ปราศัยใหญ่“เสกสรร เบอร์ 3”อ้อนขอคะแนนเสียงยกทีม เปลี่ยนนากลางให้ดีทั้งตำบล

บรรยากาศการเมืองท้องถิ่นตำบลนากลาง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา คึกคัก เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2568 เวลา 17.00 น.ที่ผ่านมา ที่ตลาดบ้านนากลาง นายเสกสรร เครือพูลทรัพย์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง หมายเลข 3 ในนาม “ทีมสำนึกรักบ้านเกิด” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ สื่อสารนโยบายต่อพี่น้องประชาชนอย่างเข้มข้น ภายใต้สโลแกน “กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง”

นายเสกสรร เปิดเผยว่า การหาเสียงขณะนี้ได้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในทุกหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชาวตำบลนากลาง มาจัดทำเป็นนโยบายการทำงานที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญาในช่วงเลือกตั้ง

การปราศรัยใหญ่ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการสื่อสารนโยบายให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน โดยนายเสกสรร ระบุว่า เสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่พบว่า ชาวบ้านต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งถนน ไฟฟ้า และระบบประปา ซึ่งต้องมีมาตรฐานที่ดีและครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั้งตำบล ไม่ใช่กระจุกตัวเฉพาะบางพื้นที่

ขณะเดียวกัน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหลายหมู่บ้าน ถูกยกเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและโครงการบ้านจัดสรร ส่งผลให้ทิศทางทางน้ำเปลี่ยนแปลง นโยบายของทีมสำนึกรักบ้านเกิดจึงมุ่งปรับปรุงระบบระบายน้ำใหม่ โดยเฉพาะการขยายขนาดท่อระบายน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

ด้านสิ่งแวดล้อม นายเสกสรร ย้ำว่า เป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องโรงงานอุตสาหกรรมและการจัดการขยะ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหาร จะเดินหน้าจัดการอย่างจริงจัง ภายใต้กรอบกฎหมาย โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่ยอมให้ผลประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มใดมาก่อนชุมชน

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิดยกระดับองค์การบริหารส่วนตำบลนากลางขึ้นเป็นเทศบาลตำบล เนื่องจากพื้นที่มีศักยภาพและมีนิคมอุตสาหกรรมรองรับ การยกระดับดังกล่าวจะช่วยเพิ่มงบประมาณและอำนาจในการบริหาร เพื่อพัฒนาตำบลนากลางให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

ช่วงท้าย นายเสกสรร กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวตำบลนากลาง ให้โอกาสคนที่เกิดและเติบโตในพื้นที่ เลือก “ทีมสำนึกรักบ้านเกิด” หมายเลข 3 ยกทีม เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่า “การพัฒนานากลาง ต้องดีทั้งตำบล ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ขอเชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิใช้เสียงในวันที่ 11 มกราคม 2569 

โดย…ประสิทธิ์ วนะชกิจ /นครราชสีมา 

ชาวปราจีนบุรีร้องรง.ทุนจีนฉวยโอกาสหยุดยาวปล่อยน้ำเน่าเสียลงคลองปลาตายเกลื่อน

ปราจีนบุรี–หยุดยาวชาวบ้านร้องทุกข์บ่อบำบัดน้ำเสียทุนจีนเทาปล่อยน้ำลงคลองปลาตายเกลื่อนผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนนำลุย

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 มกราคา 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีได้รับร้องทุกข์ชาวบ้านแจ้งผ่านนายสุนทร คมคาย ผู้สมัครสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.3 (สส.) พรรคประชาชน  ว่า ชาวบ้านหมู่ที่ 6 และ หมู่ที่ 9 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่คลองรอบนอกบึงหนองขอน มีปลาลอยตายอยู่ในคลองลอยเกลื่อนเป็นจำนวนมาก ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วและพบว่าน้ำสีดำมีกลิ่นเหม็น

ปลาที่ตายทั้งปลาผิวน้ำและปลาน้ำลึก อาทิ ปลาขาว ปลาชะโดฯลฯ มีร่องรอยประชาชนนำลอบมาดักปลาเพื่อไปประกอบอาหารและขาย แต่ชาวบ้านผู้นำท้องถิ่นไม่มีใครกล้าออกมาพูดแต่อย่างใดและไม่สามารถอุตสาหกรรมจังหวัดได้เนื่องจากเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องและจากการตรวจสอบรอบๆบริเวณยังพบว่าบริเวณท้ายบ่อกักเก็บน้ำเสียของทุนจีนเทาแห่งหนึ่ง ต่อท่อปล่อยน้ำเสียไว้

นายสุนทร คมคาย ผู้สมัครส.ส.เขต 3พรรคประชาชน/รองประธานกลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี  และอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ได้รับการร้องทุกข์ชาวบ้านได้สอบถามข้อมูลกับประชาชนและผู้นำ ไม่กล้าพูด

อยากให้ประชาชนตระหนักถึงความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิต น้ำเสียที่ปล่อยลงคลองจะไหลเข้าสระน้ำดิบเพื่อที่จะนำไปผลิตเป็นน้ำประปาหมู่ที่ 6 และหมู่ 9 จำนวน 70 ไร่ และน้ำก็ไหลลงคลองพระปรงต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี  ลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี

ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคใช้น้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีนำไปผลิตเป็นน้ำประปาให้กับประชาชนจังหวัดปราจีนบุรีได้ดื่มกิน หวั่นจะได้รับอันตรายไม่รู้ว่าน้ำที่ไหลออกมาจะมีสารปนเปื้อนเคมีอะไรหรือไม่ วอนให้อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาตรวจสอบด้วย

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ / ปราจีนบุรี ###

เน็ตไอดอลสาวสวยชาวจีนถูกหลอกทำงานในกัมพูชา 26 วันโดนทรมานจนเสียสติ

ข่าวใหญ่สุดช๊อคที่จีน เน็ตไอดอลสาวสวย หายตัวไปกัมพูชา บอกแฟนหนุ่มคนจีนที่กัมพูชาชวนไปรวยด้วยกัน ผ่านไป 26 วัน พบเจอล่าสุดที่ข้างถนนในกัมพูชา สภาพเหมือนขอทาน…ขาหักทั้ง 2 ข้าง ตามตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำโดนทำร้าย พูดจาฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนคนเสียสติ มีชาวจีนในพื้นที่ช่วยเหลือไว้ 

ตอนนี้ทางสถานทูตจีนในกัมพูชาให้ความช่วยเหลือพักฟื้นที่โรงพยาบาล รอส่งกลับประเทศ

สาวจีนคนนี้ใช้แอคเคาท์ออนไลน์ชื่อ Umi อายุ 26 ปี เป็นชาวมณฑลฝูเจี้ยน เป็นสาวสวยคนนึงที่ชอบโชว์ไลฟสไตล์หรูหรา และทำงานในคลับหรูแห่งนึง 

ซึ่งช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2025 ที่ผ่านมา เพิ่งไลฟ์และโพสต์ผ่านโซเชียลไปว่า แฟนหนุ่มชาวจีนที่ทำงานที่กัมพูชาชวนไปทำงานด้วย โดยอวดอ้างว่าแฟนหนุ่มคนนี้มีธุรกิจใหญ่โตที่นู่นและชอบพอเธอ จึงอยากให้เธอไปอยู่ด้วยกันที่โน่น ซึ่งเธอก็ไปจริงๆ 

ท่ามกลางเสียงเตือนของผู้คนรอบกายและ fc มากมายที่ฟังไม่เข้าหูแต่อย่างใด

หลังเธอบินไปแล้ว ก็ขาดการติดต่อไปเลย จนหลังผ่านไป 26 วันสภาพก็ตามที่เห็น…แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าเธอต้องผ่านนรกระดับไหนมา และโดนเหล่าเดนนรกทรมานย่ำยีมาขนาดไหนจนหมดสภาพได้ขนาดนี้? เห็นแล้วก็ปวดใจแทนคนในครอบครัว

หนุ่มชวนไปรวยด้วยกันที่กัมพูชาเนี่ยนะ!!!!!! 

สุดท้ายมันก็ยังมีคนเชื่อพวกมิจฉาชีพสแกมเมอร์พวกนี้อยู่เรื่อยๆ แม้ว่าข่าวจะออกปาวๆๆ คนรอบตัวจะเตือนแล้วเตือนอีก เฮ้ออออ

เมื่อไหร่สหรัฐจะส่งหน่วย Delta Force ไปจับหัวโจกที่พนมเปญบ้าง?

3 แคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย ลุยหาเสียงสยามฯ ชูนโยบาย ดูแลคนไทยตั้งแต่ในครรภ์จนแก่

3 แคนดิเดตนายกฯ “ไทยสร้างไทย” ประสานเสียง ถึงเวลาที่นักการเมืองต้องทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียง “วาทะกรรม” ประกาศนโยบาย ย้ำต้องจัดงบประมาณแบบ “จริงใจ” และ “สุจริต” เพื่อดูแลคนไทยตั้งแต่ในครรภ์จนแก่ ทำให้คนไทย “หายเหนื่อย” มีชีวิตที่มีความสุข และมีความมั่นคงในชีวิตทุกช่วงวัย

วันนี้ที่สยามสแควร์ ไทยสร้างไทย นำโดย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดร.โภคิน พลกุล พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ได้ไปขอเสียงสนับสนุน และเปิดนโยบาย “ดูแลคนไทยตั้งแต่ในครรภ์จนแก่” ทำให้คนไทยหายเหนื่อยกับการดำรงชีวิต มีชีวิตที่มีความสุข และมีความมั่นคงในชีวิตทุกช่วงวัย

ไทยสร้างไทยตระหนักว่าคนไทยทุกคนควรมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลจากรัฐ ให้มีชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในชีวิตทุกช่วงวัย จากงบประมาณของรัฐปีละเกือบ 4 ล้านล้าน ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชน และภาระเงินกู้ที่ประชาชนต้องร่วมกันรับผิดชอบชั่วลูกชั่วหลาน

แต่ในความเป็นจริง คนไทยส่วนใหญ่กลับมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ยาก ต้องเผชิญกับความยากจน ขาดโอกาสในทุกด้าน ต้องอยู่ด้วยความกังวลในการใช้ชีวิตทุกช่วงวัย

จะมีลูกก็กลัวไม่มีเงินเลี้ยงดู ไม่มีเงินส่งเรียน เด็กเกิดใหม่จึงลดลงอย่างมาก เหลือแค่ 400,000 คนต่อปี ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตที่จะกระทบเศรษฐกิจไทยและระบบแรงงานอย่างหนัก

เมื่อถึงวัยทำงาน ก็ขาดโอกาสในการสร้างตัว คนไทยส่วนใหญ่จึงมีฐานะปานกลางถึงยากจน และมีหนี้สินล้นพ้นตัว จนหนี้ครัวเรือนสูงถึงกว่า 90% ของ GDP เมื่อถึงวัยชรา จึงเป็นคนแก่ที่ยากจน และเจ็บป่วย เป็นภาระของลูกหลาน และงบประมาณแผ่นดินในการดูแลรักษาจำนวนมหาศาล

จะเห็นว่าคนไทยถูกทอดทิ้ง ขาดการเหลียวแลอย่างจริงใจจากผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะนักการเมือง ที่มักพูดว่า “ทำเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นเพียงวาทะกรรมที่ไม่มีอยู่จริง ประชาชนมีอำนาจเพียงวันเดียวคือวันเลือกตั้ง จากนั้นก็ถูกทิ้งขว้าง

ไทยสร้างไทยเห็นว่าถึงเวลาที่นักการเมืองทุกคนจะต้องทำเพื่อประชาชนอย่างจริงใจ งบประมาณเกือบ 4 ล้านล้านต้องกลับมาดูแลคนไทยอย่างเต็มที่ ไม่ใช่หมดไปกับการโกงกินของข้าราชการและนักการเมืองทุจริต ปีละหลายแสนล้าน

ไทยสร้างไทยขอคืนสิทธิ์ของคนไทย ด้วยการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความสุจริต เพื่อนำเงินภาษีของประชาชนกลับมาดูแลคนไทย ให้มีชีวิตที่มีความสุขและมีความมั่นคงตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงวัยชรา

เริ่มจากการลงทุนเพื่อ “สร้างคนไทยที่เก่งและดี” ตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ จะได้รับการดูแลเดือนละ 2,000 บาท เพื่อให้เด็กมีโภชนาการที่ดี ได้รับการพัฒนาทั้งร่างกายและสมอง เมื่อถึงวัยเรียนได้เรียนฟรีจนจบ ป.ตรี ลดเวลาเรียนลง 3–4 ปี เด็กจะเรียนจบ ทำงานได้ที่อายุ 18 ปี ปรับหลักสูตรให้เด็กคิดเป็น มีทักษะที่โลกต้องการ

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน คนไทยทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อตั้งตัว ถ้าไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล เราจะทำ “กองทุนตั้งตัว” ให้กู้ทำทุน 10,000–100,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ แค่บัตรประชาชนก็กู้ได้

และเมื่อถึงวัยชรา เราจะดูแลผู้สูงอายุด้วย “บำนาญ 3,000” ต่อเดือน เป็นการจ้างให้ผู้สูงวัยเข้าโปรแกรมสร้างสุขภาพ และโปรแกรม Up Skill เพื่อให้ผู้สูงอายุสุขภาพแข็งแรงและกลับมาทำงานได้ ไม่เป็นภาระลูกหลาน และยังช่วยประหยัดงบประมาณในการรักษาพยาบาลอีกปีละเป็นแสนล้าน ที่สำคัญเงิน 3,000 บาท จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เป็นพายุหมุนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ไทยสร้างไทยขออาสาทำให้คนไทย “หายเหนื่อย” กับการใช้ชีวิตทุกช่วงวัย เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่มั่นคง มีศักดิ์ศรี มีกินมีใช้ มีความสุข 

ระทึก!ไฟไหม้ตลาด ลุกลามไหม้บ้านที่ปลูกติดกัน 10 คูหา เสียหาย 50 ล้าน

ระทึก ไฟไหม้ตลาดพิจิตร ลุกลามไหม้บ้านที่ปลูกติดกัน 10 คูหา เสียหาย 50 ล้าน ตร.คุมตัวลูกเจ้าของบ้านต้นเพลิงไปสอบสวน หลังพบเป็นผู้ต้องสงสัย

เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณตลาดสดตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงจากหลายพื้นที่กว่า 30 คันเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยต้นเพลิงมาจากบ้านไม่ทราบเลขที่ซึ่งเป็นร้านแก๊สของนางวรรณา การดับเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากพื้นที่เป็นตลาดชุมชนแออัด มีรถจอดกีดขวาง และการจราจรหนาแน่นช่วงเทศกาลปีใหม่

ส่งผลให้ร้านค้าประมาณ 10 คูหาได้รับความเสียหาย คิดเป็นมูลค่าราว 50 ล้านบาท มีผู้บาดเจ็บเบื้องต้น 2 ราย ขณะเดียวกันตำรวจได้ควบคุมตัวนายยุทธนา บุตรชายนางวรรณา เป็นผู้ต้องสงสัย หลังชาวบ้านให้ข้อมูลว่าเคยข่มขู่มารดา และขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้โดยไม่ลุกลามไปยังพื้นที่ข้างเคียง

Cr.ชาวพิจิตรทันข่าว

คนอำนาจเจริญขนข้าวสาร อาหารแห้งกลับกรุงลดค่าครองชีพยุคศก.ตกต่ำ

อำนาจเจริญ-บรรดาแรงงานและ ผู้ที่เดินทางกลับบ้านหลังเที่ยวฉลองปีใหม่ เสร็จสิ้น ต่างเดินทางกลับเข้า กรุงเทพมหานคร เพื่อ ให้ทัน เวลาทำงาน ในวันพรุ่งนี้ พร้อมหอบหิ้ว ข้าวสารอาหารแห้ง ติดมือไปด้วยเพื่อลดค่าครองชีพยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ส่วนบริษัทต่างๆ ใช้รถเสริมเป็นจำนวน มาก เพื่อให้เพียงพอ เพื่อให้เพียงความรัก

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางกลับ เข้ากรุงเทพฯ ของบรรดา ประชาชน และผู้ใช้แรงงาน ที่เดินทาง กลับบ้านเกิด มาฉลอง ปีใหม่ เมื่อเสร็จสิ้น การฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด บางคนบางครอบครัว ก็ใช้รถส่วนตัว ในการเดินทางเป็นจำนวนมาก ทำให้การ สัญจรบนท้องถนน แออัดไปด้วย รถยนต์ ขากลับเข้ากรุงเทพฯ

โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน และข้าราชการประจำ ต้องรีบไปให้ทันงานในวันพรุ่งนี้ คือวันจันทร์ ที่ 5 มกราคม 2569 สถานีขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นขนส่งจังหวัด และสถานี ขนส่งรายย่อยของภาคเอกชน เต็มไปด้วยประชาชน ที่ต้องการจะเดินทางกลับ เข้ากรุงเทพฯ และนำข้าวสารอาหารแห้ง ไปบริโภค ในกรุงเทพฯเป็นการลดรายจ่าย ได้เป็นอย่างดี ตามสถานีต่างๆ ต่างก็ใช้รถเสริมกันเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับผู้โดยสาร ขากลับ ไม่ให้ตกหล่นได้

ผู้สื่อข่าวเรื่องรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังมี เจ้าหน้าที่ของภาครัฐไม่ว่าจะเป็น ทางด้านขนส่งจังหวัด อำนาจเจริญ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ เจ้าที่ตำรวจสภเมืองอำนาจเจริญ และทางกองกำกับการ ตำรวจภูธรจังหวัด ได้อำนวยความสะดวก เป็นอย่างดี เพื่อให้การเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ เป็นไปด้วยความปลอดภัย โดยเฉพาะการตรวจ สารเสพติด สิ่งมึนเมา กับ ผู้ขับขี่ ยวดยานพาหนะทุกชนิด อย่างเข้ม งวด

ภาพ/ข่า: ทิพกร   หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าว จังหวัดอำนาจเจริญ

.

สยอง!‘ลูกทรพี’คลั่งยา ฟันคอแม่บังเกิดเกล้าเสียชีวิต หิ้วหัวทิ้งทุ่งนา

อำนาจเจริญ-สยองรับปีใหม่! ชายวัย 42 ปี ประวัติแสบ เพิ่งออกจากการบำบัดยาเสพติด เกิดคลั่ง คว้ามีดพร้าฟันคอแม่แท้ๆ วัย 71 ปีจนขาดดับคาบ้าน ก่อนหิ้วศีรษะเดินนำไปทิ้งกลางทุ่งนาข้างบ้าน

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าว จ.อำนาจเจริญ รายงานว่า เกิดเหตุสลดลูกทรพีใช้มีดพร้าฟันคอแม่บังเกิดเกล้าจนขาด แล้วหิ้วศีรษะไปทิ้งทุ่งนา ห่างบ้านพักประมาณ 200 เมตร จากนั้นไปนั่งอยู่ปากทางเข้าบ้าน มีเลือดท่วมตัว ชาวบ้านผ่านมาพบเห็น แจ้งตำรวจจับกุมทันที

เหตุดังกล่าวถูกเปิดเผยขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสนางคนิคม อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรมบุตรชายฆ่ามารดา ที่บ้านโนนสูง ต.นาเวียง อ.เสนางคนิคม จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น แล้วรีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว หน้าบ้านต่อเป็นเพิงพักผ่อน มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เชือกกั้น และเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุภายในห้องพักพบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อคือนางเอ (นามสมมุติ) อายุ 70 ปี เจ้าของบ้าน ถูกของมีดคมฟันจนคอขาดไม่มีศีรษะ เลือดไหลนองพื้น โดยมีหยดเลือดเป็นทางจนถึงจุดที่ทิ้งศีรษะบริเวณทุ่งนา ห่างที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายบี (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี ลูกทรพีฆ่าแม่ ได้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งนายบี ให้จับกุมโดยดี ไม่สะทกสะท้านอะไร ตามตัวผู้ก่อเหตุเปื้อนเลือด เจ้าหน้าที่พบมีดพร้าที่ใช้ก่อเหตุ จากนั้นคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เสนางคนิคม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน ทราบว่า นายบี ติดยาเสพติดงอมงอม ถูกนำตัวเข้ากระบวนการบำบัดรักษาหลายครั้ง จนป่วยจิตเวช สาเหตุที่ฆ่าแม่แท้ๆ สันนิฐานว่าอาจขาดยา แล้วเกิดคลั่ง ใช้มีดฟันคอแม่จนขาด แล้วหิ้วศีรษะไปทั้งทุ่งนาใกล้บ้าน จากนั้น ไปนั่งอยู่ที่ปากทางเข้าบ้าน และชาวบ้านผ่านมาเห็นตามตัวมีเลือด จึงโทร.แจ้งตำรวจจับกุมดังกล่าว

ผ่าน 5 วัน‘ปีใหม่’ดับ 207 ราย ‘กทม.’มากที่สุด-‘9 จังหวัด’ไร้สูญเสีย

ผ่าน 5 วันปีใหม่ ดับสังเวยบนท้องถนน 207 ราย เกิดอุบัติเหตุ 1,185 ครั้ง บาดเจ็บเพียบ 1,141 คน ‘กทม.-ภูเก็ต’ยังสูญเสียสะสมมากที่สุด ขณะที่ 9 จังหวัดตายเป็นศูนย์ ‘ศปถ.’กำชับเข้มรับประชาชนเดินทางกลับ ตั้งจุดตรวจ-จุดบริการประชาชน เน้นคุม‘ขับเร็ว-ง่วง’ อำนวยความสะดวกในการเดินทาง ย้ำ‘รถโดยสารสาธารณะ’ต้องตรวจเช็คคนขับ-สภาพรถ จัดเตรียมให้เพียงพอ เตือนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่าศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 4ม.ค.69 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 191 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 188 คน ผู้เสียชีวิต 27 ราย

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 33.51 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 22.51 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.62 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 84.82 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 40.84 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 31.41

ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 – 12.00 น. 12.01 – 15.00 น. และ 18.01 – 21.00 น. ร้อยละ16.75 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 16.28 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ลำปาง (10 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (10 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (3 ราย)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วัน (30 ธ.ค. 68 – 3 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,185 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม1,141 คน ผู้เสียชีวิต รวม 207 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ภูเก็ต (47 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (51 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (18 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต(ตายเป็นศูนย์) มี 9 จังหวัด

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ในวันนี้ (4 ม.ค.) คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นจังหวัดเศรษฐกิจ ทำให้มีปริมาณรถบนเส้นทางสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ศปถ. จึงได้เน้นย้ำจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด จุดบริการ เพื่อรองรับการเดินทางสัญจรของประชาชนในการเดินทางกลับ รวมถึงบริหารจัดการการจราจร ทั้งสายหลักและสายรอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดคับคั่ง อีกทั้งเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” กับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างเข้มข้น จริงจัง และต่อเนื่อง ทั้งการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และง่วงแล้วขับ ตลอดจนอำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยของประชาชน ตรวจสอบประชาชนและนักท่องเที่ยวในสถานีขนส่งต่าง ๆ ให้เกิดความเรียบร้อย

พร้อมให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทอย่างเคร่งครัด ทั้งความพร้อมของรถและพนักงานขับรถ โดยเฉพาะรถที่มีการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ต้องเข้ารับการตรวจความพร้อม ณ จุดตรวจ Check Point และจัดเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพื่อป้องกันผู้โดยสารตกค้าง ดูแลความปลอดภัยบริเวณสถานีขนส่ง และจัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะ รถรับจ้างส่วนบุคคล ให้สามารถรองรับการเดินทางและส่งต่อผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

รมว.สาธารณสุข กล่าวด้วยว่า ในส่วนการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรองรับผู้ประสบเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีหน่วยปฏิบัติการแพทย์ทั่วประเทศ จำนวน 10,723 แห่ง โดยได้นำระบบ NDEMS (National Digital Emergency Medical Services) มาใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เพื่อยกระดับการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 โดยระบบนี้สามารถระบุตำแหน่งจุดเกิดเหตุและติดต่อกับผู้ประสบเหตุผ่าน Video Call ได้ เพื่อให้ข้อมูลในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ ทำให้ได้ข้อมูลผู้ป่วยรวดเร็ว ลดเวลาในการช่วยเหลือ และเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ

โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2569 มีผู้แจ้งเหตุผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 เฉพาะเรื่องของอุบัติเหตุจราจร จำนวนกว่า 8,500 สาย ในส่วนของผลการดำเนินงานและการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2569) ได้มีการออกตรวจสะสม จำนวน 25,070 ราย พบความผิด จำนวน 1,543 ราย ร้าน/ผู้กระทำผิด จำนวน 170 ราย สำหรับการดำเนินงานประเมินการมึนเมาสุราในชุมชน/ด่านชุมชน ได้มีการประเมินอาการมึนเมาสุรา จำนวน 394,566 ราย มีอาการมึนเมา 11,917 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.02 ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังคงจัดเตรียมทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้บริการประชาชน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที ตลอด 24 ชั่วโมง และเฝ้าระวังการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุดื่มแล้วขับและให้ประชาชนเดินทางในช่วงปีใหม่อย่างปลอดภัย

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เปิดเผยว่า วันนี้ประชาชนมีการเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ เป็นจำนวนมากต่อเนื่อง ศปถ. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันพฤติกรรมเสี่ยงขับรถเร็วและการขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดบนเส้นทางสายหลัก เนื่องจากเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนค่อนข้างสูง รวมถึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ข้อมูลสภาพการจราจร เส้นทางทางเลือก และคำเตือนด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องผ่านทุกช่องทาง รวมถึงให้เตรียมความพร้อมของหน่วยกู้ชีพและกู้ภัย

และระบบการช่วยเหลือต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ณ จุดเกิดเหตุ และขอฝากให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเตรียมความพร้อมของยานพาหนะก่อนการเดินทาง ปฏิบัติตามกฎจราจร มีน้ำใจกับผู้ร่วมใช้เส้นทาง และประเมินสภาพความพร้อมในการขับขี่ของตนเองอยู่เสมอโดยหากมีอาการง่วง อ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ขอให้แวะพักยังจุดพักรถหรือจุดบริการประชาชนที่ทางราชการจัดสรรไว้ให้ อย่าฝืนขับรถต่อเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียได้

นอกจากนี้ จากการพยากรณ์อากาศใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า พบว่า ภาคใต้ตอนล่างอาจมีฝนฟ้าคะนองกระจายบางพื้นที่ ส่วนภาคกลางต้องเฝ้าระวังน้ำทะเล  หนุนสูง ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีน้ำท่วมผิวจราจรบริเวณถนนพระราม 2 ขาเข้ากรุงเทพฯ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวด้วย

ทุ่งทานตะวันไร่อาม่าเหลืองอร่ามนักท่องเที่ยวแห่เช็กอิน”พบพระ”คึกคักรับปีใหม่

ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ 2569 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก คึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ “ทุ่งดอกทานตะวันไร่อาม่า” ที่กำลังเบ่งบานเต็มผืนทุ่ง กลายเป็นแลนด์มาร์กเช็กอินยอดนิยม นักท่องเที่ยวทั้งครอบครัว คู่รัก และสายถ่ายภาพ แห่เดินทางมาสัมผัสความงดงามของดอกทานตะวันสีเหลืองอร่ามที่ไล่เรียงสุดสายตา พร้อมเก็บภาพความประทับใจท่ามกลางวิวขุนเขาและท้องฟ้าสดใส

ทุ่งดอกทานตะวันแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 1090 สายแม่สอด–อุ้มผาง บริเวณกิโลเมตรที่ 37 บ้านเสรีราษฎร์ หมู่ที่ 6 ตำบลช่องแคบ ก่อนถึงน้ำตกพาเจริญประมาณ 500 เมตร เดินทางสะดวก จึงมีผู้มาเยือนหมุนเวียนตลอดทั้งวัน

นางสาววรรณวิภา ศกุนรักษ์ เจ้าของไร่ เล่าว่า ปีนี้ปลูกดอกทานตะวันบนพื้นที่กว่า 20 ไร่ เป็นปีที่ 6 แล้วที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และถือว่าเป็นปีที่ดอกมีความสมบูรณ์สวยงามเป็นพิเศษจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อต้อนรับผู้มาเยือน ทางไร่ได้พัฒนาพื้นที่และเพิ่มบริการต่าง ๆ ทั้งร้านส้มตำ ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายของฝาก ผลิตผลทางการเกษตร และผักปลอดสาร รวมถึงจัดมุมถ่ายภาพหลายจุด ให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดธรรมชาติและใช้เวลาพักผ่อนอย่างคุ้มค่า

ด้านนายธันย์ปวัฒน์ ภูริวัฒนเมธา นายอำเภอพบพระ เปิดเผยว่า บรรยากาศท่องเที่ยวปีนี้คึกคักกว่าทุกปี สร้างรายได้หมุนเวียนให้ประชาชนในพื้นที่ โดยพบพระยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติหลากหลาย ทั้งจุดชมทะเลหมอก สวนดอกไม้ น้ำตกพาเจริญ น้ำตกนางครวญ น้ำตกป่าหวาย บ่อน้ำร้อนห้วยน้ำนัก และแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง

สำหรับทุ่งดอกทานตะวันไร่อาม่า คาดว่าจะบานให้ชมถึงประมาณวันที่ 20 มกราคม 2569 เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในอัตราคนละ 20 บาท ตั้งอยู่ริมถนนสายแม่สอด–อุ้มผาง ทางหลวงหมายเลข 1090 กม.37 บ้านเสรีราษฎร์ หมู่ที่ 6 ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 081-793-9562

ข่าว/ภาพ : ชวลิต วิกุลชัยกิจ

เสือดำ แห่งป่ามรดกโลกแก่งกระจานโผล่อวดโฉมออกมาหาความอบอุ่น

ตื่นตาตื่นใจ!”เสือดำ”โผล่ออกจากป่ามรดกโลกแก่งกระจานโผล่อวดโฉมอาบแดดเนื่องจากช่วงนี้ป่าแก่งกระจานมีอากาศหนาวเย็น

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งถ่ายได้โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นภาพเสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครอง ออกมาเดินให้ได้พบเห็น บริเวณ กม.21 ถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้พบเห็นในช่วงปีใหม่ 

คาดว่าเสือดำตัวนี้ ออกมาหาความอบอุ่น เนื่องจากช่วงนี้ป่าแก่งกระจานมีอากาศหนาวเย็น ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว หากพบเห็นสัตว์ป่า ควรเว้นระยะห่างและไม่เข้าไปใกล้หรือรบกวน ควรหยุดรถให้ห่างจากสัตว์ป่า หลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังรบกวน และห้ามให้อาหารสัตว์ป่า

.