชื่อมโยงการศึกษาให้เข้ากับภาคอื่นของสังคม และประเทศไทยมีการสนับสนุนการพัฒนาสถานภาพครู

2548 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประเภทวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาแพทยศาสตร์

พลังงานสั่งยกระดับปั๊ม 3 จว.ชายแดนใต้ป้องเหตุบึ้มซ้ำรอย-กำชับสำรองน้ำมันเพียงพอ

“พลังงาน” สั่งการด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยเน้นย้ำการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย และกำชับให้บริหารจัดการคลังน้ำมันสำรองให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งพลังงานจังหวัด ผู้ค้าน้ำมัน ประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เพื่อเฝ้าระวังสถานีบริการน้ำมันและจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานทุกแห่งอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของพนักงานประจำสถานีและประชาชนที่เข้าใช้บริการเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ขอให้มีการรายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ส่วนกลางสามารถสนับสนุนความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ในส่วนของการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานและผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ตรวจสอบสต็อกน้ำมันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่เกิดการขาดแคลนหากมีการปิดเส้นทางหรือมีข้อจำกัดในการขนส่ง พร้อมทั้งจัดเตรียมแผนสำรองในการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงผ่านเส้นทางเลือกเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ให้ต่อเนื่องที่สุด

“ตนขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ได้กำชับให้พลังงานจังหวัด ผู้ค้าน้ำมัน เจ้าของสถานีบริการ ประสานกับฝ่ายความมั่นคง เฝ้าระวังสถานีบริการน้ำมันอย่างใกล้ชิดและดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคน และขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเราได้เตรียมแผนสำรองปริมาณน้ำมันไว้เพียงพอต่อการใช้งานในทุกสถานการณ์” นายวีรพัฒน์ กล่าว

ชายแดนใต้เดือด! คนร้ายลอบวางระเบิด 11 ปั๊ม ปตท.ใน 3 จังหวัด กลางดึกรับวันเลือกตั้ง อบต.

คนร้ายลอบวางเพลิงและวางระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 แห่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา 4 ปัตตานี 2 นราธิวาส 6 จุด มีระเบิดหน้าหมวด ฉก.ตชด. ตำรวจเจ็บ 1 นาย

เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 11 ม.ค.2569 เกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงและลอบวางระเบิดในหลายพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เบื้องต้นมีปั๊ม ปตท.ได้รับความเสียหาย 11 แห่ง ดังนี้ จ.ยะลา ได้แก่ 1.ปตท.บันนังดามา อ.กาบัง 2.ปตท. 418 ท่าสาป (ฝั่งขาเข้า) อ.เมืองยะลา 3.ปตท.บูเกะคละ อ.เมืองยะลา และ 4.ปตท.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา

จ.ปัตตานี ได้แก่ 1.ปตท.บานา อ.เมืองปัตตานี และ 2.ปตท.กะพ้อ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี

จ.นราธิวาส ได้แก่ 1.ปตท.แว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส 2.ปตท.เจาะไอร้อง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส 3.ปตท.ดุซงญอ (จะแนะ) จ.นราธิวาส 4.ปตท.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส และ 5.ปตท.ปาเสมัส (สุไหงโกลก) จ.นราธิวาส

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุบริเวณหน้าหมวดเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 (มว.นปพ.33) อ.สุไหงโก-ลก มีตำรวจสถานีตำรวจภูธรระแงะถูกสะเก็ดระเบิดที่แขนขวาได้รับบาดเจ็บ 1 นาย แต่ยังไม่มีรายงานการเสียชีวิต

ด้านพลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการทุกหน่วยในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ยกระดับคุมเข้มความปลอดภัยสูงสุด พร้อมเผชิญเหตุทุกสถานการณ์ตลอด24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี ตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ ในวันนี้ (11 ม.ค.) จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และนายก อบต. ซึ่งเป็นการเลือกตั้งกรณีครบวาระทั่วประเทศ

