“ธวัชชัย-พิชิตชัย”ตั้งเป้า 8ทีมสุดท้าย บอลชิงแชมป์เอเชีย U23 ที่ซาอุฯ

“ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล” และ “พิชิตชัย เศียรกระโทก” แถลงข่าวก่อนการแข่งขันฟุตบอล AFC U23 Asian Cup 2026 

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 15.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ ห้องแถลงข่าว ปรินซ์ ไฟซอล บิน ฟาฮัด สปอร์ตส์ ซิตี้ สเตเดียม ประเทศซาอุดีอาระเบีย สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC จัดงานแถลงข่าวก่อนการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2026 (AFC U23 Asian Cup 2026) รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มดี

การแถลงข่าวครั้งนี้ ประกอบไปด้วย 4 ชาติ ในกลุ่มดี คือ อิรัก, ออสเตรเลีย, ไทย และ จีน โดยทีมชาติไทย U23 ได้ส่ง “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอน และ พิชิตชัย เศียรกระโทก กัปตันทีม เข้าร่วมการแถลงข่าว

โดย “โค้ชวัง” กล่าวว่า “ไม่ว่าทีมจะต้องเดินทางไปแข่งขันที่ใด สิ่งสำคัญคือการเดินทางมาถึงล่วงหน้า เพื่อให้นักเตะได้ปรับตัวในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะอาหารการกิน เนื่องจากนักเตะหลายคนอาจยังไม่เคยเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้มาก่อน การได้มาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมจะช่วยให้เมื่อถึงเวลาแข่งขัน ทุกคนสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่”

“จากทัวร์นาเมนต์นี้กับที่ผ่านมา เราอาจจะมีการปรับตัวผู้เล่นบางตัว หลายๆคนอยู่แคมป์กับเรามาหลายเดือน ก่อนถึงทัวร์นาเมนต์นี้เราได้มีแคมป์ต่อเนื่องมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวชิงแชมป์เอเชียรอบคัดเลือก หรือแม้แต่ ฟีฟ่า เดย์, ซีเกมส์ จนมาถึงชิงแชมป์เอเชียในครั้งนี้ น้องๆได้ร่วมซ้อมกับเรา ในเรื่องของการสับเปลี่ยนตัวผู้เล่น ทุกคนปรับตัวได้ดี หลายคนที่เราเรียกเข้ามาใหม่เพราะว่าเขามีศักยภาพต่างๆที่ยังคงโดดเด่น”

“เป้าหมายของเราในเบื้องต้นเราต้องการเข้าไปในรอบ 8 ทีมสุดท้ายให้ได้ การที่เราได้เจอ ออสเตรเลีย, อิรัก หรือ จีน เราต้องทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้”

ขณะที่ “พิชิตชัย เศียรกระโทก” กล่าวว่า “ทีมของเราได้มีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ทั้งการฝึกซ้อมที่ประเทศไทย และการเดินทางมาปรับสภาพร่างกายที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทุกคนรู้สึกดีมาก สภาพอากาศที่ประเทศไทยค่อนข้างร้อน ขณะที่ที่นี่มีอากาศค่อนข้างหนาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยเฉพาะระบบการหายใจบ้าง แต่ทีมพยายามปรับตัวให้ดีที่สุด”

สำหรับทีมชาติไทย U23 จะลงฝึกซ้อมอีกหนึ่งครั้งเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2026 ซึ่งมีโปรแกรมแข่งขัน ดังนี้

#Matchday1 
 วันที่ 8 มกราคม 2569
🇦🇺 ออสเตรเลีย พบ ไทย 🇹🇭
 เวลา 18.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
 อัล ชะบ๊าบ คลับ สเตเดียม

#Matchday2
 วันที่ 11 มกราคม 2569
🇹🇭 ไทย พบ อิรัก 🇮🇶
 เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
 ปรินซ์ ไฟซอล บิน ฟาฮัด สปอร์ตส์ ซิตี้ สเตเดียม

#Matchday3
 วันที่ 14 มกราคม 2569 
🇹🇭 ไทย พบ จีน 🇨🇳
 เวลา 18.30 น. ตามเวลาประเทศไทย 
 อัล ชะบ๊าบ คลับ สเตเดียม

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ครั้งนี้ ไม่มีการคัดเลือกไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ต่อไป แต่จะมีผลต่อการจัดโถสำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก ในปี 2028 และครั้งดังกล่าวจะมีการหาชาติเป็นตัวแทน ไปแข่งขันฟุตบอลชาย ในมหกรรมโอลิมปิก ที่ นครลอส แองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อไป

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทยU23 #AFCU23 #AsianCup2026 #AFCU23AsianCup2026

ชาวบ้านร้องอนุกมธ.ศาสนาฯ คัดค้านการแต่งตั้งและตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าอาวาสพระพุทธบาทสี่รอย จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สว.) คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ รับหนังสือจากประชาชนหมู่บ้านพระพุทธบาทสี่รอย หมู่ 6 ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นำโดย นายมนตรี สุขสบาย ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขอคัดค้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระพุทธบาทสี่รอย และตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าอาวาส   โดยข้อความในหนังสือร้องเรียนระบุ…สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2568 พระสังฆาธิการผู้ปกครองมีการมอบหมายให้พระมหาพร้อมพงศ์ ปภสสรจิตโต ซึ่งเป็นพระจากที่อื่นมารักษาการเจ้าอาวาส ทำให้ชาวบ้านพระพุทธบาทสี่รอยมีความไม่สบายใจ เพราะในวัดมีพระที่มีอายุพรรษาอยู่วัดนี้มายาวนาน และมีศีลาจารวัตรงดงามหลายรูป 

แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง จึงได้ทำหนังสือคัดค้านไปยังพระผู้ปกครองตามลำดับ แต่ก็ไม่มีการทบทวนหรือดำเนินการใด ๆ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 พระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้พระมหาพร้อมพงศ์ฯ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย ยิ่งทำให้เกิดข้อกังวล ข้อสงสัยว่าการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นน่าจะไม่ถูกต้องในหลายประเด็น

ดังนี้  1. การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสไม่ชอบธรรม เริ่มตั้งแต่ที่พระครูพุทธบทเจติยารักษ์ (ครูบาพรชัย) ได้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอยไปก็ได้มีผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสเป็นผู้ทำหน้าที่ด้วยตนเองเรื่อยมา และต่อมาได้ส่งพระมหาพร้อมพงศ์ฯ ซึ่งเป็นพระจากที่อื่น มาเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย โดยไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการ ไม่มีหนังสือมอบหมาย ไม่มีการแจ้งคณะสงฆ์ในวัด และไม่มีการสอบถามความเห็นหรือประชาคมกับชุมชนรอบวัด ถือเป็นเรื่องสมควร เหมาะสม และเป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม และประเพณีของการปกครองคณะสงฆ์หรือไม่ 

2. การแต่งตั้งเจ้าอาวาสโดยไม่ชอบธรรม หลังจากแต่งตั้งพระมหาพร้อมพงศ์ฯ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสแล้ว คณะพุทธศาสนิกชนรอบวัดต่างก็ไม่เห็นด้วย และไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังคงยื่นเอกสารอย่างต่อเนื่อง ผลปรากฎว่าทุกอย่างเหมือนเดิม โดยไม่มีการดำเนินการใด ๆ  3. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกใบอนุโมทนาบัตรว่าไม่ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ เพราะพระมหาพร้อมพงศ์ฯ ซึ่งเป็นผู้ออกใบอนุโมทนาบัตร ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการหรือเจ้าอาวาส แต่กลับมาออกใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าว จะถือว่าทำโดยไม่มีหน้าที่หรือไม่

