หนีตายรอดหวุดหวิด!น้ำยวมพัดบ้านทั้งหลังลอยหายต่อหน้าต่อตา

นางสาวกรรณิการ์ คำปอก ผู้ใหญ่บ้านห้วยสิงห์ ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยต่อ นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง ว่า มีบ้านเรือนของราษฎรในหมู่บ้านที่ปลูกติดลำน้ำยวม ได้ถูกน้ำกัดเซาะและไหลไปกับกระแสน้ำ ขณะที่มีน้ำป่าไหลหลากในลำน้ำยวม จำนวน 1 หลัง

ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นพื้นที่นาซึ่งภายหลังได้ถูกเปลี่ยนสภาพมาเป็นที่อยู่อาศัย และได้มีการก่อสร้างบ้านเมื่อประมาณ 3 ปี โดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พื้นที่นี้ถูกน้ำกัดเซาะอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดส่งผลให้โครงสร้างบ้านได้รับความเสียหายและหล่นไปในแม่น้ำยวม

ขณะที่เทศบาลตำบลแม่ยวม และราษฎรในพื้นที่ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันขนย้ายสิ่งของออกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว ขณะเดียวกันได้มีการแจ้งอำเภอแม่สะเรียง เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการตรวจสอบและช่วยเหลือตามระเบียบกฎหมายอย่างเร่งด่วน

ด้านอำเภอแม่สะเรียง ได้มอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนราษฎรอย่างต่อเนื่อง เน้นย้ำให้ราษฎรที่มีบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัยติดริมน้ำ ลำห้วย ร่องเขา และไหล่เขา ติดตามข้อมูลข่าวสารและการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด หากพบว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง ขอให้รีบอพยพราษฎรไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

อาร์เซนอล พลิกแซง นิวคาสเซิล ทดเจ็บ ผงาดรองจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา คู่บิ๊กแมตช์ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เปิดสนาม เซนส์ เจมส์ พาร์ก รับการมาเยือนของ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล

ผลปรากฏว่า อาร์เซนอล ที่ตามหลัง นิวคาสเซิล ไปก่อน 0-1 จากลูกโหม่งของ นิก โวลเทอมาเดอ นาที 34 กลับมายิงสองประตูในครึ่งหลังจาก มิเกล เมริโน นาที 84 และกาเบรียล มากัลเญส นาที 90+6 แซงชนะ 2-1

จากผลที่เกิดขึ้นทำให้ “ปืนใหญ่” มีเพิ่มเป็น 13 คะแนนจาก 6 นัดขึ้นมาอยู่รองจ่าฝูงตารางตามหลัง ลิเวอร์พูล จ่าฝูงเพียง 2 คะแนนในจำนวนเกมเท่ากันส่วน “สาลิกาดง” หยุดอยู่ที่ 6 คะแนนจาก 6 นัดอยู่อันดับ 15 ตาราง

สลด!บันไดปูนถล่มทับช่างไฟดับขณะต่อเติมโรงแรมย่านห้วยขวาง

สลด!บันไดปูนถล่มทับร่างช่างไฟเสียชีวิตขณะต่อเติมรื้อถอนไม้ค้ำยันด้านล่างบันไดออกโรงแรมย่านห้วยขวาง

เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน เกิดเหตุสลดขึ้นที่ โรงแรมเอส รัชดา รีเชอร์ ถนนเทียมร่วมมิตร แขวงและเขตห้วยขวาง ฯ โดย นายสราวุธ หมู่หมี อายุ 35 ปี ช่างไฟที่ทำงานต่อเติมล็อบบี้ของโรงแรม ถูกบันไดปูนที่กำลังก่อสร้างถล่มลงมาทับร่างจนเสียชีวิตคาที่

ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณที่มีการ ต่อเติมขยายล็อบบี้ ด้านหน้าอาคาร ซึ่งมีบันไดปูนสำหรับขึ้นชั้น 2 ของส่วนต่อเติมนี้พังถล่มลงมา โดยพบร่างของนายสราวุธถูกซากบันไดทับจมกองเลือด

