เซ่นพิษศก.ทรุด-สงครามอิหร่าน!คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งเหวเหลือ 36% ต่ำสุดในเทอมสอง

US President Donald Trump speaks during a swearing in ceremony for new Homeland Security Secretary Markwayne Mullin in the Oval Office of the White House in Washington, DC, on March 24, 2026. The US Senate on Monday confirmed Mullin as the new chief of the Department of Homeland Security (DHS), the agency reeling from a partial government shutdown as it works to enforce President Donald Trump’s immigration crackdown. (Photo by Jim WATSON / AFP)

ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส ระบุว่า คะแนนความนิยมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่ง สหรัฐอเมริกา ปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบขาว โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำสงครามกับอิหร่าน

ทั้งนี้จากผลสำรวจซึ่งจัดทำเป็นเวลา 4 วันและสิ้นสุดในวันจันทร์ พบว่า ชาวอเมริกันเพียง 36% เห็นชอบต่อการทำงานของทรัมป์ ลดลงจาก 40% จากผลสำรวจเมื่อสัปดาห์ก่อน สะท้อนแนวโน้มความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ มุมมองของประชาชนต่อทรัมป์ย่ำแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยจากราคาน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้น นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ผลสำรวจยังระบุว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 25% ที่เห็นชอบต่อการบริหารจัดการปัญหาค่าครองชีพของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2024 ขณะที่มีเพียง 29% ที่เห็นชอบต่อการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐบาลทรัมป์ทั้งสองสมัย และยังต่ำกว่าคะแนนด้านเศรษฐกิจของอดีตประธานาธิบดี Joe Biden

นักวิเคราะห์ระบุว่า ความกังวลด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางคะแนนนิยมของผู้นำสหรัฐฯ และเคยมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานะของทรัมป์ในฐานะผู้นำพรรครีพับลิกันยังคงแข็งแกร่ง โดยมีเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของผู้สนับสนุนพรรคที่แสดงความไม่พอใจต่อผลงานโดยรวม ขณะที่สัดส่วนผู้ไม่พอใจด้านการจัดการค่าครองชีพในกลุ่มรีพับลิกันเพิ่มขึ้นเป็น 34% จาก 27% เมื่อสัปดาห์ก่อน

ก่อนหน้านี้ คะแนนนิยมโดยรวมของทรัมป์เคยอยู่ที่ประมาณ 47% ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่ง และทรงตัวราว 40% ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งยังสูงกว่าจุดต่ำสุดในสมัยแรกที่ 33% และสูงกว่าจุดต่ำสุดของรัฐบาลไบเดนเล็กน้อยที่ 35%

ขณะเดียวกัน ประเด็นความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่านยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันภาพลักษณ์ของผู้นำสหรัฐฯ โดยผลสำรวจพบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 35% ที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ลดลงจาก 37% ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้นเป็น 61% จาก 59%

“อาทิตย์” คว้าเบสต์อาเซียน สเตจที่ 2 พร้อมวางเป้าหมายทองเอเชี่ยนเกมส์

“อาทิตย์ ปูลาร์ด” นักปั่นทีมชาติไทยชุดเตรียมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากทีมรู้ใจ อินชัวรันซ์ วินสเปซ ทำผลงานยอดเยี่ยมคว้ารางวัล “เบสต์อาเซียน” มาครอง ได้สวมเสื้อม่วง ในการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” สเตจที่ 2 โดย “อาทิตย์” หวังคว้าเหรียญในศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่น มาครองให้ได้ ส่วนแชมป์ประจำสเตจยังเป็น “ปิแอร์ บาบิเยร์” นักปั่นชาวฝรั่งเศสจากทีมตรังกานู ไซคลิง พร้อมรั้งตำแหน่งผู้นำเวลารวมได้สวมเสื้อเหลืองต่อไป

การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-2 เมษายน 2569 โดยใช้เส้นทางในจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี รวมระยะทางทั้งสิ้น 1,113.70 กิโลเมตร สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันสเตจที่ 2 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ลานนาคาเบิกฟ้า จุดชมบั้งไฟพญานาค อำเภอโพนพิสัย โดยได้รับเกียรติจาก นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมในพิธี

ส่วนผลการแข่งขันสเตจที่ 2 เส้นทางจากลานนาคาเบิกฟ้าจุดชมบั้งไฟพญานาค วัดไทย อำเภอโพนพิสัย-อำเภอรัตนวาปี-อำเภอเฝ้าไร่-อำเภอโพนพิสัย-กลับมาเข้าเส้นชัยที่หน้าสนามกีฬากลางจังหวัดหนองคาย ระยะทาง 150.20 กิโลเมตร ปรากฏว่า แชมป์ประจำสเตจที่ 2 ยังเป็น ปิแอร์ บาบิเยร์ นักปั่นชาวฝรั่งเศสจากทีมตรังกานู ไซคลิง ของมาเลเซีย หลังจากคว้าแชมป์สเตจที่ 1 ไปแล้ว อันดับที่ 2 อเล็กซานเดอร์ ซัลบี้ นักปั่นชาวเดนมาร์กจากทีมหลี่หนิง สตาร์ของจีน, ที่ 3 นายอาทิตย์ ปูลาร์ด นักปั่นทีมชาติไทยชุดเตรียมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากทีมรู้ใจ อินชัวรันซ์ วินสเปซ ด้วยเวลา 3.19.58 ชั่วโมงเท่ากัน

