สั่งปลดฟ้าผ่า! “แมนฯ ยู” ตะเพิด “อโมริม” พ้นกุนซือ ตั้ง “เฟล็ตเชอร์” ขัดตาทัพ

“ผีแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่ง พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ สั่งปลดฟ้าผ่า “รูเบน อโมริม” กุนซือโปรตุกีส เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ จะทำหน้าที่ชั่วคราว รับมือ เบิร์นลีย์ วันพุธที่ 7 มกราคมนี้

อโมริม เปรยตั้งแต่แถลงข่าววันศุกร์ที่ผ่านมา (2 ม.ค.) ไม่ได้รับการสนับสนุนด้านการซื้อ-ขายนักเตะแบบเต็มร้อย

กระทั่งหลังจบเกมเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 ม.ค.) อโมริม โจมตีผู้บริหาร ยูไนเต็ด โดยต้องการทำงานในฐานะผู้จัดการทีม ไม่ใช่เฮดโค้ช และพร้อมอำลาตำแหน่งหลังหมดสัญญาที่เหลืออยู่ 18 เดือน

ไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา ยูไนเต็ด ประกาศ อโมริม ละทิ้งบทบาทเฮดโค้ช “ปิศาจแดง” เรียบร้อยแล้ว

แถลงการณ์สโมสร ระบุ “ตามสถานการณ์ แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 6 ของพรีเมียร์ ลีก ผู้บริหารระดับสูงตัดสินใจอย่างลำบากว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง”

“การกระทำเช่นนี้ คือ โอกาสดีสุดที่จะจบอันดับสูงๆ ของ พรีเมียร์ ลีก สโมสรขอขอบคุณ รูเบน สำหรับการอุทิศตัวเพื่อสโมสร และขอให้โชคดี”

ตำรวจศรีสะเกษระดมชุด EOD เก็บกู้–ทำลายกระสุนปืนใหญ่หลายจุดในอำเภอกันทรลักษ์

ตำรวจศรีสะเกษระดมชุด EOD เก็บกู้–ทำลายกระสุนปืนใหญ่หลายจุดในอำเภอกันทรลักษ์ ย้ำพื้นที่ปลอดภัย ประชาชนคลายกังวล

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ระดมกำลังชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ EOD ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิดหลายจุด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจตรีศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้มอบหมายให้ผู้กำกับการและรองผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน สั่งการชุด EOD ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับชุด EOD ตชด.22 ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มข้นตลอดทั้งวัน

ช่วงเช้า เวลา 10 นาฬิกา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณบ้านเสาธงชัย ตำบลเสาธงชัย พบเป็นลูกจรวดขนาด 122 มิลลิเมตร ที่ยิงจากเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง จึงดำเนินการเก็บกู้ด้วยวิธีรีโมทระยะไกลอย่างรัดกุม เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย

ต่อมา เวลา 12 นาฬิกา 30 นาที ตรวจสอบพื้นที่บ้านโศกขามป้อม ตำบลภูผาหมอก พบกระสุนปืนใหญ่ขนาด 100 มิลลิเมตร เจ้าหน้าที่จึงทำลายวัตถุระเบิด ณ จุดที่ตรวจพบโดยควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด ปฏิบัติการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จากนั้น เวลา 13 นาฬิกา 30 นาที ในพื้นที่บ้านโศกขามป้อมอีกจุดหนึ่ง พบกระสุนปืนใหญ่หรือ กปรส. ขนาด 82 มิลลิเมตร จำนวน 3 ลูก เจ้าหน้าที่ใช้วิธีการเก็บกู้ด้วยระบบรีโมทระยะไกล ก่อนรวบรวมและนำไปทำลายอย่างปลอดภัย

และในช่วงเย็น เวลา 17 นาฬิกา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณหนองเม็ก ตำบลเสาธงชัย พบจรวดขนาด 122 มิลลิเมตร จากเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง หรือ BM-21 โดยหัวรบยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์บางส่วน จึงใช้วิธีรีโมทระยะไกลดึงชิ้นส่วนที่เหลือขึ้นมาและเก็บกู้จนแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษยืนยันว่า การปฏิบัติภารกิจทุกจุดเป็นไปด้วยความปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายเพิ่มเติม พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิด ห้ามเข้าใกล้ และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในพื้นที่

