ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 ตรัง มอบพันธุ์พืชส่งความสุขปีใหม่ ปลูกเสริมรายได้ครอบครัว

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 ตรัง ส่งความสุขปีใหม่ 2569 ด้วยการมอบเมล็ดพันธุ์-พันธุ์พืช ให้กับประชาชน และเกษตรกร นำไปปลูก เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว

นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วย นางวรรณา พรหมบุญทอง ผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ร่วมกันมอบเมล็ดพันธุ์พืช และพันธุ์พืช ให้กับพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่เดินทางมารับด้วยตนเอง ตามโครงการส่งความสุขปีใหม่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2569 ด้วยการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง

 ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่จะรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืชนั้น ต้องมีการลงทะเบียนแสดงตัวตน โดยจะได้รับเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช เช่น ทุเรียน พริก ไผ่ โกโก้ มะขาม มะนาว และอื่นๆ รวมถึงน้ำหมักปุ๋ยชีวภาพ ปรากฏว่า มีพี่น้องประชาชนและเกษตรกรให้ความสนใจมารับการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

 นอกจากนั้น บางรายยังถือโอกาสนี้มาซื้อพันธุ์พืชชนิดอื่นๆ ที่ทางศูนย์ฯ มีการจำหน่ายในราคาไม่แพง เพื่อนำไปปลูก แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย สร้างรายได้ในการเลี้ยงตนเองและครอบครัว เนื่องจากภายในศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้มีการจัดทำแปลงสาธิตการปลูกพืช ผัก และผลไม้ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน และเกษตรกร ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน พร้อมทั้งนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติได้จริง

Cr.ส.ปชส.ตรัง

ชู “บ้านดงกล้วย”ต้นแบบ เลี้ยงจิ้งหรีดส่งออก–ปลูกสมุนไพร–หม่อนเลี้ยงไหม สร้างรายได้ยั่งยืน

การเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบานที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นระบบครบวงจร ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะเลขานุการ คทช. และคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด (คณะอนุ 3) โดยมุ่งเน้นการรวมกลุ่ม เพิ่มทักษะอาชีพ การเข้าถึงเงินทุน และการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่

ปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งสหกรณ์ในพื้นที่ คทช. แล้ว รวมทั้งสิ้น 154 พื้นที่ แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 35 พื้นที่และสหกรณ์ 119 พื้นที่ กระจายอยู่ในพื้นที่ประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ป่าสงวนแห่งชาติ 105 พื้นที่, พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) 23 พื้นที่, พื้นที่สาธารณประโยชน์ 14 พื้นที่, นิคมสร้างตนเอง 7 พื้นที่, ที่ราชพัสดุ 3 พื้นที่, และพื้นที่ป่าชายเลน 2 พื้นที่ โดยการจัดตั้งกลุ่มดังกล่าวช่วยให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันอย่างเป็นระบบมีช่องทางในการเข้าถึงเงินทุน ปัจจัยการผลิต และตลาดได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพการประกอบอาชีพ และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ

สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด ต.นาจำปา อ.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ 1 ในสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จที่ได้รับการจัดตั้งในพื้นที่ คทช .ถือเป็นสหกรณ์โดเด่นเป็นต้นแบบในโครงการจัดสรรที่ทำกิน ในพื้นที่ คทช. จนถูกยกให้เป็น “ดงกล้วยโมเดล” เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสหกรณ์อื่น

สหกรณ์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 หลังทางการเข้าไปยึดพื้นที่จากนายทุนมาจัดสรรที่ทำกินให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือดูแล รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการเข้าไปจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์เพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการพื้นที่และเกษตรกรในโครงการ

“เมื่อก่อนเป็นป่ายูคาฯ ทางการได้เข้าไปยึดสมัย คสช. มาจากนายทุนแล้วนำมาจัดสรรให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำกิน โดยให้ ส.ป.ก. เข้าไปดูแล มีเนื้อที่ทั้งหมด 772 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 71 ราย เสียชีวิตไปบ้าง และขาดสมาชิกภาพบ้าง โดยได้จัดสรรพื้นที่ทำกินให้รายละ 2.2 ไร่ คิดค่าเช่าสมาชิกไร่ละ 320 บาทต่อปี ส่งให้กับทางส.ป.ก.” เกศราภรณ์ โพธิ์ศรี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด เผย

