“สันธนะ” พาผู้เสียหายร้องตำรวจสอบสวนกลางถูกยิงในผับดังย่านมหาดไทย

“สันธนะ ประยูรรัตน์” พาผู้เสียหายร้อง สอบสวนกลาง ถูกยิงในผับดังย่านมหาดไทยแต่รอดหวุดหวิด เชื่อถูกลอบสังหารหลังล่วงรู้ธุรกิจสีเทา หวั่นไม่ปลอดภัย

วันนี้ (12 ธ. ค 68) ที่ศูนย์ รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับ พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  หลังถูกกลุ่มคนร้ายใช้ปืนยิงภายในสถานบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่งย่านซอยมหาดไทย แต่ผู้เสียหายหลบกระสุนได้ทัน แล้วแย่งปืนกัน หลังก่อเหตุกลุ่มคนร้ายได้นั่งรถตู้อัลพาร์ดหลบหนี ทำให้ผู้เสียหายเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนนานกว่า 3 ชั่วโมง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

นายสันธนะ ประยูรรัตน์  เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 05:00 น ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่านซอยมหาดไทย วันนั้นมีกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้เสียหาย และทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายเล่าให้ตนฟังว่า ผู้เสียหายได้ไปล่วงรู้ความลับการทำธุรกิจสีเทาของหัวหน้ากลุ่มคนร้าย จึงตามมาทำร้ายตน ด้วยการยิงปืนใส่  เป็นการตั้งใจฆ่า ถึงขั้นเอาชีวิต แต่ผู้เสียหายหลบทันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บจากการโดนยิง 

ต่อมาพิสูจน์หลักฐานและตำรวจนครบาลไปตรวจสอบร้านสถานบันเทิงที่เกิดเหตุแต่บอกว่า ไม่มีการใช้อาวุธปืน มีแต่การชกต่อยคนเดียวเท่านั้นซึ่งค้านกับผู้คำให้การของผู้เสียหาย และตนทราบมาว่า ลักษณะของคนร้ายที่เข้ามาทำร้ายตนนั้นลักษณะเป็นกลุ่มไม่ใช่เป็นการชกต่อยเพียงคนเดียว และ  อาวุธปืนแม่บ้าน ได้เก็บไปให้กับผู้จัดการร้านแล้ว และผู้เสียหายอ้างว่า ไม่มีความไว้ใจกับทางด้านของสถานีตำรวจ ในพื้นที่เกิดเหตุ เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมเพราะว่าทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการสนิทสนมกับหัวหน้าแก๊งกลุ่มคนร้ายดังกล่าวที่ได้มีการทำร้ายผู้เสียหาย และผู้เสียหายได้บอกกับพนักงานสอบสวนว่าไม่อยากให้ตำรวจนครบาลเข้ามาช่วยทำคดี เพราะเกรงว่าคดีจะไม่คืบหน้า

ผู้เสียหายได้นำหลักฐานเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ในวันเกิดเหตุมาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ เพราะคิดว่าอาจจะมีเขม่าดินปืน ติดอยู่ จะเป็นหลักฐานว่าตนโดนยิงจริง และจะได้มีการตรวจบาดแผลที่โดนทำร้ายร่างกายด้วย

พนักงานสอบสวน กก1 บก.ป สอบปากคำผู้เสียหาย ผู้บังคับบัญชาพิจารณา ว่าจะรับเป็นคดีต่อไปหรือไม่

ตำรวจรวบ 2 หนุ่มแจกเสื้อ-หมวก แฝงชวนเล่นพนัน อ้างเชียร์บอลซีเกมส์

ตำรวจ กก.2 บก.สอท.1 บช.สอท. ร่วมกับฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก ได้ร่วมจับกุมผู้ต้องหาชายชาวเวียดนาม อายุ 51 ปี และ นายนิติคุณ อายุ 42 ปี ชาว จ. จ.ตาก ซึ่งแฝงตัวมาในรูปแบบกองเชียร์ เข้าไปเชียร์กีฬาฟุตบอลซีเกมส์ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แต่ชักชวน และโฆษณาเว็บพนัน โดยของกลางเป็นเสื้อยืด ที่มีโลโก “OKVIP” จำนวน 1 ตัว และ หมวกแก๊ป ที่มีโลโก “OKVIP” จำนวน 1 ใบ

