แห่ชมแสงสุดท้ายที่แหลมพรหมเทพ พระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย ติด 1 ใน 10 ของโลก

ภูเก็ตคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แห่ชมแสงสุดท้ายที่แหลมพรหมเทพ สร้างความประทับใจสมกับเป็นแหล่งชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย และติด 1 ใน 10 ของโลก

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศช่วงเย็นวันนี้ วันสุดท้ายของปี 2568 ที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจและเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้บริเวณพื้นที่จอดรถเต็มเพราะส่วนใหญ่เดินทางกันมาเอง ทั้งแบบครอบครัวและแบบกรุ๊ปทัวร์เพื่อรอชมแสงสุดท้ายของปี 2568

พร้อมทั้งชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น ทั้งนี้ก็ไม่พลาดที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพความสวยงามของดวงอาทิตย์และแสงสุดท้ายของปีที่กำลังจะลับขอบฟ้ากลายเป็นแสงสีทองอร่าม สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สมกับที่เป็นแหล่งชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย และติด 1 ใน 10 ของโลก

จากการพูดคุยกับประชาชน พบว่า โดยส่วนใหญ่มีทั้งคนในพื้นที่และเดินทางมาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ต้องรีบเดินทางมายังแหลมพรหมเทพตั้งแต่ช่วงบ่ายของวัน เพื่อมาจับจองพื้นที่ถ่ายภาพ และรอชมพระอาทิตย์ตกเเละแสงสุดท้ายของปี 2568 ถึงแม้จะมีสภาพอากาศร้อนก็ไม่เป็นอุปสรรคกับความตั้งใจที่จะมาส่งท้ายปีเก่ากับภาพบรรยากาศอันสวยงามของท้องทะเลและแสงของพระอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องก่อนที่จะลาลับขอบฟ้าในยามเย็น

สำหรับใครที่เลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ 2569 นี้ อยากจะเชิญชวนให้มาเที่ยวที่แหลมพรหมเทพ เพราะจะได้ชมทัศนียภาพที่สวยงาม แสงสีทองของพระอาทิตย์กระจายเต็มท้องฟ้า สะท้อนกับผิวน้ำหรือท้องทะเลอันดามันที่สวยงามในยามเย็น

12 “ฉายา คนกีฬา”2568 “ก้องศักดิ์”รับจบทุกดราม่า-“น้องนิมิ”เก่งเกินตัว

ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ สำหรับสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย ที่จะตั้ง”ฉายา คนกีฬา” เป็นประจำทุกปี  จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการสะกิด หยอกเย้าคนกีฬา ซึ่งถือเป็นคนกันเอง ใกล้ชิดกับสื่อฯด้านกีฬา ทำงานร่วมกันมาทั้งปี ก็ต้องมีการแซะบ้าง หยอกๆกันบ้าง ตามฉายาที่ตั้งมา ไม่ได้เป็นการลบหลู่หรือซ้ำเติมกัน

สำหรับปี 2568″งูเล็ก”กำลังเลื้อยผ่านไป และปี 2569 “ม้า”กำลังทะยานเข้ามาอย่างคึกคักนั้น สำหรับปี2568 มีกิจกรรมกีฬามากมาย โดยเฉพาะกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพช่วงปลายปี ก็เป็นอีกทัวร์นาเมนท์หนึ่งที่เราได้ฉายาคนกีฬากันมามากมาย แต่สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯ ขอเลือกเอาเด็ดๆ ที่ชาวกีฬาน่าจะเห็นด้วย 12 ฉายาด้วยกัน …เรามีเริ่มกันที่  

1 ดร.ก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)
ฉายา “รับจบทุกดราม่า”

ดร.ก้องศักดิ์ คือผู้นำที่ต้องเผชิญพายุดราม่าตลอดการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทย เป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปี ปัญหามากมายทั้งข้อจำกัดงบประมาณ การเปลี่ยนผ่านรัฐบาล สนามแข่งขันที่ไม่พร้อม การเปลี่ยนผู้ออกแบบพิธีเปิด-ปิด ไปจนถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเบี้ยเลี้ยงและการจัดการแข่งขัน เขาออกมาเคลียร์ชี้แจงทุกประเด็นด้วยความอดทนและตรงไปตรงมา จึงเป็นที่มาของฉายา “รับจบทุกดราม่า” เพราะไม่เคยหลบ ไม่เคยหนีปัญหา แต่เลือกที่จะยืนหยัดแก้ไขจนจบ แม้จะถูกโจมตีหนักหน่วงในช่วงแรก แต่สุดท้ายซีเกมส์ครั้งนี้กลายเป็นมหกรรมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ ด้วยไทยคว้า 233 เหรียญทอง มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ชัยชนะนี้ไม่ใช่แค่ของนักกีฬา แต่เป็นการพิสูจน์ความมุ่งมั่นของผู้นำที่กล้าทำหน้าที่ “รับจบ” ทุกวิกฤต เพื่อให้กีฬาไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างสง่างาม

2 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ 
ฉายา “สมาคมเดอะแบก”

จากผลงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในภายใต้การดูแลของ”มาดามแป้ง”นวลพรรณ ล่ำซำ ในปีนี้ 2568 เหมือนอะไรก็ไม่เป็นใจให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ถือเป็นปีแห่งดราม่าของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องมาแบกรับภาระจ่ายหนี้ค่าลิขสิทธิ์ 360 ล้านบาท จนทำให้เกิดวิกฤตทางการเงิน รวมถึงปัญหาเรื่องของโค้ชเพื่อหวังให้ผลงานและทิศทางของฟุตบอลไทยดีขึ้นก่อนจะมาตั้ง “แอนโทนี ฮัดสัน” กุนซือชาวอังกฤษเข้ามาคุมแทน เพื่อการกอบกู้ศรัทธาของแฟนบอลไทยกลับมา

ในช่วงปลายปีซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สมาคมกีฬาฟุตบอลไทย หวังจะกู้ชื่อกลับมาในผลงานซีเกมส์ให้ได้ โดยมีเป้าหมาย 4 เหรียญทองเป็นหลักประกัน แต่สุดท้ายทำได้เพียงแค่ 2 เหรียญเงินจากฟุตบอลและฟุตซอลทีมชาย และ 2 เหรียญทองแดงจากฟุตบอลหญิง และฟุตซอลหญิง จบซีเกมส์ครั้งนี้สมาคมไร้เหรียญทอง จากตั้งเป้าไว้ 4 เหรียญทอง