ทั้งนี้ คณะศรัทธาวัดพระพุทธบาทสี่รอยเกรงว่า หากปล่อยให้การแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอยยังยืดเยื้อต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา เกิดความแตกแยกในการบริหารจัดการพระพุทธศาสนา ขัดต่อระเบียบและประเพณีการแต่งตั้งเจ้าอาวาส จึงควรจะต้องเป็นผู้ที่ชาวบ้านรอบวัดศรัทธา หรือมีการประชาคม/ประชาพิจารณ์ถึงความต้องการของชุมชนก่อน และขอให้คณะอนุกรรมาธิการฯ พิจารณานำเสนอให้คณะสงฆ์มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอยใหม่อีกครั้ง เพื่อเป็นการยุติปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดพระพุทธบาทสี่รอยในครั้งนี้ และเพื่อให้ได้พระภิกษุในวัดพระพุทธบาทสี่รอยที่มีความรู้ความสามารถ มีศีลาจารวัตร และเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านรอบวัด มาเป็นเจ้าอาวาสแทนพระที่มาจากที่อื่น 

นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบกระบวนการแต่งตั้งเจ้าอาวาสและข้อเท็จจริงของการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย รวมถึงกรณีแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมทั้งหมด ว่าเป็นไปตามกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ระเบียบของทางราชการ และประเพณีการปกครองคณะสงฆ์หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา และส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีระหว่างวัดกับชุมชน ตามอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการฯ ต่อไป

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า จะรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณา พร้อมประสานผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายต่อไป

ข้อมูล-ภาพจาก : เพจวุฒิสภา  

สกสค.งัด”ข้อตกลงคุณธรรม”คุมพิมพ์หนังสือปี 69 งบพันล้านหยุดวงจรฟ้องร้องซ้ำซาก

กรมบัญชีกลาง เอือม “องค์การค้าฯ” โดนฟ้องร้องอ่วมทุกปี งัด “ข้อตกลงคุณธรรม”คุมเข้มพิมพ์แบบเรียน ปี 69 งบฯพันล้าน
 
เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569  ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้มีพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม “โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569” ขององค์การค้า สกสค.จำนวน 150 รายการ วงเงิน 1,010 ล้านบาท โดยเป็นการดำเนินการตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ค.ป.ท.) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โดยมีตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) (ACT) และผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอนของโครงการดังกล่าวทุกเข้าร่วม

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการ สกสค. เปิดเผยว่า การเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของสำนักงาน สกสค. เพื่อใช้เป็นกลไกสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และป้องกันปัญหาการร้องเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ภาคีเครือข่ายด้านการต่อต้านการทุจริต รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์และกำกับตรวจสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้น ทั้งฝ่ายผู้ค้า ฝ่ายดำเนินการ และฝ่ายตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบร่วมกัน และสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง

“ที่ผ่านมา สกสค.ต้องเผชิญกับการฟ้องร้อง และข้อร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง การจัดทำข้อตกลงคุณธรรม จึงจะเป็นการสกัดการฟ้องร้อง เพราะมีหน่วยงานร่วมตรวจสอบ รวมไปถึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ที่เชื่อว่าจะมีการดำเนินการทำข้อตกลงคุณธรรมอย่างต่อเนื่องในปีถัดๆไป” ดร.ดิศกุล กล่าว

ด้าน น.ส.ณิติญาภรณ์ อิ่มใจ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ในทุกๆ ปีงบประมาณ กรมบัญชีกลาง จะคัดเลือกโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงที่มีผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง ให้เข้าร่วมโครงการเพื่อทำข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการพิจารณาโครงการฯ ประมาณปีละ 20-25 โครงการ สำหรับปีนี้เมื่อพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว คณะกรรมการ ค.ป.ท. เห็นว่า โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569 ขององค์การค้า สกสค. เข้าเกณฑ์ทั้งในแง่ของวงเงินที่เกิน 1,000 พันล้านบาท และผลกระทบที่มีต่อนักเรียนทั่วประเทศ อีกทั้งในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ โครงการฯ ยังปรากฏเป็นข่าวถูกร้องเรียนหลายกรณี จึงเป็นที่สนใจของประชาชนและผู้ปกครองนักเรียนในวงกว้าง จึงเห็นควรให้เข้าดำเนินการตามกรอบข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งทางหน่วยงานก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
 
“ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีโครงการใดของ องค์การค้าของ สกสค.เข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรมเลย จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่มีความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการในทุกๆ ขั้นตอนโปร่งใส ยุติธรรม ไม่เกิดประเด็นครหาเหมือนที่ผ่านมา โดยเมื่อมีข้อตกลงคุณธรรมมากำกับแล้ว จะมีผู้สังเกตการณ์เข้ากำกับติดตามในทุกขั้นตอน หากจุดไหนที่ผุ้สังเกตการณ์มองว่า ดำเนินการไม่ถูกต้องก็สามารถทักท้วง เพื่อให้แก้ไข โดยที่หน่วยงานต้องชี้แจงข้อสงสัยได้ด้วย” น.ส.ณิติญาภรณ์ ระบุ

น.ส.ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการ สำนักงาน สกสค.ในฐานะประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าสกสค.ปีการศึกษา 2569 เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา สกสค.ได้ประกาศร่าง TOR เพื่อเปิดให้มีการวิจารณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังข้อวิจารณ์ครั้วที่ 2 โดยที่ครั้งแรกมีผู้เข้ามาวิจารณ์ 7 ราย และครั้งที่ 2 จำนวน 5 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม และข้อสงสัยในเนื้อหาของ TOR ส่วนข้อสังเกตหรือ ข้อเสนอแนะให้ปรับแก้ไขนั้น ก็มีทั้งที่ปรับแก้ตามที่เสนอแนะเข้ามา บางส่วนที่ปรับไม่ได้ เพราะอาจจะส่งผลกระทบไปถึงส่วนอื่น หรือหากปรับแก้ในทุกประเด็น ก็จะทำให้ระยะเวลาดำเนินการก็จะขยายออกไป จนการดำเนินโครงการล่าช้า ไม่ทันก่อนเปิดภาคเรียน อย่างไรก็ดี ก็ได้มีข้อชี้แจงกลับไปยังผู้ที่วิจารณ์ โดยจะเก็บข้อสังเกตเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับดำเนินโครงการในปีต่อๆ ไปแทน
 
“การจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้จะต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม เราจึงได้ทำข้อตกลงคุณธรรมกับ ค.ป.ท. ซึ่งจะมีผู้สังเกตการณ์เข้ามาร่วมตรวจสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การร่าง TOR จนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมั่นใจว่า การดำเนินการตามข้อตกลงคุณธรรมจะไม่กระทบระยะเวลาการพิมพ์หนังสือแบบเรียน และสามารถส่งถึงมือนักเรียนก่อนเปิดเทอมได้อย่างแน่นอน” น.ส.ชนนิกานต์ กล่าว

ศพของ “พอล พต” ผู้นำเขมรแดงฌาปนกิจโดยการเผา ไม่ใช่ฝังดิน ตามที่ “สื่อ”ต่างๆได้เขียนกันขึ้นมา