ตำแหน่งผู้นำเวลารวมก็ยังเป็น ปิแอร์ บาบิเยร์ นักปั่นทีมตรังกานู ไซคลิง เวลา 5.40.10 ชั่วโมง ได้สวม “เสื้อเหลือง” ต่อไป พร้อมทั้งได้รางวัลผู้นำคะแนนรวมเจ้าความเร็ว ได้ “เสื้อเขียว” อีก 1 ตัว โดยมี นายอาทิตย์ ปูลาร์ด ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ด้วยเวลา 5.40.26 ชั่วโมง นอกจากนี้อาทิตย์ยังได้รางวัลเบสต์อาเซียน หรือนักปั่นยอดเยี่ยมอาเซียน มาครองได้สวม “เสื้อม่วง” ส่วน “มะตูม” พ.อ.อ.พีระพล ชาวเชียงขวาง จากทีมไทยแลนด์ คอนติเนนตัล ไซคลิง หล่นจากอันดับ 5 มาอยู่อันดับ 7 เวลารวม ด้วยเวลา 5.40.27 ชั่วโมง สำหรับตำแหน่งเจ้าความเร็ว หรือ Intermediate Sprints จุดที่ 1 (IS1) และ 2 (IS2) ประจำสเตจที่ 2 เป็นของ คิม ยูโร จากทีมแอลเอ็กซ์ ไซคลิง ของเกาหลีใต้ ขณะที่รางวัลนักกีฬาบู๊ยอดเยี่ยม (Most Combative Rider) เป็นของ ปาร์ค จีฮวาน จากทีมเคเอสพีโอ ของเกาหลีใต้ ส่วนผลการแข่งขันทั้งหมดติดตามได้ที่ www.tourofthailand.in.th

พลเอกเดชา กล่าวว่า ภาพรวมหลังจากแข่งขันแล้ว 2 สเตจถือว่าน่าพอใจ ไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง โดยในสเตจที่ 2 นี้ อาทิตย์ ปูลาร์ด นักปั่นทีมชาติไทยชุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จากทีมรู้ใจก็คว้ารางวัลเบสต์อาเซียนมาครอง คะแนนที่อาทิตย์ได้รับก็จะเป็นของประเทศไทย และมีผลต่อการคัดเลือกไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ส่วนการแข่งขันสเตจที่ 3 จะปั่นขึ้นเขาไปเข้าเส้นชัยที่ภูฝอยลม จังหวัดอุดรธานี ซึ่งทาง “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย มีความมั่นใจว่านักปั่นไทยน่าจะทำผลงานได้ดี เนื่องจากเราฝึกซ้อมจนคุ้นเคยกับเส้นทางดี อย่างไรก็ตาม ทีมที่เป็นคู่แข่งสำคัญอย่างหลี่หนิง สตาร์ ของจีน, ทีมแอลเอ็กซ์จากเกาหลีใต้ หรือทีมตรังกานูของมาเลเซียต่างก็ไม่ธรรมดา ตนจึงกำชับโค้ชตั้มไปว่าอย่าประมาทเด็ดขาด

พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า การแข่งขันปีนี้ต้องขอชื่นชมทีมงานฝ่ายเทคนิคที่กำหนดเส้นทางแข่งขันได้อย่างสวยงาม มีทางที่ผ่านสวนยาง ขณะที่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอโพนพิสัยก็ออกมาต้อนรับขบวนนักกีฬาตลอดสองข้างทาง ขอขอบคุณ นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย รวมทั้ง นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ และ นายจำลักษณ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ทุกท่านได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 9 อำเภอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี การดูแลต้อนรับ การบริหารจัดการด้านจราจรก็ดี นักกีฬาทุกคนก็เกิดความประทับใจ ถ้าหากการประเมินของหัวหน้าผู้ตัดสินนานาชาติเป็นไปตามนี้ ประเทศไทยจะได้คะแนนระดับดีที่สุด

ด้าน นายอาทิตย์ ปูลาร์ด นักปั่นทีมชาติไทยจากทีมรู้ใจ กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจและพอใจกับผลงานตัวเองใน 2 สเตจที่ผ่านมา ส่วนการแข่งขันที่เหลือก็จะทำให้ดีที่สุด แต่คู่แข่งขันที่น่ากลัวก็มาจากทีมหลีหนิง สตาร์ และทีมตรังกานู ขณะที่เป้าหมายในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนกันยายนนี้ เป็นเกมที่ท้าทายความสามารถอีกรายการหนึ่ง ตนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และจะพยายามคว้าเหรียญทองมาครองให้ได้

