คลี่คลาย!ปั๊มน้ำมันแม่สอดประเดิมกลับสู่ภาวะปกติไม่ต้องต่อคิว-มีน้ำมันเติมทุกชนิด

สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา อำเภอแม่สอด. จังหวัดตาก เริ่มคลี่คลาย และเข้าสู่ภาวะปกติ โดยในช่วงเช้า วันพุธที่ 25 มีนาคม 2569. ได้มีประชาชน ชาวบ้าน  ได้เริ่มเข้าใช้บริการตามสถานีน้ำมัน ต่างๆ ซึ่งปรากฏว่า ไม่มีการต่อคิว เป็นแถวยาว หรือเข้าแถวรอเติมน้ำมันแต่อย่างใด

โดยไม่มีรถบรรทุกขนส่งสินค้ารถบรรทุกขนาดเล็ก มาต่อคิวยาวเหมือนก่อนหน้านี้  และไม่มีป้ายบอก “น้ำมันหมด” มีน้ำมันให้บริการทุกชนิดทั้งดีเซลและเบนซิน

เด็กปั้มบอกว่า มีน้ำมันให้บริการทุกชนิดทั้งดีเซลและเบนซิน ซึ่งประชาชนที่ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์สามารถเข้าไปเติมน้ำมันดีเซลหรือเบนซินได้อย่างตามปกติ

ทั้งนี้สถานการณ์ ได้เริ่มแสดงให้เห็นว่าวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันที่ชายแดน อ.แม่สอด  เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ไม่ปล่อยให้สู้ลำพัง! นอภ.สัตหีบ นำทุกภาคส่วนช่วยยายวัย 76 สู้ชีวิตเข็นรถเก็บของเก่าเลี้ยงสามีป่วยติดเตียง

จากกรณี ที่มีข่าวสุดรันทด ยายวัย 76 ปี เข็นรถเก็บของเก่าเลี้ยงสามีป่วยติดเตียง ในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตามที่สื่อมวลชนนำสนอเมื่อไม่นานที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มี.ค.69 นาย ณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ ลงพื้นที่พร้อมคณะผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดยนาย พนธกร ใคร่ครวญ, ที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ.ชลบุรี นางสาววิภาดา ขะตะเจริญ  รองนายกกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ และนาย วสรร เซี่ยงฉี นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสัตหีบ ร่วมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

โดยได้มอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น พร้อมเร่งหาทางช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุด รวมถึงประสานจัดหารถรับ-ส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปพบหมอที่โรงพยาบาล สัตหีบ กม.10  เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว อีกทางหางด้วย

สำหรับการบูรณาการความช่วยเหลือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของทุกภาคส่วน ที่ไม่ทอดทิ้งประชาชน ในยามเดือดร้อนและพร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

โดย…นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าวจังหวัดชลบุรี

#ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง #สัตหีบ #ช่วยเหลือประชาชน

อุทยานฯ เขาใหญ่ชูโมเดล “แหล่งน้ำสัตว์ป่า”สู่ทุ่งเขาเขียว 2 แห่ง มุ่งลดปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่

ปราจีนบุรี– อุทยานฯ เขาใหญ่ เผยภาพความสำเร็จ “แหล่งน้ำสัตว์ป่า” เตรียมขยายผลสู่ทุ่งเขาเขียว 2 แห่ง มุ่งลดปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่

เมื่อเวลา 22.50น.วันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี   นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 เปิดเผยภาพความสำเร็จของ “โครงการสร้างแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่า” ภายใต้แผนปฏิบัติราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2  

หลังจากที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มรดกโลก (ในพื้นที่ 4 จังหวัด จ.ปราจีนบุรี จ.นครนายก จ.สระบุรี และ จ.นครราชสีมา) ได้รับงบประมาณจากงบกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2  ภายใต้การนำของ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจังหวัดฯ

ที่เล็งเห็นความสำคัญของการฟื้นฟูแหล่งอาหารสัตว์ป่าเพื่อลดเหตุจูงใจที่ทำให้สัตว์ป่าออกไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนรอบข้าง  ในการดำเนินโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปรับปรุงทุ่งหญ้า เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์ป่า ปีงบประมาณพ.ศ. 2569 เพื่อดึงดูดสัตว์ป่าให้เข้ามาใช้ประโยชน์และเป็นการป้องกันสัตว์ป่าไม่ให้ออกหากินนอกพื้นที่ จำนวน2,309ไร่ ในท้องที่จ.ปราจีนบุรีและ จ.นครนายก

โดยเป็นภาพความประทับใจของโขลงช้างป่าขณะลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ

ด้าน นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระบุว่าจากการติดตามผลพบสัตว์ป่าหลากหลายชนิดเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช้างป่าซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โครงการนี้จึงช่วยดึงดูดให้สัตว์ป่าคงอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ลดแรงจูงใจในการออกไปรบกวนพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนรอบแนวเขตป่า โดยทางอุทยานฯ เตรียมขยายผลสร้างแหล่งน้ำขนาด 3,000 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มเติมอีก 2 แห่ง บริเวณทุ่งเขาเขียว ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในป่าลึก คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในเร็วๆ นี้

การดำเนินงานดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด ทส. ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ในเชิงรุก ควบคู่กับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ป่าตามหลักวิชาการ

ขณะที่ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กล่าวขอบคุณ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ที่สนับสนุนงบประมาณ พร้อมระบุว่า “การสนับสนุนจากกลุ่มจังหวัดถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เราสร้างความสุขให้สัตว์ป่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การปรับปรุงแหล่งน้ำและอาหารในป่าลึกจะช่วยดึงดูดสัตว์ป่ากลับสู่ผืนป่าชั้นใน สร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ชีวิตของชุมชนรอบป่าอย่างยั่งยืน”

โดย…มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี 

ไม่ใช่จีนเทา!”จู จวินเฉิง”ที่ปรึกษาอบจ.ปราจีนฯยันทำธุรกิจโปร่งใส-บีโอไอ การันตี

ปราจีนบุรี – นาย จู จวินเฉิง หรือเจสัน  ที่ปรึกษาพิเศษ อบจ.ปราจีนฯขึ้นโรงพักแจ้งความดำเนินคดีเฟชบุ๊ค ที่กล่าวหาเป็นจีนเทา ยันโปร่งใส-BOI การันตี ลั่นเดินหน้าช่วยเกษตรกรระบายปลานิล   ประเดิมงานแรกของที่ปรึกษาวันนี้พร้อม ตัวแทนจาก Alibaba  เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ และร่วมรับซื้อปลานิลชาวประมง อ.บ้านสร้าง  ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำสูงสุดหลังผลผลิตล้นตลาดไม่สามารถส่งออกต่างประเทศได้ที่ตลาดหลักคือประเทศกัมพูชา หลังปิดด่านพรมแดนชายแดนไทย – กัมพูชา   โดย Alibaba จะเข้ามารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้ผลิตทั้งหมดถึงบ่อ  ล่าสุดปลานิลยังล้นตลาด  ตอนนี้ถึง 7000 ตัน   ขณะ “รองอุ๊” นายกอบจ.ปราจีนฯ  ยืนยันไม่ติดใจกระแสวิพากษ์ “จีนเทา”ไม่ปลดให้พิสูจน์ผลงานเชิงประจักษ์

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ความคืบหน้ากระแสดราม่า หลังที่ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี โดย“รองอุ๊” หรือ นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)ได้ทำการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุนองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) นายจู เจิ้นเฉิง หรือ เจสัน ให้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาพิเศษ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569   ได้มีเฟชบุ๊ค ที่ออกมากล่าวหาเป็นจีนเทา ทั้งนี้ฝ่ายทางด้าน “รองอุ๊” หรือ นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)ได้ชี้แจงสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้

พร้อมบอกสาเหตุการแต่งตั้งมาจากเห็นวิสัยทัศน์จากการร่วมงานสังคม และพบว่าเป็นผู้ที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อจังหวัดปราจีนบุรีที่คาดว่า กำลังเติบโตเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในอนาคตอันใกล้ โดยยืนยันว่าการแต่งตั้งนี้ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง   โดยที่ปรึกษาชาวจีนรายนี้ ได้เข้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในอำเภอบ้านสร้าง ที่ประสบปัญหาไม่สามารถส่งออกสินค้าได้เนื่องจากด่านชายแดนไทย-กัมพูชาปิด   โดยทาง “เจสัน” หรือนายจู เจิ้นเฉิง นั้นมีสายสัมพันธ์กับทาง Alibaba จึงอาสาเข้ามาช่วยประสานงานเพื่อระบายสินค้าช่วยเกษตรกร  ตามรายละเอียดที่ได้นำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้  นั้น

 จู จวินเฉิง หรือเจสัน (ซ้าย)

ต่อมาเมื่อ เวลา 12.30  น. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี MR.ZHU JUNCHENG หรือ “คุณเจสัน” อายุ 37 ปี   นักธุรกิจชาวจีนและที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน  องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)  พร้อมด้วย สจ.สุเทพ จำนง   ที่ปรึกษาพิเศษด้านการการเมืององค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.เจริญ บุญสิทธิ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี   เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “บุษบงก์” ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาพร้อมเปิดหลักฐานยัน “จีนขาว” ลงทุน BOI  

ทั้งนี้นายเจสัน เปิดเผยหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนว่า ตนเข้ามาทำธุรกิจในจังหวัดปราจีนบุรีอย่างถูกต้องตั้งแต่ปี 2558 โดยก่อตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ภายใต้ชื่อ บริษัท ฮอตเซน เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาของเมืองเฉินโจว(สจ.) ประเทศจีน (วาระปี 2565)  มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศและมีความผูกพันกับพื้นที่ปราจีนบุรีมาอย่างยาวนาน

สำหรับการเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษฯ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นั้น นายเจสันยืนยันว่า “เป็นการทำงานด้วยจิตอาสา ไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น” โดยมีเป้าหมายหลักคือการใช้คอนเนคชั่นทางการค้าช่วยระบายสินค้าเกษตรระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตปลานิล อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ที่ในขณะนี้วิกฤติด้านราคาจำหน่ายราคาตกต่ำสูงสุดเนื่องจากสินค้าล้นตลาดไม่สามารถจำหน่ายส่งออกตลาดต่างประเทศคู่ค้า คือประเทศกัมพูชาได้ เนื่องจากหลังสงครามไทย-กัมพูชาแล้วพรมแดนด่านไทย-กัมพูชาปิดยาวต่อเนื่อง  และล่าสุดมาจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง   นายเจสัน กล่าว

และกล่าวต่อไปว่า    เหตุการณ์แจ้งความครั้งนี้   สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา พบโพสต์ในเฟซบุ๊กมีการใช้คำพูดรุนแรง   ในลักษณะตั้งคำถามว่านายก อบจ. แต่งตั้งที่ปรึกษาคนจีนที่เป็น “จีนเทา” หรือไม่    พร้อมนำภาพคำสั่งแต่งตั้งมาวงกลมสีแดง ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแชร์ต่อกว่า 300 ครั้ง   และมีคอมเมนต์โจมตีทำให้ตนนายเจสันเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากผู้ที่ไม่ทราบข้อเท็จจริง  นายเจสัน กล่าว

ทางด้าน สจ.สุเทพ จำนงค์ ผู้ประสานงาน และประธานกลุ่มผู้เสี้ยงสัตว์น้ำ อ.บ้านสร้าง  ระบุว่า   นายเจสันเข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตปลานิลในอำเภอบ้านสร้างที่กำลังล้นบ่อ  โดยครั้งแรกนี้จะมาช่วยระบายสินค้าช่วยเหลือเกษตรกร  กว่า 15,000 กิโลกรัม (15 ตัน) เนื่องจากด่านกัมพูชาปิด  โดยสินค้าปลานิลนี้จะถูกนำส่งออกไปจำหน่ายตลาดกัมพูชาผ่านประเทศเวียดนาม   โดยนายเจสันได้ประสานไปยังกลุ่มโรงงานคนจีนและ ผู้จัดการบริษัท อาลีบาบา (Alibaba) เพื่อหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรค้างสต็อก   ที่ทางกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ อ.บ้านสร้างผลิตได้มากกว่า 7,000 ตัน

โดยทางนายจู เจิ้นเฉิง (Mr.Juncheng Zhu) หรือเจสัน เป็น สจ.ของเมืองจีน มาทำงานและอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรีนานแล้ว สามารถพูดภาษาไทย – เป็นล่ามไทย – จีน  รู้จักกันกับตนที่เป็นอดีต สจ.มานาน เจสันเป็นจิตอาสา เข้ามาช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร-การประมงน้ำจืด มีความสนิทสนามกับกลุ่มอารีบาบา โดยดึงยักษ์ใหญ่ “Alibaba” มาช่วยแก้วิกฤติ ช่วยทำการรับซื้อปลานิล ช่วยเกษตรกรชาวพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ที่เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งปลา –กุ้ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ใหญ่ที่สุด มีแพรับซื้อปลา-กุ้ง มากที่สุดในภาคตะวันออก ที่ช่วงนี้ เกิดวิกฤติปัญหาด้านราคาตกต่ำสูงสุด หลังผลกระทบภาวะสงครามตะวันออกกลาง-ปัญหาการปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา ผลผลิตที่ได้ล้นตลาดจนผลผลิตราคาตกต่ำสูงสุด หลังส่งออกตลาดต่างประเทศไม่ได้ดังกล่าว

“เราพยายามช่วยชาวบ้านระบายปลาในราคากิโลกรัมละ 35 บาท และหาทางส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ   ผ่านคอนเนคชั่นธุรกิจสีขาว    การถูกกล่าวหาแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำลายขวัญกำลังใจของผู้ที่ตั้งใจมาช่วย แต่ยังกระทบต่อภาพลักษณ์การลงทุนในจังหวัดด้วย” สจ.สุเทพ กล่าว

เบื้องต้น พ.ต.ท.เจริญ บุญสิทธิ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี   ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และจะดำเนินการเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ต่อมา เวลา  13.00 น.หลังลงบันทึกประจำวันแล้ว Mr.Juncheng Zhu (จู จวินเฉิง) หรือเจสัน   พร้อม มิสเชอร์รี่ ตัวแทนจาก Alibaba (หน.ฝ่ายหาวัตถุดิบการผลิตแก่ลูกค้า)  ได้ ประเดิมงานแรกของที่ปรึกษาฯ  โดยเดินทางต่อทันทีเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ และร่วมรับซื้อปลานิลชาวประมง อ.บ้านสร้าง ที่ลานจอดรถขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) ที่มีการนำปลานิล รวม 1,500 กก.มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาถูกเพียง 35 บาท / กก.ท่ามกลางลูกค้าตอบรับ  จำนวนมากเข้าคิวรับซื้อโดยจำกัดการซื้อคนละไม่เกิน 10 กก.

คุณเชอรรี่ ผู้ดูแลด้านซัพพลายเชนของบริษัท ไพ่ฉิน เทียนเซี่ย  (Paiqin Tianxia) ภายใต้การลงทุนของ “อาลี ไช่เหนียว” (Ali Cainiao)  กล่าวว่า  แนวทางการจัดซื้อสินค้าปลานิล อ.บ้านสร้าง    ขณะนี้บริษัทมีความต้องการสินค้าทางการเกษตรที่หลากหลาย  และครอบคลุมทุกหมวดหมู่   เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในโรงอาหารของโรงงาน รวมถึงส่งเข้าโรงงานแปรรูป โดยสินค้าที่ต้องการประกอบด้วย กลุ่มเนื้อสัตว์และของสด ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว ไข่ไก่ และข้าวสาร  

กลุ่มสัตว์น้ำ เน้นหนักที่ “ปลานิล” และปลาชนิดอื่นๆ กลุ่มพืชพรรณผักสดและผลผลิตทางการเกษตรทุประเภทที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหาร  การเข้ามารับซื้อสินค้าเกษตรกรผู้ผลิตชาวอ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี  สร้างระบบนิเวศการค้าจากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

สำหรับช่องทางการจำหน่าย คุณเชอรรี่ระบุว่า   บริษัทไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้รับซื้อเท่านั้น แต่ยังมีระบบรองรับที่แข็งแกร่ง โดยหลักๆ จะส่งต่อให้โรงงานในพื้นที่ในฐานะซัพพลายเออร์หลัก นอกจากนี้ บริษัทยังมีโรงงานแปรรูปอาหารเป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ทันที

สินค้าของคู่ค้านี้จะยั่งยืน เน้นร่วมงานระยะยาว  เป้าหมายสำคัญของการเข้ามาในครั้งนี้ คือการช่วยยกระดับเศรษฐกิจในท้องถิ่นและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากบริษัทมีปริมาณความต้องการซื้อที่แน่นอนและคงที่ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องตลาดรองรับ   เราเน้นการร่วมงานกันในระยะยาว   เพราะธุรกิจของเรามีความต้องการที่ชัดเจน ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ปราจีนบุรีโดยรวม” คุณเชอรรี่ กล่าว

ในช่วงท้าย คุณเชอรรี่ยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สำหรับ “ปลานิล” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ บริษัทมีนโยบายรับซื้ออย่างต่อเนื่องตลอดไปไม่มีกำหนด พร้อมเชิญชวนเกษตรกรที่ผลิตสินค้าคุณภาพติดต่อเข้ามาเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนระดับโลก

ด้าน  “รองอุ๊” หรือนายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์   นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)   เปิดเผยถึงกรณีการแต่งตั้งที่ปรึกษาที่เป็นชาวต่างชาติว่า    เป็นอำนาจในการบริหารเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือชาวจังหวัดปราจีนบุรี   โดยที่ปรึกษาเหล่านี้เป็น “ที่ปรึกษาพิเศษ” ที่ไม่มีเงินเดือน   พร้อมระบุว่าตนพร้อมแต่งตั้งทุกคนที่มีความรู้เฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถบรรทุกหรือสามล้อ   หากสามารถช่วยสะท้อนปัญหาและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้

ทั้งนี้ รองอุ๊  ได้ชี้แจงถึงกระแสวิจารณ์เรื่องที่ปรึกษาจีน โดยระบุว่า    การมีที่ปรึกษาที่มีคอนเนกชันกับกลุ่มทุนใหญ่อย่าง Alibaba (อาลีบาบา) จะช่วยให้เกษตรกรไทยมีช่องทางระบายสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันคุณเชอรี่ (ตัวแทนจากอาลีบาบา) และ  คุณเจสัน หุ้นส่วนของแจ็ค หม่า ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของไทยอย่างจริงจัง

สำหรับสถานการณ์ปลานิลล้นตลาดในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รองอุ๊เผยข่าวดีว่า   ทางอาลีบาบาตกลงรับซื้อปลานิลในราคา 35 บาทต่อกิโลกรัม   ซึ่งเป็นราคาที่เทียบเท่ากับการขายปลีก   โดยมีความต้องการสูงถึงวันละ 3 ตัน เพื่อนำไปแปรรูปและแช่แข็งส่งออกไปยังประเทศจีน 

“ตอนนี้เรามีแหล่งระบายสินค้าที่แน่นอนแล้ว ทางอาลีบาบาพร้อมรับไม่อั้น ทั้งปลา ไก่ สุกร และไข่เป็ด เพื่อให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ โดยจะเริ่มรับซื้ออย่างเป็นทางการตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป” รองอุ๊ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบก่อนส่งเข้าห้องเย็น   ซึ่งต้องมีการขอดเกล็ดและถอดไส้ปลา ทาง อบจ. จึงมีนโยบายจ้างงานชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอบ้านสร้างที่อยู่ใกล้บ่อปลา ให้มาช่วยดำเนินการในส่วนนี้ โดยจะจ่ายค่าแรงให้ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับผู้ที่ว่างเว้นจากการทำนา

ด้าน นายสุรแสง ที่ปรึกษาพิเศษ (อดีตเกษตรจังหวัด) ระบุว่าขณะนี้มีความพร้อมเรื่องลานรับซื้อปลาแล้ว แต่ยังขาดแรงงานจำนวนมาก เกษตรกรหรือชาวบ้านที่สนใจสมัครงานสามารถติดต่อได้โดยตรงที่เบอร์โทรศัพท์ 096-881-9495

แม้จะเริ่มมีการระบายปลาออกไปได้บ้างแล้ว แต่รองอุ๊ยอมรับว่าสถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีปลาค้างบ่อในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง   อีกกว่า 7,000 ตัน ซึ่งที่ผ่านมาทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ช่วยระบายไปแล้วประมาณ 25 ตันผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ

นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์กล่าวต่อว่า “ทั้งนี้ หากพี่น้องเกษตรกรรายใดได้รับความเดือดร้อน สามารถทำหนังสือหรือเข้ามาพบได้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี โดยทาง อบจ. ยินดีประสานงานและช่วยเหลือในทุกมิติแม้จะเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจหน้าที่ก็ตาม” 

โดย…มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์ – ศุภมิตร – ภาพ / ปราจีนบุรี

พิษสงครามตะวันออกกลาง!“อนุทิน” สั่งเลิกตรึงดีเซล 33 บาท! ปล่อยไหลตามกลไกโลก

นายกรัฐมนตรีประกาศปรับยุทธศาสตร์พลังงาน ยุติการตรึงราคาดีเซลที่ 33 บาท เตรียมปล่อยราคาลอยตัวตามตลาดโลก พร้อมเปลี่ยนเกณฑ์ช่วยเฉพาะกลุ่มแทนการหว่านแห วอนประชาชนหยุดกักตุนหลังยอดใช้พุ่งเกินกำลังผลิต

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงถึงทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะ “ไม่มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 33 บาทอีกต่อไป” โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างอิสระตามกลไกตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมปรับเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือจากการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เป็นการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ทั้งผู้ใช้น้ำมันทั่วไปและภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุด

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ปริมาณสำรองน้ำมันในระบบของไทยยังมีเพียงพอต่อการใช้งานปกติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้มาจากความตื่นตระหนก (Panic) ของประชาชนที่ทำให้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกำลังการผลิตดีเซลในประเทศ 77 ล้านลิตร/วัน ความต้องการใช้ปกติ 67 ล้านลิตร/วัน ความต้องการปัจจุบัน (หลังเกิดความตื่นตระหนก) กว่า 80 ล้านลิตร/วัน

เราสามารถควบคุมสถานการณ์ปริมาณน้ำมันได้ แต่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือราคา ซึ่งเป็นไปตามกลไกปกติเมื่อเกิดสงคราม” นายอนุทินกล่าว

ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างรัดกุม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

ด้านการเงิน มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พิจารณาความเหมาะสมในการกู้เงินเพิ่มเติมของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ด้านการทูต กระทรวงการต่างประเทศประสบความสำเร็จในการประสานงานกับสถานทูตอิหร่าน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ

ด้านราคาสินค้า สั่งการให้ รมว.พาณิชย์ เฝ้าระวังและเข้มงวดไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเกินควรในช่วงที่ต้นทุนพลังงานผันผวน

สำหรับกระแสข่าวว่าราคาดีเซลมีโอกาสพุ่งสูงถึงลิตรละ 50 บาทหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่ายังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน แต่ขอให้ประชาชนตระหนักและใช้พลังงานอย่างประหยัดที่สุด พร้อมยืนยันว่ากองทุนน้ำมันฯ จะยังคงทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประคองผลกระทบต่อประชาชนและภาคการผลิตให้ได้มากที่สุด

ทูตอิหร่านย้ำ “ไม่ลืมมิตรสหาย” หลังช่วยเรือไทยล่องผ่านน่านน้ำขัดแย้งอย่างสันติ

สถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความสุดซึ้ง ยืนยันความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-อิหร่าน-โอมาน หลังร่วมมือประสานงานส่งเรือขนส่งน้ำมันดิบของ “บางจาก” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย

จากกรณี บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เรือขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ซึ่งลอยลำอยู่กลางอ่าวเปอร์เซียตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ขอขอบคุณรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ในการหารือและประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและรัฐสุลต่านโอมาน ในการอำนวยความสะดวกให้การเดินเรือเป็นไปอย่างเหมาะสมภาย ใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 เพจ “IR Iran Embassy in Bangkok Thailand” สถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ออกมาโพสต์ข้อความ

“เราขอแจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศของเราและรัฐสุลต่านโอมาน เรือไทยลำหนึ่งได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างสงบสุข เราให้ความสำคัญกับมิตรภาพของเราและจะไม่ลืมมิตรสหายของเรา”

ยิ่งใหญ่ “กินปลา อำนาจเจริญ 2569”ชูอัตลักษณ์อาหารพื้นบ้าน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

อำนาจเจริญ เปิดเทศกาลอาหารพื้นถิ่น“กินปลา อำนาจเจริญ 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ชูอัตลักษณ์อาหารพื้นบ้าน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

 จังหวัดอำนาจเจริญ จัดเทศกาลอาหารพื้นถิ่น “กินปลา อำนาจเจริญ 2569” ระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 ภายในสวนพุทธอุทยาน ฝั่งหอแคน บริเวณตลาดฮิมอ่าง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ โดยมี นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดงานฯ มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ของ อาหารพื้นถิ่น และยกระดับวัฒนธรรมการกินปลาน้ำโขงที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

ทั้งนี้จังหวัดอำนาจเจริญ มีวัฒนธรรมการบริโภคปลาน้ำจืด ที่โดดเด่น โดยเฉพาะปลาจากลุ่มแม่น้ำโขงและแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่ง ลาบ ก้อยปลา” โดยมีเมนูขึ้นชื่อ อาทิ “อู๋พุงปลา” อาหารพื้นถิ่นรสชาติเข้มข้นที่หารับประทานได้ยาก และ “ปลายำตะไคร้” เมนูที่ผสมผสานสมุนไพรพื้นบ้านอย่างลงตัว สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวอำนาจเจริญ

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างหลากหลาย อาทิ การรวบรวมเมนูปลาพื้นถิ่นและอาหารพื้นบ้านชื่อดังของจังหวัด การจำหน่ายสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน การแข่งขันปรุงอาหารจากปลา การแสดงศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น การประกวดร้องเพลง และการแสดงดนตรี เพื่อสร้างบรรยากาศความคึกคักและดึงดูดนักท่องเที่ยว การจัดงานครั้งนี้

นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นแล้ว ยังเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ร้านค้า และชาวประมงพื้นบ้าน เพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้จังหวัดอำนาจเจริญเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

จังหวัดอำนาจเจริญ ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสเสน่ห์อาหารพื้นถิ่น ชิมเมนูปลาน้ำโขงรสเด็ด และเลือกซื้อสินค้าชุมชนในงานได้ ระหว่างวันที่ 23 ถึง 25 มีนาคม 2569 ณ สวนพุทธอุทยาน ฝั่งหอแคน บริเวณตลาดฮิมอ่าง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ

ภาพข่าว ทิพกร   หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนจเจริญ

.

เนรมิตรสวนยางเก่าเปิดคาเฟ่สวนสัตว์แหล่งท่องเที่ยว-ผักผ่อนแห่งใหม่ใกล้สนามบินตรัง

หนุ่มใหญชาวตรังวัย 55 ปี ปิ๊งไอเดียโล๊ะสวนยางเก่ามาเปิดเป็น “ป่าสวนกวางตรัง” คาเฟ่สวนสัตว์ขนาดย่อมใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติตรัง มีสัตว์หลากหลายชนิดพร้อมกิจกรรมเพียบ ถูกใจพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก ๆ ทั้งในและต่างจังหวัด

นายเกียรติวิชญ์ เอียดนุ่น หรือเจ้าของฉายา “กุ้งควนหาญ” วัย 55 ปี เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตรัง และเจ้าของธุรกิจร้านจำหน่ายโลงศพ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ แบบครบวงจร ได้รับแรงบันดาลใจจากลูกๆ ที่ชอบดูสัตว์และรักสัตว์ อีกทั้งตนเองก็ชื่นชอบสัตว์เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว จึงเป็นที่มาของการเปิดกิจการสวนสัตว์ขนาดย่อม ในบริเวณพื้นที่หมู่ที่ 11 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โดยมีสัตว์หลากหลายชนิด หลากหลายสายพันธุ์ ให้ได้รับชมกัน นับตั้งแต่สัตว์ใหญ่อย่างควายเผือก ม้า แกะ กวาง อีกัวน่า ฮิปโปแคระ กระจง กระต่าย หนูแคสบี้ มารา ไปจนถึงจระเข้ งูเหลือมเผือก เต่าซูคาต้า นก และไก่สายพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งสัตว์น้ำอีกเป็นจำนวนมาก

 “ป่าสวนกวางตรัง” Cafe & Mini Farm คาเฟ่สวนสัตว์ที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติตรัง ได้ก่อเกิดขึ้นเพื่อเอาใจคนรักสัตว์ ที่นอกจากจะมาชมความสวยงามของพวกมันแล้ว บางชนิดยังสามารถให้อาหารถึงปาก หรือเล่นกับน้องสัตว์น่ารักๆ ได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น ยังมีอาหารและเครื่องดื่มให้นั่งทานได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งจะมีทั้งโซนแอร์ Outdoors และโซนกลางแจ้ง ไว้คอยบริการลูกค้า โดยจะต้องจ่ายค่าเข้าชมคนละ 50 บาท ซึ่งจะสามารถให้อาหารสัตว์ได้ 1 อย่าง ยกเว้นวันพุธ ที่จะมีโปรโมชั่นจ่ายค่าเข้าชมเพียง 30 บาท แต่ถ้าเป็นเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร จะให้เข้าชมฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มาศึกษาเรียนรู้เรื่องสัตว์อย่างเต็มที่

 โดย นายเกียรติวิชญ์ เอียดนุ่น หรือ “กุ้งควนหาญ” บอกว่า บริเวณ “ป่าสวนกวางตรัง” Cafe & Mini Farm มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ เดิมเป็นสวนยางพาราโบราณ แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ 2 ไร่ มาเป็นคาเฟ่สวนสัตว์ พร้อมกับเริ่มสะสมสัตว์ต่างๆ จนปัจจุบันมีกว่า 50 ชนิดแล้ว โดยเฉพาะ 2 ควายเผือก คือ ข้าวสวย ข้าวหอม ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด พร้อมกับจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเอาใจกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือกลุ่มสถานศึกษา ที่นำเด็กๆ มาเที่ยวชม ป้อนอาหารสัตว์ เล่นของเล่น ทำขนม หรืออื่นๆ รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งในจังหวัดตรัง และจังหวัดข้างเคียง อาทิ พัทลุง สตูล กระบี่ นครศรีธรรมราช ที่มาทั้งแบบกลุ่มทัศนศึกษา และแบบส่วนตัว

ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าในจังหวัดตรัง ยังไม่มีคาเฟ่สวนสัตว์อย่างเป็นทางการ มีเพียงสัตว์บางชนิด ไม่หลากหลาย หรือมีกิจกรรมน้อย ซึ่งไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของกลุ่มเด็กที่มีตลาดกว้าง โดยสังเกตุได้จากยอดเข้าชมในวันหยุด หรือเสาร์-อาทิตย์ ที่พุ่งทะลุหลายร้อยคน ดังนั้น จึงเตรียมปรับพื้นที่อีก 2 ไร่ เป็นฟาร์มม้า เพื่อให้ลูกค้ามาขี่เที่ยวชมรอบๆ บริเวณ โดยเฉพาะการขี่ม้าบำบัด เพื่อช่วยพัฒนาเด็กออทิสติก รวมทั้งปรับพื้นที่เป็นลานกิจกรรมเพิ่มเติมให้กับเด็กๆ

สำหรับ “ป่าสวนกวางตรัง” Cafe & Mini Farm จะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. พิกัดซอยข้างโรงเรียนวิเชียรมาตุ ทางไปเรือนจำจังหวัดตรัง Tel.(093) 6456455 (065) 8266478

โดย…อำนาทร์ สุวรรณคีรี

กอดคอสู้ชีวิต!สองแม่ลูกอุทัยธานีไม่ย่อท้อช่วยกันเย็บตุ๊กตาขายหารายได้ ประทังชีวิต

นางสาววาสนา อายุ 47 ปี พร้อมกับลูกสาว น้องโดนัช อายุ 12 ปี พึ่งจบชั้นป.6 พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่46/1 ม.6 ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี  ที่ทางหน่วยงานพื้นที่ เข้ามาช่วยเหลือปลูกให้อยู่ โดยทางแม่เปิดเผยว่า ตนเองพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว และแยกทางกับสามี โดยนอนกันกับลูกสาวด้วยสภาพแออัดใกล้กับห้องน้ำ

น้องโดนัช บอกว่า แม่ขาไม่ดี มีโรคประจำตัวโรคเส้นเลือดดำอุดตัน และเส้นเลือดขาที่ตรงกับเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งทางหมอเผยว่า โรคนี้1,000 คน จะเป็นเพียงคนหรือสองคน โดยรักษามานาน 8 ปี ผ่าตัดมาถึง 3 ครั้ง เดินนานไม่ค่อยได้ เนื่องจากหมดแรงขา แต่ก็ไม่ย่อท้อได้หาอาชีพรับจ้าง จากการเย็บเนื้อผ้าลายตุ๊กตา หาเลี้ยงลูกสาวด้วยวัยเรียน รายได้โดยประมาณจากการเย็บตุ๊กตา 100 ตัว เย็บเสร็จถึง 4-5 วัน จะได้เงินประมาณ 400 บาท

หลังกลับจากโรงเรียน น้องโดนัช จะมาช่วยกลับผ้าจากการเย็บต่อจากทางแม่ บางครั้งก็อดหลับอดนอน ตื่นตี 5 ลุกมาเย็บผ้า ลูกสาวเห็นแม่ตื่นก็จะลุกตามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง ช่วยกวาดบ้านหุงข้าว เพื่อให้ได้ยอดตามจำนวนจากการเย็บตุ๊กตาที่จะนำส่ง และไม่สามารถออกไปรับจ้างที่ไหนได้ เนื่องจากขาไม่ดี ทำงานอยู่กับบ้านได้ เพื่อหาเลี้ยงลูกสาวให้เรียนจบเหมือนคนอื่น

“ก่อนหน้านี้เคยท้อคิดสั้นกับตัวเอง แต่ก็อดเป็นห่วงลูกสาวไม่ได้ ตัดสินใจไม่คิดสั้น โดยบอกกับลูกสาวเสมอ ว่ามีกินก็กิน หากไม่มีกินก็อดเอาน่ะลูก โดยทางลูกสาวก็เข้าใจ ที่ผ่านมาลูกสาวช่วยเหลือดูแลช่วยงานแม่ทุกอย่างด้วยวัยแค่ 12 ปี “

ทั้งนี้ ทางผู้เป็นแม่ภูมิใจ ที่มีลูกสาวกตัญญูสู้ชีวิตไปพร้อมกับแม่ ไม่เคยย่อท้อ เปิดเผยเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง พร้อมกับตัวแม่หากยังมีชีวิตอยู่ก็จะรับจ้างเย็บตุ๊กตาส่งลูกเรียนจนกว่าจะจบ

.

เชียงใหม่วิกฤตดีเซลขาดแคลนหนัก ขับรถแห่ต่อคิวเติมน้ำมันยาวทุกปั๊ม

สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่เชียงใหม่ยังคงขาดแคลน โดยเฉพาะ “ดีเซล” ที่เริ่มขาดแคลนหนัก ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องแห่ไปต่อคิวรอเติมน้ำมันตามปั๊มต่าง ๆ หลายจุดพบว่ารถแน่นล้นปั๊ม ถนนรอบบริเวณติดยาว บางคนต้องรอนานเป็นชั่วโมงกว่าจะได้เติม

ขณะที่บางรายยอมลางาน เข้างานสาย เพื่อมาต่อคิวตั้งแต่เช้า หวังให้มีน้ำมันใช้ในการเดินทาง บรรยากาศโดยรวม ปั๊มน้ำมันแทบทุกแห่ง “แน่นทุกหัวจ่าย” คิวยาวล้นออกมาถึงถนนหลัก

บางปั๊มเริ่มจำกัดปริมาณการเติม ประชาชนกังวลสถานการณ์จะยืดเยื้อ สถานการณ์นี้กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการเดินทาง การขนส่ง และการทำงานของคนในพื้นที่

.