ไม่ต่างจากชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูเมื่อตายแล้วจะห่อด้วยผ้านำร่างไปเผา เอากระดูกไปโปรยแม่น้ำคงคา ซึ่งชาวเขมรเป็นชาวอินเดียตอนใต้อพยพมาตามลำน้ำมาปักหลักที่ทะเลสาป

ผมได้ไปทำข่าวพิธีฌาปนกิจศพ ของ พอล พต Pol pot มาเป็นที่ประจักษ์ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ 1998 พลพตในวัย 72 ปีป่วยกระเซาะกระแซะ คอยหลบหนีฝ่ายขวาศัตรูกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์และระบบเผด็จการของเขมรแดง ต้องย้ายที่อยู่ตลอด ต้องย้อมผมดำอำพรางเพื่อการหลบหนี

ข่าวการตายหรือการมีชีวิตอยู่ของผลพจน์ช่วงนั้นสับสน แนวรบจึงวุ่นวายกันอยู่  เมื่อ พอล พต เสียชีวิตด้วยโรคชรา บ้านเมืองก็จะสงบได้เปลาะหนึ่ง ข่าวการเสียชีวิตของพอล พต นั้นมีประจำแต่ก็ไม่ตายซะที เมื่อพอล พต เสียชีวิตจริงแล้ว “อเมริกา”จึง จัดฉากเผยแพร่ข่าวเพื่อให้คนทั่วไปและทั่วโลก รู้จริงว่า พอล พต เสียชีวิตจริงแท้แน่แล้ว

พอล พต นั้น เกิดที่บ้านแพรกสะเบา ชานเมืองกำปงธม มีที่มั่นทางทหารครั้งสุดท้ายที่เมืองอันลองเวง และมีที่พักเป็นหน้าผาติดกับชายแดนช่องสะงำ ผมไปสำรวจมาแล้ว เส้นทางผ่านป่าโปร่ง เพราะตัดไปขายหกมดแล้ว นัยว่าเป็นที่หากินของกูปรี ทหารเขมรแดงล่าไปกินหมดไม่เหลือ

การที่จะให้คนทั่วไปทั่วโลกรู้ว่า พอล พตเสียชีวิตแล้ว จึงต้องเชิญสื่อทั้งส่วนภูมิภาค ส่วนกลางและสื่อทั่วโลก มาทำข่าวการเสียชีวิตของ พอล พต นำไปเผยแพร่ หากจะจัดที่บ้านเกิดของ พอล พต จะไม่สะดวกไม่ปลอดภัยสำหรับนักข่าวเดินทางในยามสงคราม จึงจำลองเอาที่จุดผ่อนปรนการช่องสะงำ อันแรกไม่ใช่สถานที่ปัจจุบันนี้

จัดฉากสร้างบ้านเหมือนกระท่อมฝาไม้หลังคามุงหญ้าคาใหม่ มีรองงเท้าแตะวางเป็นระเบียบ ฟูก หมอน พัดใหม่เอี่ยม มีดอกเฟื่องฟ้าสีแดงวางอยํ่ด้านบน จมูกอัดสำสี ผมย้อมดำ  จัดฉากเพื่อถ่ายภาพข่าวให้รู้ว่าตายจริง ศพของก็เอาเผาบริเวณนั้นแหละ ซึ่งประเพณีมีการเผา ไม่ฝังเหมือนประเพณีจีนคนที่นั่งเทียนไม่จุดไฟ มองไม่เห็นจึงมั่วว่า

หลุมฝังศพของพล พต  การเผานั้นลักษณะอนาถาไม่ม่ท่อนไม้มาวางพอให้เป็นเชื้อเพลง เพียงหยิบเอาเศษไม้กระดาดอัดไม้เก่าผ้าเก่า ยางรถยต์ ไม่สมเกียรติผู้นำเขมรแดงเลย จากนั้นมีกั้นรั้ว ไม่มีร่าง ไม่มีกระดูก จึงเขียนหนังสือว่า เป็น อนุสรณ์สถาน ต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/เรื่อง

เสียงก้องที่เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน “พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร”ผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคไทยชนะ “จิ๋วแต่แจ๋ว”

“ต่อไปนี้ เสียงของชาวบ้านร้านตลาด-เด็ก-คนแก่ จะไม่ใช่เสียงนกเสียงกาอีกต่อไป แต่จะเป็นเสียงที่ทรงพลัง ที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาให้ความสนใจ”

@ผู้สร้างตำนาน”กาขาว”ทวนกระแสคอร์รัปชั่น-ธุรกิจสีเทา
@อาสาเป็นตัวแทนประชาชนผลักดัน 10 นโยบายเข้าสภาพัฒนาประเทศ  
@ยึดหมุดหมาย ซื่อสัตย์-สุจริต-มีจิตเมตตา-โปร่งใส  

ในช่วงกระแสการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น หลังจากผู้สมัคร

แต่ละพรรคได้เบอร์เป็นของตนเองแล้ว กลิ่นไอของการหาเสียงควบคู่ไปกับการรณ รงค์ของกกต.ให้ประชาชนคนไทยที่รักชาติ  ได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด..ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือเอกชนต่างขานรับ เสียงป่าวประกาศดังอย่างไม่ขาดสาย โดยมุ่งให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันเป็นจำนวนมาก และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายต้องยอมรับ และให้เกียรติผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศ ดังคำที่ว่า “เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์”

บทพิสูจน์ผู้นำตัวจริง…“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” (ผบ.เจี๊ยบ) อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจ สันติบาลและผู้บัญชาการประจำตำรวจ ได้รับการยกย่องว่าเป็น ”นายตำรวจน้ำดี” ผู้สร้างตำนาน ”กาขาว” ในยุคกระแสคอร์รัปชั่นและธุรกิจสีเทารุนแรง อันเป็นสาเหตุการบ่อนทำลายในทุกวงสังคมและประเทศชาติ – ช่วงชีวิตการรับราชการ 32 ปีถือว่านาน พล.ต.ท.อัตชัย ได้เดินตามรอยคุณปู่ (ส.ต.ท.มืดฯ มือปราบโจรบ้านก่อไผ่)และบิดา(ศ.พล.ต.ต.สง่าฯปรมาจารย์ด้านกฎหมายและการสอบสวน) อย่างไม่ผิด เพี้ยน!! ท่านได้รับการหล่อหลอมพื้นฐานของนักปกครองจากบิดาตั้งแต่เยาว์วัย นับตั้งแต่การประพฤติปฏิบัติในเรื่องความสัจ ความดี มีความจริงใจต่อตัวเองที่จะดำรงตน

กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม การรู้จักฝึกใจให้มีความอดทน อดกลั้น และอดออม ตลอดถึงการรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประ โยชน์ส่วนใหญ่ของสังคมและประเทศ“ ด้วยคุณความดีส่งผลให้ท่านเติบโตในสายอาชีพ “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์”อย่างเต็มภาคภูมิ ในตำแหน่ง “รองผู้บัญชาการตำรวจ สันติบาลและผู้บัญชาการประจำตำรวจ” ก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ กล่าวได้ว่า ท่านเป็นนายตำรวจ ”มือสะอาด” สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับวงการตำรวจก็ว่าได้