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ปีชงอย่าเพิ่งกังวล! แห่ไหว้ไท้ส่วยที่เล่งเน่ยยี่เชื่อช่วยผ่อนเคราะห์-เปิดทางโชคดี

ที่วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ถนนเจริญกรุง เต็มไปด้วยประชาชนที่หลั่งไหลมาสักการะองค์เทพไท้ส่วยเอี๊ยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแก้ปีชงและเสริมสิริมงคลรับศักราชใหม่ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้คนต่างตั้งใจมาขอพรให้ชีวิตและครอบครัวราบรื่นตลอดปี 2569

“ปีชง” มาจากภาษาจีนคำว่า “ชง” แปลว่า “การปะทะ” จึงหมายถึงปีที่อาจเกิดการปะทะหรือพบเหตุไม่คาดคิด ความเชื่อดังกล่าวเกี่ยวข้องกับองค์เทพไท้ส่วย หรือ “เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา” ซึ่งเชื่อกันว่าทรงอิทธิพลต่อโชคชะตาของผู้คนในแต่ละปี

คำว่า “ไท้ส่วย” ยังโยงกับดาวพฤหัสบดี ซึ่งในโหราศาสตร์ไทยถือเป็นดาวแห่งคุณธรรม โชคลาภ และทรัพย์สิน จึงมีความเชื่อว่าหากดาวพฤหัสบดีให้ผลไม่ดี หรือปีนักษัตรใดได้รับผลกระทบจากเทพไท้ส่วย จะทำให้ปีนั้นกลายเป็น “ปีชง” เปรียบได้กับช่วงที่ “ดวงตก” และต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ปีชง 2569 (ชง 100%)

ผู้ที่เกิดปีนักษัตร ชวด ถือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ผู้ที่เกิดปี พ.ศ. 2467, 2479, 2491, 2503, 2515, 2527, 2539, 2551 และ 2563 แนะนำให้ตั้งสติ ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ และเสริมดวงด้วยการทำบุญ ถือศีล กินมังสวิรัติ หรือปฏิบัติกรรมฐาน

ปีชงร่วม 2569

ประกอบด้วยผู้ที่เกิดปีนักษัตร มะเมีย เถาะ และระกา ซึ่งเชื่อว่ามีผลกระทบน้อยกว่า แต่ก็ควรระวังและทำบุญเสริมดวงเช่นกัน

วิธีแก้ปีชงตามความเชื่อ

  1. ไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเพื่อบรรเทาเคราะห์กรรม
  2. ทำบุญช่วยชีวิตสัตว์ เช่น ไถ่ชีวิตโคกระบือ ปล่อยนกปล่อยปลา หรือบริจาคโลหิต
  3. ไหว้พระ 9 วัด เสริมสิริมงคล
  4. เลี่ยงการไปงานศพ งานมงคลใหญ่ หรือเหตุที่อาจก่อให้เกิดการทะเลาะ
  5. ทำบุญ บริจาคทาน และช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ

ชาวจีนเชื่อว่า การไหว้ องค์ไท้ส่วยเอี๊ย จะช่วยบรรเทาเคราะห์กรรมในปีชงให้เบาบางลง และยังเป็นการสะเดาะเคราะห์เพื่อให้ผ่านปีใหม่ไปอย่างราบรื่น พร้อมเปิดทางรับสิ่งดี ๆ ตลอดทั้งปี

.

น้อง”ไปป์”ตัวแทน”ยิ่งลักษณ์”เข้าเยี่ยม “ทักษิณ”ครั้งแรกในเรือนจำกลางคลองเปรม

“เอม-โอ๊ค พร้อมคู่สมรส“ ควง “น้องไปป์” ดีกรีว่าที่ ดร. บินตรงจากต่างประเทศ เป็นตัวแทน “ยิ่งลักษณ์” เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรกในเรือนจำฯ หลังผ่านเทศกาลปีใหม่ 69 คนเสื้อแดงโผกอด “น้องไปป์” ดีใจได้เจอในรอบ 7 ปี ประสานเสียง “หล่อมาก คิดถึงมาก”

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 5 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 30 ภายหลังถูกคุมขังครบ 3 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา และเข้าสู่ศักราชใหม่ 2569

การเข้าเยี่ยมครั้งนี้มี นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊กภรรยาของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วยนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือพงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา บุตรเขยนายทักษิณ ชินวัตร และนอกจากนี้ ยังมี นายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ อายุ 23 ปี บุตรชายเพียงคนเดียวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ด้าน Mechanical Engineering ที่ Imperial College London ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ

ซึ่งมีสถานะเป็นลุงของตนเอง ซึ่งวันนี้ถือเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งแรก หลังจากที่ได้เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อศึกษาต่อในระดับการศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเรียนต่อปริญญาเอก โดยทั้งหมดเดินทางมาพร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ชินวัตร ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่มาปักหลักรอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าเรือนจำฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค พร้อมภรรยา และ น.ส.พินทองทา หรือเอม พร้อมสามี ต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มสดใส ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชน และมวลชนคนเสื้อแดงที่มารอต้อนรับและให้กำลังใจก่อนเข้าเรือนจำฯ โดยการเยี่ยมอาจใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งก่อนเข้าด้านในเรือนจำฯ ได้มีตัวแทนคนเสื้อแดง กล่าวประสานเสียงอย่างตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็น นายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ อายุ 23 ปี บุตรชายเพียงคนเดียวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังบริเวณพื้นที่เรือนจำฯ ว่า “โอ้โหน้องไปป์ คิดถึง คิดถึงมาก ๆ หล่อมากเลย” และต่างโผเข้าสวมกอดนายศุภเสกข์อย่างดีใจ ซึ่งนายศุภเสกข์ ได้ยิ้มแย้มยกมือไหว้มวลชนคนเสื้อแดง นอกจากนี้ คนเสื้อแดงยังร่วมกันเอ่ยกล่าวสวัสดีปีใหม่ครอบครัวชินวัตรอีกด้วย ทั้งนี้ ในช่วงแรกยังไม่มีการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ต่อสื่อมวลชน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการเปิดให้บริการเยี่ยมญาติของเรือนจำกลางคลองเปรม จะมีการเปิดเยี่ยมญาติใกล้ชิดอีกครั้งในวันที่ 12 ม.ค. ภายใต้กิจกรรม “ครอบครัวสัมพันธ์ (รักษ์วินัย)” โดยจะเปิดให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังแบบใกล้ชิด ในวันดังกล่าว ช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 09.00 – 11.00 น. และเปิดจองคิวเยี่ยมระหว่างวันที่ 5-8 ม.ค.นี้ สามารถจองด้วยตัวเองที่เรือนจำ หรือจองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งกิจกรรมนี้ มีผู้ต้องขังผ่านการฝึกอบรมแค่ 60 คนเท่านั้น โดยญาติตรวจสอบรายชื่อได้ที่งานเยี่ยมญาติ โทร. 0 – 2001-3640.

.

ดับ 2 เจ็บ 14 รถตู้หลับในพุ่งตกถนนสาย 304 โค้งมรณะอุดมทรัพย์

สลดรับใหม่ รถตู้หลับในพุ่งตกถนนสาย 304 โค้งมรณะอุดมทรัพย์ ดับ 2 เจ็บระนาว 14 ราย เร่งคลี่คลายสาเหตุและกำชับมาตรการป้องกันอุบัติเหตุซ้ำอีก

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 ม.ค. 2569 เกิดอุบัติเหตุรถตู้โดยสารประสบเหตุหลับใน พุ่งตกข้างทางและพลิกคว่ำบนถนนสาย 304 บริเวณโค้งวนศาสตร์ หน้าเขตสถานีวิจัยสะแกราช ตำบลอุดมทรัพย์ มุ่งหน้าอำเภอปักธงชัย–กบินทร์บุรี จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย และผู้บาดเจ็บรวม 14 ราย จากผู้โดยสารทั้งหมด 16 คน

เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัยจากพื้นที่วังน้ำเขียวและปักธงชัย เร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เนื่องจากพบแก๊สรั่วไหลจากตัวรถตู้ในที่เกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บหลายรายมีบาดแผลถลอกตามร่างกาย บางรายศีรษะแตกเลือดอาบหน้า และมีผู้หมดสติ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน ก่อนลำเลียงส่งโรงพยาบาลวังน้ำเขียวและโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษา

จากการตรวจสอบ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ คาดว่าสาเหตุเกิดจากคนขับรถตู้มีอาการอ่อนล้าและหลับในในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้รถเสียหลักในช่วงโค้งอันตราย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสภาพรถ พยานแวดล้อม และหลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขอเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะเส้นทางสาย 304 ซึ่งมีโค้งต่อเนื่องและเป็นทางลาดชัน ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทาง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันการสูญเสียซ้ำรอยเหตุสลดครั้งนี้…