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ตายเป็นช่างไฟที่รับเหมางานก่อสร้างแห่งนี้ โดยบันไดซีเมนต์จุดเกิดเหตุเพิ่งมีการหล่อเมื่อวานนี้ (วันที่ 27 ก.ย.) สาเหตุคาดว่าเกิดจากการที่ผู้ตายไปรื้อถอนไม้ค้ำยันด้านล่างบันไดออก ซึ่งอาจเป็นเพราะปูนยังไม่แห้งสนิทหรือยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมในการถอดแบบ ทำให้บันไดพังถล่มลงมาทันที สร้างความตกตะลึงให้กับเพื่อนร่วมงานที่กำลังขนกระเบื้องอยู่ใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์เวร ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้เก็บอุปกรณ์ เช่น ค้อนและชะแลงเหล็กไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะให้มูลนิธิฯ นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานแวดล้อม ทั้งเพื่อนคนงาน ผู้ควบคุมงาน และผู้ดูแลสถานที่ เพื่อสรุปรายละเอียดและสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุต่อไป

ตำรวจรวบ 12 ต่างด้าวพร้อมคนนำพาลักลอบเข้าไทยผิดกฎหมาย

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.8 บก.ทล. ร่วมกันจับกุม 12 แรงงานต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 81) และ รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้น พ้นจากการจับกุม (ผู้ต้องหาที่1 ) พร้อมตรวจยึดของกลาง รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อฟอร์ด พร้อมด้วยกุญแจ 1 ดอก โดยสถานที่จับกุม บริเวณถนนกาญจนาภิเษก ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

พฤติการณ์ ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ระดมกวาดล้างป้องกันและปราบปราบอาชญากรรมบนทางหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้ง ว่าจะมีการขนแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย เข้ามาในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ออกตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบบนทางหลวงหมายเลข 9 ถนนกาญจนาภิเษก จนกระทั้ง พบรถต้องสงสัย เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยี่ห้อฟอร์ด ที่บริเวณถนนกาญจนาภิเษก วงแหวนตะวันตก ตำบลคูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี มีลักษณะท้ายหย่อนคล้ายบรรทุกคนเยอะ จึงได้เรียกหยุดรถเพื่อตรวจสอบ พบนายจรูญฯ อายุ 62 ปี เป็นผู้ขับรถ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงขอตรวจสอบในห้องโดยสาร ภายในห้องโดยสารพบ แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ นั่งเบียดกันภายในรถยนต์คันดังกล่าว (ของกลางที่ตรวจยึด) จำนวน 12 ราย เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับเอกสารหนังสือเดินทางการเข้าเมือง (Passport) เบื้องต้นพบว่า บุคคลต่างด้าวทั้งหมด 12 ราย ไม่มีเอกสารในการเดินทางเข้าประเทศติดตัวมาแสดง เจ้าหน้าตำรวจชุดจับกุม จึงได้สอบถามแรงงานต่างด้าวผ่านล่าม รับว่า ได้ลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผ่านช่องทางธรรมชาติ บริเวณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งการกระทำดังกล่าว เป็นการเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต และเดินทางเข้ามาโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย

จากการกระทำดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามนายจรูญฯ ผู้ขับรถ (ผู้ต้องหา) รับว่า ได้ไปรับตัวแรงงานต่างด้าว จำนวน 12 คนมาจากสวนต้นกระท่อม ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี เพื่อจะนำแรงงานต่างด้าวไปเพื่อทำงานที่สวนของตนเอง ซึ่งอยู่ที่ ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

จากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น นายจรูญฯ ผู้ขับรถคันของกลาง รู้ว่าคนต่างด้าวทั้ง 12 ราย เข้ามา ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ได้พาและให้การช่วยเหลือให้บุคคลต่างด้าว ให้เดินทางภายในราชอาณาจักรและพาไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทำงาน กระทำของนายจรูญฯ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ จึงแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมแจ้งสิทธิ ให้แก่นายจรูญฯ ทราบและเข้าใจและยินยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมแต่โดยดี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาส่ง พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูบางหลวง  จังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