สืบเนื่องจากในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พบว่าได้มีการลักลอบเข้ามาชักชวน โฆษณาเว็บพนันในรูปแบบต่าง ๆ ภายในสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งปรากฏเป็นข่าวปรากฏในสื่อโซเชียลมีเดีย ถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของการแข่งขันกีฬา และสร้างความเสียหายต่อประชาชน จากนั้นทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) บูรณาการกำลังเข้าสืบสวนและปราบปราม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ผู้ประกาศ โฆษณา ชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน ทั้งเซเลบ นายแบบ นางแบบ พริตตี ยูทูบเบอร์ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน มาตรา 12ฯ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้หากการกระทำความผิดเป็นไปในลักษณะมีการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ผู้ปกครองหรือผู้กระทำผิดก็อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ในมาตรา 26(3) ประกอบ มาตรา 78 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย จากนั้นจึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยุทธการตราดปราบปรปักษ์ F-16 ถล่มเป้าหมายแนวคูเลตทหารเขมรตาย 6

นย.ตราด ยังเดินหน้า วันที่ 4 ยุทธการตราดปราบปรปักษ์ แม้ยุบสภาฯเผย F-16 ถล่มเป้าหมายทหารเขมรตาย 6 นาย เตือนชาวบ้านห้ามกลับพื้นที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม568 เวลา 10.00 น. ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความกังวลในวงกว้างว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการปฏิบัติการทางทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด หรือไม่ โดยเฉพาะ ยุทธการตราดปราบปรปักษ์ที่กำลังดำเนินอยู่นั้น

ล่าสุด  นาวาเอก ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) เพื่อติดตามสถานการณ์ปัจจุบัน โดย น.อ.ธรรมนูญ ยืนยันชัดเจนว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในขณะนี้ ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ทหารในแนวหน้า การปฏิบัติการในพื้นที่ บ้าน 3 หลัง ยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อยึดคืนพื้นที่ดังกล่าวให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด ขอให้มั่นใจว่ากองทัพยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง 

นอกจากนี้ ผบ.ฉก.นย.ตราด ยังได้ฝากแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนที่อพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวว่า ขอให้ชะลอการเดินทางกลับเข้าบ้านเรือนในขณะนี้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสงคราม หากสถานการณ์สงบลงหรือคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทางหน่วยทหารจะประสานงานแจ้งไปยังฝ่ายปกครอง เพื่อประกาศให้ประชาชนรับทราบและเดินทางกลับได้ทันที

สำหรับความคืบหน้ากองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าปฏิบัติการทิ้งระเบิดทำลายเป้าหมาย จากการข่าวภาคพื้นดินระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้ทหารฝ่ายกัมพูชาที่หลบซ่อนอยู่ในแนวบังเกอร์และคูเลต เสียชีวิต 6 นาย

ดันอาหารอัตลักษณ์ชุมชนกาฬสินธุ์เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวกระตุ้นศก.ชุมชน

ดร.ภาณุภาคย์ พงศ์อติชาต ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยกระดับอาหารอัตลักษณ์ท้องถิ่น จังหวัดกาฬสินธุ์ โดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.กาฬสินธุ์ มอบหมายให้ นางสาวสิริน โคตรธนู นักวิเคระห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรม โดยมีนายไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ หรือเชฟไพศาล เชพชื่อดัง เป็นวิทยากรถ่ายทอดเรื่องราวอาหารถิ่น และร่วมค้นหาของดีในชุมชนเพื่อยกระดับอาหารท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอคำม่วง รองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวชุมชน

ตลอดทั้งการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยได้เลือกเอาเส้นทางท่องเที่ยว จีโอพาร์ค และ เส้นทางท่องเที่ยวทวารวดี รวม 4 ชุมชนที่ประกอบด้วย ชุมชนแหล่งไม้กลายเป็นหินภูปอ ตำบลนาบอน อำเภอคำม่วง ชุมชนท่องเที่ยวอำเภอสหัสขันธ์ ชุมชนท่องเที่ยวตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอกุฉินารายณ์ และชุมชนบ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย โดยได้จัดอบรมไปแล้ว 2 ชุมชน คือ อำเภอคำม่วงและอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งได้เมนูที่หลากหลาย และสามารถนำไปต่อยอดเป็น Gastronomy Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ที่จะช่วยดึงนักท่องเที่ยวมาสัมผัสเสน่ห์กาฬสินธุ์ ให้มากขึ้น

“ทั้งนี้ตลอดโครงการได้ เชฟไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ นำชาวบ้านค้นหาอาหารอัตลักษณ์ในท้องถิ่นพื้นที่อำเภอคำม่วง และอำเภอสหัสขันธ์ นำเอาพุทธานมสด ซึ่งเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI มาทำเป็นอาหาร ที่ประกอบด้วย เมี่ยงพุทราจีไอ ส้มตำพุทรา และคอมโบพุทรา ขณะที่อำเภอสหัสขันธ์ จะทำข้าวเม่ามี่ปลาซิวแก้ว คุกกี้ถั่ว และไข่ไดโนเสาร์ ทั้งนี้ในการอบรมระยะเวลา 2 วัน มีผู้เข้าอบรมที่เป็นตัวแทนชุมชนชุมชนละ 30 คน ที่พร้อมจะนำเสนอเมนูอาหาร และประกอบอาหารให้กับนักท่องเที่ยวต่อไป ทั้งนี้ยังมีอีก 2 แห่ง คือ ตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอกุฉินารายณ์ และ บ้านเสมา อำเภอกมลาไสย ซึ่งการอบรมเชิงปฏิบัติการ จะแล้วเสร็จก่อนปีใหม่ และชุมชนจะได้นำเมนูมาต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์” ดร.ภาณุภาคย์ฯ กล่าว

นางสาวสิริน โคตรธนู นักวิเคระห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องในการยกระดับการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้จังหวัดกาฬสินธุ์ มีสินค้าจีไอหลายอย่าง โดยเฉพาะวัตถุดิบที่จะมาประกอบอาหารได้ อาทิ ข้าวเหนียวเขาวง พุทรานมสม และกุ้งก้ามกรามจีไอ โดยได้ให้โจทย์กับชุมชนท่องเที่ยวในการค้นหาอาหารอัตลักษณ์ เพื่อประชาสัมพันธ์ ในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในชุมชนท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาอาหารท้องถิ่นให้มีมาตรฐาน สามารถเป็นที่ดึงดูดนัดท่องเที่ยวได้อย่างทางหนึ่ง

“สำหรับเมนูเด่นของการอบรมงครั้งนี้ เชฟไพศาลฯ ได้เลือกทำ “ขนมจีนน้ำยามันกุ้ง” โดยจัดเป็นสำรับ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้ารับการอบรมอย่างมาก ซึ่งยังแนะนำวิธีการการจัดสำรับ การคิดต้นทุนอาหาร และเทคนิคพิเศษในการหาวัตถุดิบในท้องถิ่นมาประกอบอาหารและจัดสำรับในสวยงาม โดดเด่น พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้นำเสนอเมนูพื้นบ้านมาต่อยอดด้วย” นางสาวสิรินฯ กล่าว

ในการจัดอบรม จะหมุนเวียนใน 4 ชุมชนท่องเที่ยว ใน 3 เส้นทางจีโอพาร์ค ที่ประกอบด้วย ชุมชท่องเที่ยวอหลางไม้กลายเป็นหินตำบลนาบอน อำเภอคำม่วง ชุมชนท่องเที่ยวอำเภอสหัสขันธ์ ชุมชนท่องเที่ยวภูน้ำจั้นตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอกุฉินารายณ์ และ 1 เส้นทางท่องเที่ยวทวารวดี บ้านเสมา อำเภอกมลาไสย เมื่อเสร็จสิ้นโครงการฯ จะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เมนูอาหารของแต่ละชุมชนเพื่อให้เป็นทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปใช้บริการในแต่ละพื้นที่เป้าหมาย

.