สำหรับการแข่งขันสเตจที่ 3 วันที่ 26 มีนาคม พิธีเปิดการแข่งขันที่ลานวัฒนธรรมหน้าวัดลำดวน เริ่มเวลา 08.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานพิธี เส้นทางจากลานวัฒนธรรมหน้าวัดลำดวน ไปบ้านน้ำสวย-อำเภอสระใคร-เข้าเขตจังหวัดอุดรธานี- อำเภอบ้านผือ-อำเภอกุดจับ-ผ่านเขื่อนห้วยหลวง-อำเภอหนองวัวซอ-บ้านผาสิงห์- เข้าเส้นชัยที่ภูฝอยลม อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี ระยะทาง 141.60 กิโลเมตรโดยมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ และยูทูบ ThaiPBS ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

หนุ่มลาวผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพแฟนสาวสารภาพสิ้นทำไปเหตุหึงหวง-อารมณ์ชั่ววูบ

ชุดสืบสวนนำตัว “ต้อม” ชาวลาวมือฆ่าหั่นศพแฟนสาววัย 20 ชำเหละ ทิังคลองกลางกรุง เข้าห้องสอบที่สน.ทุ่งสองห้อง สารภาพทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญฆ่าหั่นศพ ล่าสุดเมื่อเวลา 22:30 น.วันที่ 25 มี.ค.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายต้อม ผู้ต้องหา เดินทางโดยเครื่องบินจาก จ.อุดรธานี มายัง สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมี พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผบช.น. เดินทางมาสอบปากคำด้วยตนเอง

นายต้อม ให้การรับสารภาพเบื้องต้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ระบุว่าทำไปเพราะ “อารมณ์ชั่ววูบ” และรู้สึกสำนึกผิดต่อแฟนสาวที่เสียชีวิต เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามถึงสาเหตุ ที่ลงมือทั้งที่อ้างว่ารักแฟนสาว นายต้อมตอบเพียงว่า “พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ” ก่อนจะถูกคุมตัวเข้าห้องสอบสวน

จากการสอบสวนของ ผบช.น. พบว่ามูลเหตุจูงใจหลักมาจาก ความหึงหวง โดยมีลำดับเหตุการณ์
– ปลายเดือน ก.พ. ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงจนฝ่ายหญิงหนีไป
– 21 มี.ค. นายต้อมตามแกะรอยจากโซเชียลมีเดียและ TikTok จนพบว่าแฟนสาวทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี จึงไปดักรอ และพาตัวกลับมาที่ห้องพักในวันที่ 22 มีนาคม

– วันเกิดเหตุ: นายต้อมพยายามเกลี้ยกล่อมให้แฟนสาวกลับประเทศลาวด้วยกัน แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธเพราะต้องการทำงานในไทย จนเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
– นายต้อมพลั้งมือบีบคอแฟนสาวจนเสียชีวิตภายในห้องพัก ก่อนจะตัดสินใจชำแหละศพในห้องน้ำเพื่ออำพราง เนื่องจากไม่รู้วิธีเคลื่อนย้ายร่างที่สมบูรณ์ออกไป.

นายต้อมยอมรับว่า อาศัยความชำนาญจากการเป็น “พ่อครัวแล่เนื้อสัตว์” ในการแยกชิ้นส่วนศพออกเป็น 8 ส่วน บรรจุใส่ถุงดำที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ แล้วนำไปทิ้งลงคลองประปา

ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศพแล้ว 6 ถุง และกำลังเร่งค้นหาอีก 2 ถุงที่เหลือ ส่วนอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุนั้น ตำรวจกำลังเร่งหา หลังนายต้อมปฏิเสธว่า มีดทำครัวที่ยึดได้ในห้อง ไม่ใช่เล่มที่ใช้หั่นศพ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เตรียมแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ซ่อนเร้น อำพราง หรือทำลายศพ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหา ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดเพิ่มเติม แม้เบื้องต้นเจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่ได้ดื่มสุรา โดยเจ้าหน้าที่มีกำหนดจะควบคุมตัวไปฝากขังต่อศาลในวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.69 นี้

“กรณ์” จวกรัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมัน ผลักภาระให้ประชาชน ชี้เป็น “ราคาทิพย์” อ้างอิงสิงคโปร์-ปล่อยโรงกลั่นฮั้ว