“ธรรมนัส” นำ 4 รมต.กธ.ลุยเมืองชาละวันฟังปัญหาแจงนโยบายชาวนาเร่งช่วยแก้น้ำท่วม

“รองนายกฯธรรมนัส” นำ 4 รมต. ลงพื้นที่พิจิตรเร่งช่วยน้ำท่วมแจงนโยบายพร้อมลงมือแก้ปัญหาจริงจัง ในการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร ชูโครงการชะลอขายข้าวต้องกลับมาเพื่อพยุงราคาข้าว โดยจะใช้สหกรณ์ดำเนินการด้านการตลาดเพื่อลดปัญหาจากพ่อค้าคนกลาง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน  2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ และอธิบดีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันลงพื้นที่ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร

โดยมี นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร , นายธนิต ภูมิถาวร  รองผู้ว่าฯพิจิตร , นายพรชัย อินทร์สุข อดีต ส.ส.พิจิตร เขต 1 ซึ่งเป็นคณะทำงานพรรคกล้าธรรมประจำจังหวัดพิจิตร โดยมีมวลชนหลายพันคนมาร่วมให้การต้อนรับในการทำภารกิจการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมทั้งยังได้มอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2,000 ชุด พร้อมมอบเสบียงอาหารสัตว์ ชุดเวชภัณฑ์ และโฉนดเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน ส.ป.ก. 4-01 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทั้งด้านความเป็นอยู่และการทำการเกษตร

โดย ร.อ.ธรรมนัส  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ตั้งแต่ต้นน้ำภาคเหนือจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้หลายจังหวัดตั้งแต่สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อยุธยา ไปจนถึงกรุงเทพฯ ต้องเผชิญความเสียหาย จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง การปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ รวมถึงการวางแผนระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนซ้ำซาก ดังนั้นจึงต้องทำและดำเนินการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ปัญหาต้นทุนการผลิตภาคเกษตรยังเป็นภาระสำคัญที่ตกอยู่กับเกษตรกรโดยตรง ต้นทุนทุกอย่างอยู่กับกลุ่มนายทุน ทั้ง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และวัตถุดิบอื่น ๆ ราคาผลผลิตต่ำ ต้นทุนสูง ทำให้ชาวนาไม่สามารถสร้างรายได้ สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องแก้ไขคือ ต้องลดต้นทุนการผลิต ทำไมเราถึงไม่ผลิตปุ๋ยเอง เช่น ถ้าปุ๋ยราคากระสอบละ 100 บาท แต่เราทำเอง และขายให้กับชาวนากระสอบละ 50 บาทได้ ก็จะสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุน และสิ่งสำคัญเมื่อลดต้นทุนแล้ว การตลาดต้องนำ พูดแต่วลีตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้

แต่ไม่ทำเป็นรูปธรรมเลย ตนกลับมาแล้ว และตนจะทำ โครงการชะลอขายข้าวต้องมี ทำเป็นระบบเพื่อให้ราคาพืชผลการเกษตรได้ราคาอย่างยุติธรรมสำหรับพี่น้องเกษตรกร โดยจะดำเนินการทันทีหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันอังคารที่ 30 ก.ย. 68  เพื่อจะเดินหน้าแก้ปัญหาราคาข้าว ข้าวโพด ยางพารา และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศ รวมไปถึงมาตรการเยียวยาต่าง ๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ยังได้เปิดเวทีให้เกษตรกรร้องทุกข์ ซึ่งก็มีตัวแทนเกษตรกรออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องปัญหาราคาข้าว ราคาข้าวโพดของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำโดยขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไข จากนั้น  ร.อ.ธรรมนัส  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และคณะ ก็ได้เดินทางต่อเพื่อไปดูระบบการระบายน้ำ โดยกรมชลประทาน ที่ ปตร.ท่าแห ซึ่งก่อสร้างเสร็จและใช้งานในฤดูน้ำหลากในปีนี้เป็นครั้งแรกแล้ว และ ดูความคืบหน้าการก่อสร้าง ปตร.บ้านวังจิก ซึ่งผลการดำเนินงานคืบหน้าแล้ว 80% ซึ่งตั้งอยู่ในแม่น้ำยม ของ จ.พิจิตร อีกด้วย

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

111

เขื่อนหัวนาศรีสะเกษน้ำวิกฤตเกินจุ เตือนชาวบ้านริมตลิ่งอพยพด่วน!