 “การทำงานของผม ยึดอุดมคติ ด้วยการเสียสละกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา และกำลังทุนทรัพย์ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดีและดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีมีความคิดสร้างสรรค์พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ต่างๆ และพัฒนาที่ดินว่างเปล่าของสันติบาลที่อยู่ตามต่างจังหวัดโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดิน อย่างเช่น การสร้างหน่วยสันติบาลสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ภาคเอกชน จัดผ้าป่าสร้างหน่วยงาน และมีผู้บังคับบัญชาให้การสนับสนุนอีกส่วนหนึ่ง สุดท้าย..ขอฝากข้อคิดไปยังน้องๆว่า ตำรวจรุ่นหลังที่เก่งและมีความรู้ แต่ต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง โดยยึดอุดมคติตำรวจเป็นหลักในจิตใจ ถ้าใครทำได้ถือว่าสมบูรณ์”

ผลงานในอดีตของ “พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร”  เป็นที่ประจักษ์ในแวดวงตำรวจและสังคม มีดังนี้ ตำแหน่งรองประธานและเลขานุการคณะกรรมการการบริหารงานตำรวจประเภทจักรยาน ชนะเลิศการแข่งขันกีฬากองทัพไทย 7 ปีซ้อน , รายงานผลการศึกษาเรื่องการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานต่อวุฒิสภาในนามคณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดหางานวุฒิสภา,  การศึกษาเรื่องสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจของอนุกรรมาธิการฯในคณะกรรมาธิการการตำรวจ  สภาผู้แทนราษฎร, ตำแหน่งอุปนายกสมาคมมวยไทย(คีตะมวยไทย)และเป็นประธานจัดหาทุนในการดำเนินงานของสมาคมโดยจัดงานกาลาดินเนอร์เมื่อเดือนกันยายน 2566, ในด้านการช่วยประชาชน จัดเวทีชาวบ้านเพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนใน 19 จังหวัดภาคอีสาน ร่วมกับสมาชิก สปท.เมื่อปี 2560 , ให้คำปรึกษากับพวกพี่น้องเพื่อนฝูงและประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางคดีและประสานงานให้การช่วยเหลือในหลายกรณีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รับราชการจนถึงปัจจุบัน

กำลังใจจากครอบครัว

พลตำรวจโทอัตชัย..ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่เป็น “สุภาพบุรุษ” เป็นหัวหน้าครอบครัวที่เข้มแข็ง เป็นที่พึ่งได้ และสร้างครอบครัวที่อบอุ่น แสดงออกถึงความดีงาม เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ครอบครัวของตนเองอย่างสม่ำเสมอ.คู่ชีวิตของท่านคือ พันตำรวจเอกทันตแพทย์หญิงศศลักษณ์ ดวงอัมพร โรงพยาบาลตำรวจ มีบุตรตรีด้วยกันสองคนคือเด็กหญิงอรกัณญาฯ(เชอรี่)และเด็กหญิงชณัฐประภาฯ(เมเปิล) กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม.5และ ม. 6 เตรียมสอบคณะแพทย์ศาสตร์

“ปกติจากภารกิจทางอนุกรรมาธิการฯวุฒิสภาและสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พล.ต.ท.อัตชัยฯ หรือพ่อเจี๊ยบของครอบครัวจะดูแลบ้าน เลี้ยงสุนัข ปลาคราฟ เข้าครัวทำกับข้าวและรับ-ส่งลูกไปเรียนกิจกรรมครอบครัวตอนหยุดเทอมก็พาไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศทำให้ลูกมีความรู้ประสบการณ์เห็นวิถีชีวิตชนบทและต่างแดน”

ก้าวสู่เวทีการเมือง “พรรคไทยขนะ” ส.ส.กรุงเทพมหานครเขต 31  

พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ตัดสินใจอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน โดยสังกัด พรรคไทยขนะ(17) เป็นผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานครเขต 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) นับว่าเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งในช่วงเวลาก่อนการ”ยุบสภา” ท่านได้ศึกษานโยบายในแต่ละพรรคการเมืองและติด ต่อไว้ก่อนแล้ว ได้รับการยอมรับจากพรรคต่างๆ หลายพรรคให้เข้าร่วม แต่ต้องปฎิเสธเนื่องจากได้ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสังกัดพรรคไทยชนะไว้แล้ว เป็นผู้สมัครส.ส.กรุงเทพมหานคร เบอร์ 4 เขต 31 ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน (ยกเว้นแขวงบางเชือกหนัง)

“เหตุผลที่ผมเลือกสังกัดพรรคไทยชนะ สิ่งสำคัญเลยคือนโยบายของพรรคไทยชนะสอดคล้องกับแนวความคิดของผม ถึงแม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่ด้วยรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน ทั้งด้านบรรยากาศและความคิดที่ชวนกันให้สร้างสรรค์บ้านเมือง ก่อความรักสามัคคี สร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นภายในชาติ การลงรอยเดียวกันในทางที่ดี การบริหารบ้านเมืองก็จะดำเนินไปด้วยความคิดและจิตใจของผู้เจริญในธรรม สังคมก็จะอบอุ่น ปัญหาสังคมก็จะค่อยๆ ลดลง ผมเน้นการหาเสียงที่ไม่ผิดกฎหมาย @เน้นการขายความคิด @การขายนโยบาย @การขายเครดิต..โดยไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงถือว่าเป็นการหาเสียงที่แท้จริง”

…การได้นักการเมืองที่ดีเข้ามาบริหารประเทศ ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลได้จริงๆ ผมเชื่อว่า หากแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงคุณธรรมในใจตนให้เจริญงอกงาม ก็จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข และมีโอกาสที่จะพัฒนาประเทศให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ ”

 พิสูจน์ผลงาน “นักปกครอง”ยึดหลักคุณธรรม-จริยธรรม   

พล.ต.ท.อัตชัย ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ว่า “ผมคิดว่าคงไม่มีใครมากนักที่รักตำรวจเท่าผม เพราะคุณปู่ (ส.ต.ท.มืดฯ มือปราบโจรบ้านก่อไผ่) คุณพ่อ (ศ.พล.ต.ต.สง่าฯ ปรมาจารย์ด้านกฎหมายและการสอบสวน ..ผมเป็นตำรวจรุ่นที่ 3 ของตระกูล รวมทั้งผมมีญาติเป็นตำรวจอีกหลายคน รับใช้ราชการมาอย่างซื่อสัตย์สุจริต ในระหว่างเป็นตำรวจ ส่วนใหญ่อยู่สันติบาลนาน 31 ปี ดูแลปกครองและพัฒนาหลายงาน โดยเฉพาะงานการข่าวและการส่งเสริมการฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ ตำรวจสันติบาลเป็นร้อยคนได้ไปต่างประเทศโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ เพราะเราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับมิตรประเทศ

ส่วนปีสุดท้ายได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจตำรวจภูธรจังหวัดได้ 46 จังหวัด เพื่อพัฒนางาน ศปก.ตร.และศปก.บก.ภ.จว.ต่างๆ และติดตามคดีคนหายในหลายพื้นที่ ด้านการช่วยเหลือประชาชนก็ได้ทำมาโดยตลอด ในการให้คำปรึกษาและประสานงานคดีต่างๆ เพราะประชาชนยังไม่เชื่อมั่นไว้วางใจตำรวจ และในภาคอีสานได้จัดเวทีรับฟังปัญหาครบทุกจังหวัดร่วมกับสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศจากที่ทำงานการข่าวสันติบาลทำให้รู้ปัญหาของการเมืองไทย ถ้าไม่มีคนดีเข้าไปทำงานมากๆ ประเทศก็จะยิ่งเสื่อมทรามลงเพราะการคอร์รัปชั่นและระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก ผลกระทบตกแก่องค์กรตำรวจของเราและสังคมส่วนอื่นๆมายาวนานถ้าไม่แก้ไขเชื่อว่า ต่อไปจะเป็นเหมือนประเทศเนปาล