6 วันอันตราย ปี 2569 ยอดตายยังพุ่ง 241ศพ – กทม.นำโด่งเสียชีวิตแล้ว 20 ศพ

ค้งสุดท้ายคุมเข้มปีใหม่ วันที่ 6’กรมคุมประพฤติ’ เผยสถิติคดีเข้าสู่ระบบ 813 คดี โดยเป็นขับรถขณะเมาสุรา 774 คดี( 95.20 %) ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว 768 คดี

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำวันที่ 4 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่หกของมาตรการควบคุมเข้มงวด พบว่ามีคดีเข้าสู่ระบบ ทั้งสิ้น 813 คดี โดยเป็น ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 774 คดี คิดเป็นร้อยละ 95.20 คดีขับเสพ จำนวน 39 คดี คิดเป็นร้อยละ  4.80

ขณะที่ยอดคดีสะสมตลอด 6 วัน (30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569) รวมทั้งสิ้น 3,936 คดี แบ่งเป็น
• ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 3,731 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.79
• ขับรถประมาท จำนวน 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.10
• ขับเสพ จำนวน 199 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.06
• ขับซิ่ง จำนวน 2 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.05

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีคดีขับรถขณะเมาสุราจำนวน 1,542 คดี พบว่าในปีนี้ มีจำนวน 774 คดี หรือลดลงจากปีที่แล้ว 768 คดี

ส่วนจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. นนทบุรี จำนวน 341 คดี 2. กรุงเทพมหานคร จำนวน 290 คดี และ สมุทรปราการ จำนวน 233 คดี

โค้งสุดท้ายช่วงควบคุมเข้มข้น อธิบดีกรมคุมประพฤติ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และร่วมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร  ณ จุดพักรถบางปะหันทางหลวงหมายเลข 32 กม.42 หน่วยบริการประชาชนจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ย้ำมาตรการสร้างความปลอดภัย

พร้อมสั่งการให้สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศบูรณาการจัดกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาสาสมัครคุมประพฤติในพื้นที่นำผู้ถูกคุมความประพฤติร่วมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ ณ หน่วยบริการประชาชน ทั้งในจุดตรวจหลักและด่านชุมชน รวมถึงการทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์บริเวณจุดเสี่ยง จำนวน 22 จุดโดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น จำนวน 246 ราย เพื่อช่วยป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569  

ไฟไหม้รับอรุณ! ร้านรับซื้อของเก่า บ่อวิน ศรีราชา วอดทั้งหลัง รถ-จยย.เสียหายหลายคัน

เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ ศรีราชา ช่วงเช้ามืด ไฟลุกโหมกว่า 2 ชั่วโมง บ้านและโกดังถูกเผาวอด รถยนต์เสียหาย 3 คัน จยย.อีก 5 คัน อยู่ระหว่างตรวจสอบหาสาเหตุ

ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ศรีราชา ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 5 ม.ค.69 เหตุเพลิงไหม้บ้านซึ่งเปิดเป็นร้านรับซื้อของเก่า บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 2 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี อยู่ในซอยอัลลายน์ ใกล้กับวัดบ่อวิน หลังรับแจ้งจึงประสานฝ่ายปกครองอำเภอศรีราชาและสถานีตำรวจภูธรบ่อวินและประสานรถดับเพลิงเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ให้ออกไปทำการดับเพลิงที่จุดเกิดเหตุ โดยมีอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้ศรีราชาออกไปช่วยอำนวยความสะดวกกับรถดับเพลิง ซึ่งมีรถดับเพลิงจาก อบต.บ่อวิน เทศบาลนครแหลมฉบัง เทศบาลเมืองศรีราชา ร่วมดับเพลิงในครั้งนี้ซึ่งแสงเพลิงลุกไหม้โหมกระหน่ำนานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

ทั้งนี้ ไฟได้ไหม้บ้านและโกดังวอดวายจนหมด โดยยังมีรถยนต์เสียหาย 3 คัน รถจักรยานยนต์เสียหายอีก 5 คันในกองเพลิง ซึ่งเป็นร้านรับซื้อของเก่าและขายอะไหล่รถยนต์พวกแบตเตอรี่รถยนต์จำนวนมาก รวมถึงอุปกรณ์ส่วนควบรถยนต์ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในโกดังเสียหายหมด รวมถึงกองโกดังที่มีของวางอยู่รอบๆบ้านก็ถูกเพลิงไหม้หมดในครั้งนี้ โดยมูลค่าความเสียหายยังประเมินไม่ได้ต้องรอเพลิงสงบจึงจะตรวจสอบได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรอกองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบว่าสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากสาเหตุที่ชัดเจนต่อไป

.