มรภ.ชัยภูมิ จับมือ บพท.ปลุก “หมาน มาร์เก็ต”กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

ชัยภูมิ –ปลุก”หมาน มาร์เก็ต” กลับมาอย่างยิ่งใหญ่! มรภ.ชัยภูมิ จับมือ บพท. ชูซอฟต์พาวเวอร์ศรัทธาเจ้าพ่อพญาแล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจย่านวัฒนธรรม ครั้งที่ 5

มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สานนท์ ด่านภักดี หัวหน้าโครงการวิจัย/อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ พร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ กล่าวต้อนรับ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย (ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน”ธัชภูมิ”  ดร.ธนภณ วัฒนกุล (ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และสักขีพยานแขกผู้มีเกียรติ

ภายในการจัดงานในครั้งนี้เพื่อปลุกพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานรากแห่งความศรัทธา เตรียมจัดงาน “ตลาดวัฒนธรรมเจ้าพ่อพญาแล” ครั้งที่ 5 หรือในชื่อสุดมงคล “หมาน มาร์เก็ต” ณ แลนด์มาร์คหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

งานครั้งนี้ถือเป็นผลผลิตความสำเร็จจากโครงการวิจัยเชิงพื้นที่ “การยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและสำนึกท้องถิ่นผ่านฐานทุนทางวัฒนธรรม” โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนพลังศรัทธาอันแรงกล้าที่ชาวชัยภูมิมีต่อ “เจ้าพ่อพญาแล” ให้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน “ย่านตลาดวัฒนธรรม” เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“หมาน มาร์เก็ต” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตลาดนัดทั่วไป แต่คือพื้นที่รวบรวมอัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิ ภายใต้คอนเซปต์ความโชคดีและความเป็นสิริมงคล ภายในงานประกอบด้วย:

• สินค้าภูมิปัญญา: ผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่ได้รับการยกระดับด้วยงานวิจัย

• อาหารท้องถิ่นรสเด็ด: เมนูหาทานยากที่คัดสรรมาเพื่อความ “หมาน” โดยเฉพาะ

• ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย: การแสดงที่สะท้อนสำนึกท้องถิ่นท่ามกลางบรรยากาศตลาดยามเย็นที่ทันสมัย

ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วม “ช้อปให้หมาน ชมให้เพลิน” ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานกิจกรรมหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

มัฆวาน  วรรณกุล -อารยา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

เปิดโรดแมป “พรรคโอกาสใหม่”: ปฏิวัติโครงสร้างประเทศ สร้างโอกาสที่เท่าเทียม “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

พรรคโอกาสใหม่ ประกาศกร้าวเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้แนวคิด “สร้างโอกาสเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เปิดชุดนโยบายครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจดิจิทัล ไปจนถึงสวัสดิการถ้วนหน้า มุ่งเป้าทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำและคืนอำนาจการตัดสินใจสู่มือประชาชน

พรรคโอกาสใหม่ประกาศยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีหัวใจสำคัญคือ “การกระจายอำนาจและงบประมาณ” ให้ท้องถิ่นมีสิทธิกำหนดชะตาชีวิตตนเอง เน้นการบริหารราชการแผ่นดินด้วยธรรมาภิบาล (Good Governance) ที่ตรวจสอบได้จริง ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลรัฐได้อย่างโปร่งใส 100%

 กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรค”Justice delayed is justice denied” ความล่าช้าคือความอยุติธรรม พรรคฯ เตรียมรื้อกฎหมายที่ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน (Guillotine Law) เพื่อสร้างระบบ “นิติรัฐ นิติธรรม” ที่แท้จริง ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความรวดเร็วในการบริการประชาชน

 พัฒนา “ทุนมนุษย์” ไร้ขีดจำกัด สร้างระบบสวัสดิการแบบ “ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ที่ไม่ใช่แค่การสงเคราะห์ แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐาน:
• Educational Equity: เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ กระจายทรัพยากรสู่ท้องถิ่น เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered)
• Social Welfare: รายได้พื้นฐานสวัสดิการถ้วนหน้า และการยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียม

เศรษฐกิจสร้างสรรค์: Thailand Platform เพื่อคนตัวเล็ก มุ่งเน้น Creative Economy และการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีหมัดเด็ดคือ:
• ทลายการผูกขาด: เปิดทางให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนเข้าสู่ห่วงโซ่อัพทานโลก
• Digital Government: ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพรัฐและสร้างโอกาสใหม่ทางการค้า
• แก้จนถาวร: จัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้ และปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง

สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม: Tech Health & Nature Positive
ยกระดับการรักษาด้วยเทคโนโลยี Tech Health ป้องกันโรคอุบัติใหม่ และยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” (Polluter Pays Principle) เพื่อรักษาความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมพลังงานสะอาดเพื่อความมั่นคงในอนาคต

นโยบายของพรรคโอกาสใหม่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง “รัฐสวัสดิการ” และ “เสรีนิยมทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน” การชูประเด็นเรื่อง Digital Platform และการปฏิรูปกฎหมายแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะก้าวข้ามปัญหาการเมืองแบบเดิมๆ สู่การบริหารงานที่ใช้เทคโนโลยีนำทาง (Data-Driven Policy) ซึ่งน่าจะเป็นที่ถูกใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

ทีมข่าวการเมือง

การเปิดตัวและการจัดอบรมที่ยิ่งใหญ่โครงการติดปีกนักธุรกิจความงามซีซั่น 4

การเปิดตัวและการจัดอบรมที่ยิ่งใหญ่โครงการติดปีกนักธุรกิจความงามซีซั่น 4 และเปิดตัวสมาพันธ์ผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพและความงามโดยมีภาคีเครือข่ายระดับโลกโดยโรงเรียนสยามอินเตอร์วิทยาการสุขภาพและความงามนำทีม
โดยอาจารย์อำภา  ชาญรบผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยาการสุขภาพและความงามสยามอินเตอร์  นายกสมพันธ์ผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพและความงาม

จัดกิจกรรมยกระดับผู้ประกอบการเพื่อเข้าสู่มาตรฐานฝีมือแรงงานด้านนักส่งเสริมสุขภาพในแต่ละสาขาและเปิดคอร์สนวดหน้าที่เป็นลิขสิทธิ์ของทางโรงเรียน  Auromatic facial massage ฝึกอบรมให้แก่ผู้เข้าผู้ประกอบการด้านสุขภาพและความงามเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการโดยอาจารย์อำภา   หรือครูอ้อย   มุ่งเน้นที่จะสร้างความเข้มแข็งในผู้ประกอบการสุขภาพและความงามเพื่อให้เกิดการเติบโตโดยมีประธานในพิธี ผู้อำนวยการ. นิตยา  แสงพุ่มพงษ์  สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.นนทบุรีเป็นประธานในพิธีโดยประธานในพิธีเป็นผู้มีผู้บทบาทในส่วนของการพัฒนาแรงงานและผลักดันศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อให้เข้าถึงแรงงานในกลุ่มผู้ให้บริการด้านสุขภาพและความงามเพื่อให้เกิดมาตฐานในระดับชาติและสากล

ภายในงานมีการ MOU กับสถาบันความงามระดับต้นๆของประเทศไทย ได้แก่ 
บริษัทความงาม Me 2 skin
 สถาบันนวดหน้า Pro Joom Academy
 สถาบันนวดหน้ากัวซาเฮ้าส์  
บริษัทจัดหางานที่ถูกต้องตามกฏหมาย
ละยังมีการแต่งตั้ง ครู/ผู้สอน วิทยากร และศูนย์ประสานงานของโรงเรียน สถานฝึกงาน
ภายในงานยังได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมความงามด้านใหม่ๆและมีบูธมหกรรมด้านอาชีพ
ณ ห้างริเวอร์พลาซ่าจังหวัดนนทบุรี