สส.รุมซัดรัฐบาลลอยตัวราคาน้ำมัน จี้เร่งแก้ปัญหา-เอาผิดผู้กักตุน“จุติ” ชี้ต้องใช้เวลา 6 เดือนฟื้นโครงสร้าง ลั่นล่าไอ้โม่งให้ถึงที่สุด “พริษฐ์” ซัดไร้ชื่อ “อนุทิน” ในญัตติ เตือน “พูดแล้วทำ” เสี่ยงกลายเป็น “พูดแล้วพัง” ด้าน “กรณ์” แฉกักตุนจริง อัดลอยราคาน้ำมันคือโยนภาระให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. เมื่อเวลา 21.05 น. ที่รัฐสภา ภายหลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวาง นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปญัตติของพรรคว่า ความคิดเห็นที่หลากหลายของสมาชิกจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล พร้อมขอให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบันทึกข้อเสนอทั้งหมดไปพิจารณา โดยย้ำให้ทุกฝ่ายตั้งสติ แม้สถานการณ์จะมีสัญญาณหยุดยิง แต่ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการซ่อมแซมโครงสร้าง

นายจุติ ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว และทุกฝ่ายต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมเสนอ 4 แนวทาง คือ 1.การสื่อสาร 2.การใช้เทคโนโลยี 3.การปรับโครงสร้างราคา และ 4.การจัดการ “ไอ้โม่ง” โดยเสนอให้ใช้มาตรการภาษีลงโทษผู้ค้ากำไรเกินควร และผู้กักตุนน้ำมัน

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า มีสมาชิกลงชื่ออภิปรายกว่า 100 คน มากที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาทำงานที่รัฐสภาแห่งนี้ แต่กลับไม่มีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อยู่ในลำดับอภิปราย ทั้งที่เป็นผู้มีอำนาจแก้ปัญหา พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลสื่อสารไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สโลแกน “พูดแล้วทำ” อาจกลายเป็น “พูดแล้วพัง” และย้ำว่ารัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

นายพริษฐ์ ยังเสนอ 2 แนวทาง คือ การสื่อสารความจริงต่อประชาชน และการหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน โดยตั้งข้อสังเกตกรณีมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นหัวหน้าทีมตรวจสอบน้ำมัน ซึ่งอาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเกี่ยวข้องในธุรกิจพลังงาน พร้อมเสนอให้พิจารณาเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ไม่มีตัวแทนรัฐบาลเข้ามารับฟังปัญหาในสภา ทั้งที่มีการยืนยันว่ามีการกักตุนน้ำมันจริง และเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารต้องเร่งหาตัวผู้กระทำผิด โดยชี้ว่าความเชื่อมั่นของประชาชนขึ้นอยู่กับความจริงจังของรัฐบาล

นายกรณ์ วิจารณ์ว่า การปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามกลไกตลาด แม้จะแก้ปัญหาขาดแคลนได้ แต่เป็นการผลักภาระไปยังประชาชน พร้อมชี้ว่าราคาตามกลไกลตลาดปัจจุบันเป็น “ราคาทิพย์” ที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ทั้งที่ต้นทุนจริงอยู่ในประเทศ และไม่มีการแข่งขันระหว่างโรงกลั่น จนอาจเข้าข่ายการฮั้ว

“รัฐบาลยังเก็บภาษีสรรพสามิตเกือบ 7 บาทต่อลิตร แม้เกิดวิกฤต จึงควรลดภาษีและปรับงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ประชาชน” นายกรณ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการอภิปราย ประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 22.04 น. โดยจะมีการส่งข้อเสนอแนะทั้งหมดให้รัฐบาลต่อไป

สะเทือนทั้งประเทศ!พรุ่งนี้น้ำมันดีเซล-เบนซินโซฮอล์ขึ้นพรวด 6 บาท/ลิตร กบน.อ้างกองทุนแบกไม่ไหว

กบน.ลดการอุดหนุนน้ำมัน ส่งผลให้ราคาดีเซลและกลุ่มเบนซินพุ่งพรวด 6 บาท/ลิตร ตั้งแต่พรุ่งนี้ แจงวิกฤตสงครามตึงเครียด ทำให้ กบน.เร่งเพิ่มสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังประมาณการฐานะกองทุนติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท หากยังชดเชยในอัตราปัจจุบันต้องแบกเพิ่มอีก 8 หมื่นล้านต่อเดือน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ในวันพรุ่งนี้ (26 มีนาคม 2569) จะปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 198.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 23 มีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 242.91 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 23 มีนาคม 2569 อีกทั้งยังได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 2,592 ล้านบาท หรือประมาณ 80,344 ล้านบาทต่อเดือน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับลดภาระเพื่อให้กองทุนฯ มีสภาพคล่องในการรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว เพื่อรองรับความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้

นอกจากปัจจัยด้านต้นทุนแล้ว การปรับขึ้นราคายังมุ่งเน้นการสร้างสมดุลราคาในภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจาก 32.40 บาทต่อลิตร (เมื่อวันที่ 16 มีนาคม) ขึ้นไปแตะระดับ 39.54 บาทต่อลิตรแล้ว การคงราคาในประเทศให้ต่ำเกินไปจะกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศและการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งการขยับราคาในครั้งนี้จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวและป้องกันไม่ให้ทรัพยากรของประเทศรั่วไหลไปยังกลุ่มผู้หาประโยชน์โดยมิชอบ 