ตำรวจสุไหงโก-ลกปิดล้อมบ้านเช่าย่านปาเสมัสจับ2เอเย่นต์ค้ายาเสพติดยึดล็อตใหญ่

ชุดปฏิบัติการพิเศษ “ชป.สิงห์สลาตัน”สนธิกำลังตำรวจสภ.สุไหงโก-ลก เข้าปิดล้อมบ้านเช่า จับกุม2 ผู้ค้ายาเสพติด พร้อมยึด ยาบ้า-ไอซ์-เฮโรอีน” ล็อตใหญ่

นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโก-ลก ปฏิบัติการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐบาลและผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) มอบหมายให้ นายพิมล จงรักษ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง และ นายจรัญ ขุนเจริญ ปลัดอำเภองานป้องกัน นำกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ชุดปฏิบัติการพิเศษ “ชป.สิงห์สลาตัน”ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก และชุดสืบสวน กก.สส.2 บก.สส.จชต. เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติด ที่บ้านเลขที่ 3/20 หมู่ที่ 1 ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หลังสืบทราบว่าเป็นแหล่งพักและจำหน่ายยาเสพติด

จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือนายเอ นามสมมุติ อายุ 40 ปี และ นายบี นามสมมุติ อายุ 44 ปี ทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลก พร้อมตรวจยึดของกลางยาเสพติดจำนวนมากที่ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน ประกอบด้วยยาบ้า จำนวน 487 เม็ด ยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 726 กรัม
 เฮโรอีน น้ำหนักรวมประมาณ 4.28 กรัม

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์, ยาบ้า, เฮโรอีน) อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” และข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย”

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สุไหงโก-ลก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโก-ลก กล่าวว่า เราจะไม่ยอมให้สุไหงโก-ลก เป็นพื้นที่พักยาหรือแหล่งแพร่ระบาดของยาเสพติดที่ทำลายอนาคตของเยาวชน ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจ เอาจริงและจะเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน กดดัน และปิดล้อมตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรายย่อยหรือเครือข่ายใหญ่ หากพบเบาะแสเราจะเข้าดำเนินการทันที เป้าหมายสูงสุดคือการคืนความสงบสุขและสร้างสุไหงโก-ลกให้เป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจและช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย.

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

คณะวิจัยทีมแพทย์จุฬาค้นพบ L34 – โพรไบโอติกสายพันธุ์ใหม่ใช้รักษาสุขภาพลำไส้คนไทย

คณะวิจัยของ ศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร และ รศ.ดร.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการคัดแยกสายพันธุ์จากลำไส้ของคนไทย สู่ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก Prometa L34 สายพันธุ์ใหม่ ที่พัฒนาจากงานวิจัยโดยหมอไทย เพื่อสุขภาพของคนไทยโดยเฉพาะ

นายชนวิน เต็งอำนวย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทฯมีพันธกิจกับคณะวิจัยของ ศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร และ รศ.ดร.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาโพรไบโอติก มายาวนาน และในโอกาสก้าวสู่ปี 60 ของกลุ่มบริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพและเป็นผู้ผลิตเวชภัณฑ์คุณภาพของไทย ผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไทย ขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับ ส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

โดยล่าสุดคณะวิจัยทีมศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร และ รศ.ดร.อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คัดแยกสายพันธุ์จากลำไส้ของคนไทย และค้นพบ โพรไบโอติกสายพันธุ์ใหม่ “GREATER Prometa L34″  เพื่อสุขภาพลำไส้ของคนไทย ดังกล่าว ดังนั้นบริษัทได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดนี้ ด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นสายพันธุ์ที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อคนไทย  มีจุดแข็งที่คุณภาพของเชื้อซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตการรับประทานอาหารและสุขภาพลำไส้ของคนไทยโดยเฉพาะนั่นเอง