ด่วน!“เขื่อนใหญ่ศรีสะเกษปักธงแดงแล้ว! ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่เขื่อนหัวนา สั่งแจ้งเตือนชาวบ้านอพยพ หลังน้ำวิกฤตเกินความจุ หวั่นท่วมพื้นที่เกษตรกว่า 6,000 ไร่”

สถานการณ์น้ำในจังหวัดศรีสะเกษยังน่าเป็นห่วงอย่างยิางหลังจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 17–23 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำหลากจำนวนมากไหลลงแม่น้ำชี และแม่น้ำมูล จนระดับน้ำในเขื่อนหัวนาสูงเกินความจุถึงกว่า 152% ล่าสุดวันนี้ 28 กันยายน 2568 นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมปักธงแดงแจ้งเตือนประชาชนริมตลิ่งให้รีบขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เตรียมพร้อมอพยพทุกเมื่อ

ที่เขื่อนหัวนา อำเภอกันทรารมย์ เจ้าหน้าที่ต้องเปิดบานประตูระบายน้ำทั้ง 14 ช่อง เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำมูล หลังพบว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 20 เซนติเมตรในรอบ 24 ชั่วโมง โดยขณะนี้มีปริมาณน้ำเก็บกักถึงกว่า 99 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินกว่าความจุที่ออกแบบไว้ และยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ข้อมูลจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหัวนา ระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้วคือ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลหว้านคำ ตำบลหนองแก้ว ตำบลหนองงูเหลือม และตำบลตะบิ้ง อำเภอกันทรารมย์ รวมพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายแล้วกว่า 6,495 ไร่ และมีแนวโน้มขยายวงกว้างหากฝนตกซ้ำเติม

ขณะเดียวกัน ลำห้วยสำราญ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ซึ่งรับน้ำจากอ่างเก็บน้ำหลายแห่งทั้งในจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสูงขึ้นอีกกว่า 80 เซนติเมตรในไม่กี่วันข้างหน้า ทำให้ประชาชนในพื้นที่ริมตลิ่งเริ่มหวาดผวา หลายครอบครัวเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ขณะที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.ท่าเรือ ต้องเร่งบรรจุกระสอบทรายทำแนวกั้นน้ำรอบร้านสะดวกซื้อเพื่อป้องกันน้ำท่วม

จังหวัดศรีสะเกษขอให้ประชาชนทุกพื้นที่เสี่ยง ติดตามประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมอพยพ และเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ จังหวัดศรีสะเกษ โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ เทศบาลเมืองศรีสะเกษ

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามสถานการณ์ลงพื้นที่อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการรับมือหากสถานการณ์น้ำยังคงเพิ่มระดับขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการดูแลช่วยเหลือประชาชนหากได้รับผลกระทบ ทั้งในด้านการช่วยเหลือในพื้นที่เสี่ยงทันที การอพยพ และการฟื้นฟูหลังน้ำลด

พร้อมทั้งปักธงเหลืองแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมการล่วงหน้า หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนหรือจำเป็นต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรศัพท์แจ้งได้ที่ สาย ด่วน 199, 045-620911 และ 045-612646 ตลอด 24 ชั่วโมง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ททท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเดินหน้าสู่ความยั่งยืน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดพิธีพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน พระราชทานรางวัลแก่ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. คณะผู้บริหาร ททท. คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลฯ และหน่วยงานพันธมิตร เข้าร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท.     ได้จัดการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีการพัฒนาคุณภาพ และรักษามาตรฐานการให้บริการที่มีความเป็นเลิศ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล รางวัลนี้จึงเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ  ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่หน่วยงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะช่วยรับรองการส่งมอบประสบการณ์ทรงคุณค่าและน่าประทับใจ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีความโดดเด่น

ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันและยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก

สำหรับพิธีพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 เป็นส่วนหนึ่งของ Grand Celebration ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยในปีนี้ได้มีการแบ่งประเภทการประกวดออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ประเภทแหล่งท่องเที่ยว ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว ประเภทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเภทรายการนำเที่ยว และประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน

ซึ่งมีผลงานที่ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 151 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเกียรติยศ (Hall of Fame) จำนวน 6 รางวัล รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) จำนวน 17 รางวัล รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) จำนวน 59 รางวัล และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่มอบครั้งแรกในปีนี้ ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีความยอดเยี่ยมในด้านการบริหารจัดการความยั่งยืน และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม จำนวน 69 รางวัล

ดันนวัตกรรมชีวภาพ ยกระดับอ้อยไทย เพิ่มผลผลิต–คุณภาพ สู่ผู้นำตลาดโลก

อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ไม่เพียงเพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมน้ำตาล แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปลายน้ำหลายด้าน ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ยา พลังงาน รวมถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น การเกษตร บริการทางการเกษตร และการผลิตปุ๋ย การปลูกอ้อยจึงมีบทบาทสำคัญต่อรายได้และเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องด้วยเกษตรกรบางกลุ่มปลูกอ้อยเป็นแหล่งรายได้หลัก

แม้ในปีนี้ ไทยยังครองอันดับ 2 ของโลกด้านการส่งออกน้ำตาล รองจากบราซิล แต่ถ้าดูในมุมมองด้านผลผลิตต่อไร่ พบว่ายังต่ำกว่าคู่แข่งอยู่มาก เนื่องจากเกษตรกรต้องเผชิญทั้งสภาพดินเสื่อม โรค แมลง ต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันกระแสผู้บริโภคทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับ “อาหารปลอดภัยและการผลิตที่ยั่งยืน”  นี่คือโอกาสของเกษตรกรไทยในการยกระดับการผลิตอ้อยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สารกระตุ้นทางชีวภาพและการจัดการไร่อ้อยแบบครบวงจรมาประยุกต์ใช้ พร้อมยกระดับทักษะเกษตรกรและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพน้ำตาล ทำให้ไทยไม่เพียงแต่รักษาอันดับแต่ยังมีโอกาสก้าวสู่ผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกได้

ดังนั้นการช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ควรเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำด้วย การเลือกพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกและดูแลรักษาอ้อย ตลอดจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกอ้อยให้ชาวไร่อ้อยสามารถทำได้ 3 ด้าน ได้แก่ 1. การเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 2. การเพิ่มระยะเวลาการไว้ตอ และ 3. การลดต้นทุนการเพาะปลูกและสร้างรายได้เสริม

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและธาตุอาหารเสริม มาใช้ในการปลูกอ้อย ซึ่งช่วยฟื้นฟูสุขภาพดิน เสริมความแข็งแรงของต้นอ้อย และเพิ่มคุณภาพผลผลิต การเกษตรแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ ปรับวิธีการปลูกอ้อยจากรูปแบบดั้งเดิมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้น้ำและปัจจัยการผลิต ป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน และช่วยให้พืชปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้

นายพิษณุ  อภิราชกมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จํากัด

ซินเจนทา ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร ได้นำเสนอโซลูชันสำหรับอ้อยตั้งแต่ระยะเริ่มปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว ในส่วนของผลิตภัณฑ์สารกระตุ้นทางชีวภาพและธาตุอาหารเสริม เช่น ควอนติส (Quantis) ผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากการหมักอ้อยและยีสต์ ช่วยให้พืชทนต่อความร้อนและแล้ง โดยมีกลไกการทำงาน คือ กระตุ้นเมตาบอลิซึมเฉพาะ ช่วยลดความเสียหายจากสภาพแวดล้อม รักษาผลผลิต และมีองค์ประกอบของธาตุอาหาร (โพแทสเซียม และแคลเซียม) เพื่อช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต นอกจากนี้ยังมีสารอารักขาพืชอย่าง คาลารีส (Calaris) ที่ช่วยควบคุมและกำจัดวัชพืชที่เหมาะกับทั้งใบแคบและใบกว้าง ทำให้เกษตรกรจัดการวัชพืชได้ง่ายขึ้นและลดการแย่งอาหารของอ้อย