เธอกล่าวต่อว่า หลังจากจัดตั้งเป็นสหกรณ์ในปี 2558 ภายใต้ชื่อสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เข้ามาแนะนำส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ พร้อมมอบอาคารสำนักงานให้ 1 หลัง ใช้เป็นที่ทำการ แล้วสหกรณ์ก็ได้กู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จำนวน 7 แสนบาท นำมาปล่อยกู้ให้กับสมาชิกในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ปัจจุบันมีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ 3 กลุ่ม เฉลี่ยกลุ่มละ 20 ราย ได้แก่ กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีด กลุ่มพืชผักสมุนไพร และกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

“เรื่องตลาดไม่มีปัญหา จิ้งหรีดจะมีพ่อค้ามารับซื้อส่งต่างประเทศ ส่วนกลุ่มผักสมุนไพรส่งให้โรงครัวผลิตผัก ให้เซเว่นอาทิตย์ละครั้ง ๆ ละ 100 กิโล ต่อชนิดพืช ถ้าเต็มโควตาอาทิตย์ละ 2 รอบ อย่างกะเพรา โหระพา ใบมะกรูด ตอนนี้ส่งอาทิตย์ละ 2 รอบ ๆ ละ100 กิโล แต่บางช่วงมีปัญหาเรื่องน้ำไม่สามารถส่งให้ได้ตามโควต้า ส่วนอีกกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เราผลิตเส้นไหมส่งให้กับศูนย์ผ้าไหมแพรวาและตุลไหมไทย เป็นหลัก จุดเด่นเส้นไหมที่นี่ เส้นใหญ่รังหนาทำให้สาวได้เยอะ แต่ช่วงนี้ผลิตออกมาน้อยเพราะมีปัญหาเรื่องน้ำ เนื่องจากในพื้นที่ต้องพึ่งพา น้ำบาดาลเป็นหลัก” ผู้จัดการสหกรณ์ฯ คนเดิมระบุ

เกศราภรณ์ ยอมรับว่า เกษตรกรที่นี่ทำหลายอาชีพ แต่ละอาชีพก็มีการต่อยอดไปสู่อาชีพที่หลากหลายมากขึ้น อย่างกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็จะต่อยอดมาผลิตเส้นไหมเพิ่มมูลค่ามากกว่าปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพียงอย่างเดียว ในส่วนของสหกรณ์ก็จะดูแลเรื่องการตลาดให้ทั้งหมด โดยจะหักรายได้จากยอดขายร้อยละ 5 เพื่อนำมาบริหารจัดการสหกรณ์

“รายได้เฉลี่ยของสมาชิกแต่ละราย ถ้าเป็นกลุ่มพืชผักสมุนไพรจะอยู่ที่ 500-600 บาท/สัปดาห์ หรือเดือนละ 2-3 พันบาท กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000-7,000 บาท ต่อเดือน ส่วนกลุ่มหม่อนไหม จะอยู่ที่ 8,000-10,000 ต่อรอบ ซึ่งใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 20 วัน” ผู้จัดการสหกรณ์ฯ คนเดิมกล่าว

ขณะที่ สุพรรณิกา คำชมพู นักวิชาการสหกรณ์ กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเข้าไปแนะนำส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัดมาตั้งแต่เริ่มต้น จึงได้เห็นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในทุกช่วงเวลา ซึ่งสมาชิกก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ปกติก็จะมีทีมงานสหกรณ์จังหวัดเข้าไปร่วมประชุมกับทางสหกรณ์ทุกเดือน ๆ ละครั้งเพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อจะได้นำมาแก้ไขร่วมกัน ตอนนี้เท่าที่รับฟังก็จะมีเรื่องน้ำอย่างเดียวที่ยังเป็นปัญหา เพราะที่นี่ต้องใช้น้ำบาดาลอย่างเดียว ยิ่งช่วงหน้าแล้งจะหนักสุด” นักวิชาการสหกรณ์ คนเดิมกล่าวย้ำ

สหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วยในเขตปฏิรูปที่ดิน จำกัด อีกสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จ ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบานที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช.ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ฉลองรับปีใหม่ “ตลาดช่องจอม”ซบเซา ชาวบ้านยังกังวลความปลอดภัยหลังหยุดยิง

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศที่ย่านตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในวันสิ้นปี พบว่ามีประชาชนมาเลือกซื้อสินค้าของสดต่างๆเตรียมไปประกอบอาหารฉลองในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่คืนนี้กันมากขึ้น  ทำให้บรรยากาศร้านค้าขายของสด ทั้งพืชผัก เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล ตามริมทางย่านตลาดการค้าชายแดนช่องจอมฯคึกคักมากกว่าเดิม

แม้จะไม่คึกคักหรือหนาตาเท่าทุกช่วงเทศกาลที่ผ่านมา หรือประมาณ 20 % ของจำนวนประชาชนที่มาซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลต่างๆก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนชายแดนได้พอลืมตาอ้าปาก มีรายได้เข้ากระเป๋าไปไว้ใช้จ่ายได้บ้าง แม้จะยังไม่กล้าซื้อสินค้ามาตุนไว้ขายมากนัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไว้วางใจไม่ได้ โดยเฉพาะหลังจากครบกำหนดเวลาหยุดยิง 72 ชม.ช่วงเที่ยงของเมื่อวานที่ผ่านมาและล่วงเวลามาเกือบ  24 ชม.ของอีกวัน ที่ยังไร้เสียงปืนอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้จากปกติในช่วงเทศกาลจะมีประชาชนกลับมาจากต่างจังหวัดเดินทางมาซื้อสินค้าที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอมเป็นจำนวนมาก แต่สาเหตุที่ปีนี้มีคนเข้ามาน้อยลงเนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการรและความปลอดภัย จึงไม่พากันกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด และต่างรอให้สถานการณ์สงบก่อน แต่ยังมีบางส่วนที่เดินทางกลับ มาเยี่ยมครอบครัว ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ทำให้ตามหมู่บ้านและชุมชนในพื้นที่ชายแดนเงียบเหงาและไม่คึกคักเท่าที่ควร  รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ไม่มีเข้ามาอีกด้วย

นายบุญตรี  โพธิ์เงิน พ่อค้าขายไข่ ย่านตลาดการค้าชายแดนช่องอจมฯ กล่าวว่า วันสิ้นปีนี้เงียบเหงามาก ลงของไว้ขายบ้างอยู่ แต่ยังไม่มีคนมาซื้อมากนัก ก็มีมาบ้าง แต่จะเป็นคนหน้าเดิมๆคนในชุมชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่  คนไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่ เนื่องจากกลัวจะมียิงกันรอบที่ 3 ไม่เชื่อใจเขมร  ตนหยุดขายตั้งแต่เริ่มยิงกันครั้งแรก หลังจากนั้นก็มาขายไม่ค่อยได้ จนถึงตอนนี้ ก็ลดปริมาณขายลง

ตอนนี้มีคนมาซื้อของประมาณ 20 % ได้ ส่วนนักท่องเที่ยวไม่มีเลย คนที่กลับบ้านเกิดปีใหม่ก็ยังไม่เห็นมีใครมา ไม่เห็นมีคนหน้าใหม่ๆมา  ส่วนทหารไทยสุดยอดมากทุกนาย ยอมรับหัวใจและน้ำใจที่รักษาแผ่นดินไทยไว้ได้  เรามีโอกาสที่ได้ดินแดนมาทั้งหมด เขมรรุกล้ำมาหลายปีแล้ว ก็อย่ายอม ขอบคุณทหารไทยทุกนาย

หนึ่งเดียวในโลก! ยกดาบชาติพันธุ์ ตัดกรรมที่ วัดดงเสลา สุพรรณบุรี รับโชคปีใหม่

พิธีแห่ผ้าห่มหลวงพ่อขุนด่าน และงานประเพณีนุ่งชุดไทยมายกดาบชาติพันธุ์ แห่ดาบถวายหลวงพ่อขุนด่าน หนึ่งเดียวในโลก ชาวบ้านเชื่อว่าจะช่วยตัดกรรม ตัดทุกข์ ตัดโศก ตัดโรค ตัดภัย ตัดสิ่งไม่ดีให้หายไป จะมีแต่สิ่งมงคล สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต และมีโชคลาภ ส่งท้ายปีเก่า ต้อนร้อนปีใหม่

ที่วัดดงเสลา ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี พระครูโสภิตสุวรรณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดดงเสลา ร่วมกับคณะกรรมวัด ผู้นำชุมชน ประชาชน จัดพิธีแห่ผ้า ห่มหลวงพ่อขุนด่าน ปีนี้ผ้าสีเหลือง เป็นสีธงชัย ผ้าขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 13 เมตร งานประเพณีนุ่งชุดไทยมายกดาบชาติพันธุ์ ถวายหลวงพ่อขุนด่าน และงานประจำปีปิดทองหลวงพ่อขุนด่าน หนึ่งปีมีครั้งเดียว งานมีไปจนถึงวันที่ 2 มกราคม 2569