” เราเชื่อมั่นว่า PROMETA จะเป็นตัวหลักสำคัญในการดูแลสุขภาพจากภายในอย่างยั่งยืน และสอดรับกับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของคนไทย และก้าวสู่ปีที่ 60 อย่างมั่นคงด้วยนวัตกรรมที่มีรากฐานจากวิทยาศาสตร์ครับ ” นายชนวิน กล่าวในตอนท้าย   

สู้รบเดือด!ไทย-เขมร กระทบชาวสวนยางชายแดนอีสานกว่า5.5หมื่นราย

กยท. เตรียมงบช่วยเหลือชาวสวนยาง 5 จังหวัดชายแดน หลังไม่สามารถกรีดยางได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการสู้รบไทย-กัมพูชา กว่า 55,000 ราย คาดปริมาณยางพาราหายจากตลาดกว่า 4.8 แสน กก.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ RAOT เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาเต็มกำลังหลังจากาวสวนยางในพื้นที่ 5 จังหวัดอาจได้รับผลกระทบกว่า 55,000 ราย ไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ตามปกติ คาดปริมาณยางพาราหายจากตลาดกว่า 4.8 แสน กก.ยางแห้ง/วัน ยืนยันความพร้อมในการช่วยเหลือ-บรรเทาความเดือดร้อนชาวสวนยางอย่างต่อเนื่องทุกสถานการณ์

ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ครอบคลุมจังหวัดบุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และตราด ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่สามารถออกกรีดยางได้ จำนวนกว่า 55,000 ราย (ข้อมูลจากเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ในพื้นที่ 5 จังหวัด รวม 24 อำเภอ)

รวมพื้นที่สวนยางประมาณ 609,000 ไร่ อาจส่งผลให้มีปริมาณยางพาราหายไปจากตลาดวันละกว่า 487,000 กก. ยางแห้ง ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว กยท. มีความห่วงใยต่อพี่น้องชาวสวนยางและประชาชนในพื้นที่ จึงเร่งดำเนินมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น เตรียมจัดสรรงบประมาณกว่า 1.8 ล้านบาท เพื่อจัดสรรถุงยังชีพมอบให้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางและประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะเร่งด่วน

นอกจากนี้ กยท. ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อรองรับและดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ายที่ทำการ กยท. ในพื้นที่เสี่ยง (กยท. สาขาบ้านกรวด ไปที่ กยท. จังหวัดบุรีรัมย์ และ กยท. สาขากันทรลักษ์ ไปที่ กยท. จังหวัดศรีสะเกษ) เป็นการชั่วคราว เพื่อให้การบริการเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างต่อเนื่องและมีความปลอดภัย

ดร.เพิก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. หากสวนยางได้รับความเสียหายจนเสียสภาพสวน หรือต้นยางได้รับความเสียหายเกิน 20 ต้น/แปลง จากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว สามารถยื่นขอรับสวัสดิการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้ รายละไม่เกิน 3,000 บาท/แปลง และในกรณีที่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเสียชีวิต กยท. จะมอบเงินช่วยเหลือแก่ทายาท รายละไม่เกิน 30,000 บาท

“กยท. พร้อมยืนเคียงข้างพี่น้องชาวสวนยางและประชาชนในพื้นที่ทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และปลอดภัยสูงสุด” ดร.เพิก กล่าว

นาทีชีวิต!สองผัวเมียถอยรถมือ2ขับกลับบ้านไฟลุกท่วมวอดทั้งคัน

เปิดนาทีชีวิต สองผัวเมีย เพิ่งซื้อรถมือ2 ระหว่างทางยังขับกลับไม่ถึงบ้าน เกิดไฟลุกท่วมไหม้วอดทั้งคัน เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