บูธสอนจัดดอกไม้ โดยครูกิ๊ฟ
การบำบัดด้วยกลิ่น โดยผู้เชียวชาญ เทคนิคการผสมกลิ่น ให้เหมาะกับธาตุเจ้าเรือนของแต่ละบุคคล หมอสลิตา  สีเกตุสุข (หมอส้มโอ)
การนวดศีรษะ ผู้เชียวชาญด้านสปา ในสถาบันชั้นนำมากกกว่า 20 ปี  โดยครูวิยธิดา ไชยเพ็ชร
คลินิกแพทย์แผนไทย นำทีมโดยอาจารย์ปุณพัฒน์ (หมอปุญ) และ  พท.ฉัตรประภา ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ชะลอวัยและสุขภาพท.ดวงกลม บั่นต่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยา
แว๊กซ์หน้าปรับโหวงเฮ้งตามศาสตร์ส่วนบุคคลโดยครูกระต่ายเจ้าของสถาบันเนชาญา ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแว็กซ์ ปรับโหวงเฮ้งครบวงจร ประสบการณ์ มากกว่า 10ปี พร้อมให้ปรึกษา สำหรับการเปิดธุรกิจให้เกิดรายได้ในยุคนี้ 
ความงามด้านผิวพรรณโดยใช้อุปกรณ์เทคนิคเกาหลีและเทคนิคจากยุโรป โดยผู้เชี่ยวชาญ ครูเดียร์ ประสบการณ์มากกว่า 10ปี 
มีการโชว์นวดสปอร์ต จากแชมป์ถ้วยพระราชทานองค์สมเด็จพระเทพฯ ศิลปะการนวดไทยจากแชมป์โลกให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ Sport massage และ Swedish massage  โดยครูโก้ มนูธรรม เทียบแสน

 ประธานในพิธี
 ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝืมือแรงงาน นนทบุรี ผู้อำนวยการ นิตยา แสงพุ่มพงษ์  
 มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในวงการเป็นอย่างยิ่ง พร้อมแสดงชุดโชว์การนวดหน้าจากผู้มีชื่อเสียงในแวดวงความงาม และแชมป์ในเวทีทั้งในและต่างประเทศ  นำทีมโดย
1. สร้างตำนานกัวซาเฮ้าส์ ครูวรางรัตน์ นันทวงการ
2. แชมป์ รองอันดับสอง วรรณวีนา วรรณวงศ์ เวที sme
3. ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานสยามอินเตอร์ สุธาทิพย์

ผู้บริหารสุขภาพและ นายก  สมาพันธ์ผู้ประกอบการสุขภาพและความงาม 
ครูอำภา ชาญรบ (ครูอ้อย)
4 แชมป์จากเวทีทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
อ.วันเสาร์ เสาวลักษณ์ ไบรอน
อ.โดนัส 
อ.หมวย
อ.กันติชา รอดบุตร
อ.กระต่าย เณชญา
อ.นนทยา ณ สงขลา

ในการจัดงานครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนการจัดงานจากช้อนทองบิวตี้ สี่แยกอันดามันจังหวัดตรัง CHON TONG BEAUTY SKIN  สถาบันความงามดารารัตน์ ช้างกลาง  DARARAT ,สถาบันกัวซาเฮ้าส์ GUASHA HOUSE
คูนย์ความงาม see  Beauty ภูเก็ต, CHARI NG & SPA,NECHAYA STUDIO,RESET WELLNESS AND SPA BY KUR PLA,The Champion Studio  และสถาบันความงามชั้นนำในเมืองไทย

นายกฯโป่งธนาวิทย์ ปลื้มนำลูกหลานร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ 69 อย่างคึกคัก”รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

นายกฯโป่ง ธนาวิทย์ จัดหนักและใส่ใจ มอบความรัก พี่น้องชาวเมืองนราฯปลื้มนำลูกหลานร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ 69 อย่างคึกคัก”รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

วันนี้ (10 ม.ค.69) เวลา 09.30 น. ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมี นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส นายกฤษณนันท์ กำไร และ นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน กว่า25 ท่านให้เกียรติมาร่วมงาน ตลอดจน ผู้ปกครอง ลูกๆ หลานๆ มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

โดยนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้อ่านสารวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 จาก นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนกล่าวเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยย้ำว่า เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งของสังคม หากได้รับการศึกษา และปลูกฝังการพัฒนาไปในทางที่ถูกต้อง เด็กและเยาวชนในวันนี้จะสามารถเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพในอนาคต พร้อมนำประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ด้านนายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส  กล่าวว่า ในการจัดงานในวันเด็กแห่งชาติในวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปีตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2508เป็นต้นมา จนมาถึงวันเสาร์ที่10 มกราคม2569 ที่ตรงกับเสาร์ที่สอง เทศบาลเมืองนราธิวาสตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ”จึงได้จัดงานวันเด็กอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสแสดงความสามารถ  อีกทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างแท้จริง โดยจัดให้มีกิจกรรม การแสดงดนตรี การแสดงบนเวทีของโรงเรียนและภาคส่วนต่างๆ กิจกรรมนันทนาการ การมอบของขวัญ รางวัล อาหาร เครื่องดื่ม โดยสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐและเอกชนอย่างมากมาย

จากนั้น ได้ร่วมกันร้องเพลง “หน้าที่เด็ก” เป็นการเปิดงาน โดยปี 2569 นี้ เทศบาลเมืองนราธิวาส ร่วมกับจังหวัดนราธิวาส ได้จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อส่งมอบความสุข เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ นราธิวาส ภายใต้ ธีมการจัดงาน “อาชีพในฝัน” โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสและนายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ได้จับฉลาก พร้อมมอบของขวัญให้แก่เด็กที่มาร่วมงาน

จากนั้น ได้เยี่ยมชมบูทของหน่วยงานต่างๆมากกว่า 50 บูท  ที่มาร่วมจัดกิจกรรมให้เด็กเล่นและเสริมเพิ่มการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งภายในงาน มีกิจกรรมให้กับเด็กๆร่วมเล่นกันมากมาย นอกจากนั้นจะมีการแสดงบนเวทีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดกิจกรรมสันทนาการ การละเล่นของเด็ก ๆ และมอบของขวัญให้เป็นรางวัล  ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ใหญ่ใจดี ทั้งภาครัฐและเอกชน ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสร่วมสนับสนุนของขวัญ เป็นรางวัล จนทำให้พี่น้องในพื้นที่ใกล้เคียงต่างมาร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก.

โดย…ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

.

คปภ.ภูเก็ตลงพื้นที่อ่าวฉลองติดตามเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ท 24 ลำ

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ทของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จำนวน 24 ลำ บริเวณท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพื่อให้การดูแลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรม

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้สั่งการให้นางสาวกาญจนา ศรีรักษา ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ. จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้เรือท่องเที่ยวบริเวณท่าเรืออ่าวฉลอง จังหวัดภูเก็ต พร้อมเร่งติดตามและรวบรวมรายงานความเสียหายผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยอย่างเป็นระบบ

จากการลงพื้นที่ร่วมกับนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ รับทราบความเสียหาย และแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พบว่า เรือสปีดโบ๊ทของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหลายลำได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ มีมูลค่า  ความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 38,000,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนเรือที่ได้รับ ความเสียหาย มูลค่าความเสียหาย

รวมถึงข้อมูลด้านการเอาประกันภัย เพื่อเตรียมดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรม ในการดำเนินการช่วยเหลือในเบื้องต้น สำนักงาน คปภ. จังหวัดภูเก็ต ได้ประสานบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลการรับประกันภัยและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ ประสานสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต    เพื่อขอทราบข้อมูลทะเบียนเรือ

รวมทั้งประสานพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรฉลอง เพื่อขอทราบผลการตรวจสอบและข้อมูลการสอบสวนสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ พร้อมทั้งติดตามและรวบรวมรายงานความเสียหายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการและผู้ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย

สำนักงาน คปภ. ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์และกระบวนการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการและ  ผู้ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดต่อไป