ศึกทุเรียนเอเชียเดือด! ไทยเร่งเครื่องสู้เวียดนาม–มาเลเซีย ชี้ชะตาตลาดจีนปี 2026

นายเอกชัย เรืองรัตน์ ประธานอนุคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมด้วย นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ และนายชวพล วัฒนพรมงคล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ เดินทางเยี่ยมชมร้าน Tree House Durian Café จ.จันทรบุรี โดยมี นายชูเกียรติ อุเทน ให้การต้อนรับและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนำทุเรียนเกรดพรีเมียมมาผสมผสานกับขนมและเครื่องดื่มได้อย่างลงตัว เช่น บิงซูทุเรียน, เค้กทุเรียนสด, หรือกาแฟทุเรียน ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยการใช้เนื้อทุเรียนสดๆ จากสวนคุณภาพ ไม่ใช้สารแต่งกลิ่นเลียนแบบ เพื่อให้ได้รสชาติที่แท้จริง นอกจากนั้นมีการนำทุเรียนมาทำเป็นขนมและเครื่องดื่ม ยังช่วยลดข้อจำกัดเรื่องฤดูกาล ทำให้ร้านสามารถขายทุเรียนได้ตลอดทั้งปี

จากนั้น คณะอนุกรรมาธิการฯ เดินทางไปยัโรงแรมมณีจันทร์รีสอร์ท จ.จันทบุรี เข้าร่วมงานการจัดประชุม “แบรนด์ทุเรียนเอเชียสู่จีน 2026 (Asia Durian China Market Congress)” จัดโดย Fresh Asia Fruit Congress ร่วมกับเครือข่ายอุตสาหกรรมทุเรียน และสมาคมทุเรียนไทย เพื่อวิเคราะห์ทิศทางตลาดทุเรียนในประเทศจีนปี 2026 โดยสืบเนื่องจากความต้องการทุเรียนในจีนขยายตัวสู่หัวเมืองรองมากขึ้น และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “มาตรฐาน ความปลอดภัย” และ “ความสม่ำเสมอของรสชาติ” เป็นอันดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้รับทราบการรุกตลาดของทุเรียนสดจากเวียดนามและทุเรียนแช่แข็งจากมาเลเซีย โดยไทยต้องเร่งชูจุดเด่นเรื่องเนื้อสัมผัสและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทุนจีนขนาดใหญ่ลงมาจับคู่ธุรกิจ (Matching) โดยตรงกับสวน/ผู้ประกอบการไทย อีกทั้งการจัดงานครั้งนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้ทุเรียนไทยมีแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับมากกว่าการส่งออกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว และจากการรับฟังข้อมูลการประชุมดังกล่าวพบว่า ประชากรจีนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงทุเรียนไทย แม้ความต้องการจะสูงมาก โดยคาดว่าผู้บริโภคชาวจีนที่รับประทานทุเรียนมีเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น ทำให้ตลาดจีนยังมีโอกาสเติบโตอีกมากสำหรับทุเรียนไทย แต่ต้องรักษามาตรฐานคุณภาพเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งต่อไป

จากนั้น คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เดินทางเยี่ยมชมสวนทุเรียนลุงเล็ก และแผงเจริญนานฟรุตโดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานผลไม้ครบวงจร พร้อมร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยกระดับผลไม้ไทยสู่เกรดพรีเมียม มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันเสรี ซึ่งถือเป็นโมเดลความสำเร็จของการเกษตรสมัยใหม่ที่ควบรวมบทบาท “ผู้ผลิตคุณภาพ” และ “ผู้รวบรวมเพื่อการส่งออก” ไว้ในที่เดียว โดยเน้นการบริหารจัดการคุณภาพ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งผลให้สามารถส่งออกผลไม้ตรงสู่ผู้ซื้อในต่างประเทศได้โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด

นายเอกชัย เรืองรัตน์ ประธานอนุคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ใน จ.จันทบุรี ได้รับทราบข้อมูลทุเรียนแลเผลไม้ในพื้นที่หลายด้าน ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มาตรการทางการค้าเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ โดยเกษตรกรได้เสนอให้คณะอนุกรรมาธิการฯได้พิจารณาและช่วยแก้ไขปัญหาที่สำคัญหลายประการ เช่น การบริหารจัดการโลจิสติกส์เพื่อรักษาคุณภาพ การลดระยะเวลาการตรวจสอบและการขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพของผลไม้

นอกจากนั้น ยังมีการตรวจสอบสาร FY2 และสารแคดเมียมตั้งแต่ระดับสวน หรือ ต้นแทนการสุ่มตรวจหน้าด่านก่อนส่งออก ซึ่งถือเป็นการรับรองระบบ โดยใช้มาตรฐาน GAP และ GMP เป็นฐาน และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจรับรองจากแหล่งผลิตมากยิ่งขึ้น

นายเอกชัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้ไปดูเรื่องโลจิสติกส์ มาตรฐานการตรวจสอบ และการสร้างแบรนด์ คณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอแนะทั้งหมด เพื่อนำไปศึกษาและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลต่อไป เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทยต่อไป

จานโปรดคนไทยสั่นคลอน “ส้มตำ”จ่อทะลุเพดานราคา ”พริก-มะนาว-มะละกอ”ขึ้นยกแผง

บรรยากาศที่ร้านส้มตำ “ยายนอม” ร้านส้มตำไก่ย่างชื่อดังของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 40 ปี จากเคยคึกคักมีลูกค้าแน่นร้านทั้งหน้าร้านและออเดอร์ไรเดอร์ สร้างยอดขายวันละ 20,000–30,000 บาท ล่าสุดกลับเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้าลดลงอย่างมากจนยอดขายหายไปกว่าครึ่ง

สาเหตุหลักมาจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นลูกค้าหลักก็ลดลงอย่างมาก

น.ส.สุกัลยา บำรุงสุนทร เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดขายลดลงมากกว่าครึ่ง จากเดิมวันละ 2–3 หมื่นบาท เหลือเพียงหลักหมื่นต้นๆ หรือบางวันต่ำกว่านั้น ทั้งที่ยังไม่หักต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายภายในร้า

ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งไก่สด เนื้อหมู ที่ปรับขึ้นถุงละ 80–100 บาท รวมถึงมะนาว มะเขือเทศ และอุปกรณ์จำเป็น เช่น ถุงพลาสติก และหนังยาง ต่างมีราคาสูงขึ้นทั้งหมด ทำให้ร้านต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ทางร้านยังคงตรึงราคาขายไว้เท่าเดิม เนื่องจากกังวลว่าหากปรับขึ้นราคา จะยิ่งทำให้ลูกค้าลดลงไปอีก แต่หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น และต้นทุนยังพุ่งต่อเนื่อง ก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาในอนาคตเพื่อความอยู่รอดของกิจการ

เจ้าของร้านยังฝากถึงภาครัฐให้เร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน และควบคุมราคาสินค้า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน ไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้

ข่าว/ภาพ: สุรชัย พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์

ทีมชาติไทย U23 เสมอ จีน U23 2-2 ประเดิมศึก CFA Youth Tournament Xi’an

วานนี้ ( 25 มีนาคม 2569) เวลา 18.35 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ ซีอาน อินเตอร์เนชั่นแนล ฟุตบอล เซนเตอร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน การแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องรายการ CFA Team China International Youth Tournament Xi’an นัดแรก ฟุตบอลชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ลงสนามพบกับ จีน รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี

เกมนี้ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอน วางสี่ประสานในเกมรุกเป็น ชวัลวิทย์ แซ่เล้า และ สิรภพ วันดี ยืนริมเส้นทั้งสองข้าง สนับสนุนคู่กองหน้าอย่าง ธีรภัทร ปรือทอง และ เจะฮานาฟี มามะ

เริ่มเกมนาทีที่ 23 ไทย ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 สิรภพ วันดี เปิดบอลจากฝั่งขวามาให้ เจะฮานาฟี มามะ จับบอลด้วยขวาก่อนยิงวอลเลย์ด้วยขวาหน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไป

ต่อมานาทีที่ 33 ไทย มีจังหวะลุ้นยิงประตูเพิ่ม ชวัลวิทย์ แซ่เล้า พาบอลขึ้นมาก่อนจ่ายให้ สิรภพ วันดี ได้ตัดเข้าในก่อนยิงด้วยซ้ายในกรอบเขตโทษบอลไปตรงตัวผู้รักษาประตูทีมชาติจีน

ถัดมานาทีที่ 36 ไทย มาได้ประตูหนีห่างเป็น 2-0 สิรภพ วันดี วางบอลยาวมาฝั่งซ้าย ก่อนโดนแนวรับทีมชาติจีนโหม่งสกัดไม่ดี มาเข้าทาง ชวัลวิทย์ แซ่เล้า ได้ยิงด้วยขวาสวนตัวผู้รักษาประตูจีนเข้าไป และก็จบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลัง ไทย เปลี่ยนผู้เล่นคนแรก ส่ง นพรุจ รักษาชุม ลงสนามมาเล่นแทน กฤตภัค แสงสวัสดิ์

นาทีที่ 50 จีน ได้ประตูตีไข่แตกเป็น 1-2 เซี่ยง อวี่หวัง กัปตันทีม ได้ยิงด้วยขวาในกรอบเขตโทษบอลพุ่งตุงตาข่ายเข้าไป

นาทีที่ 59 ไทย เปลี่ยนผู้เล่นพร้อมกันสามคน ส่ง ชานนท์ ทำมา, ธนกฤต โชติเมืองปัก และ กษิดิศ กาฬสินธุ์ ลงมาแทน วีชั่น อินอร่าม, พิชิตชัย เศียรกระโทก และ สิรภพ วันดี

ต่อมานาทีที่ 67 จีน ตามตีเสมอเป็น 2-2 จากจังหวะที่ หลี่ ซินเซียง ได้ยิงด้วยขวาในกรอบเขตโทษเข้าประตูไป

นาทีที่ 69 ไทย เปลี่ยนตัวผู้เล่นเพิ่มอีกสองคน ส่ง อรรถพล แสงทอง และ ชมพัฒน์ บุญเลิศ ลงมาแทน สพล น้อยวงษ์ และ ศรวัสย์ โพธิ์สมัน หลังจากนั้นนาทีที่ 81 ไทย เปลี่ยนตัวอีกครั้ง ส่ง ธีร์กวิน จันทร์ศรี ลงมาแทน ชนภัช บัวพันธ์

ช่วงทดเวลา ไทย มาเหลือผู้เล่น 10 คน จากจังหวะที่ อูแซมมา เทียงคาม มาโดนใบแดง หลังผู้ตัดสินมองว่าไปเล่นนอกเกมใส่ผู้เล่นจีน

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม ทีมชาติไทย U23 เสมอกับ จีน U23 ไปด้วยสกอร์ 2-2 ประเดิมการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่อีกคู่ เวียดนาม U23 เสมอกับ เกาหลีเหนือ U23 ด้วยสกอร์ 1-1

โปรแกรมนัดต่อไปของ ทีมชาติไทย U23 จะทำการแข่งขัน CFA Team China International Youth Tournament Xi’an นัดที่สอง พบกับ เวียดนาม ณ เฟิงตง ฟุตบอล พาร์ค อีสต์ สเตเดียม สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32, www.thairath.co.th/tv/live, Facebook: ไทยรัฐทีวี www.facebook.com/ThairathTV และไทยรัฐสปอร์ต www.facebook.com/ThairathSport และ YouTube : Thairath Sport

รายชื่อ 11 ตัวจริง

ศรวัสย์ โพธิ์สมัน (GK), อูแซมมา เทียงคาม, ชนภัช บัวพันธ์ (C), วีชั่น อินอร่าม, ชวัลวิทย์ แซ่เล้า, สิรภพ วันดี, สพล น้อยวงษ์, เจะฮานาฟี มามะ, พิชิตชัย เศียรกระโทก, ธีรภัทร ปรือทอง, กฤตภัค แสงสวัสดิ์

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทยU23 #สี่เส้า #จีน #เอเชียนเกมส์