พ.ต.ท. ปพนเอก บุญอนันต์ สว.(สอบสวน )สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 11 ธ.ค 2568 มีเหตุไฟไหม้รถยนต์กลางสะพาน กาญจนาภิเษกทิศทางถนนพระราม2 มุ่งหน้าถนนบางนา ได้ประสานขอรถน้ำดับเพลิงจากเทศบาลเมืองลัดหลวงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วนและอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๋ง เข้าช่วยเหลือที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟกำลังลุกไหม้รถน้ำดับเพลิงเทศบาลเมืองลัดหลวงและรถน้ำดับเพลิงกู้ภัยทางด่วนใช้เวลาประมาณ 10 นาที เพลิงสงบ ห่างไปประมาณ 50 เมตร พบนายวิชาญ อายุ 50 ปี เจ้าของรถพร้อมกับภรรยา มาด้วยกัน 2 คน ได้ไปซื้อรถคันดังกล่าวมาจาก จ.สุพรรณบุรี เป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอแวนซ่า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กบ 8061 สุพรรณบุรี ในราคา 75,000 บาท และกำลังขับรถกลับบ้านพัก ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

ระหว่างทางขับมาปกติ พอมาถึง กลางสะพานกาญจนาภิเษกเกิดเหตุมีควันและไฟลุกไหม้ที่ห้องเครื่องหน้ารถ รีบจอดข้างทางและลงจากรถทันทีและมีรถผ่านทางได้จอดรถลงเอาถังดับเพลิงมาช่วยแต่เอาไม่ไหวเพราะลมแรงมากทำให้ไฟยิ่งแรงขึ้น จนมีรถดับเพลิงมา เหตุการณ์นี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นที่เกิดเหตุเพื่อ เคลื่อนย้ายรถดังกล่าวออกจากจุดเกิดเหตุ ส่วนเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เขมรยิง BM-21 มั่วกระสุนตกหมู่บ้านเดียว 12 ลูกต้นยางหักขาดนับสิบ

สถานการณ์ในพื้นที่แนวชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์  ยังมีการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ล่าสุดมีจรวดหลายลำกล้อง BM21 ตกกระจายรอบชุมชนแนวชายแดน หมู่บ้านเดียวเพิ่มอีก 9 ลูก  จากเมื่อวานนี้ (10 ธันวาคม) มีกระสุนปืนใหญ่ตก 3 ลูก รวม 2 วันจำนวน 12 ลูก  โดยกระสุนปืนใหญ่ที่ตกในพื้นที่ทำให้ต้นยางพาราของเกษตรกรในพื้นที่ได้รับความเสียหายหลายสิบต้น และมีรายงานกระจกบ้านเรือนประชาชนแตกร้าวด้วย แต่อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายอีกครั้ง   ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดของชาวบ้านก็สามารถบันทึกเสียงปืนใหญ่ที่ยิงปะทะกันต่อเนื่อง

นายธีระศักดิ์  บุญด้วง นายกเทศมนตรีตำบลจันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด พร้อมด้วยนายเจริญชัย วงค์มณฑล รองนายกเทศมนตรีตำบลจันทบเพชร ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 2 รวมทั้งสื่อมวลชนต่างประเทศ  ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่ระเบิดตกในชุมชนและสภาพความเสียหาย ขณะเจ้าหน้าที่และสื่อต่างประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบจุดกระสุนปืนใหญ่ตกในชุมชน พบมีกระสุนปืนใหญ่ตกใกล้จุดเดิมเสียงดังสนั่น   ทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อต่างประเทศที่กำลังบันทึกภาพความเสียหาต่างวิ่งหลบกันอย่างโกลาหล  อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด

นายเจริญชัย  วงค์มณฑล รองนายกเทศมนตรีตำบลจันทบเพชร  บอกว่า  ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568  ได้มีการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง  และมีกระสุนปืนใหญ่ตกเข้ามาในพื้นที่รอบชุมชนแนวชายแดน 2 วันติดต่อกันรวม 12 ลูก ทำให้ต้นยางพาราของเกษตรกรได้รับความเสียหาย  ส่วนบ้านเรือนยังอยู่ระหว่างการสำรวจ  ซึ่งในพื้นที่ได้มีการอพยพประชาชนออกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เหลือเพียงเจ้าหน้าที่  ผู้นำชุมชน และ ชรบ.ที่คอยดูแลความเรียบร้อยในหมู่บ้านเท่านั้น  ส่วนที่มีข่าวว่าผู้นำสหรัฐ และมาเลเซีย จะเจรจากับผู้นำไทยให้หยุดยิงนั้น   ส่วนตัวก็ไม่อยากให้เข้ามาแทรกแซง  เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศควรจะให้แก้ปัญหากันเอง ถึงแม้จะเจรจาก็ไม่เชื่อใจกัมพูชาปัญหาก็จะเรื้อรังไปจนรุ่นลูกหลานอีกก็อยากให้ดำเนินการให้จบๆ ไปเลย