แม้ผลงานในสนามไม่เป็นที่ประจักษ์แต่ก็ต้องชื่นชม “มาดามแป้ง” ที่พยายามขจัดปัญหาทุกด้านให้ดีขึ้นทั้งภาระหนีสิ้นทั้งที่ไม่ได้เป็นคนที่ก่อ ปัญหาลิขสิทธิ์ไทยลีก รวมทั้งพยายามเร่งพัฒนาในสนามให้ดีขึ้นทุกอย่าง ดูเหมือนต้อง “แบกรับภาระ”อย่างหนักหน่วงในทุกเรื่อง ซีเกมส์หนนี้ “มาดามแป้ง” พยายามที่จะสร้างความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศได้ฉลองเหรียญทองเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ทั้งเรื่องของสนามฝึกซ้อมความพร้อมของทีมและพยายามหยุดพักเกมไทยลีก รวมถึงเตรียมโบนัสเพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจให้กับนักเตะ แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้เพราะหลายสโมสรไม่เห็นด้วยเนื่องจากเป็นระบบลีกอาชีพ แม้วันนี้ทุกอย่างไม่เป็นตามเป้าหมาย “ปีหน้าฟ้าใหม่” ก็ขอให้กำลังให้ใจ”มาดามแป้ง”พานาวาบอลไทยได้ไปไกลกว่านี้

3 “น้องมินิ” จันทร์เก้า อุดมเพ็ญ สาวน้อยวัย 10 ขวบ
ฉายา “เก่งเกินตัว”

“น้องมินิ” จันทร์เก้า อุดมเพ็ญ นักสเก็ตบอร์ตตัวน้อยจากอุดรธานี สร้างผลงานโชว์ลีลาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยวัยเพียง 10 ขวบ แต่สามารถเรียกเสียงฮือฮาทั้งสนาม และเสียงเชียร์ผ่านหน้าจอของแฟนกีฬากันอย่างสนุกตื่นเต้นในการแข่งขันของกีฬาเอ็กซ์ตรีม ลีลาสเก็ตบอร์ด ประเภทสตรีท ซีเกมส์ครั้งที่ 33 พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาไทยอายุน้อยที่สุดที่ได้เหรียญทองซีเกมส์ของนักกีฬาไทย ทำลายสถิติของ ธีรัช โพธิ์พานิช ตำนานยิมนาสติกไทย ที่คว้าเหรียญทองแรกตอนอายุ 13 ปี

”น้องมินิ“ ถือเป็น”ม้ามืด” เพราะทุกสายตามองว่า”น้องเอสที” วารีรยา สุขเกษม รุ่นพี่ทีมชาติที่เป็น”ไอดอล”ของเธอ ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็นนักกีฬาไทยคนแรกคว้าโควตาไปแข่งขัน สเก็ตบอร์ด ในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ฝรั่งเศส คือตัวเต็งคว้าทอง แต่กลับเป็น”น้องมินิ”ที่ไม่ใช่มินิอีกต่อไปเพราะว่า “เก่งเกินตัว”กว่าวัย แถมยังให้สัมภาษณ์ว่า ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เหรียญทองในซีเกมส์ครั้งนี้ มาเพื่อทำผลงานให้ดีที่สุด พร้อมยอมรับว่าเหรียญทองครั้งนี้ของเธอเซอร์ไพร์สสุดๆ จนได้รับฉายา”เก่งเกินวัย” เป้าหมายต่อไปของเธอคือโอลิมปิกเกมส์

4 “เมย์”รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันทีมชาติไทยในวัย 30 ปี 
ฉายา: ”ป้าเมย์ ไฟแรงเฟร่อ”

“เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวทีมชาติไทย ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ประเภทหญิงเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยเอาชนะรุ่นน้องอย่าง ศุภนิดา เกตุทอง 2-0 เซต อย่างราบคาบ ก่อนหน้านี้ เมย์ เคยได้เพียงเหรียญเงินในปี 2009 ในวัย 14 ปี และเหรียญทองแดงในปี 2011 แต่ครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากซีเกมส์อย่างยิ่งใหญ่ในวัย 30 ปี ก่อนอำลาเวทีซีเกมส์ชัยชนะครั้งนี้ทำให้แฟนๆ มอบฉายา “ป้าเมย์ ไฟแรงเฟร่อ” ให้ เพราะโชว์ฟอร์มเทพ ประสบการณ์แน่น และยังคงแข็งแกร่งสมชื่อ อดีตแชมป์โลกและมือ 1 โลก นอกจากนี้ยังช่วยทีมหญิงไทยคว้าเหรียญทองทีมอีกหนึ่งเหรียญ ส่งท้ายด้วย 2 ทองในซีเกมส์ครั้งสุดท้ายของเธอ ความสำเร็จนี้ยิ่งตอกย้ำว่า “เมย์ รัชนก” ยังเป็นไอดอลของวงการแบดมินตันไทยที่แรงไม่ตก แม้จะเข้าสู่วัย “ป้า” แล้ว!

5 รร.หมอนทองวิทยา รองแชมป์ฟุตบอล 7HD ที่สร้างไวรัลในโลกโซเซียลสนั่นไทย
ฉายา: รถขายฝัน เตะสนั่นทั่วไทย

ทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา จากอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงเรียนขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด กลายเป็นตำนานวงการฟุตบอลไทยในปี 2025 ด้วยการเป็นม้ามืดล้มทีมยักษ์ใหญ่ในรายการแชมป์กีฬา 7HD แชมเปียน คัพ (บอล 7 สี) เช่น เทพศิรินทร์ และอัสสัมชัญศรีราชา จนทะลุเข้าชิงชนะเลิศ พบโรงเรียนอบจ.ชัยนาท สร้างปรากฏการณ์สนามศุภชลาศัยแตก คนล้นทะลักเข้าชมถึงขอบสนามหญ้า คนดูไลฟ์สดทาง TikTok ของช่อง 7HD พุ่งทะลุ 1.6 ล้านวิว ทุบสถิติสูงสุดในหมวดกีฬา แม้สุดท้ายได้รองแชมป์แต่ชนะใจคนทั้งประเทศ ภายใต้การคุมทีมของอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชมากประสบการณ์ที่เน้นวินัยและใจสู้ เดินทางด้วย “รถขนฝัน” คันเก่า สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยอย่างยิ่งใหญ่

6 “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย
ฉายา “เทพบิว 9 วิ”

หนึ่งในนักกีฬาทีมชาติไทยที่สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 คือ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดหนุ่มวัย 19 ปีในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรชาย รอบคัดเลือก “เทพบิว” สั่นสะเทือนวงการกรีฑาโลก ด้วยการทำเวลา 9.94 วินาที ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำลายสถิติการแข่งขันแล้ว เทพบิวยังเป็นนักวิ่งจากภูมิภาคอาเซียนคนแรกที่ทำเวลาได้ต่ำกว่า 10 วินาที ซึ่งต่อมาสหพันธ์กรีฑาโลกได้รับรองสถิติดังกล่าว โดยถือว่าเขาเป็นลมกรดที่เร็วที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย เป็นรองเพียง ซู ปิ่ง เทียน จากจีน ที่ทำเวลา 9.83 วินาที และเฟมี่ โอกุนโนเด้ จากกาตาร์ ที่ทำเวลา 9.91 วินาที นอกจากจะคว้าเหรียญทองวิ่ง 100 เมตร จากซีเกมส์ได้สำเร็จแล้ว บิวยังคว้าอีก 2 เหรียญทองจากวิ่ง 200 เมตร ชาย พร้อมทำลายสถิติซีเกมส์ และวิ่งผลัด 4 คูณ 100 เมตร ชาย ได้อีกด้วย