ก่อนเริ่มพิธีเปิดผู้ที่มาร่วมงานทุกคนได้ยืนสดุดีให้ทหารกล้าทุกนาย ที่พลีชีพปกป้องอธิปไตยของชาติไทย และได้เปิดเพลงชาติไทย ทุกคนยืนตรงเครารพธงชาติ แสดงถึงความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งธงชาติไทยได้โบกสะบัดพลิ้วสวยงาม ทั้งที่ช่วงนั้นไม่มีลมพัด แต่เบื้องหลังนั้นได้มีเจ้าหน้าที่นำพัดลมตัวใหญ่มาเปิดเป่าลมให้ธงชาติไทยได้โบกสะบัดพลิ้วอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ผู้ที่มาร่วมพิธีจะแต่งชุดไทยพื้นถิ่นกับชุดไทยย้อนยุค และมีกลุ่มชาติพันธุ์มาร่วมพิธี ประกอบด้วย ชาวไทยพื้นถิ่น-ชาวไทยเชื้อสายจีน-ลาวครั่ง-ไทยพวน-ไทยมอญ-กะเหรี่ยง-ไทยทรงดำ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ จะถือดาบมาร่วมขบวนแห่กันอย่างคึกคัก โดยได้อัญเชิญดาบขึ้นแท่นบนเวที พระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ ประกอบพิธี เจิมและ ผูกผ้าแพรที่ดาบใหญ่มหามงคล

จากนั้นอัญเชิญดาบใหญ่มหามงคล 2 เล่ม ยาว 3 เมตร หนักเกือบ 100 กิโลกรัม โดยมีชายแต่งชุดทหารโบราณแบกดาบ ใหญ่มหามงคล 2 เล่ม นำหน้าขบวนแห่ดาบไปถวายหลวงพ่อขุนด่าน ตามด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน และกลุ่มชาติพันธุ์ แต่งกายมาในชุดของแต่ละชาติพันธุ์ ทุกคนจะเดินถือดาบร่วมขบวนแห่ดาบใหญ่

โดยในขบวนแห่ดาบ มีเครื่องขยายเสียง นักดนตรีและนักร้องมาร้องเพลงให้นางรำได้เต้นกันอย่างสนุกสนาน ส่วนนักดนตรี มือกลอง มือกีต้าร์ มือเบส แต่งกายชุดทหารโบราณ สีแดง ขบวนแห่ดาบเดินลอดผ่านซุ้มดาบยักษ์ 8 อรหันต์ เชื่อว่าจะช่วยตัดกรรม ตัดทุกข์ ตัดโศก ตัดโรค ตัดภัย ตัดสิ่งไม่ดีให้หายไป ให้มีแต่สิ่งมงคล สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ขบวนแห่ดาบจะไปวนรอบอุโบสถมหาอุตม์ 3 รอบ แล้วนำดาบไปถวายดาบหลวงพ่อขุนด่าน ภายในอุโบสถมหาอุตม์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ภายในงานประชาชนและนักท่องเที่ยว สามารถมาร่วมสนุกกับกิจกรรมการกุศล “ธาราพาโชคการกุศล” รายได้เข้ากองทุนมูลนิธิหลวงพ่อขุนด่าน เพื่อการกุศลและสาธารณประโยชน์ นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยยากไร้ และผู้ที่ประสบอุทกภัย ภัยพิบัติต่างๆ

ส่วนสีสันที่ฮือฮาอยู่ที่กิจกรรมธาราพาโชคการกุศล ทางวัดจัดหนักรางวัลใหญ่ เป็นรางวัลพิเศษ “โลงศพ” ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะว่าเป็นปริศนาธรรม ในการเตือนสติให้ทุกคนได้ปล่อยวางเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น ส่วนใครที่ได้รางวัลพิเศษโลงศพ สามารถนำเอารางวัลโลงศพกลับบ้านก็ได้ แต่ถ้าไม่เอารางวัลโลงศพกลับบ้าน ก็สามารถบริจาคโลงศพให้กับทางวัดได้ เพื่อเป็นการทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา จะได้กุศลแรงและจะทำให้มีโชคลาภ นอกจากกิจกรรมธารพาโชค จะมีรางวัลพิเศษโลงศพแล้ว ทุกคนจะได้ลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ของใช้ต่างๆ อีกจำนวนมาก

ด้านพระครูโสภิตสุวรรณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดดงเสลา เปิดเผยว่า หลวงพ่อขุดด่าน พระประธานประจำอุโบสถมหาอุตม์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ศิลปะอู่ทองปางพิจารณาชราธรรม หน้าตักกว้าง 16 ศอก สูง 20 ศอก ส่วนประเพณีถวายดาบหลวงพ่อขุนด่าน มีมาตั้งแต่สร้างองค์หลวงพ่อขุนด่าน ซึ่งเป็นปริศนาธรรมสอนให้รู้ว่า เพื่อให้พุทธบริษัททั้งหลาย ตัดซึ่งกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ในจิตใจ เป็นการตัดทุกข์ ตัดเคราะห์ ให้เบาบางลง ให้เรื่องร้ายๆ กับกลายเป็นดี ประเพณียกดาบถวายหลวงพ่อขุนด่าน มีหนึ่งเดียวในโลก ชาวบ้านเชื่อว่าได้มาร่วมพิธีแห่ดาบ ยกดาบถวายหลวงพ่อขุนด่าน และได้กราบไหว้ขอพรหลวงพ่อขุนด่าน จะเป็นการตัดกรรม ตัดทุกข์ ตัดโศก ตัดโรค ตัดภัย ตัดสิ่งไม่ดีให้หายออกไปจากชีวิตและครอบครัว และจะมีแต่สิ่งมงคล สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตและจะทำให้มีโชคมีลาภ

โดย…ภัทรพล พรมพัก จ. สุพรรณบุรี

หลังสู้รบ! ชาวสวนยาง อ.บ้านกรวด จำใจขายยางถูก ต้องใช้เงินช่วงปีใหม่

เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ที่เพิ่งได้กลับเข้ามาในพื้นที่ ต่างเร่งนำยางพารามาขาย โดยพบว่าหลายราย เพิ่งได้แกะยางมาขายเป็นครั้งแรก หลังกรีดทิ้งไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบ ในขณะที่ราคารับซื้อยางพาราลดลง จำเป็นต้องขายเพื่อนำเงินไว้ใช้จ่ายช่วงปีใหม่ และไว้ใช้ในครอบครัว รวมถึงเตรียมพร้อมหากเกิดสถานการณ์ไม่ปกติขึ้นอีก ส่วนที่ราคาถูกคาดเกิดจากโรงงานยางพาราปิดทำการช่วงเทศกาลปีใหม่

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางนิคมบ้านกรวด จำกัด ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์อ ได้มีเกษตรกรชาวสวนยางพารา ทั้งทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิก และเป็นสมาชิกของสหกรณ์กองทุนสวนยางนิคมบ้านกรวด จำกัด ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยและได้รับผลกระทบจากการสู้รบในพื้นที่ ต.จันทบเพชร ต.สายตะกู ต.โคกกระชาย ต.ปราสาท และอีกหลายตำบลของ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้เร่งทยอยนำยางพารา มาจำหน่ายกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หลังจากที่กองทัพภาคที่ 2 ได้อนุญาตให้ประชาชน เดินทางเข้ามาในพื้นที่ได้ โดยในวันนี้ (30ธ.ค.) ถือเป็นวันแรกและเป็นวันสุดท้าย ก่อนที่สหกรณ์ฯ จะปิดทำการในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.68 ถึงวันที่ 1 ม.ค.69 และจะเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 2 ม.ค.69

ทั้งนี้มีเกษตรกรนำยางพารามาจำหน่ายให้กับ สหกรณ์กองทุนสวนยางนิคมบ้านกรวด จำกัด ไปแล้วกว่า 30 ตัน ในขณะที่ราคารับซื้อยางพาราในช่วงนี้กลับพบว่า มีราคาถูกลงกว่าช่วงเกิดเหตุการณ์สู้รบ โดยปัจจุบันที่สหกรณ์กองทุนสวนยางนิคมบ้านกรวด จำกัด รับซื้อยางเครป ที่ราคากิโลกรัมละ 30 บาท จากก่อนหน้านี้รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัม 30-32 บาท ส่วนยางก้อนถ้วยปัจจุบันรับซื้อที่กิโลกรัมละ 25 บาท จากก่อนหน้านี้ยางก้อนถ้วยรับซื้อที่กิโลกรัมละ 24-26 บาท ส่วนน้ำยางสดรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท จากก่อนหน้านี้รับซื้ออยู่ที่ 53-54 บาทต่อกิโลกรัม

นายกฤษณะ เพลียสันเทียะ ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางนิคมบ้านกรวด จำกัด เปิดเผยว่าวันแรกที่เปิดรับซื้อยางพาราได้มีเกษตรกรชาวสวนยางพารา ทั้งที่เป็นและไม่ได้เป็นสมาชิกฯทยอยนำยางพารามาจำหน่ายให้กับทางสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นเกษตรกรที่ได้ลงมือกรีดยางไว้ตั้งแต่ก่อนรเกิดสถานการณ์สู้รบ และเพิ่งได้เข้ามาเก็บยางนำมาจำหน่าย ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันแรกและวันสุดท้ายของการรับซื้อ ก่อนที่จะปิดทำการในช่วงเทศกาลปีใหม่ และจะเปิดรับซื้ออีกครั้งในวันที่ 2 ม.ค.69 ซึ่งตลอดทั้งวันมีเกษตรกรนำยางพารมาจำหน่ายแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ตัน

โดยที่ สหกรณ์กองทุนสวนยางนิคมบ้านกรวด จำกัด จะรับซื้อยางพารา ทั้งยางก้อนแปรรูปเป็นเครปยาง ยางก้อนถ้วย และน้ำยางพาราสดเพื่อนำมาทำเป็นยางแผ่นรมควัน ซึ่งราคารับซื้อยางพาราในช่วงนี้ถือว่ามีราคาถูกกว่าช่วงปกติก่อนหน้านี้ เนื่องจากว่าอยู่ในช่วงที่โรงงานยางพาราจะหยุดทำการในช่วงเทศกาลใหม่ ซึ่งคาดว่าหลังจากช่วงปลายเดือน ม.ค.68 เป็นต้นไปนี้ราคารับซื้อยางพาราน่าจะดีขึ้นตามลำดับ

ด้าน นายกิติยากร พ่วงขำ อายุ 47 ปี ชาวสวนยาง อ.บ้านกรวด ที่นำยางมาขาย บอกว่าเพิ่งได้แกะเอายางพาราที่ได้กรีดทิ้งไว้ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบวันที่ 7 ธ.ค.68 นำออกมาขายเป็นครั้งแรก และต้องรีบนำมาขายเพราะเกรงจะเกิดสถานการณ์ขึ้นอีก และจำเป็นต้องรีบนำมาขายเพื่อนำเงินไว้ใช้จ่าย เพราะช่วงที่อพยพไปทำให้ขาดรายได้ โดยตนเองได้ทำสวนยางพาราไว้จำนวน 28 ไร่ ต่อครั้งจะสามารถจำหน่ายยางพาราได้ประมาณ 20,000 บาท

นายพงษ์พัน สวายประโคน อายุ 66 ปี ที่ได้กรีดยางทิ้งไวตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์สู้รบ และเพิ่งได้เข้ามาเก็บยางพาราและนำมาจำหน่าย เนื่องจากต้องอพยพหนีการสู้รบไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว บอกว่าตั้งใจจะนำยางพาราที่กรีดมาขายเป็นเครปยาง แต่ทางสหกรณ์ฯบอกว่าไม่สามาถขายเป็นเครปยางได้ เพราะยางถูกกรีดทิ้งเป็นเวลานาน จึงจำเป็นต้องขายเป็นยางก้อนถ้วยทั่วไป ซึ่งมีราคาถูกกว่ายางเครป ดีกว่าไม่ได้ขาย

EOD ตำรวจศรีสะเกษเร่งเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่เขมรยิงมั่วตกชุมชนกว่า 200 ลูก

ชุด EOD ตำรวจศรีสะเกษ เร่งเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่เขมรยิงมั่วตกชุมชนตำบลเสาธงชัยนับร้อยลูก เพื่อสร้างความปลอดภัย ก่อนประชาชนเสาธงชัยทยอยกลับบ้าน

ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ระดมชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ E.O.D. ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ตรวจสอบและทำลายกระสุนปืนใหญ่ที่ตกค้างในพื้นที่พลเรือนซึ่งเขมรยิงมั่วตกในพื้นที่ชุมชนกว่า 200 ลูก เพื่อสร้างความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนที่เริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าภูมิลำเนา หลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน

การปฏิบัติการครั้งนี้ อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจตรี ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชากองกำกับการสืบสวน นำกำลังเจ้าหน้าที่และชุด E.O.D. ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงในตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ อย่างเร่งด่วน

ผลการตรวจสอบพบจุดต้องสงสัยรวม 3 จุดสำคัญ จุดแรก บนถนนสาธารณะบ้านหนองเม็กน้อย หมู่ที่ 11 พบเพียงร่องรอยกระสุนปืนใหญ่ตกแฉลบ ไม่พบวัตถุระเบิดตกค้าง  จุดที่สอง ในพื้นที่บ้านหนองเม็กน้อย หมู่ที่ 11 ตรวจพบกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 มิลลิเมตร เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทำลาย ณ จุดตรวจพบอย่างปลอดภัย และจุดที่สาม บริเวณบ้านเสาธงชัย หมู่ที่ 1 พบกระสุนปืนใหญ่ขนาดเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ทำลายเรียบร้อย ไม่มีอันตรายหลงเหลือ

ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ย้ำว่า การปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อขจัดความเสี่ยงในพื้นที่ชุมชน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามเข้าใกล้หรือเคลื่อนย้ายโดยเด็ดขาด และให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน นี่คืออีกหนึ่งภารกิจสำคัญของเจ้าหน้าที่ ที่เดินหน้าเคียงข้างประชาชน ดูแลความปลอดภัยในทุกพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ส.ฟุตบอลจับมือ 3 หน่วยงาน จัดกิจกรรม Grassroots Festival ที่เชียงใหม่วางรากฐานเยาวชนสู่อนาคต

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมมือกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การกีฬาแห่งประเทศไทย และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จัดกิจกรรม Grassroots Festival ณ สนามฟุตบอลสนาม 2 สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ภายในกิจรรมดังกล่าวมี “ตอง” กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทย ร่วมสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดประสบการณ์แก่เด็ก และเยาวชน พร้อมฝาก แนวคิดดีๆ ให้กับน้องๆ อย่างใกล้ชิด ถือเป็นกิจกรรมที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาฟุตบอลระดับรากฐาน เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชนไทยในอนาคต

สำหรับ กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงมอบทักษะพื้นฐาน แต่ยังจุดประกายความเชื่อมั่นให้เด็กๆ กล้าฝัน กล้าลงมือทำ และกล้าที่จะเดินตามเส้นทางที่รัก ด้วยคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ตรง ช่วยเติมแรงใจให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง เพื่อวันหนึ่งจะได้สวมเสื้อทีมชาติไทยและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศบนเวทีระดับนานาชาติต่อไป  

อนึ่งโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Thai Domestic Power โครงการส่งเสริมที่มีศักยภาพอย่างเต็มระบบครบวงจร เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาไทยอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งใช้ “กีฬา”เป็นกลไกในการพัฒนา “คน” สร้างโอกาส และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โดยโครงการพัฒนาฟุตบอลยุวชนและเยาวชน ได้แก่ FA Grassroots (ยุวชนรากหญ้า) ระดับอายุ 6–12 ปี และ Youth Football Tournament ในระดับเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี, 15 ปี และ 17 ปี ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีเป้าหมายในการ ค้นหา พัฒนา และ ต่อยอด นักฟุตบอลเยาวชนให้ได้รับการฝึกฝนตามมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับปรัชญา ฟุตบอลทีมชาติไทย เพื่อสร้างรากฐานนักเตะคุณภาพสู่ทีมชาติในระยะยาว

โครงการ TDP Youth Football Tournament มุ่งพัฒนาเยาวชนในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี, 15ปี และ 17 ปี ผ่านระบบการแข่งขันและการฝึกซ้อมที่เป็นมาตรฐาน โดยผู้ฝึกสอนที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค แท็กติก สมรรถภาพร่างกาย วินัย และทัศนคตินักกีฬา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ทีมชาติชุดเยาวชน ระบบอคาเดมี และสโมสรอาชีพในอนาคต

#FAThailand #TDPYouthFootballTournament2025 #ThaiDomesticPower #FootballIsPower #fathailandgrassroots #grassrootsfestival #gdiploma #พลังเยาวชนไทย #กีฬาสร้างชีวิต

สว.อุทัยธานี-สว.กทม.เป็นประธานเปิดพิธีผูกพัทธสีมา–ฝังลูกนิมิต วัดบ่อชุมแสง อ.สว่างอารมณ์

เมื่อเร็วๆ นี้  นายจรุณ กลิ่นตลบ  สว.อุทัยธานี พร้อมด้วยนายเดชา นุตาลัย สว.กรุงเทพมหานคร เป็นประธาน นำคณะเดินทางไป พร้อมคณะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม วุฒิสภา พร้อมด้วย สภาวัฒนธรรมวังทองหลาง  และ สภาประชาคมวังทองหลาง  เข้าร่วม

 สว.อุย พร้อม สว.กทม.

พิธีเปิดงานมทำบุญงานผูกพัทธสีมา ปิดทอง ฝังลูกนิมิต ณ วัดบ่อชุมแสง ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ..

โดยมีนายอำเภอ สว่างอารมณ์ จ. อุทัยธานี มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ พิธีสงฆ์โดยเจ้าอาวาสวัดบ่อชุมแสง เป็นประธาน

.