อย่างไรก็ตาม ผลจากการปรับราคาน้ำมันในวันนี้ ทางรัฐบาลได้เตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด อาทิเช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มภาคการขนส่งสาธารณะ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวประมง และกลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และบริการ เป็นต้น

“ในช่วงความมั่นคงทางพลังงานของประเทศมีความผันผวน กบน. จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน โปรดเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ และร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ใช้เท่าที่จำเป็นและประหยัดที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยตรงในกระเป๋าของท่านเองแล้ว ยังถือเป็นการช่วยลดภาระของประเทศ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กองทุนน้ำมันฯ มีความแข็งแกร่งพอที่จะกลับมาดูแลประชาชนทุกคนได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

ปคบ. ทลายเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ “INFINITY” ใกล้ ม.ดังชานเมืองเชียงราย

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.บก.ปคบ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ต.กฤตภาส พึ่งนุสนธิ์ สว.กก.1 บก.ปคบ. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายรวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ประกอบด้วย 1.น.ส.พรพรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ และ2.นายพานทอง (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดเชียงรายพร้อมตรวจยึดของกลางรวม 5 รายการ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้าชนิดสูบแล้วทิ้ง, น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าชนิดเปลี่ยนหัว และเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า รวมจำนวน 1,231 ชิ้น มูลค่าความเสียหายประมาณ 300,000 บาท

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาเปิดร้านค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Line ในชื่อ “INFINITY” ลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีการวางแผนอย่างแยบยลเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ ดังนี้

-ปกปิดต้นทาง ระบุที่อยู่จัดส่งพัสดุจาก จ.สมุทรปราการ แต่จากการตรวจสอบเลขพัสดุ (Flash Express) พบว่าต้นทางที่แท้จริงถูกส่งออกจาก จ.เชียงราย

-กลยุทธ์เดลิเวอรี่ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าบริเวณรอบมหาวิทยาลัยชื่อดัง ชานเมืองเชียงราย โดยเปิดรับออเดอร์ตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น.

-ส่งฟรีวันละ 3 รอบ จัดส่งผ่านระบบเดลิเวอรี่ถึงมือลูกค้าวันละ 3 รอบ (14.00 น., 18.00 น. และ 22.00 น.) โดยใช้บริการไรเดอร์ (Grab) เฉพาะกิจคันเดิมมารับของจากห้องเช่าเพื่อตระเวนส่งตามหอพักรอบมหาวิทยาลัย

ลุยค้น 4 จุด ตัดวงจรการค้า

เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงราย เข้าตรวจสอบสถานที่เป้าหมาย 2 จุดสำคัญ ได้แก่

1.บ้านพักใน ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย: พบของกลางเบื้องต้นและควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย

2.ห้องเช่าใน ต.บ้านดู อ.เมืองเชียงราย (ใกล้พื่นที่มหาวิทยาลัย) ซึ่งถูกใช้เป็นคลังเก็บสินค้า พบของกลางเพิ่มเติมอีกกว่า 1,216 ชิ้น

แจ้งข้อหาหนัก ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าเป็นเจ้าของร้านออนไลน์ดังกล่าวจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ห้ามขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค) , ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของที่นำเข้ามาโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร (พ.ร.บ.ศุลกากร)

ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ททท. เสิร์ฟสุขครบทุกฟีล กับ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ” สัมผัสเสน่ห์ไทยทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานในพิธีเปิด “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ประจำปี 2569 ครั้งที่ 44” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดเต็มทุกสีสันและความมหัศจรรย์ของเสน่ห์ไทยทั่วประเทศ ให้ทุกคนได้ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย”กับแนวคิด 5 Must Do in Thailand ที่ผสานทั้งความสนุก ความเพลิดเพลิน ความอร่อย และช่วงเวลาแห่งการฮีลใจ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ Feel All the Feelings อย่างครบทุกมิติเที่ยวไทย ในวันที่ 25-29 มีนาคม 2569 ณ Hall 1–4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ ททท. ได้สร้างความสำเร็จในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การจัดงานครั้งที่ 44 ในปีนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการ “พลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่” ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่าอย่างแท้จริง 

ซึ่งในปีนี้การจัดงานยังมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” ผ่านกลยุทธ์ 5 Must Do in Thailand เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของทั้ง 5 ภูมิภาคอย่างรอบด้าน พร้อมยึดแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพ เพื่อให้คนไทยได้เที่ยวเมืองไทยด้วยความประทับใจ ไปกับสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และการต้อนรับด้วยวิถีชีวิตและจิตใจที่ดีงามของคนไทยด้วยกัน ตลอดจนสร้างคุณค่าการท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทุกคน

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งมั่นเต็มที่ในการผลักดันรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวให้เติบโตตามเป้าหมาย สร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้เติบโตและก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยเทศกาลเที่ยวเมืองไทยจะเป็นกิจกรรมการตลาดที่ยกความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว ผ่านการนำเสนอภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปี จากการสร้างรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมฯ 