7 “โปรจีโน่” อาฒยา ฐิติกุล
ฉายา “สวิงไร้เทียมทาน”

ปี 2025 นับเป็นอีก 1 ปีทองของ “โปรจีโน่” อาฒยา ฐิติกุล โดยเฉพาะการป้องกันแชมป์รายการส่งท้ายปี “ซีเอ็มอี กรุ๊ป ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ” พร้อมเงินรางวัล 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังเป็นปีที่โปรสาวชาวไทยคว้าแชมป์ได้มากที่สุดรวม 3 รายการอีกด้วย เท่านั้นไม่พอ โปรจีโน่ ยังกวาดรางวัลใหญ่ส่งท้ายปี 2 รางวัล นั่นคือ รางวัลนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปีของแอลพีจีเอทัวร์ และรางวัล “แวร์ โทรฟี่” สำหรับนักกอล์ฟที่ทำสกอร์เฉลี่ยต่ำที่สุดในฤดูกาล ซึ่งสถิติ 68.68 ที่โปรจีโน่ทำได้นั้น นับเป็นสถิติสกอร์เฉลี่ยต่อรอบต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ทัวร์ ทำลายสถิติเดิมที่อันนิก้า โซเรนสตัม ตำนานกอล์ฟชาวสวีดิชเคยทำไว้ 68.70 เมื่อปี 2002 ลงได้ และยิ่งเป็นการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ชนิดไร้เทียมทานในปี 2025 โปรจีโน่ยังกลับคืนบัลลังก์มือ 1 ของโลกได้สำเร็จ ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.จนถึงปัจจุบัน

8 สมาคมมวยไทยสมัครเล่น
ฉายา “ล็อคเพื่อเพื่อน”

มวยไทย ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ และถือเป็นต้นตำหรับของไทย แม้ว่าสมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่น จะทำผลงานเกินเป้าหมาย 11 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากที่ตั้งเป้าวางไว้ 10 เหรียญทอง ซึ่งเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่กลับมีดราม่า เรื่องแบ่งเหรียญให้ชาติอื่น และล็อกผลการแข่งขัน ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่ “มงกุฎเพชร เพชรพราวฟ้า” หรือ อริศรา นุ่นเอียด นักชกสาว กับ “เขี้ยว พรัญชัย” ธงชัย หัวนาค นักชกหนุ่มไทย ให้สัมภาษณ์ หลังการชกประเด็นนี้ขึ้นมา จนมีการไปร้อง ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคไทย เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม จนคณะกรรมการโอลิมปิคต้องร่อนจดหมายเชิญสมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นมาชี้แจ้งเป็นการด่วนว่าเกิดอะไรขึ้นให้เกิดความกระจ่าง และร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะประเด็นที่ให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง และยึดไปบริหารและมีอำนาจจนทำให้โปรโมเตอร์มวยชาวไทย และนักชกไทยถูกเอาเปรียบ

9 ตะวันฉาย พี.เค.แสนชัย
ฉายา “ซ้ายดาราช็อกโลก!”

ตะวันฉายเจ้าของฉายา ”ซ้ายดารา“ ถือเป็นยอดนักชกมวยไทยแถวหน้าของเมืองไทยค่าตัวแต่ละไฟล์สูงกว่า 10 ล้านในศึกวันลุมพินี ด้วยลีลาการชกที่ดุดันทำให้ชกแต่ละครั้งเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนมวยอย่างกึกก้อง ใครจะคิดว่าปี 68 จะเป็นปีที่ชอกช้ำที่สุด หลังจากเมื่อต้นปีต้องพ่ายน็อกในยกที่ 3 ให้กับ “มาซาอากิ โนอิริ” นักชกชาวญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ประเทศญี่ปุ่นพลาดการคว้าแชมป์โลกคิกบ๊อกซิ่งเฉพาะกาลอย่างน่าเสียดาย จากนั้นปลายปีเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.กลายเป็นค่ำคืนที่แฟนมวยต้องช็อกอีกครั้ง เมื่อ ตะวันฉาย พ่ายทีเคโอให้กับ “หลิว เมิงหยาง” ที่เตะขาจนล้มพับเพียงยกแรกก่อนมีรายการว่า “ขาพัก” ต้องพักยาวหลายเดือน ต้องมาลุ้นกันว่าหลังจากนี้ ตะวันฉาย จะกลับมามีสไตล์การชกที่ดุดันเหมือนเดิมหรือเปล่า

10 คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ฉายา “ทูตกีฬาโลก” ไอโอซีเมมเบอร์ และเป็นประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก ทำงานในด้านกีฬา เดินทางทั่วโลก


11 สมาคมกีฬาอีสปอร์ต ฉายา”ดับคาไลฟ์” จากที่ “Tokyo Gurl” ณภัทร วราสินธ์ ถูกข้อกล่าวหาเล่นไม่ซื่อ ในช่วงแข่งขันเกมROV

12 สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ฉายา “ฟาดล้างบาง” ซีเกมส์ 33 ซึ่ง สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯ ตั้งข้อสังเกตผลงาน ตะกร้อชายทีมชุด-เดี่ยว ไม่มีเหรียญทองเลย

.

เพื่อไทยลุยหาเสียงตลาดสายเนตรขายฝันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำได้ภายใน 3-6 เดือน

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 07.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 เบอร์ 6 นายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 14 เบอร์ 2 และคณะทำงานพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงยามเช้า ณ ตลาดสายเนตร เขตคันนายาว กรุงเทพฯ พร้อมรับประทานข้าวแกงในตลาด

บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าต่างให้การต้อนรับให้การตอบรับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย พร้อมสะท้อนถึงปัญหาต่างๆโดยเฉพาะเรื่องปัญหาปากท้อง ความต้องการใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ลดภาระค่าครองชีพ และหวยเกษียณ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ตลอดวันนี้ที่ได้ลงพื้นที่แต่ก็ได้รับกำลังใจจากพี่น้องประชาชนอย่างมาก ได้พูดคุยกันเรื่องนโยบายพอสมควร โดยนโยบายหลายอย่างของเราโดนใจพี่น้องประชาชน 2 ที่ผ่านมานายพลภูมิได้ลงพื้นที่ตลอดเวลา ไม่เคยทิ้งพี่น้องประชาชนมั่นใจว่าครั้งนี้จะกลับมาได้