UNDP-EU หนุนพัฒนา SDGs ดันศักยภาพท่องเที่ยวและชุมชนเข้มแข็งสู่อนาคตนราธิวาส

นราธิวาส – เมอนารอเปิดบ้านต้อนรับคณะ UNDP และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU)  หนุนพัฒนา SDGs ดันศักยภาพท่องเที่ยวและชุมชนเข้มแข็งสู่อนาคต

ชาวนราธิวาสยินดีต้อนรับคณะ UNDP ซึ่งนำโดยนางสาว นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส  เพื่อศึกษาบริบทการพัฒนาของแต่ละจังหวัดอย่างรอบด้าน

และสำรวจโอกาสความร่วมมือภายใต้โครงการ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ในประเทศไทย ระยะที่ 2 ” (SDG Localisation Phase 2) โดยมีนายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส และคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯลงสำรวจพื้นที่ในชุมชน

นางสาว นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง มีความร่วมมือเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รู้สึกประทับใจมากๆที่ได้มาเยือนที่นี่  มองว่าจังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์และเป็นหมุดหมายที่น่าเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ อีกทั้งนราธิวาสยังถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมโบราณ บวกกับชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คณะฯได้นั่งรถรางชมเมืองนราธิวาส เริ่มต้นจาก บริเวณด้านหน้าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ศาลากลางจังหวัดฯหลังเก่า ไปตามถนนในเขตเทศบาลเมืองนราฯ เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่เมืองเก่านราธิวาส ประกอบด้วย พลับพลาที่ประทับและเขื่อนท่าพระยาสาย / ชมอาคารก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส / ชมท่าเรือโดยสารสาธารณะ การขนส่งทางเรือ และการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในสมัยก่อน

จากนั้นเดินเท้าเข้าตรอกพิธาน เยี่ยมชมอาคารโบราณเก่าแก่ และเยี่ยมชมวิถีชุมชน ชมการทำกรือโป๊ะ (ข้าวเกรียบปลาสด) และเดินทางข้ามสะพานไปยังฝั่งเกาะปู ลารายอ กาแลตาแป สถานที่เพื่อให้การสงเคราะห์หรือบ้านกึ่งวิถี (Halfway House) และเยี่ยมชมชมอู่ต่อเรือกอและ จากรุ่นสู่รุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่เมืองเก่านราธิวาส  ถือเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และศักยภาพของจังหวัดในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“นราธิวาสมีดีทุกอย่าง” เทศบาลเมืองนราธิวาส

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บุนมะนุ จ.นราธิวาส

เสียงสะท้อน! ‘คนตรัง’ วิกฤตน้ำมัน! ตั๋วเครื่องบินราคาแพง กระทบเดินทาง-ท่องเที่ยว

สถานการณ์ราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทาง ดอนเมือง-ตรัง-ดอนเมือง ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แตะระดับ 5,000–7,000 บาทต่อเที่ยวในบางช่วง) กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวตรังและนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน

ปัจจุบันมีเพียง 3 สายการบิน คือ นกแอร์, ไทยไลออนแอร์, และไทยแอร์เอเชีย ให้บริการรวมเพียง วันละ 5 เที่ยวบิน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งราคาตั๋วเครื่องบินแพงกว่าจังหวัดอื่นๆ ทำให้ ผู้โดยสารจำนวนมากเลือกไปใช้บริการที่ สนามบินกระบี่ หรือ สนามบินนครศรีธรรมราช แทน เนื่องจากมีเที่ยวบินมากกว่าและราคาถูกกว่าเกือบเท่าตัว

ชาอิศม์ฉัตร สมหวังณชพล ผู้จัดการสถานีตรัง สายการบินไทยไลออนแอร์ เปิดเผยถึงสาเหตุของราคาตั๋วเครื่องบินแพง “มหาโหด” ว่า เนื่องมาจากไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยว จ.ตรัง โดยเฉพาะพื้นที่เกาะต่างๆ เป็นจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเกาะหลีเป๊ะ สตูล ก็เดินทางมาขึ้นลงเครื่องบินสนามบินตรัง ทั้ง 3 สายการบินมีนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยสารถึง 50% ในแต่ละเที่ยวบิน ราคาตั๋วก็ขยับสูงขึ้น 

“หากนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารวางแผนการเดินทางล่วงหน้าราคาตั๋วเครื่องบินก็ไม่น่าตกใจ ถ้าจะเดินทางในระยะไม่ถึงสัปดาห์แล้วซื้อตั๋ว ผู้โดยสารจะตกใจ เพราะหากตั๋วเหลือจำนวนน้อยราคาก็จะขยับขึ้นแบบขั้นบันไดราคาขยับสูงขึ้น”

“ส่วนที่ช่วงนี้น้ำมันเชื้อเพลิงขาดตลาด ราคาน้ำมันโดยทั่วไปขยับขึ้น แต่ในส่วนสายการบินจะยังไม่ขยับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน เพราะรัฐบาลจะดูในเรื่องนี้อยู่แล้ว กรณีสนามบินตรังมี 2 แผน แผนแรก คือ มีน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองในการใช้งานอยู่แล้วสำหรับใช้รถลากเครื่องบิน รถขนส่งสัมภาระผู้โดยสาร  หากไม่มีน้ำมันดีเซล แผนที่ 2 จะให้เครื่องบินจอดห่างตัวอาคารสนามบิน ให้เครื่องบินสามารถขับออกไปได้เอง โดยไม่ใช้รถลากเรื่องบิน สะพานเทียบเครื่องบินก็เช่นกัน ใช้คนลากเข้ามาเทียบซึ่งไม่ต้องใช้รถ”

ชาอิศม์ฉัตร กล่าวว่า ราคาตั๋วเครื่องบินสนามบินตรัง ที่แพงกว่านครศรีธรรมราช และกระบี่ เนื่องจากสนามบินตรังมีเที่ยวบินวันละ 5 ไฟล์  กระบี่ 10 กว่าไฟล์ ราคาย่อมไม่เท่ากัน เพราะการบริหารจัดการ ค่าการตลาด จังหวัดที่มีเที่ยวบินมากย่อมราคาถูกกว่า หากตรังมีเที่ยวบินวันละ 10 เที่ยว ราคาก็จะไม่สูง แต่ตรังมีเที่ยวบินไม่มากทำให้ราคาตั๋วอาจจะดูน่าตกใจไปบ้าง ในช่วงไฮซีซั่น