ททท. จัดเต็มให้ทุกคนเปิดโหมดเที่ยวให้สุข เที่ยวให้สุด ผ่าน 9 โซนกิจกรรมประกอบด้วย โซนที่ 1 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออก  เสนอความสดใสและความสนุกสนานของทุกเฉดสีของ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ “สีสันสวรรค์นักกิน” “สีสันสวรรค์ทะเลตะวันออก” “สีสันสวรรค์นักช้อป” และ “สีสันสวรรค์นักผจญภัย” ภายใต้แนวคิด “สีสันตะวันออก” โดดเด่นด้วยแลนด์มาร์กสำคัญอย่างอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี พร้อมยกทัพอาหารทะเลและอาหารถิ่น กว่า 50 ร้าน มาให้ลิ้มลอง

โซนที่ 2 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ชวนดื่มด่ำกับเสน่ห์อีสานผ่าน 5 Senses (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ได้แก่ ชมแหล่งท่องเที่ยววิวสวยบรรยากาศแบบโลคัล (Sight) ลิ้มลองเมนูเด็ดประจำถิ่น (Taste) ดื่มด่ำกลิ่นอายมนต์เสน่ห์พื้นถิ่น (Smell) ฟังเสียงดนตรีอัตลักษณ์อีสาน (Hearing) สัมผัสกับกิจกรรมประเพณีและไอเท็มอาร์ต ๆ (Touch) ภายใต้แนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวอีสาน” ยก“เทียนพรรษา” สัญลักษณ์ของ Signature Thailand ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ พร้อมเติมเสบียงความแซ่บกับโซน “หม่องแซ่บหลาย” ร้านเด็ดกว่า 36 ร้าน และเปิดเวทีความม่วนกับการแสดงดนตรีพื้นบ้านและหมอลำแบบจัดเต็ม

โซนที่ 3 สุขทันที ที่เที่ยวภาคใต้ : ถ่ายทอดความงดงามและความมหัศจรรย์ของท้องทะเลภาคใต้ ผสานอัตลักษณ์วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของชาวปักษ์ใต้ทั้ง 14 จังหวัด ภายใต้แนวคิด “GO SOUTH แลต่ะเสน่ห์ใต้” จัดเต็มแลนด์มาร์กสุดตื่นตาตื่นใจในรูปแบบ Immersive Experience พร้อมมุม Film Location จากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ถ้ำโต๊ะหลวง จังหวัดกระบี่ และตึก Standard Chartered จังหวัดภูเก็ต

โซนที่ 4 สุขทันที ที่เที่ยวภาคกลาง : เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนกับคอนเซปต์ อู่ข้าว อู่น้ำ…ผ้าทอราชธานี วิถีภาคกลาง : Harmony of Heritage and Charm ถ่ายทอดเรื่องราวของศูนย์กลางอารยธรรมไทย ผ่านแลนด์มาร์กบ้านทรงไทยร่วมสมัย และลานโอ่งราชบุรี พร้อมซุ้มทางเข้าลานบุปผาราชินี และ ลานภูษาพัสตรา นำเสนอเรื่องราวผ้าไทยอันทรงคุณค่า และที่พลาดไม่ได้กับการนำเสนอความโดดเด่นของ 3 เมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (Creative City of Design) เพชรบุรี (City of Gastronomy) และสุพรรณบุรี (Creative City of Music)

โซนที่ 5 สุขทันที ที่เที่ยวภาคเหนือ : ส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดูกาลภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี (Year Round Destination) ในรูปแบบ “Contemporary Lanna” ยกแลนด์มาร์กเมืองน่าน เมืองสร้างสรรค์ด้านงานหัตถศิลป์ของยูเนสโก กับอัตลักษณ์สุดคลาสสิกของภาพจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน ผ้าทอลายน้ำไหล และ หัวโอ้เรือ สัญลักษณ์ประเพณีแข่งเรือสำคัญของเมืองน่าน

โซนที่ 6 Amazing Thailand : เชิญ Feel all the Feelings สัมผัสทุกความรู้สึกของการท่องเที่ยวไทย ผ่านนิทรรศการจุดถ่ายภาพ กิจกรรมเวิร์กช้อป พร้อมพบความสนุกยังต่อเนื่องกับ Fan Meet ที่ขนทัพศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาใกล้ชิดกับแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็น PERSES, จุ๊มเหม่ง (Japan and Friends), DICE, มาย–อาโป และ POLCASAN (โพก้าซัง) รวมทั้งยกระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยวสุดล้ำ 

โซนที่ 7 Road to sustainability : Travel With Care : สัมผัสโลกเสมือนจริงของแหล่งท่องเที่ยวและเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดต่าง ๆ ในประเทศไทยภายใน Immersive Room พร้อมไฮไลต์ “เต่าตนุ” ประติมากรรมจากสิ่งของเหลือใช้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านโครงการในพระราชดำริ “ป่ารักน้ำ” และ “อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล (เกาะมันใน)”