“เราพยามที่จะทำไปข้างหน้ามีเวลาอีกหนึ่งเดือน ในเรื่องของกระแสไม่มีปัญหา สิ่งที่สำคัญคือการส่งมอบนโยบายที่ถูกต้องให้กับคนในพื้นที่ ตรงนี้จะเป็นจุดที่น่าจะนำคะแนนกลับมา” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ได้ถามพี่น้องประชาชนพบเรื่องปากท้อง ไม่ว่าจะจุดไหนของกรุงเทพ มีเรื่องของหนี้สิน แล้วก็รถไฟฟ้า 20 บาทสาย ที่พี่น้องประชาชนรออยู่ โดยสามารถผลักดันนโยบายต่อได้ใช้ ภายใน 3-6 เดือน ทั้งนี้ประชาชนในหลายพื้นที่อาจไม่ได้อยู่ติดรถไฟฟ้า แต่ว่าเรามีนโยบายรถเมล์แอร์ 10 บาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.70 บาท เราสามารถทำได้โดยนำระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทนกลับมาด้วย เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งจะทำให้ลดค่าไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน และเรื่องหวยเกษียณ ที่จะสร้างการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณได้ สามารถทำต่อได้ทันทีหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล

สำหรับ เรื่องที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าอยากให้มีการเลือกตั้งแบบแฟร์ ไม่อยาให้ชกใต้เข็มขัดนั้น ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเป็นคนยืนยันมาอย่างเสมอว่า สิ่งสำคัญคือต้องไปข้างหน้ามองที่ประเทศมองที่ประชาชนที่เดือดร้อน เพราะปีหน้าเป็นปีแห่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น แต่เป็นปีแห่งโอกาส ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว เราจะมามองไปข้างหลังว่าใครจะดีกว่ากันไม่ดีกว่ากันไม่มีประโยชน์ ก็มองไปข้างหน้า ให้ของขวัญกับพี่น้องประชาชนเป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกลับขึ้นมาอีกครั้ง

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการทุจริตกันเลือกตั้งเราได้มีการติดตามทางพรรคเพื่อไทยได้มีการตั้งกองตรวจสอบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง นำโดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค โดยเราจริงจังกับเรื่องนี้เพราะพรรคเราโดนกระทำครั้งมาหลายครั้ง เชื่อว่าจะมีเหตุทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ผู้สมัครต้องคอยสอดส่องดูแล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. และหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมคอยสอดส่อง ในช่วงต้นของการเลือกตั้งอาจจะยังไม่มีการลงไปซื้อเสียง แต่เรามีการเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์การเมือง สิ่งที่พรรคการเมืองทำได้คือการนำเสนอนโยบาย รวมถึงแนวอุดมการณ์ความคิดของพรรคที่เป็นประจักษ์กับพี่น้องประชาชน เราจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน

ด้านนายพลภูมิ กล่าวว่า มีความมั่นใจที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ของตนเอง โดยการเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่พลาดไป ตลอดสามปีที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่ตลอด วันนี้พี่น้องประชาชนเห็นว่าระหว่างกระแสกับคนทำงาน ให้เค้าเปรียบเทียบกัน วันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมในเรื่องของนโยบาย ตัวคนทำงานในพื้นที่ก็พร้อมเลือกตั้งรอบนี้ ตนมีความหวังแน่นอน

สำหรับ คณะพรรคเพื่อไทย ที่ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ สก.เขตคันนายาว นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย สก.เขตบึงกุ่ม

หลังหยุดยิงครบ 72 ชม.ไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย กลับบ้านอย่างปลอดภัย

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ เรื่องการส่งทหารกัมพูชา 18 คน กลับกัมพูชา เนื้อหาว่า

ฝ่ายไทยได้ส่งทหารชาวกัมพูชา 18 คน ที่ถูกทางการไทยควบคุมตัว กลับสู่มาตุภูมิ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อ 11 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ได้ลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งระบุว่า ไทยจะส่งทหารกัมพูชา 18 คน กลับกัมพูชา ภายหลังจากการหยุดยิงเป็นเวลาต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ทหารกัมพูชาทั้ง 18 คน ถูกควบคุมโดยทางการไทย ทหารเหล่านี้ได้รับการดูแลตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 และหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติด้านมนุษยธรรมของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) โดยทางการไทยได้อนุญาตให้ ICRC เข้าเยี่ยมเป็นระยะๆ และประสานการนำส่งจดหมายของทหารกัมพูชาเพื่อติดต่อกับครอบครัว

การส่งกลับทหารกัมพูชาดังกล่าวสอดคล้องกับอนุสัญญาเจนีวาฯ ฉบับที่ 3 เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก โดยทางการไทยได้ตรวจสุขภาพก่อนส่งกลับ และแจ้งให้ทราบถึงสิทธิต่าง ๆ ตามอนุสัญญาเจนีวาฯ เพื่อประกันว่า การเดินทางกลับมาตุภูมิเป็นไปบนพื้นฐานของความสมัครใจ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี และ ICRC ได้แจ้งให้ครอบครัวของทหารกัมพูชาทราบถึงการส่งกลับในวันนี้ด้วย นอกจากนี้ ICRC และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ได้ร่วมสังเกตการณ์การส่งกลับ

การส่งทหารทั้ง 18 คนกลับกัมพูชา สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของไทยที่จะเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับกัมพูชา และเป็นการแสดงถึงการยึดมั่นในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 และหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศของไทย โดยไทยหวังว่า กัมพูชาจะตอบสนองเจตนารมณ์ดังกล่าว ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศต่อไป

สำหรับ การปล่อนตัวครั้งนี้ ที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

เริ่มปีใหม่ด้วยบุญ! ชวนตักบาตร 10 จุดแลนด์มาร์กศรัทธาทั่วไทยเสริมสิริมงคลรับ 2569

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับคณะสงฆ์และภาคีเครือข่าย กำหนดจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ถวายพระราชกุศล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ส่งเสริมศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ตลอดจนถวาย พระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ อันเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล

ทั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมครอบคลุมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยในส่วนกลางกำหนดจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดสระเกศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดสดไปยังวัดสำคัญทั่วประเทศ พร้อมด้วย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรม Walk Rally สักการะ 9 มงคลสถานศักดิ์สิทธิ์ ภายในวัดสระเกศ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและเศรษฐกิจชุมชน สร้างประสบการณ์การเรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และความศรัทธาในช่วงเทศกาลปีใหม่

ทั้งนี้ ในส่วนภูมิภาค กรมการศาสนาร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด คณะสงฆ์ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ในวัดสำคัญทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด พร้อมทั้งได้กำหนดจุดจัดกิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ 10 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์รวมศรัทธาและเป็นหมุดหมายให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมทำบุญ เสริมสิริมงคล และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุขและสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในแต่ละภูมิภาค ได้แก่