ชาอิศม์ฉัตร กล่าวด้วยว่า สายการบินไทยไลออนแอร์ มีตั๋วโปรโมชั่นทุกวันศุกร์แรกของเดือน ราคาตั๋วลด 25% จะช่วยประหยัดได้มาก ช่วงปลายมีนาคมและเมษายนทั้งเดือน ราคาประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น ช่วงเดือนเมษายนนี้ ไทยแอร์เอเชียเปิดเที่ยวบินเพิ่มอีก 1 เที่ยวบิน สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก เพราะช่วงดังกล่าวคนกลับมาเชงเม้ง ช่วงวันหยุดกลับเยี่ยมบ้านสงกรานต์

“ยอมรับบางวันราคาตั๋วเครื่องบินสูง 4,000-4,500บาท กระบี่ 2,000กว่าบาท ทางเราก็แนะนำให้ผู้โดยสารเดินทางขึ้นเครื่องกระบี่ สำหรับผู้โดยสารที่มีความพร้อม บางท่านก็ไปขึ้นเครื่องที่กระบี่ และช่วงเมษายน นี้ ราคาตั๋วโยสารดอนเมือง-ตรัง 1-6 เมษายน ราคา 3,500-4,000 บาท วันที่ 10-13 เมษายน ราคา 3,500-4,500 จากตรัง-ดอนเมือง ส่วนวันที่ 14-19 เมษายน เป็นต้นไป ราคาเฉลี่ยน 3,000-4,000 บาท”

ด้าน จงกลณี อุสาหะ หุ้นส่วนผู้จัดการเจ้าไหมทัวร์ และอดีตนายกสมาคมท่องเที่ยวและโรงแรม จ.ตรัง กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และมีการเดินทางเมษายน เป็นช่วงไฮซีซั่นของ จ.ตรัง  นักท่องเที่ยว ผู้คนที่มาเยี่ยมบ้าน ปิดภาคเรียน ช่วงเทศกาลเชงเม้ง คนไทยเชื้อสายจีนกลับมาไหว้บรรพบุรุษ แล้วก็สงกรานต์วันหยุดยาว ช่วงนี้จึงทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินขยับราคาขึ้นเป็นขั้นบันไดอยู่แล้ว

แต่ละสายการบินวางแผนราคาตั๋วห่างกันแต่ละขั้นกี่ร้อยบาท บางสายการบินก็จะตั้งราขั้นละ 200 – 500 บาท สำนักงานการบินพลเรือนสามารถให้สายการบินโลว์คอสแอร์ หรือสายการบินต้นทุนต่ำขายสูงสุดเส้นทางตรัง 7,500 บาท เช่น ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ สงขลา  

“สำหรับเส้นทางบินในประเทศไทย ส่วนตัวได้เข้าไปประชุมกับสายการบิน เรื่องของสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งบางสายการบินยังไม่ขึ้นราคาตั๋วโดยสาร เพราะยังมีน้ำมันในสต๊อก หลังจากสงกรานต์ หรือว่าพ้นจากเดือนเมษายนไปแล้วอาจจะมีการขึ้นราคาหรือไม่ ต้องคอยติดตาม”

จงกลณี กล่าวต่อว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นี้ ตั๋วเครื่องบินราคาแพงตามเรทที่เขาตั้งไว้เป็นธรรมชาติของราคาตั๋วเครื่องบินช่วงนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าช่วงนี้เกิดจากราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนหรือราคาแพง ทำราคาตั๋วเครื่องบินแพงตาม

“ซึ่งในช่วงนี้จะได้รับคำถามจากลูกค้าตลอดว่าทำไมตั๋วเครื่องบินตรังแพง อันนี้มันเป็นกลไกอัตโนมัติของสายการบินที่เค้ากำหนดขึ้นมาขายในช่วงนี้เป็นวัฏจักร”

“ราคาตั๋วช่วงนี้ ประมาณ 5,300 บาท จากดอนเมืองมาตรัง และจากตรังไปดอนเมือง ราคาประมาณ 4,000 ถึง 5,000 บาทเช่นกัน ดังนั้นหากทราบวันเดินทางที่แน่นอน ก็แนะนำให้จงอตั๋วล่วงหน้า 2-3 เดือนจะได้ตั๋วราคาถูก หากมีซื้อตั๋ววันศุกร์, เสาร์ล อาทิตย์หรือวันหยุดยาว เช่นนี้ราคาตั๋วก็จะแพงแน่นอน กรณีตั๋วข้าราชการจะต้องเดินทางวันจันทร์-ศุกร์ หากมาซื้อตั๋วในหยุด นักขัตฤกษ์ ราคาก็จะแพงกว่าตั๋ววันปกติ”

จงกลณี  กล่าวอีกว่า ส่วนนักท่องเที่ยวจะเดินทางมากับรถไฟ เป็นเรื่องค่อนข้างยากเพราะตั๋วโดยสารจะเต็มตลอด การรถไฟเปิดให้จองตั๋วล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ใช้เวลา 2 วันตั๋วก็จะถูกจองเต็มแล้ว เพราะการเดินทางกับรถไฟ คือ ปลอดภัย ประหยัด ที่นั่งทุกชั้น ชั้น 1, 2 และ 3 เต็มหมด

“ตั๋วเครื่องบินราคาแพง นักท่องเที่ยวอาจจะขับรถยนต์มากันเองดีกว่า ดังนั้นน้ำมันก็เป็นตัวแปลอีกตัวนึงที่ทำให้เขาตัดสินใจไม่เดินทางมาเที่ยว เพราะน้ำมัน ขาดแคลนและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น น้ำมันจะหมดหรือไม่ จะเติมน้ำมันได้ที่ปั๊มไหน  ปัจจุบันนี้เราแล้วไม่สามารถที่จาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่รัฐบาลให้คำตอบได้ว่ามีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”

จงกลณี ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวหรือเรือทัวร์หาดปากเมง แบบเช้าไปเย็นกลับหรือ “วันเดย์ทริป” ผู้ประกอบการเดินเรือนำเที่ยวบางรายประกาศในกลุ่มไลน์เอเยนต์จำหน่ายตั๋วเรือนำเที่ยวทะเลตรัง จะปรับขึ้นราคาช่วงระหว่างวันที่ 13, 14, 15 เมษายนนี้ จากราคาปกติ 950 บาท ขึ้นอีก 100 บาท รวม 1,050 บาทต่อคน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดีเซลขึ้นราคา และขาดแคลน

ขณะที่ ศุภชัย ชูเชิดรัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวหาดปากเมง เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวส่วนมากยังตรึงราคาตั๋วโดยสารท่องเที่ยวทะเลตรัง วันเดย์ทริป เที่ยว 4 เกาะ พร้อมอาหาร ไว้ที่ 950 บาทต่อหัว โดยจะตรึงราคาไว้จนจบฤดูการท่องเที่ยว สิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวทะเลตรังกับเรือทัวร์ก็สามารถจองตั๋วมาได้ ถึงแม้นราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้นมาบ้าง ก็สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ ขอให้รัฐบาลดูแลให้มีน้ำมันขายทุกปั๊มก็เพียงพอ

“ถึงแม้ตั๋วเครื่องบินจะมีราคาแพงมากในช่วงนี้ แต่นักท่องเที่ยวก็จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟ และรถประจำทาง มาท่องเที่ยวทะเลตรังในช่วงเมษายนนี้ เชื่อว่าช่วงเมษายนตลอดจนถึงพฤษภาคม นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาเที่ยวทะเลตรัง และเชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์น้ำมันจะเข้าสู่สภาวะปกติ ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ให้ทุกปั๊มมีน้ำมันจำหน่าย”

“สำหรับโรงแรม รีสอร์ท ที่หาดปากเมงมีด้วยกันประมาณ 400 ห้อง ก็สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง  ดังนั้นผู้ประกอบการ เรือนำเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องทะเลตรัง และหาดปากเมง”

เทศกาลสงกรานต์! ทดลองใช้มอเตอร์เวย์ M6 “บางปะอิน-โคราช” แนะเติมน้ำมัน-ชาร์จไฟฟ้าให้พร้อม

สงกรานต์ปีนี้ ทล.เปิดทดลองใช้มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน – นครราชสีมา ตลอดสาย เผยช่วงบางปะอิน–ปากช่อง สร้างเสร็จฝั่งเดียว 10-13 เม.ย.ใช้เป็นขาออก ส่วน 14-19 เม.ย.สลับเป็นขาเข้า ส่วนปากช่อง-นครราชสีมาเสร็จหมดแล้ว วิ่งแบบ 2 ทิศทางตลอด 24 ชม.ช่วยระบายรถสู่ภาคอีสาน แนะเติมน้ำมัน-ชาร์จไฟรถให้พร้อม

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องต่อเนื่อง กรมทางหลวง เตรียมความพร้อมเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา ตลอดสาย ตั้งแต่บางปะอิน – ปากช่อง – นครราชสีมา ระยะทางรวม 196 กิโลเมตร ระหว่างวันที่ 10 – 19 เมษายน 2569 (จำนวน 10 วัน) เพื่อรองรับปริมาณการเดินทางของประชาชน ลดความแออัดบนถนนมิตรภาพ และถนนพหลโยธิน เพิ่มความสะดวกในการเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับรูปแบบการเปิดให้บริการช่วง “ปากช่อง – นครราชสีมา” ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างงานโยธาเสร็จแล้ว จะเปิดให้สัญจรได้สองทิศทาง ตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนช่วง “บางปะอิน – ปากช่อง” เนื่องจากก่อสร้างเสร็จฝั่งทิศทางขาออก 3 ช่องจราจร ดังนั้นจึงจะเปิดสัญจร โดยการจัดการจราจรแบบเดินรถทางเดียว (One-way) ตามช่วงเวลา โดยช่วงต้นเทศกาล ใช้วิ่งทิศขาออกกรุงเทพฯ เท่านั้น ระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 00.01 น. ถึง 13 เมษายน 2569 เวลา 24.00 น. โดยผู้ใช้ทางสามารถเข้าสู่มอเตอร์เวย์ M6 ได้ที่ด่านบางปะอิน ด่านหินกอง ด่านสระบุรี และด่านแก่งคอย ทั้งนี้ หากพบว่ามีปริมาณรถสะสมหนาแน่นบริเวณด่านปากช่อง กรมทางหลวงจะเปิดใช้งาน “ด่านมวกเหล็ก” เพื่อเร่งระบายการจราจรออกสู่ถนนมิตรภาพให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ช่วงปลายเทศกาล ใช้สัญจรเป็นทิศขาเข้ากรุงเทพฯ เท่านั้น ระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 06.00 น. ถึง 19 เมษายน 2569 เวลา 24.00 น. โดยผู้ใช้ทางสามารถวิ่งเข้า – ออก M6 ได้ที่ ด่านแก่งคอย ด่านสระบุรี ด่านหินกอง หรือออกที่ด่านบางปะอิน เพื่อเชื่อมต่อสู่ถนนพหลโยธิน และวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านตะวันตกและตะวันออก

ทั้งนี้ จะมีการปิดพื้นที่ชั่วคราว ตั้งแต่บริเวณต่างระดับบางปะอิน ถึง ด่านปากช่อง ในวันอังคารที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 00.00 – 06.00 น. เพื่อสลับทิศทางการจราจรและเตรียมพร้อมรองรับการจราจรขาเข้า

สำหรับการอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง กรมทางหลวงได้จัดเตรียมจุดบริการห้องน้ำชั่วคราวรวมทั้งหมด 17 จุด ประกอบด้วยบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง 14 จุด (ทั้งขาเข้าและขาออก) จุดพักรถทับกวาง กม.64+900 (ขาออก) และจุดพักรถสีคิ้ว กม.147+000 (ทั้งขาเข้าและขาออก)

อธิบดีกรมทางหลวงย้ำว่า เนื่องจากเป็นช่วงทดลองให้บริการ จึงอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัย โดยเส้นทางดังกล่าวยังไม่มีสถานีบริการน้ำมัน จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งร้านค้าบริการ กรมทางหลวงจึงขอแนะนำให้ประชาชนศึกษาเส้นทางและเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เติมน้ำมัน และจัดเตรียมอาหาร/น้ำดื่มให้พร้อมก่อนเข้าสู่มอเตอร์เวย์

กรมทางหลวงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน โดยได้จัดเจ้าหน้าที่บริหารจัดการจราจรและหน่วยเคลื่อนที่เร็วอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ทั้งนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับโครงการก่อสร้าง มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา ระยะทางรวม 196 กิโลเมตร ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีความคืบหน้างานรวม 89.10% โดยแบ่งงานโยธา เป็น 40 สัญญา (ตอน) ปัจจุบันเสร็จแล้ว 38 สัญญา เหลืออีก 2 สัญญา สัญญา 4 และสัญญาที่ 21

โดยสัญญาที่ 4 อยู่ใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เนื้องานเหลือการก่อสร้างสะพานรวม 8 แห่ง โดยกรมทางหลวงคาดว่างานก่อสร้างทั้งหมดของตอนที่ 4 จะแล้วเสร็จภายในเดือนพ.ค.-มิ.ย. 2569

ส่วนตอนที่ 21 ที่มีพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เนื้องานเหลืองานก่อสร้างสะพานฝั่งขวาทาง โดยงานฐานรากสะพาน งานเสาตอหม้อ และงานติดตั้งชิ้นส่วนสะพาน ซึ่งสัญญานี้มีการปรับแบบก่อสร้างเป็นสะพาน สัญญาสิ้นสุดประมาณกลางปี 2570 ทั้งนี้ กรมทางหลวงจะเร่งรัดการก่อสร้างงานสัญญาที่ 21 ให้แล้วเสร็จภายในปลายปี 2569 โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ M 6 บางประเน – นครราชสีมา ตลอดสาย ทั้ง 2 ทิศทางในปี 2570

พลิกชีวิตชาวนา! วิกฤตสู่โอกาสเลี้ยงหนูนาในบ่อซีเมนต์ สร้างรายได้งามออร์เดอร์ทะลัก

ในช่วงที่อาชีพทำนาต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งสภาพอากาศและต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น เกษตรกรหลายรายเริ่มมองหาทางรอดใหม่ เพื่อประคองรายได้ของครอบครัว

หนึ่งในนั้นคือ นายสัมฤทธิ์ ใจเด็ด อายุ 59 ปี ชาวบ้านหนองจาน หมู่ 4 ตำบลดอนยาวใหญ่ อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ที่ตัดสินใจใช้เวลาว่างจากการทำนา หันมาเลี้ยง “หนูนา” ในบ่อซีเมนต์ สร้างรายได้เสริมอย่างจริงจัง

นายสัมฤทธิ์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการมองเห็นโอกาสในตลาดบริโภคที่เริ่มหันมานิยมกินหนูนามากขึ้น จึงลงทุนซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จำนวน 6 คู่ มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ โดยจัดสัดส่วนตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 6 ตัว เลี้ยงรวมกันแบบประหยัดพื้นที่

“เลี้ยงไปประมาณ 2 สัปดาห์ ต้องคอยสังเกตตัวเมีย ถ้าตั้งท้องก็แยกออกมาเลี้ยงเดี่ยว เพื่อป้องกันความเครียด เพราะถ้าเครียดแม่หนูอาจกินลูกตัวเอง” นายสัมฤทธิ์ กล่าว

แม่หนูหนึ่งตัวสามารถออกลูกได้ครั้งละ 6-12 ตัว หลังคลอดจะเลี้ยงลูกประมาณ 1 เดือน ก่อนแยกออกไปเลี้ยงต่อ โดยใช้อาหารหลักเป็นข้าวเปลือก ข้าวโพด และเสริมด้วยหญ้าขน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ แต่ได้ผลผลิตรวดเร็ว

ปัจจุบัน นายสัมฤทธิ์มีหนูนาในฟาร์มกว่า 200 ตัว เลี้ยงในบ่อซีเมนต์จำนวน 20 บ่อ และสามารถส่งขายเป็นหนูเนื้อชำแหละในราคากิโลกรัมละ 150 บาทขึ้นไป สร้างรายได้เสริมเฉลี่ยเดือนละ 2,000-3,000 บาท

ที่น่าสนใจคือ ขณะนี้มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาบริโภคหนูนามากขึ้น ส่งผลให้หนูนาไม่ใช่แค่สัตว์พื้นบ้านอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากชาวนาที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอน วันนี้ นายสัมฤทธิ์สามารถยืนหยัดได้ด้วยการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สะท้อนภาพความพยายามของเกษตรกรไทย ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และยังคงเดินหน้าสร้างชีวิตด้วยสองมือของตนเองอย่างไม่ย่อท้อ

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

เซ่นพิษศก.ทรุด-สงครามอิหร่าน!คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งเหวเหลือ 36% ต่ำสุดในเทอมสอง

US President Donald Trump speaks during a swearing in ceremony for new Homeland Security Secretary Markwayne Mullin in the Oval Office of the White House in Washington, DC, on March 24, 2026. The US Senate on Monday confirmed Mullin as the new chief of the Department of Homeland Security (DHS), the agency reeling from a partial government shutdown as it works to enforce President Donald Trump’s immigration crackdown. (Photo by Jim WATSON / AFP)

ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส ระบุว่า คะแนนความนิยมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่ง สหรัฐอเมริกา ปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบขาว โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำสงครามกับอิหร่าน

ทั้งนี้จากผลสำรวจซึ่งจัดทำเป็นเวลา 4 วันและสิ้นสุดในวันจันทร์ พบว่า ชาวอเมริกันเพียง 36% เห็นชอบต่อการทำงานของทรัมป์ ลดลงจาก 40% จากผลสำรวจเมื่อสัปดาห์ก่อน สะท้อนแนวโน้มความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ มุมมองของประชาชนต่อทรัมป์ย่ำแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยจากราคาน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้น นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ผลสำรวจยังระบุว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 25% ที่เห็นชอบต่อการบริหารจัดการปัญหาค่าครองชีพของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2024 ขณะที่มีเพียง 29% ที่เห็นชอบต่อการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐบาลทรัมป์ทั้งสองสมัย และยังต่ำกว่าคะแนนด้านเศรษฐกิจของอดีตประธานาธิบดี Joe Biden

นักวิเคราะห์ระบุว่า ความกังวลด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางคะแนนนิยมของผู้นำสหรัฐฯ และเคยมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานะของทรัมป์ในฐานะผู้นำพรรครีพับลิกันยังคงแข็งแกร่ง โดยมีเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของผู้สนับสนุนพรรคที่แสดงความไม่พอใจต่อผลงานโดยรวม ขณะที่สัดส่วนผู้ไม่พอใจด้านการจัดการค่าครองชีพในกลุ่มรีพับลิกันเพิ่มขึ้นเป็น 34% จาก 27% เมื่อสัปดาห์ก่อน

ก่อนหน้านี้ คะแนนนิยมโดยรวมของทรัมป์เคยอยู่ที่ประมาณ 47% ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่ง และทรงตัวราว 40% ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งยังสูงกว่าจุดต่ำสุดในสมัยแรกที่ 33% และสูงกว่าจุดต่ำสุดของรัฐบาลไบเดนเล็กน้อยที่ 35%

ขณะเดียวกัน ประเด็นความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่านยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันภาพลักษณ์ของผู้นำสหรัฐฯ โดยผลสำรวจพบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 35% ที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ลดลงจาก 37% ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้นเป็น 61% จาก 59%

“อาทิตย์” คว้าเบสต์อาเซียน สเตจที่ 2 พร้อมวางเป้าหมายทองเอเชี่ยนเกมส์

“อาทิตย์ ปูลาร์ด” นักปั่นทีมชาติไทยชุดเตรียมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากทีมรู้ใจ อินชัวรันซ์ วินสเปซ ทำผลงานยอดเยี่ยมคว้ารางวัล “เบสต์อาเซียน” มาครอง ได้สวมเสื้อม่วง ในการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” สเตจที่ 2 โดย “อาทิตย์” หวังคว้าเหรียญในศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่น มาครองให้ได้ ส่วนแชมป์ประจำสเตจยังเป็น “ปิแอร์ บาบิเยร์” นักปั่นชาวฝรั่งเศสจากทีมตรังกานู ไซคลิง พร้อมรั้งตำแหน่งผู้นำเวลารวมได้สวมเสื้อเหลืองต่อไป

การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-2 เมษายน 2569 โดยใช้เส้นทางในจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี รวมระยะทางทั้งสิ้น 1,113.70 กิโลเมตร สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันสเตจที่ 2 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ลานนาคาเบิกฟ้า จุดชมบั้งไฟพญานาค อำเภอโพนพิสัย โดยได้รับเกียรติจาก นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมในพิธี

ส่วนผลการแข่งขันสเตจที่ 2 เส้นทางจากลานนาคาเบิกฟ้าจุดชมบั้งไฟพญานาค วัดไทย อำเภอโพนพิสัย-อำเภอรัตนวาปี-อำเภอเฝ้าไร่-อำเภอโพนพิสัย-กลับมาเข้าเส้นชัยที่หน้าสนามกีฬากลางจังหวัดหนองคาย ระยะทาง 150.20 กิโลเมตร ปรากฏว่า แชมป์ประจำสเตจที่ 2 ยังเป็น ปิแอร์ บาบิเยร์ นักปั่นชาวฝรั่งเศสจากทีมตรังกานู ไซคลิง ของมาเลเซีย หลังจากคว้าแชมป์สเตจที่ 1 ไปแล้ว อันดับที่ 2 อเล็กซานเดอร์ ซัลบี้ นักปั่นชาวเดนมาร์กจากทีมหลี่หนิง สตาร์ของจีน, ที่ 3 นายอาทิตย์ ปูลาร์ด นักปั่นทีมชาติไทยชุดเตรียมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากทีมรู้ใจ อินชัวรันซ์ วินสเปซ ด้วยเวลา 3.19.58 ชั่วโมงเท่ากัน

ตำแหน่งผู้นำเวลารวมก็ยังเป็น ปิแอร์ บาบิเยร์ นักปั่นทีมตรังกานู ไซคลิง เวลา 5.40.10 ชั่วโมง ได้สวม “เสื้อเหลือง” ต่อไป พร้อมทั้งได้รางวัลผู้นำคะแนนรวมเจ้าความเร็ว ได้ “เสื้อเขียว” อีก 1 ตัว โดยมี นายอาทิตย์ ปูลาร์ด ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ด้วยเวลา 5.40.26 ชั่วโมง นอกจากนี้อาทิตย์ยังได้รางวัลเบสต์อาเซียน หรือนักปั่นยอดเยี่ยมอาเซียน มาครองได้สวม “เสื้อม่วง” ส่วน “มะตูม” พ.อ.อ.พีระพล ชาวเชียงขวาง จากทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัล ไซคลิง หล่นจากอันดับ 5 มาอยู่อันดับ 7 เวลารวม ด้วยเวลา 5.40.27 ชั่วโมง สำหรับตำแหน่งเจ้าความเร็ว หรือ Intermediate Sprints จุดที่ 1 (IS1) และ 2 (IS2) ประจำสเตจที่ 2 เป็นของ คิม ยูโร จากทีมแอลเอ็กซ์ ไซคลิง ของเกาหลีใต้ ขณะที่รางวัลนักกีฬาบู๊ยอดเยี่ยม (Most Combative Rider) เป็นของ ปาร์ค จีฮวาน จากทีมเคเอสพีโอ ของเกาหลีใต้ ส่วนผลการแข่งขันทั้งหมดติดตามได้ที่ www.tourofthailand.in.th

พลเอกเดชา กล่าวว่า ภาพรวมหลังจากแข่งขันแล้ว 2 สเตจถือว่าน่าพอใจ ไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง โดยในสเตจที่ 2 นี้ อาทิตย์ ปูลาร์ด นักปั่นทีมชาติไทยชุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากทีมรู้ใจก็คว้ารางวัลเบสต์อาเซียนมาครอง คะแนนที่อาทิตย์ได้รับก็จะเป็นของประเทศไทย และมีผลต่อการคัดเลือกไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ส่วนการแข่งขันสเตจที่ 3 จะปั่นขึ้นเขาไปเข้าเส้นชัยที่ภูฝอยลม จังหวัดอุดรธานี ซึ่งทาง “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย มีความมั่นใจว่านักปั่นไทยน่าจะทำผลงานได้ดี เนื่องจากเราฝึกซ้อมจนคุ้นเคยกับเส้นทางดี อย่างไรก็ตาม ทีมที่เป็นคู่แข่งสำคัญอย่างหลี่หนิง สตาร์ ของจีน, ทีมแอลเอ็กซ์จากเกาหลีใต้ หรือทีมตรังกานูของมาเลเซียต่างก็ไม่ธรรมดา ตนจึงกำชับโค้ชตั้มไปว่าอย่าประมาทเด็ดขาด

พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า การแข่งขันปีนี้ต้องขอชื่นชมทีมงานฝ่ายเทคนิคที่กำหนดเส้นทางแข่งขันได้อย่างสวยงาม มีทางที่ผ่านสวนยาง ขณะที่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอโพนพิสัยก็ออกมาต้อนรับขบวนนักกีฬาตลอดสองข้างทาง ขอขอบคุณ นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย รวมทั้ง นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ และ นายจำลักษณ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ทุกท่านได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 9 อำเภอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี การดูแลต้อนรับ การบริหารจัดการด้านจราจรก็ดี นักกีฬาทุกคนก็เกิดความประทับใจ ถ้าหากการประเมินของหัวหน้าผู้ตัดสินนานาชาติเป็นไปตามนี้ ประเทศไทยจะได้คะแนนระดับดีที่สุด

ด้าน นายอาทิตย์ ปูลาร์ด นักปั่นทีมชาติไทยจากทีมรู้ใจ กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจและพอใจกับผลงานตัวเองใน 2 สเตจที่ผ่านมา ส่วนการแข่งขันที่เหลือก็จะทำให้ดีที่สุด แต่คู่แข่งขันที่น่ากลัวก็มาจากทีมหลีหนิง สตาร์ และทีมตรังกานู ขณะที่เป้าหมายในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนกันยายนนี้ เป็นเกมที่ท้าทายความสามารถอีกรายการหนึ่ง ตนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และจะพยายามคว้าเหรียญทองมาครองให้ได้

สำหรับการแข่งขันสเตจที่ 3 วันที่ 26 มีนาคม พิธีเปิดการแข่งขันที่ลานวัฒนธรรมหน้าวัดลำดวน เริ่มเวลา 08.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานพิธี เส้นทางจากลานวัฒนธรรมหน้าวัดลำดวน ไปบ้านน้ำสวย-อำเภอสระใคร-เข้าเขตจังหวัดอุดรธานี- อำเภอบ้านผือ-อำเภอกุดจับ-ผ่านเขื่อนห้วยหลวง-อำเภอหนองวัวซอ-บ้านผาสิงห์- เข้าเส้นชัยที่ภูฝอยลม อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี ระยะทาง 141.60 กิโลเมตรโดยมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ และยูทูบ ThaiPBS ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

หนุ่มลาวผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพแฟนสาวสารภาพสิ้นทำไปเหตุหึงหวง-อารมณ์ชั่ววูบ

ชุดสืบสวนนำตัว “ต้อม” ชาวลาวมือฆ่าหั่นศพแฟนสาววัย 20 ชำเหละ ทิังคลองกลางกรุง เข้าห้องสอบที่สน.ทุ่งสองห้อง สารภาพทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญฆ่าหั่นศพ ล่าสุดเมื่อเวลา 22:30 น.วันที่ 25 มี.ค.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายต้อม ผู้ต้องหา เดินทางโดยเครื่องบินจาก จ.อุดรธานี มายัง สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมี พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผบช.น. เดินทางมาสอบปากคำด้วยตนเอง

นายต้อม ให้การรับสารภาพเบื้องต้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ระบุว่าทำไปเพราะ “อารมณ์ชั่ววูบ” และรู้สึกสำนึกผิดต่อแฟนสาวที่เสียชีวิต เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามถึงสาเหตุ ที่ลงมือทั้งที่อ้างว่ารักแฟนสาว นายต้อมตอบเพียงว่า “พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ” ก่อนจะถูกคุมตัวเข้าห้องสอบสวน

จากการสอบสวนของ ผบช.น. พบว่ามูลเหตุจูงใจหลักมาจาก ความหึงหวง โดยมีลำดับเหตุการณ์
– ปลายเดือน ก.พ. ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงจนฝ่ายหญิงหนีไป
– 21 มี.ค. นายต้อมตามแกะรอยจากโซเชียลมีเดียและ TikTok จนพบว่าแฟนสาวทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี จึงไปดักรอ และพาตัวกลับมาที่ห้องพักในวันที่ 22 มีนาคม

– วันเกิดเหตุ: นายต้อมพยายามเกลี้ยกล่อมให้แฟนสาวกลับประเทศลาวด้วยกัน แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธเพราะต้องการทำงานในไทย จนเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
– นายต้อมพลั้งมือบีบคอแฟนสาวจนเสียชีวิตภายในห้องพัก ก่อนจะตัดสินใจชำแหละศพในห้องน้ำเพื่ออำพราง เนื่องจากไม่รู้วิธีเคลื่อนย้ายร่างที่สมบูรณ์ออกไป.

นายต้อมยอมรับว่า อาศัยความชำนาญจากการเป็น “พ่อครัวแล่เนื้อสัตว์” ในการแยกชิ้นส่วนศพออกเป็น 8 ส่วน บรรจุใส่ถุงดำที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ แล้วนำไปทิ้งลงคลองประปา

ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศพแล้ว 6 ถุง และกำลังเร่งค้นหาอีก 2 ถุงที่เหลือ ส่วนอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุนั้น ตำรวจกำลังเร่งหา หลังนายต้อมปฏิเสธว่า มีดทำครัวที่ยึดได้ในห้อง ไม่ใช่เล่มที่ใช้หั่นศพ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เตรียมแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ซ่อนเร้น อำพราง หรือทำลายศพ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหา ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดเพิ่มเติม แม้เบื้องต้นเจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่ได้ดื่มสุรา โดยเจ้าหน้าที่มีกำหนดจะควบคุมตัวไปฝากขังต่อศาลในวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.69 นี้