สองพ่อลูกนำภูมิปัญญาอิสราเอลพลิกผืนดินปลูกองุ่นรายได้สุดปัง

สองพ่อลูกอดีตแรงงานไทยในอิสราเอล นำความรู้การดูแลสวนองุ่นกลับมาต่อยอดพัฒนาการเกษตรที่บ้านเกิด พลิกผืนนาปลูกองุ่น 3 สีในโรงเรือน จัดการด้วยวิธีเกษตรแบบประณีต ผลผลิตขายได้ทั้งปี

นายศักดิ์ โชติพรหมราช อายุ 68 ปี และ นายอนันต์ โชติพรหมราช อายุ 38 ปี สองพ่อลูก เจ้าของสวนองุ่นตาศักดิ์ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองใหญ่ ต.ซับใหญ่ อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า กว่า 5 ปีที่ไปทำงานเป็นแรงงานเกษตรอยู่ที่อิสราเอล โดยผ่านทางกรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่งไปทำงานตามสัญญาการว่าจ้างฯ และสำหรับตนเองแล้วถือว่าโชคดีมาก ได้ทำงานฟาร์มที่ผลิตพืชตรงกับใจนึกชอบอยู่ก่อนหน้า นายจ้างเป็นเจ้าของสวนองุ่นคุณภาพ และเขาเองมีความเชี่ยวชาญด้านพืชชนิดนี้เป็นอย่างดีอีกด้วย การได้เห็นของจริง (วิธีการผลิต) และใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยจัดการ ทำให้เปลี่ยนแนวคิดของตนใหม่ จากก่อนเคยมอง “องุ่น” เป็นพืชของคนรวย มีทุนเท่านั้นจึงจะทำได้ โดยพอกลับมาบ้าน (เมืองไทย) จึงไม่ยอมพลาดโอกาสในการทดลอง “ทำ” เพื่อให้รู้กันว่าจะสามารถทำได้ไหม

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า เดิมทีพื้นที่ผลิต 5 ไร่ตรงนี้ เคยมีสภาพเป็น “นาดอน” เคยปลูกมันสำปะหลังมานาน เหตุเพราะน้ำท่วมถึงในช่วงหน้าฝน ก็เลยคิดว่านี่แหละเหมาะดีที่จะลองสร้าง “โรงเรือน” เพื่อปลูกองุ่นดู ทั้งนี้ ได้เริ่มหาความรู้ก่อนในระดับหนึ่งแล้ว จากผู้รู้เรื่องการผลิตองุ่นในประเทศไทย จนกระทั่งได้รับคำแนะนำให้ปลูกเป็นรูปแบบของ “สวนเปิด” ให้คนเข้ามาเที่ยวชมดูงานได้ พร้อมเรียนรู้เรื่องวิธีต่างๆ ในการผลิตควบคู่ไปด้วย โดยส่วนตัวก็เห็นว่าดี จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อแชร์กับคนอื่นๆ ต่อ ยอดเพิ่มเติมไปอีก ดังนั้นสวนองุ่นลุงศักดิ์ จึงใช้ชื่อสวนเป็นชื่อของพ่อ จึงได้เกิดขึ้นมาภายใต้จุดมุ่งเน้นดังกล่าว ถึงตอนนี้ก็ได้การตอบรับดี

เกษตรกรเจ้าของสวนองุ่นลุงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่สวนแห่งนี้เน้นปลูกองุ่นสายพันธุ์จากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าแหล่งที่มาก็มีทั้งจากอิสราเอล รวมไปถึงแหล่งพันธุ์อื่นๆ ที่ขึ้นชื่อด้วย รวมกันแล้วในช่วงแรกมีมากกว่า 6 สายพันธุ์ ประกอบด้วย ไชน์มัสแคท แบล็คโฮป ไวท์มะละกา สการ์ล็อตต้า ซุปเปอร์สวีท นิ้วมือแม่มด ที่นำมาปลูกทดสอบดู และมีครบทั้ง องุ่นแดง, องุ่นดำ และองุ่นเขียว ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นมีชื่อเสียงตามที่ตลาดมีความนิยมกันอยู่ ปลูกไปก็เรียนรู้ไปจากนิสัยของพืชที่ต่างสายพันธุ์กันให้ผลเป็นอย่างไรบ้าง จนพบว่าบางพันธุ์ไม่สามารถผลิต (เอาลูก) ได้ เพราะสภาพอากาศไม่เหมาะกัน แต่ว่าสำหรับพันธุ์ที่ทำได้ก็ให้ผลผลิตที่ดี เป็นองุ่นนอกไร้เมล็ด รสชาติหวานกรอบ ที่ถูกปากของคนไทย