1. วัดถ้ำป่าอาชาทอง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงและทุรกันดาร เป็นวัดที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากวัตรปฏิบัติของพระภิกษุและสามเณรที่ใช้ม้าเป็นพาหนะในการออกบิณฑบาตไปยังหมู่บ้านเชิงเขา หรือที่เรียกว่า “ลานพระแก้ว” เป็นระยะทางหลายกิโลเมตรในทุกเช้า กิจกรรมตักบาตรพระขี่ม้า ณ วัดแห่งนี้ นับเป็นอันซีนไทยแลนด์ที่สะท้อนความเรียบง่าย อดทน และการดำรงชีวิตตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสบรรยากาศแห่งศรัทธาท่ามกลางธรรมชาติอันสงบงาม และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยบุญกุศลที่เปี่ยมด้วยความหมาย

2. วัดจองคำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นวัดสำคัญคู่เมืองแม่ฮ่องสอน ที่มีสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบไทใหญ่ที่งดงามและทรงคุณค่า ภายในประดิษฐานเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และวิหารหลวงพ่อโตอันศักดิ์สิทธิ์ กิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ ณ วัดจองคำ จึงเป็นการผสานศรัทธาทางพระพุทธศาสนาเข้ากับอัตลักษณ์วัฒนธรรมของชนพื้นถิ่นอย่างกลมกลืน สร้างบรรยากาศแห่งความสงบ ร่มเย็น และความสามัคคีของชุมชนชายแดนในช่วงเริ่มต้นศักราชใหม่

3. วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน เป็นปูชนียสถานสำคัญของภาคเหนือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวล้านนา โดยมีองค์พระบรมธาตุสีทองอร่ามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีระกา การตักบาตรรับปีใหม่ ณ วัดแห่งนี้ จึงถือเป็นการเสริมสิริมงคลอันสูงส่ง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้น้อมจิตระลึกถึงพระพุทธคุณ ท่ามกลางสถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

4. วัดพระบาทมิ่งเมือง จังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวงแห่งเดียวของจังหวัดแพร่ และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวเมือง ภายในวัดประดิษฐานพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี และเจดีย์มิ่งเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ กิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ ณ วัดแห่งนี้ สะท้อนถึงการสืบทอดประเพณีทางพระพุทธศาสนา ควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นรากฐานแห่งความเข้มแข็งของชุมชน

5. วัดตระพังทอง จังหวัดสุโขทัย ตั้งอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีภูมิทัศน์โดดเด่นด้วยเกาะกลางน้ำและสะพานเชื่อมสู่เจดีย์ประธาน กิจกรรม “ตักบาตรสะพานบุญ รับอรุณแห่งความสุข” ณ วัดตระพังทอง เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ท่ามกลางโบราณสถานแห่งราชธานีเก่า “สุโขทัย” อันหมายถึงรุ่งอรุณแห่งความสุข และเป็นการเชื่อมโยงศรัทธาทางศาสนาเข้ากับรากเหง้าความเป็นชาติไทยอย่างลึกซึ้ง

6. วัดพระบรมธาตุ จังหวัดตาก เป็นวัดเก่าแก่ที่มีพระบรมธาตุเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย ภายในวัดประดิษฐานพระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนอย่างกว้างขวาง การตักบาตรรับปีใหม่ ณ วัดพระบรมธาตุ จังหวัดตาก จึงเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ร่วมกิจกรรม พร้อมทั้งสืบสานประเพณีการทำบุญในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศ

7. วัดศรีคุนเมือง จังหวัดเลย โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมพื้นถิ่น “สวมผ้าไทย ปูสาด ใส่บาตรข้าวเหนียว” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์วิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวอีสาน แต่ยังเป็นการสืบ และสร้างความผูกพันระหว่างศาสนากับชุมชนอย่างแนบแน่น

8. ลานพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นแลนด์มาร์คแห่งศรัทธาและความเชื่อของชุมชนลุ่มน้ำโขง กิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ ณ บริเวณแห่งนี้ สะท้อนความผูกพันระหว่างพระพุทธศาสนากับความเชื่อเรื่องพญานาคในฐานะผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาและลุ่มน้ำโขง สร้างบรรยากาศแห่งความศรัทธา ความอุดมสมบูรณ์ และความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมกิจกรรม

9. วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวภาคใต้ องค์พระบรมธาตุเจดีย์ยอดทองคำเป็นที่บรรจุพระทันตธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การตักบาตรรับปีใหม่ ณ วัดแห่งนี้ จึงถือเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ และเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ตนเองและครอบครัว ตามคติความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

10. วัดมหัตตมังคลาราม จังหวัดสงขลา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหัตตมงคล หรือพระนอนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเลื่อมใสศรัทธา เชื่อกันว่าเป็นการเสริมความเป็นสิริมงคลด้านสุขภาพ ความสงบทางใจ และความเจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิตในศักราชใหม่

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมกิจกรรม ตักบาตรรับปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ วัดและจุดจัดกิจกรรมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะกิจกรรมตักบาตร 10 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการทำความดี สร้างบุญกุศล เสริมสิริมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว พร้อมน้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศล และร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทยให้คงอยู่สืบไป อันจะนำไปสู่ความสงบสุข ความร่มเย็น และความเจริญมั่นคงของประเทศชาติในศักราชใหม่อย่างยั่งยืน

อร่อยเลิศรสเมนูเด็ด “หอยนางรม”จากทะเลไทย ณ ใจกลางกรุงเทพฯ

เดอะ สยาม ที รูมท์ ห้องอาหารไทยแท้และคาเฟ่อันเป็นเอกลักษณ์ ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เชิญทุกท่านเริ่มต้นปีใหม่ด้วยรสชาติอาหารไทยอันจัดจ้าน ผ่านโปรโมชั่นพิเศษ “Oysters & Spice” ที่หยิบยกวัตถุดิบหลักอย่าง หอยนางรมไทย และ สมุนไพรพื้นบ้าน มารังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ถ่ายทอดเสน่ห์ความเผ็ดร้อนของอาหารไทยในสไตล์ร่วมสมัยอย่างลงตัว

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เชฟอาหารไทยมากประสบการณ์ของเดอะ สยาม ที รูมท์ ได้คัดสรรหอยนางรมไทยคุณภาพเยี่ยมจากจังหวัดจันทบุรี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องแหล่งน้ำที่สะอาด ความสดใหม่ และรสชาติเป็นเลิศ มาสร้างสรรค์เป็น 6 เมนูพิเศษ สูตรเฉพาะของห้องอาหาร เริ่มต้นด้วย ยำหอยนางรม (390 บาท) หอยนางรมตัวโต เนื้อสัมผัสละมุน หวานมัน รับประทานคู่กับน้ำพริกเผาและยอดกระถินอย่างลงตัว ตามด้วย หอยนางรมทอดกรอบ (390 บาท) ที่ชูรสชาติหวานฉ่ำตามธรรมชาติของเนื้อหอย ทอดในแป้งกรอบบาง อร่อยไร้กลิ่นคาว