“ก่อนผมเกษียณและหลังเกษียณมา 6 ปี ได้ทำงานตลอดเป็นอาจารย์พิเศษของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ อาสาเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการทั้ง ส.ส.และ สว. ศึกษาเรื่องสวัสดิการตำรวจแก้ไขหนี้สิน การแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจ และ ปัญหาด้านแรงงาตลอดจนความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

ชูธง “เคาะประตูบ้านแบบเปิดใจ”

เส้นทางในการหาเสียง ผมใช้การเดินทางไปพบปะชาวบ้านในทุกชุมชน ให้ครอบคลุมเขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน ด้วยกลักประจำใจที่ว่า  

“เข้าพื้นที่แนะนำตัวและพรรค ศึกษาปัญหา พาแก้ไข ให้พัฒนา ”

“เข้าถึงทุกชุมชน ศึกษาปัญหา มาร่วมพัฒนา”

“เข้าหาทุกพื้นที่ ที่มีปัญหา พัฒนาสัมพันธ์ ร่วมกันแก้ไข”

“ชุมชนชายขอบ เร่งมอบแนวคิดติดตามพัฒนา นำพาแก้ไข“

“ในช่วง 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.68) ที่ผ่านมา ผมและทีมงานได้ลงพื้นที่หาเสียงเกือบทุกชุมชน ได้รับเสียงตอบรับจากชาวบ้านร้านตลาดดีมาก  ครอบคลุมพื้นที่ อาทิ เช่น ทวีวัฒนา ซ.28, ชุมชนพ่อปู่(หัวถนน-พุทธมณฑลสาย 2) ,หลังสถานีรถไฟธรรมสพน์, ชุมชนซอย22-พุทธมณฑลสาย 3 ,ชุมชนบางพรหม ,ขนส่งวัดโกมุท,ชุมชนฉัตรชัย,ตลาดเวิลดิ์,ชุมชนสถานีรถไฟสาย 2,ชุมชนอักษะ.ฯลฯ ส่วนเขตตลิ่งชันทั้ง 43 ชุมชนช่วงเวลาที่เหลือ 1 เดือนผมจะลงพื้นที่แนะนำตัวได้ครบทุกชุมชน”
การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงใคร่ขอรับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนทุกคนให้สนับสนุนพรรคไทยชนะและผมผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตที่ 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน).อย่าลืมนะครับ!! พ่อแม่พี่น้องร่วมใจกันออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คัดคนดีเข้าสภาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขอบคุณครับ ”

เวทีหาเสียงยึดหลัก“พูดความจริง” ผลักดันนโยบาย 10 ข้อ คืนความสุขให้ประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมพร้อมในการหาเสียงอย่างไร  พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 31 กรุงเทพมหานคร (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) กล่าวว่า จะเน้นนโยบายหลัก “ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาชุมชน ปลอดอาชญากรรม” รายละเอียดมีดังนี้  1.ส่งเสริมอาชีพ อาชีพเดิมต้องพัฒนาให้ดีขึ้นด้านคุณภาพเช่นขายอาหารต้องให้มีคุณภาพรสชาติดี สะอาด เป็นต้น,ฝึกหัดอาชีพที่สามารถเลี้ยงชีพได้เช่นทำอาหาร-ขนม ศิลปะหัตถกรรม และการค้าขายทางออนไลน์ เป็นต้น  2.พัฒนาชุมชน แบ่งชุมชนออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ “ชุมชนเล็ก” ชุมชนชายขอบที่ต้องการการดูแล เนื่องจากยังไม่เข้าเกณฑ์ในการจัดตั้งเป็นชุมชนที่ทางเขตจะจัดสรรให้งบประมาณในการสนับสนุน ปัญหาของชุมชนแบบนี้มีหลายเรื่องได้แก่สุขภาพอนามัย ทางเดิน ไฟส่องสว่าง ขยะ เด็กและคนชราที่ไม่มีผู้ดูแล การป้องกันอัคคีภัย ฯลฯ , ”ชุมชนขนาดกลาง” เป็นชุมชนที่ได้รับการจัดตั้งและทางเขตมีงบประมาณสนับสนุน ตามความต้องการแต่ก็ยังไม่เพียงพอเช่น ทางเดินภายในชุมชนชำรุดทรุดโทรมได้แก่ ทางเดินเหนือพื้นน้ำชำรุดรวมทั้งตรอกซอกซอยและแคบ ถนนเข้าออกชุมชนชำรุดและน้ำท่วม การจัดการขยะ การป้องกันอัคคีภัย ฯลฯ และ ”ชุมชนขนาดใหญ่” ได้แก่หมู่บ้านต่างๆที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไว้แล้ว แต่ยังมีปัญหาบ้างเรื่องที่ต้องการการพัฒนาเช่น การจัดการขยะ ถนนชำรุด น้ำท่วมขัง ไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ การจราจรติดขัดบนเส้นทางหลัก ซึ่งปัญหารถติดเป็นปัญหาในภาพรวมของเขตโดยเส้นทางหลัก “ปัญหาการจราจรติดขัดเนื่องจากปริมาณรถยนต์และการจัดการจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมถึงโครงสร้างทางวิศวกรรมจราจรที่ทำให้เกิดรถติดคือจุดตัดของถนน ตรงทางขึ้นลงถนนบรมราชชนนีกับถนนในหลวงหรือเรียกว่าถนนลอยฟ้า ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาคือการเพิ่มช่องทาง ช่องทางขึ้นและทางลงให้รถสามารถเข้าสู่ทางคู่ขนานและเส้นทางหลักได้ ฯลฯ”

3.ปลอดอาชญากรรม อาชญากรรมรูปแบบต่างๆเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่และความสงบสุขของชุมชนได้แก่ 3.1 การลักทรัพย์ในรถยนต์ ซึ่งเกิดขึ้นตามตลาดที่ไม่มียามดูแลเพียงพอ 3.2 การลักทรัพย์ในเคหะสถาน เกิดขึ้นตามหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีเส้นทางเข้าออกได้หลายทางและไม่มีการจัดยามคอยดูแลชุมชน ส่วนหมู่บ้านที่สร้างใหม่ราคาแพงมีการจัดการรักษาความปลอดภัยอย่างดี 3.3 การฉ้อโกงทางออนไลน์หรือ Scammer สามารถเข้าถึงเหยื่อได้ทุกหนทุกแห่ง โดยใช้ความกลัวความโลภและความหลงของเหยื่อ แม้มีข่าวเผยแพร่ทางสื่อแต่ก็ยังมีบุคคลหลากหลายวัยที่ยังหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ เป็นหน้าที่ของตำรวจและชุมชนร่วมมือกัน ประชาสัมพันธ์เป็นระยะอย่างต่อเนื่องไม่ให้มีคนหลงเชื่อ ในชุมชนควรมีการประชาสัมพันธ์เสียงตามสายเป็นความรู้ในการป้องกัน ทางตำรวจควรจัดชุดมวลชนสัมพันธ์ แจกแผ่นพับและการเข้าไปให้ความรู้ในชุมชนและสถานศึกษาต่างๆ ให้ การป้องกันปราบปรามแก๊งค์ Scammer ต้องเป็นวาระแห่งชาติโดยทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีฐานส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อนบ้านของไทยทั้งกัมพูชา พม่าและลาว โดยการประสานงานกับประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์เกาหลีใต้ ที่มีบทบาทสำคัญดูแลพลเมืองของตนที่ตกเป็นเหยื่อโดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียน

“สำหรับประเทศไทย หากเครือข่ายมีความเชื่อมโยงถึงนักการเมืองและข้าราชการก็ต้องสืบสวนจับกุมโดยเด็ดขาดเพื่อไม่ให้นำเงินสีเทามาใช้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งคราวหน้าเพื่อหวังจะกลับมาสู่อำนาจการปกครองประเทศอีกครั้ง ข้อมูลของนักการเมืองไทยปรากฏข้อเท็จจริงจากการรายงานข่าวของต่างประเทศ แต่ผู้มีอำนาจยังละเลยซึ่งถือเป็นการปิดบังความผิดของตัวเองและใช้อำนาจทำให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา”  

3.4 ปัญหายาเสพติด ยังมีการแพร่หลายในชุมชนต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของชุมชนที่จะต้องจัดการ สร้างจิตสำนึกของสมาชิกในชุมชน เพื่อไม่ให้มีการเสพและขายยาเสพติดในชุมชนโดยช่วยกันเป็นหูเป็นตาและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้มาจับกุม ไม่ให้มีผู้เสพและผู้ค้าอยู่ในชุมชน โรงเรียนและวัด สำหรับนโยบายระดับชาตินั้นให้ยกเลิกผู้เสพเป็นผู้ป่วยอย่างเด็ดขาดโดยต้องจับกุมและลงโทษผู้เสพด้วยรวมถึงการยกเลิกการปลูกและ จำหน่ายกัญชาไม่ให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย จากการลงพื้นที่ทราบว่ายังมีปัญหาอีกมากที่รอการแก้ไขประชาชนต้องได้ ส.ส.ที่ดีมาช่วยจึงขอเสนอตัวเป็นผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำงานการเมืองในสภาผู้แทนราษฏร.

ผมเชื่อมั่นว่า ตนเองมีความรู้ความสามารถประสบการณ์และคุณธรรมจริยธรรมเพียงพอในการทำงานการเมืองเพื่อให้เขตเลือกตั้งของผม กรุงเทพมหานครและประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่มีธรรมาภิบาลเป็นหลักยึด..

”ต่อไปนี้ชาวทวีวัฒนา–ตลิ่งชัน จะไม่ว้าเหว่อีกต่อไป ชาวบ้านร้านตลาด เด็ก และคนแก่ จะคึกคักไปด้วยกระแสของนโยบาย การปก ครองส่วนกลาง ตามระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า..การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามความต้องการของชุมชน โดยมีประชาชนในชุมชนนั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง..และต่อไปนี้ เสียงของชาวบ้านร้านตลาดจะไม่ใช่“เสียงนกเสียงกา”อีกต่อไป แต่จะเป็นเสียงที่ทรงพลัง ที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาให้ความสนใจ เพราะพวกเราคือเจ้าของพื้นที่ ที่จะเป็นผู้กำนดแนวนโยบายของตนเอง!!
  
โดย..K.ช็อต

ถึงเวลาที่ทุกเสียงดนตรีจะได้ก้องกังวานอีกครั้งกับการประกวดวงโยธวาทิตสุดยิ่งใหญ่ในประเทศไทย

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอเชิญร่วมชม ร่วมเชียร์ การประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี พ.ศ.2569

ประเภทนั่งบรรเลง (รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี , 25 ปี) ระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม 2569 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ

ประเภทเดินแถวมาร์ชชิ่ง ในวันที่ 18 มกราคม 2569 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ

สามารถติดตามรับชมได้ที่เพจเฟซบุ๊กกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือเพจ DPE Marching Band Thailand กรมพลศึกษา การประกวดวงโยธวาทิตแห่งประเทศไทย

#วงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ
#วงโยกรมพละ
#สำนักนันทนาการ
#กรมพลศึกษา

เปิดตัว “ธนภัทร ตระกูลภูชัย” ดาวรุ่งพรรคประชาชน จากคนธรรมดา สู่ความหวังใหม่ในสนามการเมือง

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความคาดหวังของประชาชน การปรากฏตัวของผู้สมัครหน้าใหม่ในหลายพื้นที่กำลังสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทย หนึ่งในนั้นคือ ธนภัทร ตระกูลภูชัย หรือ “เต๋อ” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เขต 6 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถูกจับตามองในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเลือกก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยภาพลักษณ์ของ “คนธรรมดา” ที่ต้องการทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา

ธนภัทร ลงสมัคร สส. เขต 6 (เบอร์ 8) ครอบคลุมพื้นที่ตำบลลาดสวาย องค์การบริหารส่วนตำบลบึงคำพร้อย และตำบลบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างเมือง อีกทั้งยังถือเป็นหนึ่งในสนามเลือกตั้งที่การแข่งขันค่อนข้างเข้มข้นมาโดยตลอด

เติบโตมากับการเมือง และการตั้งคำถามต่อโครงสร้างเดิม

เส้นทางชีวิตของธนภัทรไม่ได้เริ่มจากครอบครัวนักการเมือง หากแต่เริ่มจากความสนใจและการเฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เขาได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับโครงสร้างอำนาจ การบริหารรัฐ และปัญหาทางการเมืองไทยอย่างเป็นระบบ

เขาเติบโตมากับภาพความขัดแย้งทางการเมืองในหลายช่วงเวลา ตั้งแต่ยุคเสื้อเหลือง–เสื้อแดง ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของพรรคการเมืองใหม่ในช่วงหลังรัฐประหาร ธนภัทรตั้งคำถามว่า เหตุใดการเมืองไทยจึงไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันของสังคมได้ และเหตุใดปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมากจึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

การปรากฏตัวของพรรคอนาคตใหม่ในเวลานั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เขาเริ่มจากการเป็นแฟนคลับ สนับสนุน และเฝ้ามองการทำงานของพรรค ก่อนจะมีโอกาสเข้ามาช่วยงานพรรคก้าวไกล และต่อยอดสู่บทบาทผู้สมัครของพรรคประชาชนในวันนี้ “ผมเริ่มจากการเป็นแฟนคลับพรรคการเมืองที่เสนอทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ ก่อนจะค่อยๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น” เขากล่าว

จากสตาร์ทอัพสู่สนามการเมือง

ก่อนก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ธนภัทรมีประสบการณ์ทำงานในภาคเอกชน โดยเฉพาะในสายสตาร์ทอัพระดับประเทศ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และหัวหน้าฝ่ายขยายธุรกิจใหม่ ในบริษัท Unicorn Startup อย่าง AnyMind และ Chilindo ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เขาคุ้นเคยกับการทำงานเชิงระบบ การวางกลยุทธ์ และการแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร

นอกจากนี้ เขายังเคยทำงานการเมืองในฐานะ ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. เชตวัน เตือประโคน ในพื้นที่ปทุมธานี ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเชิงพื้นที่ การประสานงานกับประชาชน และบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในทางปฏิบัติ ซึ่งเขามองว่าเป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีกับการทำงานจริง

“ความเป็นคนธรรมดา” จุดแข็งที่ตั้งใจรักษาไว้

เมื่อถูกถามถึงจุดแข็งของตัวเองในฐานะผู้สมัครหน้าใหม่ ธนภัทรตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ความเป็นคนธรรมดา” คือสิ่งที่เขาไม่ต้องการละทิ้ง เขามองว่าความเป็นคนธรรมดา ความเป็นหนึ่งใน 99% นั้นทำให้สามารถเข้าถึงชาวบ้านได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“ผมคือคนธรรมดาคนหนึ่ง เห็นปัญหาเช่นเดียวกับชาวบ้าน ใช้ชีวิตอยู่กับโครงสร้างเดียวกัน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าบุคลิกที่เป็นกันเอง อัธยาศัยดี และการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เขารับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนได้โดยไม่มีระยะห่าง