นายพิษณุ  อภิราชกมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จํากัด กล่าวว่า “การปลูกอ้อยในปัจจุบันไม่ใช่แค่การผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณ แต่ต้องตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงการปลูกเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสารกระตุ้นทางชีวภาพที่ช่วยสร้างต้นอ้อยแข็งแรง หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ฟื้นฟูดินและเพิ่มความทนทาน การใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างถูกต้องช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตและรักษาคุณภาพอ้อยในระยะยาว ดังนั้นการนำผลิตภัณฑ์สารกระตุ้นทางชีวภาพไปใช้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ต้นอ้อยแตกกอดี มีลำต้นอวบใหญ่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง ทนต่อความแล้ง การสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าใจและใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และทีมของซินเจนทาได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการเข้ามามีบทบาทใกล้ชิด ผ่านการสาธิตในแปลงจริง การอบรม ไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้เกษตรกรใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องและเห็นผลจริง”

“ซินเจนทามองว่าการสนับสนุนเกษตรกรไม่ใช่เพียงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่การสร้างความรู้และทักษะในการจัดการไร่อ้อยอย่างยั่งยืนถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชาวซินเจนทา ผลิตภัณฑ์ของเราจึงออกแบบให้สอดคล้องกับทุกขั้นตอนของการเพาะปลูก เพื่อให้ต้นอ้อยเติบโตแข็งแรง ให้ผลผลิตและมีคุณภาพสูงสุด การสนับสนุนและการอบรมในช่วงแรกช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นผลลัพธ์ด้วยตนเอง จึงนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน” นายพิษณุ  กล่าวเสริม

ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า บทบาทของผลิตภัณฑ์สารกระตุ้นทางชีวภาพจะยิ่งทวีความสำคัญต่อการปลูกอ้อยไทยในแง่การเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพ ซินเจนทาพร้อมเป็นพันธมิตรที่เดินเคียงข้างเกษตรกรในทุกฤดูการปลูก เพื่อให้อ้อยไม่ใช่เพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นรากฐานที่มั่นคงของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ การดูแลไร่อ้อยอย่างมีระบบช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต ขณะที่การใช้ผลิตภัณฑ์สารกระตุ้นทางชีวภาพที่เหมาะสม จะทำให้ต้นอ้อยแข็งแรง ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศที่ผันผวน ช่วยลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพการผลผลิต

เมื่อเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวอ้อยคุณภาพดีและได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้น ก็จะมีรายได้มั่นคง พร้อมต่อยอดสู่รายได้ที่แข็งแรงของประเทศ การลงทุนในการปลูกอ้อยอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและนวัตกรรมการเกษตร จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่คือการสร้างอนาคตที่มั่นคง แข็งแรง และยั่งยืนให้กับทั้งเกษตรกรและประเทศไทย

ซาชาฟาร์มต่อยอดแปรรูปสารพัดเมนูแพะแสนอร่อยออเดอร์ดีตลอดทั้งปี

ที่ซาชาฟาร์ม วิสาหกิจชุมชนผสมผสานด้านปศุสัตว์ และยังเปิดเป็นศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้านปศุสัตว์ ตำบลบางเป้า อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ของ นายสุดดิน ซาชา ได้สาธิตการทำแกงแพะ สูตรดั้งเดิมปากีสถาน ที่อร่อยไม่เหมือนใคร เพราะครอบครัวเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายปากีสถาน โดยเนื้อแพะที่ได้ก็เป็นแพะจากซาชาฟาร์ม ซึ่งปัจจุบันมีการเลี้ยงสัตว์หลากชนิด ทั้งแพะนม แพะเนื้อ โคขุน โคพื้นเมือง กระบือ (ควาย) และไก่ ทั้งนี้ เดิมหากจะขายเนื้อ ก็ขายเป็นเนื้อสดเท่านั้น ทั้งแพะเนื้อ โคขุน โคพื้นบ้าน เพราะมีเขียงในตลาดสดกันตัง แต่ต่อได้ต่อยอดพัฒนามาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่มีทั้งหมดในฟาร์ม เช่น ในส่วนของแพะเนื้อ จะมีทั้งเนื้อแพะสด แกงแพะ ข้าวหมกแพะ น้ำพริกแพะ แพะย่าง เป็นต้น ส่วนไก่ ก็มีข้าวหมก มัสมั่นไก่ ส่วนเนื้อ ก็มีทั้งเนื้อสด เนื้อสไลด์ เนื้อแดดเดียว เป็นต้น โดยสินค้าที่ขายตลาดออนไลน์ด้วยแล้ว เช่น แกงแพะ

โดยแกงแพะ จะขายเป็นซองๆ 200 บาท และกล่อง 100 บาท หรือตามน้ำหนัก สูตรเฉพาะปากีสถาน ใช้เครื่องเทศสมุนไพร แต่ไม่ใส่กะปิ เพราะหากใส่กะปิ จะทำให้รสชาติเพี้ยนไป ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของซาชาฟาร์ม ส่วนของเนื้อแพะที่จะคัดมาแกงนั้น จะใช้แพะที่มีอายุมากนิดนึง หรือมีอายุ 1 ปีขึ้นไป ถึงแม้จะต้องใช้ระยะเวลาในการปรุงนาน แต่รสชาติของเนื้อจะหวานอร่อยมากกว่าแพะหนุ่ม หรือแพะเนื้ออ่อน ที่จะได้รสชาติแค่เนื้อที่นุ่มเท่านั้น แต่เรื่องความอร่อยสู้แพะที่อายุมากกว่าไม่ได้ และเนื้อแพะที่นำมาใช้ทุกตัว จะต้องผ่านการล้างทำความสะอาด รวมทั้งการล้างน้ำผ่าน ตามหลักศาสนาอิสลาม โดยเคล็ดลับในระหว่างการตุ๋นเนื้อแพะตลอดระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงนั้น ต้องคอยเติมเครื่องปรุงเพิ่มเติมไปเรื่อยเรื่อย เช่น กระเทียมหอม หางกะทิ รวมทั้งหัวกะทิ เพื่อเพิ่มรสชาติความหอมให้มากยิ่งขึ้น และทำให้เนื้อแพะมีความกรุบกริบ ขณะที่การทานแพะให้อร่อย ก็ต้องกินกับมือ ถึงจะได้ฟิวสุดๆ

นายสุดดิน ซาชา ทายาทรุ่นที่ 4 ของฟาร์ม บอกว่า ปัจจุบันที่ซาชาฟาร์ม มีการเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน ทั้งแพะ โค และกระบือ รวมทั้งยังมีกระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากเนื้อแพะ เนื้อโค ทั้งขายเนื้อสด เพราะมีเขียงเป็นของตนเอง รวมทั้งนำมาแปรรูปเป็นอาหารและสินค้าสำเร็จรูปป้อนตลาด เช่น แกงแพะ ข้าวหมกแพะ น้ำพริกแพะ ส่วนเนื้อโค ก็แปรรูปมาเป็นเนื้อสไลด์สไลด์คลิปอาย เพื่อป้อนตลาดร้านชาบู และทำเป็นเนื้อแดดเดียว ซึ่งตลาดก็มีทั้งในท้องถิ่นและในจังหวัดตรัง รวมทั้งตลอดออนไลน์ นอกจากนั้นก็ยังมีการไปออกบูธกับหน่วยงานต่างๆ ด้วย อาทิ พาณิชย์ พัฒนาชุมชน เกษตร ขณะเดียวกันยังพัฒนาฟาร์มให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว พร้อมกับเข้ามาชิมเมนูเด็ดๆ ของที่นี่ โดยเฉพาะข้าวหมกแพะ และข้าวหมกไก่ ซึ่งจะขายในราคากล่องละ 100 บาท และในอนาคตกำลังเตรียมทำซอสข้าวหมกขายออนไลน์ด้วย

ส่วนแกงแพะนั้น นอกจากจะขายออนไลน์ทั่วประเทศแล้ว ยังมีการสั่งไปตามงานพิธีการต่างๆ กันเยอะด้วย อาทิ งานแก้บน งานบุญ สำหรับเนื้อโค จะขายแพ็คละ 250 บาท เพื่อนำไปทำชาบู หรือปิ้งย่างได้ ถ้าเป็นเนื้อแดดเดียว ก็ขายถุงละ 250 บาทเหมือนกัน และยังมีผลิตภัณฑ์ความงามจากน้ำนมแพะ เช่น สบู่โลชั่นน้ำนมแพะ ด้วย ซึ่งการปรับตัวเช่นนี้ ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงขึ้น เพราะใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่า สอดรับกับค่านิยมของคนยุคนี้ที่ชอบทานอาหารสำเร็จรูปกันมากขึ้น และทางฟาร์มก็ได้พยายามปรับสูตรแต่ละเมนูให้มีรสชาติอร่อย โดยยังคงความเป็นแกงใต้ แต่ปรุงให้ไม่เผ็ดจนเกินไป เพื่อให้ลูกค้าในภาคกลาง หรือภาคเหนือ สามารถทานได้ รวมทั้งจะใช้เครื่องปรุงอย่างกะทิเป็นหลัก เพื่อให้อาหารมีรสชาติไม่มันมาก ทำให้สินค้าเหล่านี้มีออเดอร์เข้ามาอย่างดีตลอดทั้งปี สนใจสั่งซื้อได้ที่เบอร์โทร. (081) 276-6028, (081) 415-0665 หรือทางเฟซบุ๊ก Zacha Farm – ซาชาฟาร์ม at Kantang

โดย…คนิตา สีตอง

น้ำท่วมรางรถไฟขาดที่บ้านเหลี่ยมโคราช ปรับแผนเดินรถอีสาน-กทม.

รฟท. ประกาศแจ้งเหตุน้ำท่วมหนัก’ทางรถไฟขาด’ ที่บ้านเหลื่อม โคราช สั่งปรับแผนเดินรถภาคอีสาน-กรุงเทพฯ

การรถไฟแห่งประเทศไทย ประกาศแจ้งเหตุน้ำท่วมหนัก “ทางรถไฟขาด” ที่บ้านเหลื่อม โคราช สั่งปรับแผนเดินรถ โดยขณะนี้ได้สั่งการและดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ พร้อมปรับแผนการเดินรถเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ดังนี้

1. ขบวนรถด่วนที่ 75/76  กรุงเทพอภิวัฒน์ – หนองคาย – กรุงเทพอภิวัฒน์

2. ขบวนรถสินค้าที่ 553   มาบตาพุด – บัวใหญ่ 

3. ขบวนรถสินค้าที่ 532   สำราญ – บางละมุง  
ให้เปลี่ยนการเดินขบวนรถในเส้นทาง ชุมทางแก่งคอย – นครราชสีมา – ชุมทางบัวใหญ่ – หนองคาย

4. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 439 ชุมทางแก่งคอย – ชุมทางบัวใหญ่ เดินถึงสถานีบ้านเหลื่อม  

5. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 434 ชุมทางบัวใหญ่ – ชุมทางแก่งคอย  

รอสถานการณ์น้ำที่สถานีชุมทางบัวใหญ่

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่สามารถประมาณการเวลาในการเปิดทางได้ เนื่องจากระดับน้ำยังคงท่วมสูงและยังไม่มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบ เมื่อมีความคืบหน้าในการเปิดเส้นทางเดินรถ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้