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ทหารไทยและกัมพูชายังปะทะกันอย่างดุเดือด และแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ล่าสุดก็มีคำสั่งให้อพยพเพิ่มอีก 2 อำเภอ คือ  อำเภอประโคนชัย ประกอบด้วย ตำบลเขาคอก , ตำบลหนองบอน และตำบลละเวี้ย  สำหรับอำเภอเฉลิมพระเกียรติอพยพประชาชนในตำบลยายแย้ม  และตำบลถาวร  แม้ทั้ง 2 อำเภอจะอยู่ห่างจากแนวชายแดนที่มีการสู้รบกัน 40 – 50 กิโลเมตร แต่ก็ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ต้องให้อพยพออกจากพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพบผู้ต้องหาสงสัย น่าจะเป็นทหารกัมพูชาปลอมตัวเป็นพระภิกษุแฝงตัวเข้ามาในพื้นที่ชายแดน   อาจจะเข้ามาชี้พิกัดให้กับฝ่ายกัมพูชา   เจ้าหน้าที่ก็กำลังเร่งตรวจสอบและติดตามตัว

ข่าว/ภาพ : สุรชัย  พิรักษา  ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์

.

ด่วน! “อนุทิน” ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ แล้ว พร้อมโพสต์แจงคืนอำนาจให้ประชาชน

นายกฯ ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ แล้ว เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ “ภราดร” ยันทำตามข้อตกลงกับ ปชน.เมื่อกระบวนการแก้ไข รธน.ไปต่อไม่ได้ เผย ภท.ไม่สามารถสั่ง สว.ให้ตัดอำนาจตัวเองได้ และถ้าตัดอำนาจ สว.ร่างแก้ไข รธน.ก็จะไม่ผ่านวาระสาม

ค่ำวันนี้ (11 ธ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไปแล้ว

การกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร มีขึ้นหลังจากที่สมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากมีมติให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่มีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยลงมติเป็นเสียงข้างมาก

ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ชี้แจงให้ผู้แทนพรรคประชาชนทราบว่า หากลงมติให้ตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาตามที่พรรคประชาชนต้องการ ในวาระ 3 สมาชิกวุฒิสภาจะไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะส่งผลให้กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พยายามทำกันมาต้องล้มเหลว จึงขอให้คงอำนาจสมาชิกวุฒิสภา ไว้ก่อน เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผู้แทนพรรคประชาชนไม่ยอม และแจ้งว่าหากโหวตแพ้ในมาตรา 256/28 จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะทันที ทำให้นายอนุทินต้องตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชนให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนไม่สนับสนุน รัฐบาลก็ต้องสิ้นสุดวาระ

“พวกเราพยายามเจรจากับ สว.เต็มที่แล้ว แต่เราไปสั่ง สว.ให้ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้ และพยายามเจรจากับพรรคประชาชนแล้วว่า ถ้าตัดอำนาจ สว. สว.ก็จะไม่เห็นชอบในวาระ 3 ซึ่งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ไปต่อไม่ได้ และเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจที่ทำไม่ได้ตามที่พรรคประชาชนต้องการ ก็ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นภารกิจหลักตามข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาล คือให้มายุบสภาผู้แทนราษฎร วันนี้นายอนุทินได้ทำภารกิจนี้ตามข้อตกลงแล้ว” กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย กล่าว

ด้านนายอนุทิน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Anutin Carnvirakul ว่า “ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ”