ป.ป.ส. เปิดปฏิบัติการ ‘1386 ท่านแจ้ง เราจับ’ รวบทันควัน 3 ผู้ค้าไอซ์คารัง

ป.ป.ส. ขานรับนโยบายใหม่ เปิดปฏิบัติการ ‘1386 ท่านแจ้ง เราจับ’ รวบทันควัน 3 ผู้ค้าไอซ์คารัง ซุกของในกล่องขนม

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 สำนักงาน ป.ป.ส. โดย นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ “อินทรีย์ 19” ลงพื้นที่ทันที เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกฉับไว ขานรับนโยบายใหม่ “1386 ท่านแจ้ง เราจับ”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้แถลงเปิดตัวนโยบายและปฏิบัติการ “1386 ท่านแจ้ง เราจับ” เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เข้มข้นมากขึ้น

การจับกุมครั้งนี้เริ่มจากการที่ประชาชนได้ร้องเรียนและแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1386 มายัง ป.ป.ส. เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในย่านบางซื่อ และสามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 คน ขณะกำลังนำยาเสพติด (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 5 กรัม ออกไปส่งมอบให้ลูกค้า จากนั้นจึงขยายผลเข้าตรวจค้นห้องพัก พบไอซ์เพิ่มเติมอีกประมาณ 70 กรัม ซึ่งถูกบรรจุซุกซ่อนในกล่องขนมเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ และเตรียมจัดส่งผ่านบริการไรเดอร์ จึงได้ยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้คือการยืนยันคำมั่นสัญญาของเราที่ว่า ”ท่านแจ้ง เราจับ“ ทุกเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามาจะไม่เงียบหาย แต่จะถูกนำไปสู่การปฏิบัติการที่เด็ดขาดและรวดเร็ว เราขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับ และ ป.ป.ส. พร้อมเป็นที่พึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคม”

สำนักงาน ป.ป.ส. ย้ำว่าประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ทุกปัญหายาเสพติด 

บก.ปคบ.บุกทลายแก๊งค้าบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ยึดของกลางเพียบ มูลค่ากว่า 5 ล้าน

บก.ปคบ. กวาดล้างยึดบุหรี่ต่างประเทศ บุหรี่ไฟฟ้า จำนวนมาก ภายในขนส่งเอกชน ของกลางกว่า 5 ล้านบาท  โดยลักลอบขายผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)  โดย บก.ปคบ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.คงกฤช  เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ., พ.ต.ท.ไพรัช พรมวงศ์  และพ.ต.ท.ภูมิพัฒน์  บัวรัตนกุลรอง ผกก.1 บก.ปคบ. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย  พ.ต.ท.อนันต์ บัวแก้ว สว.กก.1 บก.ปคบ. ,พ.ต.ท.บุญโชค  มะลิโชติ สว.(สบ.2)ประจำ กก.1 บก.ปคบ.พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. ได้ทำการตรวจสอบโกดังศูนย์ขนส่งบริษัทเอกชนในพื้นที่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. สืบทราบว่ามีพ่อค้าหัวใสลักลอบขายบุหรี่ต่างประเทศ และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเมื่อลูกค้าทำการสั่งซื้อสำเร็จ พ่อค้าหัวใสจะแอบนำกล่องพัสดุ โดยภายนอกกล่องระบุเป็นกล่องผลไม้ มีการเจาะรูระบายอากาศเหมือนกับกล่องผลไม้จริงตบตาเจ้าหน้าที่ ทำให้ขนส่งไม่ทราบได้แน่ชัดถึงสินค้าภายในกล่องพัสดุนั้น ซึ่งภายในกล่องพัสดุเป็นบุหรี่ต่างประเทศ และบุหรี่ไฟฟ้าที่ผิดกฏหมาย เข้ามาส่งภายในขนส่งเอกชนย่าน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 17.10  น. เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจสอบขนส่งเอกชนย่าน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา

โดยมีผู้จัดการของขนส่งเอกชนย่าน ต.ควนลัง เป็นผู้นำการตรวจสอบพบบุหรี่ต่างประเทศที่มิได้เสียอากรแสตมป์สรรพสามิตและไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรบรรจุอยู่ในกล่องลังผลไม้ จำนวนกว่า 128,000 มวน(6,400 ซอง) และบุหรี่ไฟฟ้าชนิดสูบแล้วทิ้งจำนวนกว่า 240 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเตรียมกระจายส่งตามพื้นที่ต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าว นำส่ง พนักงานสอบสวน  สภ.หาดใหญ่ และ กก.1 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินการขยายผลหาตัวพ่อค้าหัวใสมาดำเนินคดีตามกฏหมาย และดำเนินการ เสนอปิดกั้นเว็บไซต์เพื่อตัดวงจรต่อไป

โดยกล่าวหาว่า  “ฝ่าฝืนคำสั่งที่คณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ มีคำสั่งห้ามผลิตเพื่อขาย ห้ามขายหรือให้บริการสินค้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มาตรา 29/9,56/4, คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2557 ลง 8 ก.ค. 67, ซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ

หรือรับไว้โดย ประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร พ.ร.บ.ศุลกากร ตลอดจนสินค้าอื่นๆที่ผิดกฎหมาย” 

“ผู้ว่าฯอำนาจเจริญป้ายแดง” สั่งระดมกระสอบทรายป้องกันลำเซบายล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือน

อำนาจเจริญ- น้ำล้นพนังกันน้ำลำเซบายทั้ง3จุด”ผู้ว่าคนใหม่ป้ายแดง”  สั่งระดมให้เสริมกระสอบทรายป้องกันบ้านเรือน และพื้นที่การเกษตร3,000กว่ากระสอบป้องกัน น้ำเอ่อล้นตลิ่ง  เข้าท่วมนาข้าวพืชผลทางการเกษตรเสียหายขยายวงกว้างออกไปอีก

นาง ขนิษฐาแห่งธรรม หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2568   เวลา  10.00 น. ณ บ้านดอนว่าน  ต.หัวตะพาน(ทต.รัตนวารีศรีเจริญ) อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ

นายอนุรัตน์   ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ คนใหม่ป้ายแดง พร้อมนายเทพรัตน์   ตันตยานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ สั่งการให้ตน นางขนิษฐา ต  แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ และนายกันตสิษฐ์  ธนพนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอำนาจเจริญ และนายอำเภอหัวตะพาน  ลงพื้นที่  ตรวจสอบ และดำเนินการแก้ไขปัญหา

  “ลำเซบายเอ่อล้นตลิ่ง ณ บ้านดอนว่าน”  เนื่องจากปริมาณน้ำด้าน เหนือเขื่อนลำเชบาย มีปริมาณมากไหลระบายลงมาตามลำน้ำ

โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. มีเหตุน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ณ บ้านดอนว่าน  ต.หัวตะพาน (เทศบาลตำบลรัตนวารีศรีเจริญ) อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ  6 ระดับน้ำในลำเซบาย สูงกว่าคันกั้นน้ำ ประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร ล้นคันกั้นน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่การเกษตร หากน้ำมีระดับสูงขึ้นในระยะต่อไป จะท่วมถนนในหมู่บ้านดอนว่าน และมีผลกระทบต่อการสัญจรไปมา

การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโครงการชลประทานอำนาจเจริญ  สำนักงาน ปภ. จังหวัดอำนาจเจริญอำเภอ  อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน  อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่  ร่วมกันกรอกกระสอบทรายนำไปวางกั้นน้ำ ระยะทาง 350 เมตร  ระดับน้ำท่วมสูงจากคันกั้น 30  เซนติเมตร จำนวน 3,000 กระสอบ

การป้องกันแก้ไขปัญหาระยะยาว    โครงการชลประทานอำนาจเจริญ  มีแผนงานปรับปรุงพนังกั้นน้ำ ให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพิ่มขึ้น ในปีงบประมาณ  2569

ทั้งนี้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอำนาจเจริญ ได้สั่งการให้ อำเภอหัวตะพาน  อปท. และผู้นำหมู่บ้านประชาสัมพันธ์  สร้างการรับรู้ ให้ประชาชนในพื้นที่ ผ่านสื่อทุกช่องทาง  และหากเกิดสถานการณ์ให้ปฏิบัติตามแผนฯ อปท.  อำเภอ และจังหวัด  อย่างเคร่งครัดล่าสุดนาข้าวที่ ท่วมขังมีพื้นที่ปริมาณกว้างออกไปอีก ภาพรวมทั้งพื้นที่ นาข้าวที่น้ำท่วมขัง เสียหาย เบื้องต้นประมาณ 13,000 ไร่

ซึ่งทางเกษตร กำลังออกตรวจสอบความเสียหาย อย่างต่อเนื่อง และ ล่าสุด น้ำทะลักไหลล้นผนังกั้นน้ำ ลำเซบาย ทั้ง 3 จุด ช่วงนี้นาข้าว ที่โดนน้ำท่วมในพื้นที่บ้านดอนหว้า ตำบลหัวตะพานอำเภอหัวตะพาน ประมาณ กว่า 700 ไร่ ซึ่งขณะนี้ ถึงแม้จะมี ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลง แต่ก็มีน้ำเหนือไหลมาสมทบ จากทางด้านอำเภอเลิงนกทาจังหวัดยโสธร ลงมายังลำน้ำ ลำเซบาย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกหนัก และน้ำเหนือไหลมาสมทบ คงอีกไม่นาน ประมาณ 2-3 วันคงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ภาพข่าว นายทิพกร หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

“ผู้กองแคท”โผล่รายงานตัวผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ นั่งเก้าอี้ปลัดอำเภอเมือง

“ผู้กองแคท” ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก เจ้าหน้าที่พนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) เดินทางมารายงานตัวกับผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ท่ามกลางกระแสข่าวการลาออก ชาวบ้านรู้ ดีใจ ยินดีต้อนรับ

ช่วงสายของวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ผู้กองแคท ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก เจ้าหน้าที่พนักงานปกครอง (ปลัดอำเภอ) เดินทางมารายงานตัว กับ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ท่ามกลางกระแสข่าวการลาออกหลังถูกคำสั่งย้ายมาศรีสะเกษ เพราะเจ้าตัวไม่ได้ประสงค์ที่จะย้าย โดยได้เดินทางมาถึงจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อช่วงเช้า ได้เข้าพบกับหัวหน้าสำนักงานปกครองจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อยื่นหนังสื่อรายงานตัวตามระเบียบของทางราชการ ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานปกครองอำเภอได้ลงรับหนังสื่อรายงานตัว

ก่อนนำเข้าพบกับปกครองจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อตรวจเกสารเสร็จแล้ว ได้นำตัวผู้กองแคท จากชั้น 3 สำนักงานปกครองจังหวัด เดินทางขึ้นไปที่ ศาลากลางชั้นที่ 5 เพื่อเข้าพบ รายงานตัว ต่อผู้ว่าราชากรจังหวัดศรีสะเกษ ตามระเบียบปกติของข้าราชการ เมื่อมีข้าราชการมาบรรจุใหม่ ตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอขึ้นไป จะได้เข้าพบ รายงานตัวต่อผู้ว่าฯ โดยได้นั่งคอยที่ห้องรับรองแขกปกติ จากนั้นเลขาผู้ว่าฯ ได้เข้ามาแจ้งง่า ท่านผู้ว่าฯ ว่างให้เข้าพบรายงานตัวได้แล้ว ผู้กองแคท ก็ได้เดินทางเข้าไปพบท่านผู้ว่าฯ ภายในห้องทำงาน ราว 20 นาที ก็เดินทางกลับออกมา และเดินทางลงบันได จากชั้นที่ 5 ลงมาที่ชั้น 3 ไปที่ห้องปกครองจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับทราบในการแนะนำการทำงาน ก่อนที่จะได้รับทราบภายหลังว่า ได้ประจำเป็นปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษ

ผู้กองแคท ขณะนั่งพักคอยเข้าพบหัวหน้างานปกครองจังหวัดศรีสะเกษ ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ แต่ไม่ขอให้สัมภาษณ์ใดใด โดยพูดคุยว่า ตนพร้อมในการเดินทางมารายงานตัว เพื่อทำงานในตำแหน่งใหม่ และจะได้พักที่จังหวัดศรีสะเกษ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะได้พักที่บ้านพักข้าราชการจังหวัดหรือไม่ เพราะยังไม่ทราบว่าบ้านพักว่างหรือไม่ หรือจะต้องไปเช่าห้องพัก แมนชั่นพักไปพลางก่อน ตนพร้อมทำงาน ส่วนใบลาออก ยังยืนยันว่าให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ ว่าผู้บังคับบัญชา จะอนุมัติในลาออกหรือไม่ หากอนุมัติก็จะหยุดทำงานที่ศรีสะเกษทันที เดินทางกลับบ้าน ไปรอประกอบอาชีพอื่น ที่ตนชอบ ถนัด แต่ตอนนี้ยังไม่ระบุ แต่หากไม่อนุมัติก็จะทำงานในตำแหน่งที่ผู้ว่าฯ ได้มอบหมายต่อไป ส่วนเข้าพบผู้ว่าฯ ท่านผู้ว่าฯ ท่านได้แนะนำว่า ศรีสะเกษ เมืองน่าอยู่ ทำงานไปแล้วจะสนุก ไม่อยากไปไหน ตนก็รู้สึกดีใจ ศรีสะเกษ เป็นเมืองที่น่าอยู่ มาแล้วอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรกเลยค่ะ

ส่วนนางสาว วรัญญา สารจันทร์ 43 ปี ประธานกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน ในเขตอำเภอมืองศรีสะเกษ ขณะมาส่งเอกสารปิดบัญชี ประจำปี ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ พอรู้ว่าผู้กองแคท มารายงานตัวทำงานที่จะทำงานที่จังหวัดศรีสะเกษ ก็กล่าวแสดงความยินดี ว่า ยินดีตอนต้อนรับค่ะ ยอมรับน้องเขา สวย และเก่ง น่าจะเข้ากับประชาชนได้ ก็ฝากว่า ช่วยมาพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ ไปด้วยกันค่ะ

พงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ ภาพ/ข่าว
เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ผู้ว่าฯททท.ขานรับนโยบายรมต.ท่องเที่ยวคนใหม่ เร่งฟื้นฟู-ศก.ในประเทศ

ททท. ขานรับนโยบาย “ยอรรถกร ศิริลัทธยาก”รัฐมนตรีท่องเที่ยวคนใหมเดินเครื่องเต็มกำลัง เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งเดินหน้ากระตุ้นท่องเที่ยวไทย มอบนโยบาย Big Impact Act Fast ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งดำเนินการมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และมุ่งโฟกัสตลาดหลัก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ พร้อมเสริมมาตรการสร้างความปลอดภัยด้วยแนวคิด “เที่ยวไทยมั่นใจ ปลอดภัยทุกย่างก้าว” ในการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น

พร้อมรับฟังอุปสรรคและมุ่งขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหา สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ ททท.พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์มิติด้านการท่องเที่ยวในการจัดงานแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ ในโอกาสเดียวกันนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ททท. ร่วมให้การต้อนรับรมว.กก. อย่างอบอุ่น ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนโยบายสำคัญ Big Impact Act Fast ได้แก่ 1) เน้นย้ำการขับเคลื่อนและส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายให้ท้าทายยิ่งขึ้นภายในเวลา 4 เดือน

โดยให้ความสำคัญกับ 7 ตลาดที่มีประสิทธิภาพเป็นลำดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้กำหนดมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย และเน้นการสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่เป็นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง 2) Travel Safe, Worry Free เสริมความมั่นใจ ปลอดภัยทั่วไทย ด้วยศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษารัสเซีย 

โดยมีฟังก์ชันสำหรับแจ้งเหตุ สอบถามข้อมูล และปุ่ม SOS ที่เชื่อมต่อไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุในทุกจังหวัด 3) Smart Safety, Smart Tourism ใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยใช้ระบบ AI Detect ช่วยตรวจสอบและสแกนใบหน้า เชื่อมโยงข้อมูลหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติการณ์เสี่ยงก่ออาชญากรรม ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนไทย 4) Thailand Together บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพร้อมให้การต้อนรับและรองรับการท่องเที่ยวสำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม

ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย โดยมอบหมาย ททท. เข้าสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์การจัดงานฯ ควบคู่กับการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงในพื้นที่ต่าง ๆ  ตลอดจนขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นเจ้าบ้านและเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย 

มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว เสริมสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพการบริการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

#ททท.
# การท่องเที่ยว
#เที่ยวไทย 
#ผู้ว่าททท.
#ไทยเที่ยวไทย

ทีเส็บ-ททท. จับมือแคมเปญ ‘Thailand Power Up’ ดึงนักเดินทางไมซ์ตลาดพรีเมี่ยม

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รุกตลาดไมซ์พรีเมี่ยม ผ่านแคมเปญความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ TAT x TCEB ‘Thailand Power Up’ ร่วมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกจูงใจผู้จัดงานประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลทั้งตลาดระยะใกล้ (Short Haul) และระยะไกล (Long Haul) ตั้งแต่ตอนนี้ถึงกรกฎาคมปีหน้า จับมือร่วมเป็นเจ้าภาพ inVOYAGE Global 2026 ในไทย รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมโรดโชว์ต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมตลาดการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล เสริมสร้างระบบนิเวศไมซ์ของไทย และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางพรีเมี่ยมของการจัดงานไมซ์ชั้นนำระดับโลก คาดหมายดึงนักเดินทางเข้าประเทศไทยได้กว่า 65,000 คน รายได้ประมาณการ 4,290 ล้านบาท

แคมเปญ TAT x TCEB ‘Thailand Power Up’ เป็นความร่วมมือระหว่าง ทีเส็บ และ ททท. โดย ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือนี้หลังจากร่วมแถลงข่าวต้อนรับงาน Amway Leadership Seminar – Bangkok ที่ Amway China จะเข้ามาจัดในกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม – เมษายนปีหน้า พร้อมผู้ร่วมงานจากจีนกว่า 10,000 คน

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ ททท. ครั้งนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของทีเส็บในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศไมซ์ของไทยให้เติบโตและให้การสนับสนุนจากทั้งสองฝ่ายเกิดประโยชน์สูงสุดกับเจ้าของงานจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การจัดงานในประเทศไทยประสบความสำเร็จทั้งในด้านผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment – ROI) และผลตอบแทนเชิงประสบการณ์ (Return on Experience – ROX) สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้พร้อมมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ความร่วมมือที่ทรงพลังนี้ไม่เพียงแค่สนับสนุนการจัดงานเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันให้ระบบนิเวศไมซ์ของไทยมีความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากลบนพื้นฐานที่ประเทศไทยมีความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐานและบริการมาตรฐานโลกควบคู่ไปกับการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจโอกาสการลงทุนใหม่ๆ และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ”

แคมเปญ TAT x TCEB ‘Thailand Power Up’ ให้การสนับสนุนผู้จัดงานประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลขององค์กรจากต่างประเทศในการจัดงานในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการสนับสนุนคือ ต้องเป็นงานประชุมหรือกิจกรรมเดินทางเพื่อเป็นรางวัลที่มีผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 100 คนจากตลาดระยะไกล (ยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และโอเชียเนีย) หรือ 200 คนจากตลาดระยะใกล้ (เอเชีย) และมีการพำนักอย่างน้อย 4 คืนในประเทศไทย สถานที่จัดงานต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทย และ/หรือผ่านมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard (TMVS) และต้องติดต่อประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนการจัดงาน

การสนับสนุนแบ่งเป็นสองรูปแบบ ทั้งการสนับสนุนในรูปตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ของที่ระลึกที่ผลิตโดยชุมชน การต้อนรับที่สนามบินด้วยบริการ MICE Premium Lane การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย การจัดการแสดง และ/หรือการต้อนรับแบบไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานและแสดงถึงเอกลักษณ์ของไทย

ความร่วมมือระหว่างทีเส็บ และ ททท. ยังครอบคลุมถึงการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน inVOYAGE Global 2026 ซึ่งเป็นงานสร้างเครือข่ายและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลที่เน้นกลุ่มลักซ์ชัวรีโดยเฉพาะ จัดโดยผู้จัดจากสหราชอาณาจักร ทั้งสองหน่วยงานยังมีแผนการตลาดร่วมผ่านกิจกรรมโรดโชว์ในตลาดสำคัญและตลาดศักยภาพ เพื่อเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้วางแผนจัดงานและกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นองค์กรต่าง ๆ เข้ากับผู้ประกอบการของไทย เช่น โรงแรม สถานที่จัดงาน และผู้ให้บริการที่นำเสนอประสบการณ์อันมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างของประเทศไทยโดยตรง

ในส่วนของงาน inVOYAGE Global 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 เมษายน 2569 ที่โรงแรม เดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพฯ โดยเป็นเวทีที่รวมผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรมไมซ์ระดับอาวุโส 200–300 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 มาจากสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ อีกร้อยละ 20 มาจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา โปรแกรมการจัดงานประกอบด้วย งานเลี้ยงต้อนรับ กิจกรรมสร้างเครือข่าย การเจรจาแบบนัดหมายล่วงหน้า การอบรม ไปจนถึงการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น การเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของไทยในตลาดการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล เชื่อมต่อกับผู้ซื้อระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ แสดงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืนอันเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศไมซ์และการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ

สำหรับกิจกรรมเชิงรุก ทีเส็บ และ ททท. ได้จัดทำแผนโรดโชว์ร่วมในปี 2569 ครอบคลุมตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจมูลค่าสูงให้กับผู้ประกอบการไมซ์ของไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ก้บเครือข่ายไมซ์ไทยและวางตำแหน่งทางการตลาดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายระดับชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างความสำเร็จให้ก้บการจัดงานนานาชาติในประเทศไทย โดยมีกำหนดจัดโรดโชว์ร่วมกันในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ เยอรมนี สหราชอาณาจักร รัสเซีย และคาซัคสถาน

“ความร่วมมือระหว่าง ทีเส็บ และ ททท. ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงดูดกลุ่มนักเดินทางไมซ์ระดับพรีเมียม การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยยกระดับการตลาดและการสร้างแบรนด์ของไทยในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่ความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้นในการดึงงานและสร้างความไว้วางใจจากทั้งนักเดินทางไมซ์และผู้จัดงานนานาชาติได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถดึงนักเดินทางเข้าประเทศไทยได้กว่า 65,000 คน รายได้เข้าประเทศประมาณการ 4,290 ล้านบาท” ดร. ศุภวรรณ กล่าวปิดท้าย

ฝนกระหน่ำฝางอ่วมทั้งเมืองถนนหลายสายตัดขาด แม่อายโดนดินถล่ม

เชียงใหม่ – เมืองฝางเจอฝนหนัก เฉลี่ยเกิน 100 ทำน้ำท่วมเมือง ถนนหลายสายถูกตัดขาด “แม่อาย”น้ำท่วมไม่พอ โคลนถล่มซ้ำ

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งข้อความผ่านระบบ Cell Broadcast ว่ามีฝนตกหนักในพื้นที่ อ.ฝาง และ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จึง ขอให้เฝ้าระวังน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในพื้นที่เสี่ยงริมหัวย คลอง ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำและที่ลาดเชิงเขา ให้ยกของขึ้นที่สูง ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และติดตามข่าวสารจากทางราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ด้าน ว่าที่ ร.ต.นพรัตน์ ศุภกิจโกศล นายอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ ได้ติดตามติดตามสถานการณ์พบว่าสถานีเตือนภัยล่วงหน้าที่บ้านห้วยเฮี่ยน ต.เวียง อ.ฝาง มีปริมาณน้ำฝนสะสม 12 ชั่วโมง เท่ากับ 130 มิลลิเมตร หรือเป็นสัญญาณไฟสีแดง และส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งและทะลักเข้าท่วมในหลายพื้นที่ เช่น ถนนหน้าโรงพยาบาลฝาง สี่แยกขัวเจ้ทา เส้นทางสายเลี่ยงเมืองหรือบายพาส ตั้งแต่แยกห้วยบอน-แยกโป่งน้ำร้อน ทางหลวงหมายเลข 107 ช่วง ศาลเจ้าฝาง ถนนในชุมชนฟ๊อกแลนด์ระดับสูงจนต้องงดการสัญจร ฯลฯ จึงสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งระดมกำลังเข้าให้การช่วยเหลือประชาชน

วันเดียวกันที่ว่าการ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ รายงานว่าหลังจากระดับน้ำในลำน้ำอายได้เพิ่มสูงขึ้นหลังจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเวลาตั้งแต่ 04.00 น.เป็นต้นไปน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านในพื้นที่ริมฝั่งตั้งแต่หมู่ 2 หมู่ 6 หมู่ 7 หมู่ 8 ต.แม่อาย,หมู่ 9 ต.มะลิกา และ หมู่ 6 ต.แม่สาว นอกจากนี้ยังทะลักเข้าท่วมตลาด ร้านค้า และถนนที่อยู่บริเวณสะพานข้ามลำน้ำอาย ทำให้การสัญจรในช่วงเช้าซึ่งเป็นชั่วโมงเร่งด่วนเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างหนัก

ด้านนางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย และผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อ.แม่อาย ได้นำสมาชิกกองร้อยอาสารักษาดินแดน (อส.) อ.แม่อาย ที่ 5 ลงพื้นที่เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในการขนย้ายข้าวของไปไว้บนพื้นที่สูงและพาชาวบ้านกลุ่มเปลาะบางออกจากจุดน้ำท่วม ขณะเดียวกันเทศบาล ต.แม่อาย ได้นำเครื่องจักรและกำลังพลนำเศษไม้จำนวนมากที่ไหลมาอุดตันบริเวณสะพานออกเพื่อเปิดทางน้ำไหลผ่านสะดวก

ขณะที่ระดับดับน้ำในแม่น้ำกกซึ่งไหลผ่านมาจากเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เมื่อถึง ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย ในเวลา 08.00 น.ได้เพิ่มระดับสูงขึ้นและห่างจากจุดวิกฤติที่จะล้นฝั่งเพียงประมาณ 70 ซม.ส่งผลทำให้ทางสำนักงาน ปภ.จ.เชียงราย แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ลุ่มแม่น้ำถัดจาก อ.แม่อาย ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำกกอย่างใกล้ชิดแล้ว

ด้านพื้นที่หมู่บ้านหมอกเปา หมู่ 10 ต.แม่สาว อ.แม่อาย หลังมีฝนเกิดดินไถลตัวหรือสไลด์จำนวน 3 จุด คือบริเวณข้างวัดหมอกเปา หย่อมบ้านหมอกเปา ดินสไลด์ปิดถนน 2 ช่องทาง รถไม่สามารถสัญจรได้ และเส้นทางเชื่อมบ้านหมอกเปา–บ้านโป่งไฮ รถวิ่งได้เพียง 1 ช่องทาง รวมทั้งบริเวณฝายแม่สาว ปิดถนน 1 ช่องทาง มีต้นไม้ล้มทับสายไฟ 1 เส้น เสาไฟไม่ได้รับความเสียหาย ล่าสุดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สาว ได้นำาเครื่องจักรเข้าเปิดทางได้เป็นบางจุดแล้ว.

กรมป่าไม้ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมอุตรดิตถ์ หลังพายุบัวลอยถล่ม

นายธนาพงษ์ นู่นลอย หน.หน่วยฯ อต.1 (วังเบน) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในสังกัด ฯ ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการเคลียร์เส้นทางบนสะพานบ้านวังโป่งจนสามารถสัญจรได้ตั้งแต่ถนนเชื่อมต่อระหว่างบ้านวังโป่ง-บ้านปางวุ้น น้ำพัดถนนขาดหลายจุด จึงยังไม่สามารถสัญจรในเส้นทางดังกล่าวได้

จากนั้นคณะเจ้าหน้าที่จึงเข้าให้การช่วยเหลือ เก็บควาดทำความสะอาด ล้างบ้านพักอาศัย ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม น้ำป้าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม จาก”พายุบัวลอย” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา บริเวณบ้านวังโป่ง ม.3 และ บ้านปางวุ้น ม.7 ต.พักขวง อำเภอทองแสนข้น จังหวัดอุตรดิตถ์ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อต.1 (วังเบน) สำนักจัดการทรัพยากรป้าไม้ที่ 3 (ลำปาง)

ฉลองอ็อกโทเบอร์เฟส ที่ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ

อากาศดีๆ บรรยากาศเย็นสบายเข้าฤดูหนาวแล้ว ขอเชิญชวนทุกท่านมาผ่อนคลายอิ่มอร่อยมื้อเย็น ฉลอง “เทศกาลอ็อกโทเบอร์เฟส” ตลอดเดือนตุลาคมนี้ ด้วยเมนูขาหมูเยอรมัน สารพันไส้กรอก ไก่ทอดเวียนนา กูลาซหมูใส่กะหล่ำปลีดองเสิร์ฟพร้อมมันบด ฯลฯ บริการรวมในบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็นที่รวมซีฟู้ด อาทิ หอยนางรม ปูม้า หอยหวาน กุ้งแม่น้ำ และซูชิพรีเมียม อาทิ ฟัวกราส์ วากิว ปลาไหลญี่ปุ่น แซลมอน ฮามาจิ 

พร้อมเมนูเด่นอื่นๆ มากมาย เช่น ข้าวต้มปลากะพง พาสต้า ขาหมูพะโล้ในตำนาน 7วัน 7 เมนู carving station ข้าวมันปูญี่ปุ่นหน้าเป๋าฮื้อ ขนม ของหวานทั้งเบเกอรี่และแบบไทย ไอศกรีม เครื่องดื่มชา-กาแฟ น้ำอัดลม เปิดบริการเวลา 18.00 – 22.00 น. ไม่จำกัดเวลาทาน ที่ห้อง ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ  โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ 

โปรโมชั่นพิเศษ!! เพียงท่านละ 1,529 บาทถ้วน (จากราคาปกติ 2,001 บาท) พร้อมเครื่องดื่มมีฟองเริ่มต้นเพียงแก้วละ 399 บาทเท่านั้น 

สำรองโต๊ะล่วงหน้าได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8413 และ Line : @theemeraldhotel หรือ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop

ทองแสนขันวิกฤติ! น้ำป่าท่วมบ้านเรือน-ไร่นา 2,500 ครัวเรือนกระทบหนัก

สถานการณ์อุทกภัยในอำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ยังวิกฤติ หลังฝนตกหนักต่อเนื่องจากอิทธิพลพายุโซนร้อน “บัวลอย” ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมหลายตำบล มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 8,000 คน ครัวเรือนถูกน้ำท่วมกว่า 2,500 หลัง บางพื้นที่บ้านเรือนเสียหายหนัก ถนนหลายสายถูกตัดขาด ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ในจุดปลอดภัย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 5,800 ไร่ ทั้งนาข้าว พืชผลทางการเกษตร รวมถึงบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ขณะเดียวกันยังมีรายงานปศุสัตว์สูญหายจำนวนหนึ่ง

นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเอง โดยนั่งเรือท้องแบนเข้าสำรวจ พร้อมสั่งการให้อำเภอทองแสนขันบูรณาการทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ปภ. โรงพยาบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

ได้มีการจัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราว ณ เทศบาลตำบลทองแสนขัน ดูแลแล้วกว่า 50 ครัวเรือน พร้อมจัดทำอาหารเพื่อกระจายไปยังพื้นที่ประสบภัย ขณะเดียวกันหลายมูลนิธิและองค์กรเอกชน เช่น มูลนิธิอุตรดิตถ์สงเคราะห์ มูลนิธิกู้ภัยพญาไม้ และมูลนิธิร่วมกตัญญูอุตรดิตถ์ เข้าสนับสนุนกำลังและสิ่งของบรรเทาทุกข์

ผู้ว่าฯ ย้ำให้ทุกหน่วยเฝ้าระวังใกล้ชิด เนื่องจากยังมีฝนตกต่อเนื่องและเสี่ยงน้ำหลากซ้ำ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและใกล้ลำห้วยเตรียมพร้อมอพยพทันที หากมีประกาศเตือนภัยจากทางราชการ

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์