ต่อด้วยเมนูซุปรสจัดจ้านอย่าง โป๊ะแตกทะเลหอยนางรม (490 บาท) ซุปสมุนไพรไทยรสเข้มข้น หอมเครื่องแกง ชูความหวานละมุนของหอยนางรมสด พร้อมวัตถุดิบทะเลอย่างหอยตลับ กุ้ง และปลาหมึก และ ผัดฉ่าทะเลหอยนางรม (490  บาท) เมนูรสเผ็ดร้อนฉ่า หอมกลิ่นสมุนไพรไทยสดหลากหลายชนิด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแกงกะทิ ขอแนะนำ แกงคั่วหอยนางรมรวมมิตร ใส่ชะอมและใบชะพลู (520 บาท) แกงกะทิเข้มข้น หอมเครื่องแกงโฮมเมด ผสานกลิ่นหอมละมุนของชะอมและใบชะพลู ชูรสชาติหวานมันของหอยนางรม หอยลาย และหอยหวานได้อย่างกลมกล่อม

ปิดท้ายด้วยของหวานสุดพิเศษ ซอร์เบต์กระท้อน ข้าวพองหอยนางรม (220 บาท) โดดเด่นด้วยรสเปรี้ยวสดชื่นของกระท้อน ตัดกับความมันเค็ม กรุบกรอบของข้าวพองหอยนางรม ให้ประสบการณ์รสชาติที่สดใหม่และแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน

โปรโมชั่น “Oysters & Spice” ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 – 22.30 น. ณ ห้องอาหารเดอะ สยาม ที รูมท์ สาขาสุขุมวิท 22 ชั้นล็อบบี้ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สมาชิกแมริออท บอนวอยรับส่วนลดพิเศษ หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครฟรี คลิกที่นี่

สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาโทร. +66 (0) 2 059 5999 อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriott hotels.com หรือจองผ่าน  https://bit.ly/SiamTeaSukhumvitPR  

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 ตรัง มอบพันธุ์พืชส่งความสุขปีใหม่ ปลูกเสริมรายได้ครอบครัว

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 ตรัง ส่งความสุขปีใหม่ 2569 ด้วยการมอบเมล็ดพันธุ์-พันธุ์พืช ให้กับประชาชน และเกษตรกร นำไปปลูก เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว

นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วย นางวรรณา พรหมบุญทอง ผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ร่วมกันมอบเมล็ดพันธุ์พืช และพันธุ์พืช ให้กับพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่เดินทางมารับด้วยตนเอง ตามโครงการส่งความสุขปีใหม่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2569 ด้วยการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง

 ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่จะรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืชนั้น ต้องมีการลงทะเบียนแสดงตัวตน โดยจะได้รับเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช เช่น ทุเรียน พริก ไผ่ โกโก้ มะขาม มะนาว และอื่นๆ รวมถึงน้ำหมักปุ๋ยชีวภาพ ปรากฏว่า มีพี่น้องประชาชนและเกษตรกรให้ความสนใจมารับการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

 นอกจากนั้น บางรายยังถือโอกาสนี้มาซื้อพันธุ์พืชชนิดอื่นๆ ที่ทางศูนย์ฯ มีการจำหน่ายในราคาไม่แพง เพื่อนำไปปลูก แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย สร้างรายได้ในการเลี้ยงตนเองและครอบครัว เนื่องจากภายในศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้มีการจัดทำแปลงสาธิตการปลูกพืช ผัก และผลไม้ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน และเกษตรกร ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน พร้อมทั้งนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติได้จริง

Cr.ส.ปชส.ตรัง

ชู “บ้านดงกล้วย”ต้นแบบ เลี้ยงจิ้งหรีดส่งออก–ปลูกสมุนไพร–หม่อนเลี้ยงไหม สร้างรายได้ยั่งยืน

การเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบานที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นระบบครบวงจร ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะเลขานุการ คทช. และคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด (คณะอนุ 3) โดยมุ่งเน้นการรวมกลุ่ม เพิ่มทักษะอาชีพ การเข้าถึงเงินทุน และการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่

ปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งสหกรณ์ในพื้นที่ คทช. แล้ว รวมทั้งสิ้น 154 พื้นที่ แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 35 พื้นที่และสหกรณ์ 119 พื้นที่ กระจายอยู่ในพื้นที่ประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ป่าสงวนแห่งชาติ 105 พื้นที่, พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) 23 พื้นที่, พื้นที่สาธารณประโยชน์ 14 พื้นที่, นิคมสร้างตนเอง 7 พื้นที่, ที่ราชพัสดุ 3 พื้นที่, และพื้นที่ป่าชายเลน 2 พื้นที่ โดยการจัดตั้งกลุ่มดังกล่าวช่วยให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันอย่างเป็นระบบมีช่องทางในการเข้าถึงเงินทุน ปัจจัยการผลิต และตลาดได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพการประกอบอาชีพ และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ

สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด ต.นาจำปา อ.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ 1 ในสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จที่ได้รับการจัดตั้งในพื้นที่ คทช .ถือเป็นสหกรณ์โดเด่นเป็นต้นแบบในโครงการจัดสรรที่ทำกิน ในพื้นที่ คทช. จนถูกยกให้เป็น “ดงกล้วยโมเดล” เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสหกรณ์อื่น

สหกรณ์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 หลังทางการเข้าไปยึดพื้นที่จากนายทุนมาจัดสรรที่ทำกินให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือดูแล รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการเข้าไปจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์เพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการพื้นที่และเกษตรกรในโครงการ

“เมื่อก่อนเป็นป่ายูคาฯ ทางการได้เข้าไปยึดสมัย คสช. มาจากนายทุนแล้วนำมาจัดสรรให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำกิน โดยให้ ส.ป.ก. เข้าไปดูแล มีเนื้อที่ทั้งหมด 772 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 71 ราย เสียชีวิตไปบ้าง และขาดสมาชิกภาพบ้าง โดยได้จัดสรรพื้นที่ทำกินให้รายละ 2.2 ไร่ คิดค่าเช่าสมาชิกไร่ละ 320 บาทต่อปี ส่งให้กับทางส.ป.ก.” เกศราภรณ์ โพธิ์ศรี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด เผย

เธอกล่าวต่อว่า หลังจากจัดตั้งเป็นสหกรณ์ในปี 2558 ภายใต้ชื่อสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เข้ามาแนะนำส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ พร้อมมอบอาคารสำนักงานให้ 1 หลัง ใช้เป็นที่ทำการ แล้วสหกรณ์ก็ได้กู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จำนวน 7 แสนบาท นำมาปล่อยกู้ให้กับสมาชิกในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ปัจจุบันมีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ 3 กลุ่ม เฉลี่ยกลุ่มละ 20 ราย ได้แก่ กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีด กลุ่มพืชผักสมุนไพร และกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

“เรื่องตลาดไม่มีปัญหา จิ้งหรีดจะมีพ่อค้ามารับซื้อส่งต่างประเทศ ส่วนกลุ่มผักสมุนไพรส่งให้โรงครัวผลิตผัก ให้เซเว่นอาทิตย์ละครั้ง ๆ ละ 100 กิโล ต่อชนิดพืช ถ้าเต็มโควตาอาทิตย์ละ 2 รอบ อย่างกะเพรา โหระพา ใบมะกรูด ตอนนี้ส่งอาทิตย์ละ 2 รอบ ๆ ละ100 กิโล แต่บางช่วงมีปัญหาเรื่องน้ำไม่สามารถส่งให้ได้ตามโควต้า ส่วนอีกกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เราผลิตเส้นไหมส่งให้กับศูนย์ผ้าไหมแพรวาและตุลไหมไทย เป็นหลัก จุดเด่นเส้นไหมที่นี่ เส้นใหญ่รังหนาทำให้สาวได้เยอะ แต่ช่วงนี้ผลิตออกมาน้อยเพราะมีปัญหาเรื่องน้ำ เนื่องจากในพื้นที่ต้องพึ่งพา น้ำบาดาลเป็นหลัก” ผู้จัดการสหกรณ์ฯ คนเดิมระบุ

เกศราภรณ์ ยอมรับว่า เกษตรกรที่นี่ทำหลายอาชีพ แต่ละอาชีพก็มีการต่อยอดไปสู่อาชีพที่หลากหลายมากขึ้น อย่างกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็จะต่อยอดมาผลิตเส้นไหมเพิ่มมูลค่ามากกว่าปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพียงอย่างเดียว ในส่วนของสหกรณ์ก็จะดูแลเรื่องการตลาดให้ทั้งหมด โดยจะหักรายได้จากยอดขายร้อยละ 5 เพื่อนำมาบริหารจัดการสหกรณ์

“รายได้เฉลี่ยของสมาชิกแต่ละราย ถ้าเป็นกลุ่มพืชผักสมุนไพรจะอยู่ที่ 500-600 บาท/สัปดาห์ หรือเดือนละ 2-3 พันบาท กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000-7,000 บาท ต่อเดือน ส่วนกลุ่มหม่อนไหม จะอยู่ที่ 8,000-10,000 ต่อรอบ ซึ่งใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 20 วัน” ผู้จัดการสหกรณ์ฯ คนเดิมกล่าว

ขณะที่ สุพรรณิกา คำชมพู นักวิชาการสหกรณ์ กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเข้าไปแนะนำส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัดมาตั้งแต่เริ่มต้น จึงได้เห็นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในทุกช่วงเวลา ซึ่งสมาชิกก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ปกติก็จะมีทีมงานสหกรณ์จังหวัดเข้าไปร่วมประชุมกับทางสหกรณ์ทุกเดือน ๆ ละครั้งเพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อจะได้นำมาแก้ไขร่วมกัน ตอนนี้เท่าที่รับฟังก็จะมีเรื่องน้ำอย่างเดียวที่ยังเป็นปัญหา เพราะที่นี่ต้องใช้น้ำบาดาลอย่างเดียว ยิ่งช่วงหน้าแล้งจะหนักสุด” นักวิชาการสหกรณ์ คนเดิมกล่าวย้ำ

สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด อีกสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบานที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช.ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ฉลองรับปีใหม่ “ตลาดช่องจอม”ซบเซา ชาวบ้านยังกังวลความปลอดภัยหลังหยุดยิง

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศที่ย่านตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในวันสิ้นปี พบว่ามีประชาชนมาเลือกซื้อสินค้าของสดต่างๆเตรียมไปประกอบอาหารฉลองในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่คืนนี้กันมากขึ้น  ทำให้บรรยากาศร้านค้าขายของสด ทั้งพืชผัก เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล ตามริมทางย่านตลาดการค้าชายแดนช่องจอมฯคึกคักมากกว่าเดิม

แม้จะไม่คึกคักหรือหนาตาเท่าทุกช่วงเทศกาลที่ผ่านมา หรือประมาณ 20 % ของจำนวนประชาชนที่มาซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลต่างๆก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนชายแดนได้พอลืมตาอ้าปาก มีรายได้เข้ากระเป๋าไปไว้ใช้จ่ายได้บ้าง แม้จะยังไม่กล้าซื้อสินค้ามาตุนไว้ขายมากนัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไว้วางใจไม่ได้ โดยเฉพาะหลังจากครบกำหนดเวลาหยุดยิง 72 ชม.ช่วงเที่ยงของเมื่อวานที่ผ่านมาและล่วงเวลามาเกือบ  24 ชม.ของอีกวัน ที่ยังไร้เสียงปืนอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้จากปกติในช่วงเทศกาลจะมีประชาชนกลับมาจากต่างจังหวัดเดินทางมาซื้อสินค้าที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอมเป็นจำนวนมาก แต่สาเหตุที่ปีนี้มีคนเข้ามาน้อยลงเนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการรและความปลอดภัย จึงไม่พากันกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด และต่างรอให้สถานการณ์สงบก่อน แต่ยังมีบางส่วนที่เดินทางกลับ มาเยี่ยมครอบครัว ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ทำให้ตามหมู่บ้านและชุมชนในพื้นที่ชายแดนเงียบเหงาและไม่คึกคักเท่าที่ควร  รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ไม่มีเข้ามาอีกด้วย

นายบุญตรี  โพธิ์เงิน พ่อค้าขายไข่ ย่านตลาดการค้าชายแดนช่องอจมฯ กล่าวว่า วันสิ้นปีนี้เงียบเหงามาก ลงของไว้ขายบ้างอยู่ แต่ยังไม่มีคนมาซื้อมากนัก ก็มีมาบ้าง แต่จะเป็นคนหน้าเดิมๆคนในชุมชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่  คนไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่ เนื่องจากกลัวจะมียิงกันรอบที่ 3 ไม่เชื่อใจเขมร  ตนหยุดขายตั้งแต่เริ่มยิงกันครั้งแรก หลังจากนั้นก็มาขายไม่ค่อยได้ จนถึงตอนนี้ ก็ลดปริมาณขายลง

ตอนนี้มีคนมาซื้อของประมาณ 20 % ได้ ส่วนนักท่องเที่ยวไม่มีเลย คนที่กลับบ้านเกิดปีใหม่ก็ยังไม่เห็นมีใครมา ไม่เห็นมีคนหน้าใหม่ๆมา  ส่วนทหารไทยสุดยอดมากทุกนาย ยอมรับหัวใจและน้ำใจที่รักษาแผ่นดินไทยไว้ได้  เรามีโอกาสที่ได้ดินแดนมาทั้งหมด เขมรรุกล้ำมาหลายปีแล้ว ก็อย่ายอม ขอบคุณทหารไทยทุกนาย

หนึ่งเดียวในโลก! ยกดาบชาติพันธุ์ ตัดกรรมที่ วัดดงเสลา สุพรรณบุรี รับโชคปีใหม่

พิธีแห่ผ้าห่มหลวงพ่อขุนด่าน และงานประเพณีนุ่งชุดไทยมายกดาบชาติพันธุ์ แห่ดาบถวายหลวงพ่อขุนด่าน หนึ่งเดียวในโลก ชาวบ้านเชื่อว่าจะช่วยตัดกรรม ตัดทุกข์ ตัดโศก ตัดโรค ตัดภัย ตัดสิ่งไม่ดีให้หายไป จะมีแต่สิ่งมงคล สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต และมีโชคลาภ ส่งท้ายปีเก่า ต้อนร้อนปีใหม่

ที่วัดดงเสลา ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี พระครูโสภิตสุวรรณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดดงเสลา ร่วมกับคณะกรรมวัด ผู้นำชุมชน ประชาชน จัดพิธีแห่ผ้า ห่มหลวงพ่อขุนด่าน ปีนี้ผ้าสีเหลือง เป็นสีธงชัย ผ้าขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 13 เมตร งานประเพณีนุ่งชุดไทยมายกดาบชาติพันธุ์ ถวายหลวงพ่อขุนด่าน และงานประจำปีปิดทองหลวงพ่อขุนด่าน หนึ่งปีมีครั้งเดียว งานมีไปจนถึงวันที่ 2 มกราคม 2569

ก่อนเริ่มพิธีเปิดผู้ที่มาร่วมงานทุกคนได้ยืนสดุดีให้ทหารกล้าทุกนาย ที่พลีชีพปกป้องอธิปไตยของชาติไทย และได้เปิดเพลงชาติไทย ทุกคนยืนตรงเครารพธงชาติ แสดงถึงความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งธงชาติไทยได้โบกสะบัดพลิ้วสวยงาม ทั้งที่ช่วงนั้นไม่มีลมพัด แต่เบื้องหลังนั้นได้มีเจ้าหน้าที่นำพัดลมตัวใหญ่มาเปิดเป่าลมให้ธงชาติไทยได้โบกสะบัดพลิ้วอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ผู้ที่มาร่วมพิธีจะแต่งชุดไทยพื้นถิ่นกับชุดไทยย้อนยุค และมีกลุ่มชาติพันธุ์มาร่วมพิธี ประกอบด้วย ชาวไทยพื้นถิ่น-ชาวไทยเชื้อสายจีน-ลาวครั่ง-ไทยพวน-ไทยมอญ-กะเหรี่ยง-ไทยทรงดำ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ จะถือดาบมาร่วมขบวนแห่กันอย่างคึกคัก โดยได้อัญเชิญดาบขึ้นแท่นบนเวที พระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ ประกอบพิธี เจิมและ ผูกผ้าแพรที่ดาบใหญ่มหามงคล

จากนั้นอัญเชิญดาบใหญ่มหามงคล 2 เล่ม ยาว 3 เมตร หนักเกือบ 100 กิโลกรัม โดยมีชายแต่งชุดทหารโบราณแบกดาบ ใหญ่มหามงคล 2 เล่ม นำหน้าขบวนแห่ดาบไปถวายหลวงพ่อขุนด่าน ตามด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน และกลุ่มชาติพันธุ์ แต่งกายมาในชุดของแต่ละชาติพันธุ์ ทุกคนจะเดินถือดาบร่วมขบวนแห่ดาบใหญ่

โดยในขบวนแห่ดาบ มีเครื่องขยายเสียง นักดนตรีและนักร้องมาร้องเพลงให้นางรำได้เต้นกันอย่างสนุกสนาน ส่วนนักดนตรี มือกลอง มือกีต้าร์ มือเบส แต่งกายชุดทหารโบราณ สีแดง ขบวนแห่ดาบเดินลอดผ่านซุ้มดาบยักษ์ 8 อรหันต์ เชื่อว่าจะช่วยตัดกรรม ตัดทุกข์ ตัดโศก ตัดโรค ตัดภัย ตัดสิ่งไม่ดีให้หายไป ให้มีแต่สิ่งมงคล สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ขบวนแห่ดาบจะไปวนรอบอุโบสถมหาอุตม์ 3 รอบ แล้วนำดาบไปถวายดาบหลวงพ่อขุนด่าน ภายในอุโบสถมหาอุตม์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ภายในงานประชาชนและนักท่องเที่ยว สามารถมาร่วมสนุกกับกิจกรรมการกุศล “ธาราพาโชคการกุศล” รายได้เข้ากองทุนมูลนิธิหลวงพ่อขุนด่าน เพื่อการกุศลและสาธารณประโยชน์ นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยยากไร้ และผู้ที่ประสบอุทกภัย ภัยพิบัติต่างๆ

ส่วนสีสันที่ฮือฮาอยู่ที่กิจกรรมธาราพาโชคการกุศล ทางวัดจัดหนักรางวัลใหญ่ เป็นรางวัลพิเศษ “โลงศพ” ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะว่าเป็นปริศนาธรรม ในการเตือนสติให้ทุกคนได้ปล่อยวางเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น ส่วนใครที่ได้รางวัลพิเศษโลงศพ สามารถนำเอารางวัลโลงศพกลับบ้านก็ได้ แต่ถ้าไม่เอารางวัลโลงศพกลับบ้าน ก็สามารถบริจาคโลงศพให้กับทางวัดได้ เพื่อเป็นการทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา จะได้กุศลแรงและจะทำให้มีโชคลาภ นอกจากกิจกรรมธารพาโชค จะมีรางวัลพิเศษโลงศพแล้ว ทุกคนจะได้ลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ของใช้ต่างๆ อีกจำนวนมาก

ด้านพระครูโสภิตสุวรรณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดดงเสลา เปิดเผยว่า หลวงพ่อขุดด่าน พระประธานประจำอุโบสถมหาอุตม์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ศิลปะอู่ทองปางพิจารณาชราธรรม หน้าตักกว้าง 16 ศอก สูง 20 ศอก ส่วนประเพณีถวายดาบหลวงพ่อขุนด่าน มีมาตั้งแต่สร้างองค์หลวงพ่อขุนด่าน ซึ่งเป็นปริศนาธรรมสอนให้รู้ว่า เพื่อให้พุทธบริษัททั้งหลาย ตัดซึ่งกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ในจิตใจ เป็นการตัดทุกข์ ตัดเคราะห์ ให้เบาบางลง ให้เรื่องร้ายๆ กับกลายเป็นดี ประเพณียกดาบถวายหลวงพ่อขุนด่าน มีหนึ่งเดียวในโลก ชาวบ้านเชื่อว่าได้มาร่วมพิธีแห่ดาบ ยกดาบถวายหลวงพ่อขุนด่าน และได้กราบไหว้ขอพรหลวงพ่อขุนด่าน จะเป็นการตัดกรรม ตัดทุกข์ ตัดโศก ตัดโรค ตัดภัย ตัดสิ่งไม่ดีให้หายออกไปจากชีวิตและครอบครัว และจะมีแต่สิ่งมงคล สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตและจะทำให้มีโชคมีลาภ

โดย…ภัทรพล พรมพัก จ. สุพรรณบุรี