เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า!เรือโดยสารเฟอร์รี่ “เกาะสมุย-พะงัน”ขยับค่าตั๋วรับดีเซลพุ่ง

“ซีทรานต์เฟอร์รี่” ประกาศขึ้นราคาค่าตั๋วรอบ 2 เซ่นน้ำมันดีเซลพุ่งลิตรละ 6 บาท “ดอนสัก-สมุย-พะงัน”ปรับราคาใหม่เริ่ม 27 มี.ค. นี้ จากอัตราผู้โดยสาร 180 บาท เป็น 210 บาท ราคารถยนต์ 4 ล้อ จากก่อนหน้านี้ 580 บาท เป็น 670 บาทส่งผลกระทบต่อผู้มาใช้บริการและผู้นำยานพาหนะลงเรือโดยสาร

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 69 บริษัทซีทรานต์เฟอร์รี่ ที่ให้บิการรับส่งผู้โดยสาร จากท่าเทียบเรือ อ.ดอนสัก มายัง อ.เกาะสมุย และ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ได้แจ้งผู้ที่มาใช้บริการให้ทราบว่า ทางบริษัทมีการปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการปรับอัตราค่าโดยสารเป็นรอบที่2 เดือนนี้ตามราคาน้ำมันดีเซล ที่มีการปรับราคาสูงขึ้นลิตรละ 6 บาท

การปรับราคาอัตราค่าโดยสารในครั้งนี้เพิ่มขึ้นจากรอบก่อนหน้านี้ จากอัตราผู้โดยสาร 180 บาท เป็น 210 บาท ราคารถยนต์ 4 ล้อ จากก่อนหน้านี้ 580 บาท เป็น 670 บาท เป็นต้น ซึ่งทางบริษัทได้มีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรถทุกประเภท โดยการปรับอัตราค่าโดยสารใหม่นี้ เป็นอัตราค่าโดยสารระหว่าง อ.ดอนสักมายัง อ.เกาะสมุย ทั้งไปและกลับ ส่วนอัตราค่าโดยสารใหม่ระหว่าง อ.ดอนสักไปยัง อ.เกาะพะงัน ซึ่งมีระยะทางที่ไกลกว่า อ.เกาะสมุย ก็มีการปรับอัตราค่าโดยสารสูงตามระยะทาง

อัตราค่าโดยสารใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. เป็นต้นไป ซึ่งการปรับอัตราค่าโดยสารเรือเฟอร์รี่ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร หรือผู้ที่นำยานพาหนะลงเรือโดยสาร ต้องจ่ายค่าเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายเกรียงไกร เจ้าของรถกระบะบรรทุกสินค้าที่เดินทางมาจากตลาดใน อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี นำสินค้ามาส่งให้กับลูกค้าที่ อ.เกาะสมุยทุกวัน แบบเช้าไปเย็นกลับ บอกว่า จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลถึงลิตรละ 6 บาท บวกกับค่าเรือโดยสารเฟอร์รี่ ที่มีการปรับขึ้นจากเดิน 580 บาท เป็น 670 บาท ทำให้ตนเองประกอบอาชีพรถบริการขนส่งสินค้าต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ตนเองก็อาจจะต้องมีการปรับขึ้นราคาขนส่งกับลูกค้า เพิ่มตามอัตราต้นทุนในการเดินทาง ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อลูกที่ว่าจ้างรถขนส่งสินค้าที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย

การปรับขึ้นราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ อีกอย่างน้ำมันเองก็ไม่เพียงพอ ก็ต้องขับรถหาเติมน้ำมันตามปั้มต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้ก็อยากให้ผู้ที่เกี่ยวได้รับรู้ถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

อิ่มสวนกระแส! ข้าวแกง 10 บาทอยุธยา ตรึงราคาสู้ของแพง คนแห่ฝากท้องแน่นร้าน

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย แต่ยังมีร้านอาหารเล็ก ๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ยังคงยืนหยัดตรึงราคาขาย “ข้าวแกง 10 บาท” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน

ร้านแห่งนี้มีชื่อว่า ร้าน “อิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท” ริมถนนเส้นทางงามเขต มุ่งหน้าถนนสายเอเชีย หมู่ 1 ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเปิดให้บริการมากว่า 3 ปี ซึ่งแต่ละวันในช่วงเช้าคึกคักเป็นพิเศษเนื่องจาก มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาฝากท้องอย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนการประกอบอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ทางร้านยังคงจำหน่ายข้าวแกงกว่า 20 เมนู ในราคาอย่างละ 10 บาทเท่าเดิม

น.ส.ถวัลยรัตน์ ภูแม้นวาส อายุ 40 ปี เจ้าของร้าน “อิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท” เปิดเผยว่า แม้ต้นทุนหลายอย่างปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังพอประคองร้านให้ขายราคา 10 บาทได้ เนื่องจากก๊าซหุงต้มยังตรึงราคาอยู่ จึงพยายามบริหารต้นทุนเฉลี่ยกันไป แม้กำไรจะน้อยลงแต่ยังคงยืนยันจะสู้ต่อ เพื่อช่วยเหลือชุมชนในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก

นายอำนาจ อายุ 70 ปี ลูกค้าประจำ บอกว่า ข้าวแกงราคา 10 บาทถือว่าช่วยได้มาก เพราะปัจจุบันอาหารตามสั่งเฉลี่ยจานละ 50–60 บาทแล้ว มารับประทานที่นี่ใช้เงินเพียง 40 บาทก็อิ่มได้ 1 มื้อ ข้าวเติมไม่อั้น และรสชาติอร่อย จึงแวะมารับประทานเป็นประจำ

ขณะที่ น.ส.ละอองทิพย์ อายุ 54 ปี ลูกค้าที่ซื้อกลับบ้าน กล่าวว่า แทบจะแวะซื้อทุกวันเพื่อนำไปทานที่ทำงาน เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เมื่อเทียบกับการทำอาหารเองที่มีต้นทุนสูงกว่า

สำหรับร้านเปิดให้บริการวันจันทร์–เสาร์ ตั้งแต่เวลา 06.30–13.30 น. และยังคงตั้งใจตรึงราคาข้าวแกง 10 บาทให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตำรวจนำตัว”ต้อม”ฆ่าหั่นศพฝากขังค้านประกัน ผู้ต้องหาร้องขอรับโทษ “ประหาร”ชีวิต

“ต้อม” มือฆ่าหั่นศพแฟนสาวชาวลาว เรียกร้อง ขอรับโทษประหาร เป็นเยี่ยงอย่างให้สังคม ขอทุกคนใช้ชีวิตอย่าประมาท แต่ถ้าพ้นโทษ ยัน บวชไม่สึก ด้าน ญาติผู้เสียชีวิต รอรับร่างอีก 20 วัน พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ควบคุมตัวนายต้อม ชายสัญชาติลาว ไปขออำนาจศาลอาญาถนนรัชดาภิเษกฝากขัง ตำรวจแจ้งข้อหาหนัก ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษสูง และผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี ระหว่างที่ควบคุมตัวขึ้นรถ

นายต้อม ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตอนนี้รู้สึกสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป อยากขอโทษทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกโกรธ หึงหวง พยายามจะพูดคุยดี ๆ จะพาแฟนสาวกลับไปพูดคุยกับทางครอบครัว แต่แฟนสาวไม่ยินยอมพร้อมกับขึ้นเสียงใส่ ทำให้ตนพลั้งมือฆ่าแฟนสาว ส่วนสาเหตุที่ต้องหั่นศพแฟนสาว ตอนนั้นตนก็ไม่รู้ตัวเองว่าคิดอะไรอยู่ ขอให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน ขอให้ใช้ชีวิตกันอย่างมีสติ ถ้าเป็นไปได้ ขอรับโทษประหารชีวิต เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างของสังคม แต่ถ้าหากพ้นโทษออกมา ตนยืนยันจะบวชให้แฟนสาวแบบไม่สึกที่ สปป.ลาว

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถูกควบคุมตัวไปฝากขัง เจ้าหน้าที่สิบเวรได้เข้าไปพูดคุยกับนายต้อม เห็นว่านายต้อมนั่งอ่านหนังสือธรรมะ พูดจายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา และยอมรับว่าตอนนี้รู้สึกคิดถึงแฟน 

ด้านความคืบหน้าทางคดี ผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพ ให้ความร่วมมือแต่โดยดี ยังคงยืนยันเหตุผลเดิมว่าสาเหตุมาจากความหึงหวงที่แฟนสาวจะหนีไปจากตน ส่วนเรื่องการตามหาถุงชิ้นส่วนอีก 2 ถุง ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างมากเนื่องจาก รถขยะของ กทม. ได้นำไปรวมไว้ที่บ่อขยะท่าแร้งแล้ว และมีการขนย้ายไปบำบัดรวมที่จังหวัดนครปฐม ที่เป็นกองขยะขนาดใหญ่ มีก๊าซพิษสะสม ทำให้ยากต่อการค้นหา

ส่วนเรื่องการรับศพ ขณะนี้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม อยู่ในระหว่างการรอชิ้นส่วนที่เหลืออีก 2 ชิ้นส่วนที่ยังหายไป เพื่อตรวจสอบร่างอย่างละเอียด ก่อนส่งมอบให้กับทางครอบครัว ซึ่งคาดว่าใช้เวลาอย่างน้อย 20 วัน ถึงจะสามารถรับร่างไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนาได้

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางครอบครัวได้ดำเนินการตรวจ DNA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างการรอผลไปเทียบเคียงกับ DNA เศษชิ้นส่วนที่พบ ซึ่งหากทางครอบครัวได้รับร่างแล้ว ก็จะนำมาประกอบพิธีฌาปนกิจ และบำเพ็ญกุศลในประเทศไทยต่อไป โดยล่าสุดทางครอบครัวแจ้งความประสงค์เบื้องต้นว่า จะย้ายไปที่วัดช่องลม อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ระหว่างนี้ทั้งครอบครัวเดินทางกลับไปยัง สปป.ลาว เพื่อไปดูใจพ่อแม่ของนางสาวแรม ที่ยังคงโศกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

Take Care Salon of Beauty ฉลองความสำเร็จ 32 ปี สะท้อนนิยาม “CARE THAT EVOLVES”สู่ผู้นำ Beauty Ecosystem ใจกลางเมือง

Take Care Salon of Beauty ฉลองความสำเร็จ 32 ปี สะท้อนนิยาม “CARE THAT EVOLVES”สู่ผู้นำ Beauty Ecosystem ใจกลางเมือง รับเทรนด์ Wellness & Personalization ปี 2026

Take Care Salon of Beauty ผู้นำบริการความงามพรีเมียมระดับแถวหน้าของไทย จัดงานเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 32 ปีอย่างอบอุ่น ภายใต้แนวคิด “CARE THAT EVOLVES” รุกตลาดบิวตี้ด้วยยุทธศาสตร์การปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ ชูจุดแข็งบริการครบวงจร (Total Solution) บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง (Prime Location) ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมรับมือพฤติกรรมผู้บริโภคและดีมานด์ตลาดปี 2026 สู่การเป็น Beauty Ecosystem เต็มรูปแบบ

คุณสุวรรณา ซาโต้ ผู้ก่อตั้ง Take Care Salon of Beauty เปิดเผยถึงการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ว่า ในโอกาสครบรอบ 32 ปี อุตสาหกรรมบิวตี้ไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในปี 2026 วิวัฒนาการเทรนด์ความงามเริ่มปรับตัวชัดขึ้นจากความสวยสู่ ‘ตัวตน’ และ ‘ความยั่งยืน’ ตลาดก้าวเข้าสู่ยุค Wellness Convergence หรือการหลอมรวมระหว่างความงามและสุขภาพ ซึ่ง Take Care ได้วางรากฐานธุรกิจเพื่อตอบรับเทรนด์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความหรูหราที่เข้าถึงง่าย (Effortless Luxury), ความงามคือการประกาศตัวตน (Beauty as Identity) และ จุดบรรจบของสุขภาพและความงาม (Wellness Convergence)

“หัวใจสำคัญของการเติบโตของ Take Care Salon of Beauty คือความเข้าใจและการไม่หยุดวิวัฒนาการ เราเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงร้านเสริมสวย สู่การเป็น ‘สถานที่แห่งการดูแล’ ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และความงามเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดบิวตี้ซาลอนพรีเมียมอย่างยั่งยืน” คุณสุวรรณา กล่าวเสริม

การจัดงานฉลอง Take Care Salon of Beauty ครบรอบ32 ปีในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “CARE THAT EVOLVES ยังสะท้อนภาพลักษณ์ T-Beauty Ascendance ผ่านการนำเสนอมาตรฐาน Japanese Hospitality ผสานเข้ากับนวัตกรรมความงามระดับโลก โดยได้รับเกียรติจากเหล่านักแสดงและศิลปินแถวหน้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง นำโดยไอคอนยุคใหม่อย่าง บิ๊น-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ (Miss International 2019) พร้อมด้วยอินฟลูเอนเซอร์และเซเลบริตี้

อาทิ คุณฟ็อก ปรเมษฐ์ (The Face Men Thailand Season 4), คุณแบมบี้ สิรินโสพิศ, คุณริด้า ฟาริด้า วัลเลอร์, คุณเพลง กวิตา, คุณกวาง AB Normal และ คุณบี สิทธิกรณ์ (Be Boys Vibe The Project) ซึ่งการรวมตัวของกลุ่มคนดังจากหลากหลายวงการในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับวงการความงามและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่มีคุณภาพและใส่ใจในรายละเอียด

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าและร่วมฉลองก้าวสำคัญนี้ Take Care ขอส่งต่อความสุขผ่านแคมเปญพิเศษ “Take Care 32nd Anniversary” มอบโปรโมชันลดสูงสุด 32% ทุกบริการ พร้อมกิจกรรม Lucky Wheel สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการตามเงื่อนไข เพื่อสร้างสีสันทางการตลาดและกระตุ้นการเข้าถึงบริการระดับพรีเมียม ณ ทุกสาขาบนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง

.

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเกมรุก ใช้พลังสื่อบันเทิงต่อยอด GI ไทย ดันสินค้า GI สู่ “ซีรีส์วาย” รุกตลาด Gen Z ทั้งในและต่างประเทศ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดมิติใหม่ในการสร้างการรับรู้ GI ไทยผ่านสื่อบันเทิงในรูปแบบซีรีส์วาย (Y Series) โดยจับมือ Mojo Muse ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์สินค้าท้องถิ่นผ่านคอนเทนต์รูปแบบใหม่ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคเจาะตลาด Gen Z ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดขึ้น

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา  เดินหน้านโยบายเชิงรุกยกระดับสินค้า GI ไทยสู่สากลและเสริมสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ Mojo Muse Management บริษัทผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ชั้นนำของไทย โดยมี นางสาวอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโจลิฟวิ่ง จำกัด ร่วมลงนาม MOU

พร้อมศิลปินในสังกัด อาทิ นายปรัตถกร ดวงสว่าง (ปีเตอร์) นายอภิสิทธิ์ แสงมิ่ง (บี) นางสาวธนัชชา เทพหัสดิน ณ อยุธยา (อิง) และนางสาวรัมณียา บรรดาประณีต บุณยทรรพ (มีน่ากิ) ร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือเพื่อนำเสนออัตลักษณ์สินค้า GI ไทย วิถีชีวิต และเรื่องราวของชุมชนผู้ผลิต GI ผ่านสื่อบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และสื่อสิ่งพิมพ์  มุ่งเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่และขยายฐานผู้บริโภคในต่างประเทศให้กว้างขึ้น

นางอรมน กล่าวว่า กระแสความนิยมของสื่อบันเทิงรูปแบบซีรีส์วายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรม ส่งผลให้ซีรีส์วายกลายเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างกรมฯ กับ Mojo Muse ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำสินค้า GI ไทยไปเชื่อมโยงกับคอนเทนต์บันเทิง เพื่อสร้างภาพจำผ่านไลฟ์สไตล์ของตัวละคร

โดยมุ่งเน้นการออกแบบเมนูอาหารที่ใช้ความโดดเด่นของวัตถุดิบ GI มาเป็นสื่อกลางในการดำเนินเรื่อง สะท้อนความพรีเมียมและอัตลักษณ์ของรสชาติวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมทั้งใช้แหล่งผลิตจริงเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพื่อถ่ายทอดความงดงามของแหล่งกำเนิดสินค้า อีกทั้งยังมีการสอดแทรกค่านิยมและภูมิปัญญาผ่านการสื่อสารเรื่องราวให้ตัวละครได้เรียนรู้วิถีชุมชนและขั้นตอนการผลิตที่ประณีต เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันต่อสินค้า GI ในกลุ่มผู้ชม

กรมฯ เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างการรับรู้สินค้า GI ไทยในวงกว้าง เสริมภาพลักษณ์สินค้าให้ทันสมัย เข้าถึงง่าย พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์ และส่งเสริมการบริโภคสินค้า GI ทั้งในกลุ่มผู้ชมชาวไทยและต่างชาติ

ขณะเดียวกันยังเป็นการต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทย ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของสินค้าและวิถีชุมชนสู่ระดับสากล ตอกย้ำศักยภาพสินค้า GI ไทยในฐานะ Soft Power สำคัญของประเทศ นำไปสู่การสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้ที่ Facebook : GI Thailand หรือเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th

เปิดแล้ว!มหกรรมงานแสดงสินค้า 3 งานซ้อน “งานพิมพ์ – การ์เม้นท์- แพ็คเกจจิ้ง”ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี

เปิดแล้ว!!มหกรรมงานแสดงสินค้าครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี 3 งานซ้อน งานพิมพ์, สกรีน, แพ็คเกจจิ้ง ที่รวบรวม ผู้ประกอบการในด้านอุตสาหกรรมงานพิมพ์ งานการ์เม้นท์ แพ็คเกจจิ้ง แบบครบวงจร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มากที่สุดในประเทศไทย มาไว้ด้วยกัน เพื่อส่งเสริมธุรกิจด้วยนวัตกรรมระบบไฮท์เทคโนโลยีจากบริษัทชั้นนำต่างๆ 

นางมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-29 มีนาคม 2569 มีการจัดงานแสดงสินค้าเทคโนโลยีการพิมพ์ วัสดุงานพิมพ์ และป้ายโฆษณา, งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี จักรปัก พิมพ์สกรีน และสิ่งทอไทย, และงานแสดงสินค้าเทคโนโลยี งานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นการรวบรวมผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์มากที่สุดมาอยู่รวมกัน เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้ามาชมงานในที่เดียว รวมถึงนาเสนอเทคโนโลยีที่จะมาช่วย ยกระดับมาตรฐานงาน ภายใต้คอนเซ็ป “Print Smarter, Grow Faster พิมพ์อย่างชาญฉลาด เติบโตอย่างก้าวกระโดด เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายกำไร”

นางมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด

โดยมีกลุ่มธุรกิจหลักที่มาร่วมออกบูท ได้แก่ Inkjet Machine, Digital Machine, LED, Signage, Garment Screen & Embroidery, Printing &Packaging ส่วนผู้เข้าชมงานคือ บริษัท ห้างร้าน ผู้ประกอบการ หน่อยงานราชการ บริษัทเอกชน ประชาชนทั่วไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาพบปะแลกเปลี่ยนแนวความคิดเพื่อช่วยเติมเต็มการ ขยายฐานลูกค้าให้กระจายสินค้าได้อย่างกว้างขวาง ที่มาร่วมออกบูทนาเสนอ สินค้าและเทคโนโลยีอันทันสมัย ซี่งในปี นี้มีผู้เข้าร่วมออกบูทงานแสดงสินค้ามากกว่า 120 บริษัท คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ กว่า 10,000 คน มีเม็ดเงินสะพัดภายในงานกว่า 100 ล้านบาท สาหรับรายละเอียดของทั้ง 3 งาน ได้แก่

1. งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีการพิมพ์ วัสดุงานพิมพ์ และป้ายโฆษณา ครั้งที่ 13 ( The 13th PrintTech & Signage 2026) เป็นงานเปิดสู่โลกแห่งงานพิมพ์แบบครบวงจร พบกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ด้าน งานพิมพ์ อาทิเช่น กลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท กลุ่มเครื่องพิมพ์ดิจิตอล กลุ่มเครื่องซีเอ็นซี และกลุ่มธุรกิจ บริการ เช่น งานป้ายโฆษณา ธุรกิจด้านงานพิมพ์ อุปกรณ์สาหรับงานพิมพ์ ธุรกิจด้านของขวัญของชำร่วย เครื่องพิมพ์บนวัสดุ เครื่องพิมพ์บนผ้า กลุ่มงานสกรีน และอื่นๆ มีโปรโมชั่นสินค้า ลด แลก แจก แถม จาก ผู้ประกอบการตรง ด้วยแนวคิด ” ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มกำไร “

2. งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี จักรปัก พิมพ์สกรีน และสิ่งทอไทย ครั้งที่ 10 ( The 10th Garment Screen & Embroidery 2026 ) เป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการไทย กลุ่มเครื่องจักร ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า สิ่งทอ อาทิเช่น เครื่องพิมพ์บนผ้า กลุ่มจักรปัก กลุ่มจักรเย็บผ้า กลุ่มจักรเย็บเครื่องหนัง กลุ่มงาน ทรานเฟอร์ และวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมงานผ้าและสิ่งทอมารวมตัวกัน อีกทั้ง ผู้ประกอบการด้านธุรกิจเสื้อผ้า สิ่งทอ จากองค์กรต่างๆที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เพื่อนามาประยุกต์ และปรับใช้ในการทางานของแต่ละองค์กร เพื่อเป็นการลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการผลิตบริหารภายในองค์กรพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอด สร้างงานอย่างดี มีคุณภาพเทียบเท่าตลาดสากล

3. งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี งานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ครั้งที่ 8 ( The 8th Printing& Packaging Expo 2026 ) เป็นงานเปิดสู่โลกแห่งงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร พบกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ด้านงานพิมพ์ อาทิเช่น กลุ่มงานพิมพ์ Packaging เครื่องพิมพ์บนกล่อง เครื่องพิมพ์ฉลาก เลเบล เครื่องพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์และวัสดุต่างๆ และกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น ธุรกิจด้านงานพิมพ์ วัสดุการพิมพ์ หมึกพิมพ์ กระดาษงานพิมพ์ งานบริการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และอื่นๆ อีกมากมายมาอยู่รวมกัน มี โปรโมชั่นสินค้า ลด แลก แจก แถม จากผู้ประกอบการตรง

ทั้งนี้ จะมีการแสดงสินค้าตลอดทั้ง 4 วัน ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 26-29 มีนาคม 2569 ณ อิมแพคเมืองทอง ธานี ฮอลล์ 9-10 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 19.00 น.ของทุกวันจัดแสดง ซึ่งนอกจากจะเป็นงานแสดงสินค้าแล้วยังมีการซื้อ- ขาย และต่อยอดธุรกิจกับฐานลูกค้าใหม่ๆ พบปะ แลกเปลี่ยนแนวคิดกับนักธุรกิจจากองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ

.

น้ำมันดีเซลแพงต้นทุนพุ่ง!เรือด่วนเจ้าพระยาาขึ้นค่าโดยสารยกแผงเพิ่ม 2 บาทจากอัตราเดิม

นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อผู้ใช้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา หลังต้นทุนพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ขยับขึ้นแตะ 38.99 บาทต่อลิตร

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ จนบริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนไว้เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องปรับอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทเพิ่มขึ้น 2 บาท จากอัตราเดิม โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับอัตราค่าโดยสารใหม่ที่ปรับเพิ่ม มีดังนี้

เรือธงส้ม เส้นทางนนทบุรี – วัดราชสิงขร จาก 16 บาท เป็น 18 บาท (ตลอดสาย)

เรือธงเหลือง เส้นทางนนทบุรี – สาทร จาก 21 บาท เป็น 23 บาท (ตลอดสาย)

เรือธงเขียวเหลือง

ปากเกร็ด – นนทบุรี จาก 14 บาท เป็น 16 บาท

นนทบุรี – สาทร จาก 21 บาท เป็น 23 บาท

ปากเกร็ด – สาทร จาก 33 บาท เป็น 35 บาท

เรือธงแดง (ปรับอากาศ) นนทบุรี – สาทร จาก 30 บาท เป็น 32 บาท

นาวาตรีเจริญพร ระบุว่า ที่ผ่านมาบริษัทพยายาม “ตรึงราคา” ให้ได้นานที่สุด โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระยะหลังเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนเกินขีดความสามารถในการรับภาระ

“เราเข้าใจดีว่าการปรับขึ้นค่าโดยสารกระทบผู้โดยสารโดยตรง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ บริษัทไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริงๆ” นาวาตรีเจริญพร กล่าว อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลง บริษัทก็พร้อมพิจารณาปรับลดค่าโดยสารลงเช่นกัน

การปรับขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมจากวิกฤตพลังงานที่กำลังกดดันภาคการขนส่ง และสะท้อนผลกระทบที่กำลังส่งผ่านไปยังประชาชนในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ช็อกทั้งเมือง! น้ำมันพุ่งรวดเดียว 6 บาทนราธิวาสเงียบเหงา ปั๊มร้างคนลดเติม

หลังราคาน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นพรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.ของวันที่ 25 มีนาคม 2569 ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยป้ายราคาหน้าปั๊มถูกปรับขึ้นพร้อมกันทั่วพื้นที่

ทั้งนี้น้ำมันดีเซลขยับจาก 32.94 บาท เป็น 38.94 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซินพุ่งแตะ 49.64 บาทต่อลิตร จ่อทะลุหลัก 50 บาทในไม่ช้า ส่วนแก๊สโซฮอล์ทุกประเภทต่างปรับขึ้นยกแผง สร้างแรงกระแทกต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างฉับพลัน

จากการสำรวจพบว่า นอกจากจำนวนรถที่เข้ามาใช้บริการจะลดลงแล้ว ปริมาณการเติมน้ำมันต่อคันยังหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด หลายคนเลือกเติมเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น สะท้อนภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน

เสียงสะท้อนจากประชาชนเต็มไปด้วยความกังวลและไม่พอใจ นางโศภิศฐ์ ก้อนสิน หนึ่งในผู้ใช้บริการ ระบุว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้รุนแรงเกินรับไหว

“มันขึ้นรวดเดียว 6 บาท เหมือนตั้งตัวไม่ทัน ถ้าจะขึ้นก็ควรค่อยๆ ปรับ ไม่ใช่กระโดดทีเดียวแบบนี้ คนทำงานต้องใช้รถทุกวันกระทบเต็มๆ”นางโศภิศฐ์ กล่าว

เธอยังสะท้อนอีกว่า บางสถานีมีการจำกัดวงเงินเติมเพียง 500 บาทต่อครั้ง ทำให้ผู้ที่ต้องเดินทางไกลได้รับความลำบากมากขึ้น ต้องเสียเวลาแวะเติมบ่อยครั้ง

สำหรับสาเหตุของการปรับราคาครั้งใหญ่ มาจากการที่ กบน. ลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน เพื่อพยุงเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่แบกรับภาระหนี้สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มปรับขึ้นทันทีในอัตราเดียวกันทุกชนิด

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้ใช้รถเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเตือนถึง “โดมิโนเศรษฐกิจ” ที่อาจตามมา ทั้งค่าขนส่งที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจทยอยปรับขึ้นในระยะถัดไป

ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ประชาชนต่างฝากความหวังถึงรัฐบาลให้เร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน พร้อมเรียกร้องให้มีแนวทางบริหารราคาพลังงานที่ยั่งยืน มากกว่าการปล่อยให้ราคาพุ่งขึ้นแบบฉับพลันเช่นนี้ ซึ่งกำลังบีบคั้นค่าครองชีพของผู้คนอย่างหนักในทุกระดับ

ข่าว/ภาพ : ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าวจังหวัดนราธิวาส

แม่ระมาดอากาศร้อนระอุ!เชื้อไฟปะทุไหม้แปลงเกษตรกรสกัดวุ่นป้องลุกลามบ้านเรือนปชช.

เกิดเหตุไฟลุกไหม้ในพื้นที่แปลงเกษตรกรอำเภอแม่ระมาด เจ้าหน้าที่ระดมกำลังควบคุมเพลิงวุ่นป้องกันลุกลามไหม้บ้านเรือนประชาชน

เมื่อค่ำคืนวันที่ 26 มีนาคม 2569.ที่ผ่านมา นายปริญญา สายโรจน์ “นายอำเภอปิน”  นายอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก สั่งการให้ นายประเสริฐ วชิรญาณุวัฒน์ ปลัดอำเภอ นำกำลังสมาชิก อส.อ.แม่ระมาดที่ 6 ออกลาดตระเวนป้องกันไฟป่าในพื้นที่ ขณะลาดตระเวนมาถึงชุมชนบ้านท่าล้อ หมู่.2 ต.แม่ระมาด อ.แม่ระมาด  ภายหลังรับแจ้งว่าพบเห็นแนวไฟลุกไหม้ในพื้นที่แปลงเกษตรกร และกำลังจะลุกลามเข้าไหม้บ้านเรือนของประชาชน

ฝ่ายปกครอง อ.แม่ระมาด จึงได้ประสาน นายสรรชัย ปะระปิน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่ระมาด เพื่อขอรถบรรทุกน้ำและรถดับเพลิงของ อบต.แม่ระมาด จำนวน 1 คัน และรถบรรทุกน้ำของ เทศบาล ต.แม่ระมาด จำนวน 1 คัน รถดับเพลิง จำนวน 1 คัน เพื่อร่วมอำนวยการและเข้าระงับเหตุ ขณะเดียวกัน ได้มีเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยเหลือโดยการนำรถไถมาไถพื้นที่โดยรอบแนวรั้วบ้านและริมถนนเพื่อทำแนวกันไฟไม่ให้ลุกลามเข้าบ้านเรือนและลุกลามข้ามถนนไปไหม้พื้นที่อื่น

ผลการปฏิบัติสามารถควบคุมไฟที่เผาไหม้ได้แล้ว โดยสาเหตุคาดว่าเกิดจากเชื้อไฟที่เป็นจุดความร้อนช่วงบ่ายวันนี้และยังไม่ดับสนิทเกิดลมพัดแรง จึงปะทุขึ้นและลุกลามเข้าไปไหม้ในแปลงเกษตรที่มีหญ้าแห้งและเศษวัชพืชตกค้างในแปลงจำนวนมาก

ดีเอสไอยุติคดี “ธัมมชโย” ฟอกเงิน-รับของโจร เหตุหมดอายุความ

ดีเอสไอ ยุติดำเนินคดี ฟอกเงิน-รับของโจร “ธัมมชโย” เหตุหมดอายุความ กรณีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีหนังสือลงวันที่ 20 มี.ค.2569 แจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีถึง นายธรรมนูญ อัตโชติ ระบุว่า ตามที่ นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวก ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำเนินคดีกับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระอธิการไชยบูลย์ ธัมมชโย และ น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์ ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน

และรับของโจร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 มาตรา 9 และมาตรา 60 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 มาตรา 91 และมาตรา 357 ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ 27/2559 ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 นั้น

ขอเรียนว่า อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดี พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระอธิการไชยบูลย์ ธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 ในความผิดฐาน สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 มาตรา 9 และมาตรา 60 พ.ร.บ.ป้องกัน

และปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 มาตรา 91 และมาตรา 357 เนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2563 ข้อ 48 (7) และขอให้ดำเนินการแจ้งผู้ต้องร้องทุกข์ทราบต่อไป ในการนี้ จึงเรียนมายังท่านเพื่อแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ ตามมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวก ได้กล่าวหา นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น, พระเทพญาณมหามุนี หรือ นายไชยบูรณ์ สุทธิผล หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย, น.ส.ศรัณยา มานหมัด, นางทองพิน กันล้อม และ นางศศิธร โชคประสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1 – 5 ตามลำดับ ในคดีร่วมกันฟอกเงิน ทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น