พระราชทานเพลิงศพ “พลทหารทิวตะวัน พลเยี่ยม” วีรบุรุษผู้กล้าสละชีพ

อำนาจเจริญ-พลเอกอัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ พลทหารทิวตะวัน พลเยี่ยม ทหารกล้าผู้พลีชีพที่สมรภูมิบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยมีข้าราชการ ประชาชนร่วมพิธีและเป็นกำลังใจกับครอบครัวพลเยี่ยมเป็นจำนวนมาก

วันนี้ (30 ธ.ค.68) เวลา 16.00 น.พลเอกอัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษ กองทัพบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารทิวตะวัน พลเยี่ยม สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ที่วัดหนองแมงดาราษฎร์บำรุง ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งพลทหารทิวตะวัน เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยที่สมรภูมิบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา

โดยมีพลตรี สุชิน ตรงดี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากำลังพล กรมกำลังพลทหารบก นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ นายไพฑูรย์ พรหมสอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ร่วมด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจและประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีจำนวนมาก ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องเกียรติยศประกอบศพ,หีบเชิงชาย,ผ้าไตร,และภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิแก่ศพทหารกล้า

นอกจากนี้ กองทัพบก ได้ปูนบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พร้อมมอบเงินพระราชทาน,เงินสินไหมทดแทนภัยสงคราม,ประกันชีวิต,เงินช่วยเหลือและบำเหน็จตกทอด ให้แก่ทายาทของวีรชนผู้กล้า / พลทหารทิวตะวัน พลเยี่ยม เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2546 ที่ บ้านเลขที่ 14 หมู่ 13 บ้านนาห้วยทราย ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 2 คน ของคุณพ่อพลอย พลเยี่ยม และคุณแม่โสมไสว ดวงมณี

พลทหารทิวตะวัน พลเยี่ยม  เข้าเป็นทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1 / 2567 ตำแหน่งพลปืนเล็ก สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้มีใจรุกรบ กล้าหาญ โดยได้เข้าร่วมการปฏิบัติหน้าที่อย่างองอาจ ด้วยการบุกเข้าปะทะกับกองกำลังจากนอกประเทศ บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กระทั่งถูกระเบิดวิถีโค้งฝ่ายตรงข้ามยิงถล่ม และพลีชีพในสมรภูมิ สิริอายุรวม 22 ปี 5 เดือน 21 วัน.

ภาพข่าว/ทิพกร   หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ

.

เขมรรัวยิงBM21ถล่มพื้นที่ต.เสาธงชัยนับร้อยลูกคาดเก็บกู้ทำลายไม่ต่ำกว่า1เดือน

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเยี่ยมให้กำลังใจหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) พร้อมประสานฝ่ายท้องที่ร่วมชี้จุดเพื่อความสะดวกและปลอดภัย

วันนี้ (30 ธ.ค.68) นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่กระสุนปืนใหญ่ BM21 จากฝั่งกัมพูชายิงเข้าตกใส่มากที่สุด โดยเฉพาะแถวหมู่บ้านภูมิซรอลและใกล้เคียง

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น คาดว่า จะมีกระสุนปืนใหญ่ยิงเข้ามาตกในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 200 นัด  มีทั้งที่ระเบิดแล้ว และ ยังไม่ระเบิด แต่กระจัดกระจายในเขตหมู่บ้าน ชุมชนและไร่นาของชาวบ้าน

อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ         
          
ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ จึงกำชับให้นายอำเภอประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ประชาสัมพันธ์ขอให้ประชาชนที่พบเห็นวัตถุแปลกปลอม หรือ ไม่ทราบชนิดว่าเป็นอะไรกันแน่ ขอให้ออกห่างและไม่ควรไปแตะต้องใดๆ อย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะเป็นวัตถุระเบิดหรือเป็นวัตถุอันตราย ขอให้แจ้งทางอำเภอเพื่อประสานกับหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ทั้งหน่วยงานทหาร ตำรวจ และ ทุกหน่วย ที่มีหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและเก็บกู้หรือทำลายไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

สำหรับความเสียหายของบ้านเรือประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้มอบนายอำเภอกันทรลักษ์และกิ่งกาชาดอำเภอกันทรลักษ์ เร่งให้ความช่วยเหลือด้านข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีพก่อน  ขณะที่การตรวจสอบความเสียหายและการประเมินมูลค่าความเสียหาย ขอให้ประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้เร่งตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมใช้ฐานข้อมูลเดิมในรอบแรกเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นบรรทัดฐาน

โดยประสานทางโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด หรือ ช่าง อบต. ได้ช่วยตรวจสอบความเสียหายของสภาพบ้านเรือนพร้อมมีการออกแบบสร้างบ้านใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือจากทางราชการเกิดความรวดเร็วและถูกต้องตามระเบียบทางราชการ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.