“สวนเปิดให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้เรื่องการทำองุ่น ทั้งนี้ ก็จะมีบางพันธุ์ผลิตได้แต่อาจไม่ตรงที่ตลาดส่วนใหญ่ต้องการ หรือว่าคุ้นเคยกันดี เพราะที่นี่จะทำแบบไม่ใช้สารบังคับใดๆ เพื่อเร่งให้เมล็ดฝ่อ ธรรมชาติของสายพันธุ์เป็นองุ่นที่มีเมล็ดอยู่แล้ว ดังนั้นที่สวนผลิตจึงเป็นเพียงการเน้นปลอดสาร (ที่มีเมล็ดอยู่) รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว ไม่แตกต่างต้นตำรับจากต่างประเทศ เหตุผลสำคัญ คือ เรื่องต้นทุนในการจัดการที่ยุ่งยากเกินไป และเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค การปลูกในโรงเรือนแบบนี้สามารถช่วยลดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชลงได้ แบบแนวทางการผลิต GAP คือ ใช้เคมีด้วย มีปุ๋ยหรือธาตุอาหารหลักพืช (NPK) สารปราบศัตรูพืชใช้ตามความจำเป็น โดยเน้นเป็นกลุ่มของ “สารชีวภัณฑ์” ไตรโคเดอร์มา, บีที, บีเอส ฯลฯ เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัยเป็นหลัก” นายอนันต์ กล่าว

เกษตรกรเจ้าของสวนองุ่นลุงศักดิ์ กล่าวถึงวิธีการปลูกองุ่นในโรงเรือนว่า สำหรับการปลูกภายใต้ “โรงเรือน” ที่มุงหลังคาด้วยผ้าพลาสติก ขณะที่การผลิตทำได้ทั้งปี เพราะองุ่นสามารถบริหารจัดการให้มีผลผลิตออกตามแผนการพรุนนิ่ง (การตัดแต่งกิ่ง) มีการสะสมอาหาร และการควบคุมโดยจำลองสภาวะให้เป็นฤดูใบไม้ร่วงแบบต่างประเทศ (ใช้วิธีงดน้ำ) เพื่อกระตุ้นให้พืชเกิดการติดดอก-ออกผลตามมาได้ ดังนั้นความพยายามแก้ปัญหาโดยการออกแบบโครงสร้างของโรงเรือนปลูกให้กว้างใหญ่ขึ้น สูงขึ้นเป็น 2.70 เมตร เพื่อการถ่ายเทอากาศที่ดีกว่า ทั้งยังมีการจัดการใหม่เรื่อง ปลูกหลายสายพันธุ์ที่ทำเป็นล็อก ล็อกละ 1 ชนิด อายุการเก็บเกี่ยวก็จะใกล้เคียงกันด้วย ฯลฯ การแยกทำ และควบคุมด้วยวิธีเกษตรแบบประณีต ใช้เทคนิคใหม่ในการตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างผลผลิต และช่วยยืดอายุของต้น ที่สามารถอยู่ได้ยืนนานขึ้น

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ การปลูกในระยะห่างที่เหมาะสมช่วยเรื่องการจัดการง่าย โดยเลือกช่วง 4-5 เมตร การทำค้างซึ่งตอนแรกเน้นจัดทรงเป็นรูป “ตัววาย”(Y) หรือทรงก้างปลาที่จัดระเบียบต่างๆ ในแปลงได้ง่ายขึ้นกว่าแท่น การไม่ยกร่องปลูก ที่พบว่าไม่จำเป็นสำหรับพื้นที่นี้ การให้น้ำจากเดิมวางเป็นระบบน้ำหยดไว้ แต่พบว่าไม่เวิร์กสำหรับการให้ปุ๋ยแบบเม็ด จึงเปลี่ยนเป็นแบบหัวจ่ายมินิสปริงเกลอร์แทน และตอนหลังยังได้เปลี่ยนวิธีการใส่ปุ๋ยเป็นแบบละลายน้ำก่อน นำไปใช้ราดลงโคนต้นขององุ่นโดยตรงแทน เป็นต้น