ขณะเดียวกัน ธนภัทรก็ย้ำว่าความเป็นกันเองต้องควบคู่ไปกับความรู้และความเข้าใจในเชิงนโยบาย ประสบการณ์จากการเรียนรัฐศาสตร์ และการติดตามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าปัญหาหลายเรื่องของประเทศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญและเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไข

การกระจายอำนาจ วาระหลักที่อยากผลักดัน

ประเด็นสำคัญที่ธนภัทรต้องการผลักดันในฐานะ สส. คือ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เขาเชื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนมากที่สุด แต่กลับถูกจำกัดบทบาทด้วยกฎหมาย งบประมาณ และโครงสร้างอำนาจจากส่วนกลาง

“วันนี้งบประมาณหลักยังอยู่ที่ส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ท้องถิ่นซึ่งต้องแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนกลับมีทรัพยากรจำกัด หากเราปลดล็อกกฎหมาย ถ่ายโอนงบประมาณและภารกิจให้ท้องถิ่น เมืองจะพัฒนาได้จริง” เขาอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างปัญหาพื้นฐานอย่างน้ำประปาไม่ไหล ไฟฟ้าดับ หรือถนนชำรุด ที่หลายครั้งท้องถิ่นไม่สามารถเข้าไปจัดการได้โดยตรง

ธนภัทรมองว่า หากมีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ประชาชนจะสามารถตรวจสอบและตัดสินผลงานของผู้บริหารท้องถิ่นได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการเมืองในระยะยาว

แรงบันดาลใจ และสนามที่ไม่ถอย

ในด้านแรงบันดาลใจทางการเมือง เขาเอ่ยถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าเป็นบุคคลที่จุดประกายให้เขาเชื่อว่าการเมืองแบบใหม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ภาพของการ “จุดเทียนกลางสายฝน ท่ามกลางลมแรง” คือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจยืนอยู่ในสนามนี้

สำหรับการแข่งขันในพื้นที่ปทุมธานี ธนภัทรแสดงความมั่นใจในการลงสนาม พร้อมยืนยันจุดยืนเรื่องการเมืองโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการสื่อสารด้วยเหตุผลมากกว่าความขัดแย้ง แม้ต้องเผชิญกับความเห็นต่าง เขามองว่าการพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกัน คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

ความฝันต่อประเทศ และปทุมธานี

ท้ายที่สุด ธนภัทรกล่าวว่าความฝันสูงสุดของเขา คือการได้เห็นรัฐบาลประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เขาเชื่อว่าหากบรรทัดฐานทางการเมืองเปลี่ยนไป ประชาชนจะไม่ยอมรับการเมืองแบบเดิมที่ขาดความรับผิดชอบอีกต่อไป

ในระดับพื้นที่ เขาอยากเห็นปทุมธานีเป็นเมืองที่เติบโตอย่างทั่วถึง มีเศรษฐกิจที่ดี และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่สมศักดิ์ศรี

การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของ ธนภัทร ตระกูลภูชัย อาจยังเป็นเพียงก้าวแรกของเส้นทางที่ยาวไกล และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ธนภัทรคือภาพสะท้อนของความพยายามของ “คนธรรมดา” ในการเข้ามามีบทบาทในระบบการเมือง และเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่น่าจับตาในสมรภูมิการเมืองปทุมธานีครั้งนี้.

ทีมฟุตบอลคนตาบอดไทยลุยป้องกันแชมป์อาเซียนพาราเกมส์ สมัยที่ 3 ตั้งเป้าคัดพาราลิมปิก 2028

ความเคลื่อนไหวของทีมฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย แชมป์เก่าอาเซียนพาราเกมส์ ล่าสุดอยู่ระหว่างการเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น ที่เอมพันธ์ สปอร์ต จังหวัดนนทบุรี โดยทีมนักกีฬามีความมั่นใจว่าจะสามารถป้องกันแชมป์อาเซียนพาราเกมส์ได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

นายอำนวย กลิ่นอยู่ นายกสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “สมาคมฯ ได้ส่งทีมฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทยไปเก็บตัวฝึกซ้อมและอุ่นเครื่องที่ประเทศอาร์เจนตินา เป็นระยะเวลา 45 วัน พร้อมเข้าร่วมการแข่งขันรายการ Copa Tango Cup 2025 ซึ่งทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติเยอรมนี ทีมอันดับ 2 ของทวีปยุโรป และทีมชาติฝรั่งเศส แชมป์พาราลิมปิกเกมส์ 2024 ส่งผลให้เป้าหมายของทีมในระยะยาวมุ่งไปที่การคว้าโควต้าเข้าร่วมการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2028″

สำหรับโปรแกรมสำคัญในปี 2569 ทีมฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทยจะเข้าร่วมการแข่งขัน 2026 IBSA Men’s Blind Football Asian Championship Division 1 ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 17–26 เมษายน 2569 โดยทีมแชมป์จะคว้าสิทธิ์ผ่านเข้าแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ส่วนทีมอันดับ 1–3 จะได้สิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลคนตาบอดชิงแชมป์โลก ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล และทีมอันดับ 1–6 จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น

ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลคนตาบอดในมหกรรมอาเซียนพาราเกมส์ 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 ณ สนามฟุตบอลภายในสนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี 4 ชาติเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ลาว และเมียนมา

รายชื่อนักฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย ได้แก่ ผู้รักษาประตู พรชัย กสิกรอุดมไพศาล, พิชิตชัย สมบูรณ์ศักดิ์, กองหลัง ประครอง บัวใหญ่ กัปตันทีม, กิตติธัช วิมลวรรณ์, ศตายุ วันนิตย์, กองกลาง สมชาย มากอง, สุริยะ ยิ่งชูรส, ปัญญาวุฒิ คุพันธ์ และกองหน้า วันชนะ ประดับศรี, กิตติกร บัวดี

ทลายคลังแสงกัมพูชา ซุกกาสิโนทมอดา เครื่องยิงจรวด RPG-เครื่องลูกระเบิด

ทหารช่างนาวิกโยธิน พบคลังแสงกัมพูชา ซุกกาสิโนทมอดา เครื่องยิงจรวด RPG -เครื่องยิงลูกระเบิด พร้อมกระสุนอีกนับ 10,000 นัด



หน่วยทหารช่างนาวิกโยธิน กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าปฏิบัติการ หลังจากควบคุมพื้นที่สําคัญ ที่ได้เปรียบทางยุทธภูมิ เข้าตรวจสอบ กาสิโนทมอดาและพื้นที่ใกล้เคียงบ้านหนองรี ซึ่งกัมพูชาใช้เป็นฐานทหาร และเป็นจุดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ สำหรับใช้โจมตีฝ่ายไทยในช่วงก่อนหน้านี้



ล่าสุด กรมสรรพาวุธทหารเรือ ร่วมกับทหารช่างนาวิกโยธิน ได้เข้าดำเนินการเคลียร์พื้นที่ภายในกาสิโนทมอดา พบคลังอาวุธขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่ภายในอาคาร จึงทำการตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากดังกล่าวไว้ อาทิ เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง PF-89 ขนาด 80 มิลลิเมตร ,เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 60 มิลลิเมตร ,เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง RPG-2 และ RPG-7 ลูกปืนไร้แรงสะท้อนขนาด 75 มิลลิเมตร ,รวมถึงลูกจรวดต่อสู้รถถังแบบ B-40