โซนที่ 8 โซนหน่วยงานพันธมิตรและโซนผู้ประกอบการท่องเที่ยวภายในประเทศ : พบกับเครือข่ายพันธมิตรและผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำจากทั่วประเทศที่จะทำให้การเดินทางครั้งต่อไปพิเศษกว่าที่เคย

โซนที่ 9 เวทีกลาง : เตรียมตื่นตาตื่นใจกับสีสันและความบันเทิง ทั้งการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ อาทิ KT Kratae, ลำไย ไหทองคำ, ไรอัล กาจบัณฑิต, ATLAS, กลัฟ คณาวุฒิ, Fellow Fellow, Paradox, Nuvo, No One Else, อะตอม ชนกันต์ รวมทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงร่วมสมัย การเดินแบบแฟชั่นโชว์ ตลอดจนกิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัลตลอด 5 วันของการจัดงาน

นอกจากนี้ ททท. ยังคงสานต่อความตั้งใจในการสร้างความยั่งยืนภายใต้เป้าหมาย “Zero Waste to Landfills” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยจัดบริการจุดคัดแยกขยะ จำนวน 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน พร้อมขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการจัดการขยะแบบครบวงจร เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะให้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ประจำปี 2569 ครั้งที่ 44” ระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าร่วมงานฟรี โดยสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, เดินทางโดยรถแท็กซี่ ณ จุดบริการ รับ – ส่ง ชั้น G บริเวณฝั่งทะเลสาบ, รถประจำทาง สาย 136 ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center โทร. 1672 Travel Buddy

ตม.3 บุกวิลล่าหรูพัทยาทลายฐานเว็บพนันวัยรุ่นสร้างตัวอินเดีย พบเงินหมุนเวียนปีละ 700 ล้านบาท

ตม.3 ทลายวิลล่าพัทยา! รวบ 25 วัยรุ่นสร้างตัวแดนภารตะ  แปลงโรงรถเป็นออฟฟิศเว็บพนันเงินหมุนเวียนปีละ 700 ล้านบาท

ปฏิบัติการสุดระทึกของชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 ที่บุกเข้าจับกุม ผู้ต้องหาสัญชาติอินเดียรวม 25 ราย คาวิลล่าลับ ย่านบางละมุง หลังสายลับแจ้งเบาะแสพบพฤติกรรมต้องสงสัยในครั้งนี้ ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ภานุมาศ บุญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังเข้าตรวจค้นวิลล่าหลังหนึ่ง ใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับรายงานว่ามีการใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่

เจ้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจค้น หลังพบว่าวิลล่าดังกล่าวมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด บริเวณโรงจอดรถถูกดัดแปลงเป็นห้องกระจกทำเป็นออฟฟิศมิดชิด มีการคุมผ้าใบปิดบังช่องประตูและรั้วไม่ให้บุคคลภายนอกสังเกตเห็น เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปค้น ภายใน พบชาวต่างชาติ สัญชาติอินเดีย รวม 25 ราย กำลังแยกปฏิบัติหน้าที่ เป็นผู้จัดการการตลาด บัญชี และแอดมินดูแลลูกค้า โดยมีการกักตัวพนักงานไว้ภายในบ้าน ใช้เครื่องปั่นไฟและเตรียมอาหารแช่แข็งไว้ สำหรับประกอบอาหารภายในบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกพื้นที่ให้ถูกสังเกตเห็น

หลังจากเจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แสดงตัวและควบคุมตัวทั้งหมดมารวมตัวกันที่กลางห้อง ก่อนจะเริ่มตรวจสอบ เก็บรวบรวมหลักฐาน พบหลักฐานในคอมพิวเตอร์ชี้ความเชื่อมโยง 3 เว็บพนันใหญ่ ชื่อลงท้าย 777 โดยมีมูลค่าเงินหมุนเวียนในระบบ รวมเฉลี่ยสูงถึง 5.6 ล้านรูปีต่อวัน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการกระทำความผิดรวมกว่า 80 รายการ จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดถือวีซ่าประเภทท่องเที่ยว (Tourist Visa) เข้ามาในราชอาณาจักร จึงได้แจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิ์ที่จะทำได้” ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองปรือ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนจะขยายผลถึงเครือข่ายนายทุนที่เกี่ยวข้อง  ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติต่อไป

“สังวาลย์ พวงบุบผา “คุณยาย 5 แผ่นดินอายุ 108 ปี อารมณ์ดี ไม่เครียด เคล็ดลับอายุยืน

กลายเป็นเรื่องราวสุดประทับใจเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมผู้สูงอายุที่มีอายุ 108 ปี อยู่มาแล้ว 5 รัชกาล