ผลผลิตในปัจจุบันได้มีการวางแผนจัดการเพื่อให้มีผลผลิตทยอยออกทุกเดือนแบบไล่รุ่น จากพื้นที่ผลิต 1  มีองุ่นที่ปลูกไว้รวมกัน 12 แถว วางแผนให้ออกลูกตัดขายได้ปีละ 2 ครั้ง โดยใน 1 ปี ต้นองุ่นจะทำให้ติดดอก-ออกผลได้ 2 รอบ/ต้น หรือคิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย 200-300 กก./รุ่น/เดือน จากองุ่นนอก 6 สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตได้แล้ว และมีให้เลือกครบทั้ง 3 สี (แดง ดำ เขียว) โดยที่สวนจะตั้งราคาจำหน่ายทุกพันธุ์ในราคา คือ 100-250 บาท/กก. มีการสื่อสารกับลูกค้าผ่านเฟซบุ๊กชื่อ : Athipat Butsaban เพื่อนำเสนอเรื่องราวการผลิตของสวน เป็นการอัปเดตให้ผู้ที่ติดตามได้ทราบอยู่เรื่อยๆ ซึ่งทำให้เกิดการสั่งซื้อผลผลิตเข้ามา และส่วนหนึ่งเกิดจากการเปิดสวนให้คนเข้าชมด้วย กลายเป็นว่าทำไปทำมาผลผลิตไม่พอขาย เริ่มเกิดความมั่นใจ และมีแนวคิดว่าอยากจะขยายเพิ่มอีกต่อไป.

ผวาปะทะรอบ3!ชาวบ้านชายแดนสุรินทร์เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตร

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่บ้านสันติสุข และ บ้านหนองตาเลิฟ ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยพื้นที่ดังหล่าวอยู่ติดกับปราสาทตาควาย ช่องกร่าง และปราสาทตาเมือนธม ชาวบ้านต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย ยางพารา นาข้าว โดยชาวบ้านในละแวกแถวนี้ส่วนใหญ่แล้วประกอบอาชีพทางการเกษตรเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ตอนที่รบรอบที่ 2 เป็นช่วงที่ชาวบ้านชายแดนกำลังเก็บเกี่ยวผลพลิตทางการเกษตรพอดี หลังจากเจ้าหน้าที่ประกาศให้อพยพ หลายคนต้องทิ้งพืชผลทางการเกษตรเพื่อหนีตายจากเหตุปะทะในครั้งนั้น จนกระทั่งวันที่ 27 ธ.ค. 68 สถานการณ์สงบหลังมีการเจรจาหยุดยิง ชาวบ้านก็รีบกลับบ้านเพื่อมาจัดดการพืชพลทางการเกษตรต่อให้แล้วเสร็จ

โดยผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูคุยกับชาวบ้านชายแดน ที่กำลังเร่งเกี่ยวผลพลิตทางการเกษตร โดยชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวว่า หวั่นมีรอบ 3 จึงต้องรีบเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรให้เร็วที่สุด เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์อีกครั้งจะได้อพยพไปแบบไม่ต้องเป็นห่วงนาไร่

นายวิหาร สามเพา อายุ 60 ปี (คนรับซื้อยางพารา บ้านสันติสุข สวมเสื้อแขนยาว แดง-ดำ) เล่าว่า ช่วงนี้เป็นช่วงนี้ชาวบ้านกำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษรหวั่นอาจมีการปะทะรอบที่ 3 โดยช่วงนี้ตนเองก็เฝ้าระวังสถานการณ์ โดยติดตามข่าวสารตลอดเวลา ถ้ามีการปะทะจะรีบอพยพออกไปจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด และตอนนี้ต้องเร่งเคลียร์ยางล็อตเก่าออก เพราะลูกค้านำยางพารามาขายตลอดแทบจะทุกวัน เกรงถ้ามีรอบที่ 3 จะไม่ทันการ โดยตอนที่ปะทะรอบที่ 2 มีลูกกระสุนปืนใหญ่เขมรยิงมาตกรอบสวนยางและระเบิดแตกกลางอากาศ ทำให้โรงรับซื้อยางได้รับความเสียหายไปด้วย

ด้านนายสุบัน ลวกไทสงค์ อายุ 64 ปี (ชาวบ้านตาเลิฟ ที่เพาะปลูกการเกษตร สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้า) เล่าว่า หลังจากที่ปะทะรอบที่ 2 เขมรยิงปืนใหญ่และBM-21มาตกใส่ไร้อ้อยของตน จนเกิดเพลิงลุกไหม้เกือบหมด ตอนนี้ตนเองหวั่นอาจมีการปะทะรอบที่3น่าจะมีแน่นนอนมีความรู้สึก จึงต้องรีบเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะอ้อย3ไร่ และนาข้าวที่เพิ่งเกี่ยวเสร็จจะปลูกอ้อยต่อ ได้เท่าไหรเอาเท่านั้น ถ้าได้ก่อนรบเมื่อไหร่ก็จะได้รีบหนีไปก่อน ตนคิดว่าเขมรมันไม่ยอมหรอก เพราะเราได้ยึดพื้นที่เราคืนทั้งหมดแล้วมันจะกลับมารบอีกแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านชายแดนตอนนี้ยังคงมีความรู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา หวั่นมีรอบที่ 3 เพราะเขมรไว้ใจไม่ได้จึงต้องรีบเร่งเคลียร์ไร่นาเท่าที่จะทำได้ และต้องเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากมีการปะทะอีกจะได้ทันท่วงที.

นักท่องเที่ยวทะลักฟูลมูนปาร์ตี้เกาะพะงันครั้งแรกแห่งปีดันเศรษฐกิจคึกคัก

สุราษฎร์ธานี – บรรยากาศฟูลมูนปาร์ตี้รับศักราชใหม่ 2026 บริเวณชายหาดริ้น ในอำเภอเกาะพะงัน นักท่องเที่ยวยังคงแห่ร่วมจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจ กระจายไปสู่ชุมชนในพื้นที่ และ คาดว่าในคืนที่ผ่านมามีเม็ดงินสะพัดนับ 100 ล้านบาท

เมื่อคืนวันที่ 4 มกราคม 2569ที่ผ่านมา บริเวณชายหาดริ้น หมู่ 6 ตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทางคณะกรรมการชมรมผู้ประกอบการชายหาดริ้น ได้ร่วมกันจัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ นัดปฐมฤกษ์ หรือนัดแรกในเดือน มกราคม ในปีนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ยังคงเดินทางไปร่วมกันอย่างคับคั่ง

โดยมี นายไพสิฐ ทองเจิม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง รักษาราชการแทน นายอำเภอเกาะพะงัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจน้ำ ตรวจคนเข้าเมือง ชุดปฎิบัติกรพิเศษ นปพ.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข เจ้าท่า อาสาสัมคร ชรป.ได้ร่วมกันปล่อยแถวระดมกำลังร่วมบูรณาการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ ซึ่งในค่ำคืนที่ผ่านมาตรงกับวันเสาร์ ซึ่งยังคงเป็นวันหยุดยาว ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 นี้ ทำให้ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และ ชาวต่างชาติ จำนวนมาก

ขณะที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปยังบริเวณชายหาดริ้น ในสถานที่จัดกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ จะต้องเดินผ่านเครื่องสแกนตรวจสอบวัตถุทุกคน เพื่อป้องกันเหตุ และภายในงานบริเวณชายหาด ที่มีชายหาดยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ทางผู้ประกอบการต่างเปิดเพลง พร้อมจัดแสงสีเสียง ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกดื่มกิน และ ร่วมปาร์ตี้ กันอย่างสนุก โดยมีเจ้าหน้าที่ได้เดินลาดตระเวน เพื่อสร้างความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว มีการคาดการว่า ฟูลมูนปาร์ตี้ นัดปฐมฤกษ์ ครั้งแรกของปีนี้ คาดการว่า มีเม็ดงินสะพัดนับ 100 ล้านบาท

สำหรับกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ บริเวณชายหาดริ้น บนเกาะพะงัน ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ที่จัดทุกครั้ง เกิดจากการรวมตัวของภาคธุรกิจบริเวณหาดริ้น เกาะพะงัน เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับเกาะพะงัน และ ครั้งต่อไป กิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ ครั้งที่ 2 ในปีนี้ ตรงกับวันจันทร์ ที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งฟูลมูนปาร์ตี้ บนเกาะพะงัน จะจัดเดือนละครั้งตรงกับคืนเดือนเพ็ญในวันขึ้น 15 ค่ำ ของทุกเดือน