นอกจากนี้ ยังพบกระสุนปืนหลายขนาดรวมนับ 10,000 นัด ลูกระเบิดขว้างหลายชนิด รวมถึงกระสุนปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 12.7 มิลลิเมตร ทั้งแบบเก่าและใหม่เป็นจำนวนมาก



ทั้งนี้ กรมสรรพาวุธทหารเรือจะนำอาวุธบางส่วนไปเก็บรักษาเพื่อการศึกษาและตรวจสอบเข้าคลัง ขณะที่อาวุธอีกส่วนหนึ่งจะนำไปดำเนินการทำลายตามขั้นตอนต่อไป

“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน

อาหารกลางวันหนึ่งมื้อ อาจเปลี่ยนวันธรรมดาให้มีความหมาย สำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ไข่ไก่ฟองเดียวเป็นทั้งโภชนาการที่ดี พลังสู่การเรียนรู้ และเป็นความหวัง … โครงการ “ซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำเนินงานต่อเนื่องสู่ปีที่ 37 ที่เป็นอีกแรงขับเคลื่อนในการวางรากฐานอาหารกลางวันที่ยั่งยืน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ภาวะโภชนาการไม่สมดุล “วิกฤตเงียบ” ของเด็กในพื้นที่ห่างไกล

ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยว่า เด็กไทยวัยเรียนกว่า 1 ใน 7 คน กำลังเผชิญภาวะโภชนาการไม่สมดุล ทั้งเตี้ย แคระแกร็น ผอม หรืออ้วนเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจาก “การเข้าถึงอาหารไม่เท่าเทียม” โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “ความหิว” แต่คือการสูญเสียศักยภาพของชาติในอนาคต

ไข่ไก่…คำตอบของโภชนาการที่ดี

เครือซีพี โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) จึงน้อมนำแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมภาวะโภชนาการแก่นักเรียนในถิ่นธุรกันดาร

โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนในชนบท สามารถเลี้ยงไก่ไข่เองได้จริง โดยมีเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือดูแลไก่ไข่ร่วมกับครูพี่เลี้ยงในโรงเรียน ได้ผลผลิตไข่ไก่สด สะอาด คุณภาพดี สร้าง “ภาวะโภชนการที่ดี” ให้เด็กไทย

โดยมีซีพีเอฟนำความเชี่ยวชาญของบริษัทฯมาใช้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ การปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้กับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน พร้อมสนับสนุนโรงเรือน-อุปกรณ์มาตรฐาน แม่พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมส่งนักสัตวบาลให้คำแนะนำและติดตามการเลี้ยงตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง

ทุกฟองที่ได้ไม่เพียงเป็นอาหารกลางวันสดใหม่ ยังกลายเป็น “ห้องเรียนโภชนาการ” ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง

“จากเดิมเด็กนักเรียนบริโภคไข่เฉลี่ยปีละ 156 ฟอง หลังเข้าร่วมโครงการ เพิ่มเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 77%”

เลี้ยงไก่ไข่ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้ไก่ แต่ “ให้ระบบคิด” ผ่านโมเดล “ลงทุนครั้งเดียว โรงเรียนเลี้ยงต่อเนื่อง” โรงเรียนสามารถสร้างรายได้จากการขายไข่และแม่ไก่ปลดในแต่ละรุ่น เกิด “กองทุนหมุนเวียน” มากกว่า 1 แสนบาท ตั้งแต่รุ่นที่ 1 และกองทุนสะสมเติบโตเฉลี่ยรุ่นละกว่า 3 หมื่นบาท เพื่อใช้ซื้อแม่พันธุ์และอาหารรุ่นต่อไปในราคาต้นทุนจากบริษัทฯ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนภายนอกอีก

หลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 จ.เพชรบุรี และโรงเรียน ตชด.บ้านป่าหมาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินโครงการต่อเนื่องมากว่า 20–29 ปี จนกลายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน”

น้องส้มโอ – ด.ญ.วรรณศิริ สุขแสงดาว ชั้นป. 5 โรงเรียน วัดบางปิดล่าง (ราษฎร์สงเคราะห์) อ.แหลมงอบ จ.ตราด เล่าว่า ตนเองเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ป.3 ได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่ รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลไก่จนได้ไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันให้กับทุกคน ชอบทานไข่ไก่ โดยเฉพาะเมนูไข่พะโล้ ที่ทั้งอร่อยและไข่ก็เป็นโปรตีนที่ดีสำหรับร่างกาย

ผลลัพธ์ที่มากกว่าอาหารกลางวัน

วันนี้ โครงการฯ ขยายครอบคลุม 1,018 โรงเรียน ใน 74 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักเรียน 229,673 คน ครู-บุคลากร 17,473 คน และชุมชน 2,690 แห่ง ได้รับประโยชน์ ทั้งด้านอาหาร การศึกษา และอาชีพ โดยเฉพาะผู้พิการ 535 คน ที่มีงานทำจากการจ้างงานโดยซีพีเอฟ เพื่อทำหน้าที่เป็นบุคลากรผู้ช่วยเลี้ยงไก่ไข่ให้แก่โรงเรียนในชุมชนพวกเขาเอง และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เท่าเทียมและเอื้ออาทร

เด็กมีอาหารโปรตีนคุณภาพดี โรงเรียนมีรายได้หมุนเวียน ชุมชนได้ไข่ราคาย่อมเยา ประเทศมีบุคลากรคุณภาพในอนาคต พร้อมต่อยอดขยายผลเกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

พัฒนาไม่หยุด สู่ยุค ‘เกษตรดิจิทัล’

ซีพีเอฟยังยกระดับโรงเรียนต้นแบบด้วยระบบ IoT และแอปพลิเคชันติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมโรงเรือน วิเคราะห์ประสิทธิภาพการเลี้ยง และควบคุมระบบน้ำ แสง และอุณหภูมิอัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และฝึกเด็กให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีเกษตรยุคใหม่

 นอกจากนี้ โครงการฯ ยังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทั้งการเลี้ยงไก่ การจัดการฟาร์ม และการบริหารจัดการผลผลิต ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็น “แหล่งเรียนรู้ Action Base Learning”

จากโรงเรียนสู่ชุมชน

ทุกโรงเรียนในโครงการไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตไข่ แต่เป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ การจัดการกองทุน และการบริหารขยะจากมูลไก่สู่ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นแบบของ Community Eco-System ที่ขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่เอง ที่สำคัญยังเป็น “คลังอาหารชุมชน” ผู้สร้างแหล่งโปรตีนสำคัญให้กับชาวชุมชนได้อย่างแท้จริง

ไข่หนึ่งฟองจากโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่ฯ ไม่ได้เป็นเพียงมื้อเที่ยง  แต่นั่นคือ ‘หนึ่งฟองจากใจ ซีพี-ซีพีเอฟ เพื่ออนาคตเด็กไทยกินดี โตดี มีคุณค่า’  เป็นการลงทุนในพลังสมองและอนาคตของเด็กไทย ที่จะกลายเป็นโมเดลการเลี้ยงไก่ที่สร้างรายได้หมุนเวียน ต่อยอดสู่การฝึกทักษะสู่ชุมชน เป็นสูตรสำเร็จที่ทำได้และขยายผลได้จริง