วันนี้ (25 มี.ค.69) เวลา 13.30น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  ลงพื้นที่เยี่ยมนางสังวาลย์ พวงบุบผา อายุ 108 ปี 6 เดือน เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2460 มีบุตรทั้งหมด 6 คน เสียชีวิต 2 คน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับนายสว่าง พวงบุบผา (บุตรชาย) อายุ 75 ปี ประกอบอาชีพรับจ้าง

และนางทวิน พวงบุบผา (บุตรสาว) อายุ 60 ปี ประกอบอาชีพ แม่บ้าน หลานสาวและหลานเขย ไม่มีโรคประจำตัว สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ยังแข็งแรง เดินขึ้นบันไดบ้าน และที่สำคัญอารมณ์แจ่มใส ไม่เครียด เคล็ดลับที่ทำให้อายุยืนยาว พร้อมมอบเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค

 โดยมี นางสาวบุษราภรณ์ ปานคง นายอำเภอสามโคก  นางดุสิตา เชาวน์เลิศ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี   นายเทพสุริยา สะอาด ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี  นายสมชาย นิ่มเชียง  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านปทุม  สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  สาธารณสุขอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมลงพื้นที่ ณ บ้านเลขที่ 13/5 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้มอบสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค เป็นขวัญกำลังใจ ช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ให้แก่คุณยายสังวาลย์ด้วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีเปิดเผยว่า คุณยายสังวาลย์ โดยรวมมีสุขภาพแข็งแรง ความจำดี แต่หูตึงต้องพูดเสียงดังๆ ยังเดินได้ขึ้นบันไดบ้านเองได้ใช้ชีวิตปกติ ไม่เป็นภาระใคร แกจะทำอะไรต่างๆคนเดียวโดยไม่เรียกใคร ถ้าอย่างไหนทำไม่ได้ก็จะเรียกลูกให้มาช่วย แกอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ตั้งแต่เกิด ซึ่งบ้านหลังนี้มีอายุกว่า 100 ปี

โดยคุณยายเกิดสมัย รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณยายสังวาลย์ เป็นคนอารมณ์ดี สร้างรอยยิ้มให้กับคณะผู้เยี่ยมเยือนด้วยการชูสองนิ้ว “สู้ๆ” แสดงถึงสุขภาพจิตที่เข้มแข็งและสดใสเกินวัยเป็นอย่างมากถือว่าคนที่มีอายุยืนในจังหวัดปทุมธานีที่มีสุขภาพดี

อย่างไรก็ตามผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายคุณยายให้สม่ำเสมอ

ด้านนางสาวบุษราภรณ์ ปานคง นายอำเภอสามโคก เปิดเผยว่า คุณยายสังวาลย์ ถือว่าเป็นคนที่มีอายุยืนมากในอำเภอสามโคก  ตอนนี้สุขภาพภาพรวมถือว่าแข็งแรง ส่วนเรื่องการเดิน การนั่งก็สามารถลุกเดินนั่งคนเดียวได้

แต่เนื่องจากอายุมาก ก็มีลูกสาวคอยดูแล โดยทุกๆ เดือนก็จะมีเจ้าหน้าที่จากรพ.สามโคก หรืออสม.มาเยี่ยมคุณยายและตรวจรักษาให้เป็นประจำ

.

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง!ผู้ว่าฯอำนาจเจริญลงพื้นมอบสิ่งของช่วยเหลือเหยื่อวาตภัยอำเภอชานุมาน

ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ผู้ประสบเหตุวาตภัยในพื้นที่อำเภอชานุมาน หลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มบ้านเรือนเสียหายกว่า 27 ครัวเรือน

นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มอบหมายให้ นางผุสณีย์ ส้มเขียวหวาน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจและมอบสิ่งของช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ครอบครัวผู้ประสบวาตภัย โดยมี นายธวัชชัย ตระการกสิกิจ นายอำเภอชานุมาน ว่าที่ร้อยตรี มนต์สง่า ลีลาศสง่างาม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ

พร้อมด้วย คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ที่ศาลาประชาคมบ้านห้วยฆ้อง หมู่ที่ 5 ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 13.30 – 13.50 น. ได้เกิดเหตุวาตภัยจากพายุฤดูร้อนพัดถล่มในพื้นที่อำเภอชานุมาน ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ตำบลป่าก่อ จำนวน 2 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านห้วยฆ้อง หมู่ที่ 5 และบ้านทองศิลา หมู่ที่ 9 รวมทั้งสิ้น 27 ครัวเรือน แบ่งเป็น บ้านเรือนที่อยู่อาศัยประจำ จำนวน 25 ครัวเรือน และโรงเรือนเก็บพืชผลทางการเกษตรหรือคอกสัตว์ จำนวน 2 ครัวเรือน

ในการนี้ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญและคณะได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้ประสบวาตภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ทางอำเภอชานุมาน พร้อมด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นและเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด

โดย…ทิพกร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำเจริญ

.