วัดห้วยยอดเปิดโรงเรียนเบาหวานคณาราม ต้นแบบวัดสร้างเสริมสุขภาวะ

วัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้เปิดโรงเรียนเบาหวานคณารามขึ้น ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบวัดสร้างเสริมสุขภาวะและสุขภาพพระสงฆ์ โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือ ระหว่างบ้าน วัด และราชการ (บวร) อาทิ ผู้นำชุมชน และเครือข่ายสุขภาพในอำเภอห้วยยอด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตรัง และคณะสงฆ์อำเภอห้วยยอด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ รวมทั้งในกลุ่มพระภิกษุ สามเณร

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการตรวจสุขภาพ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การบรรยายความรู้โรคเบาหวานและแนวทางการดูแลสุขภาพตามหลัก 4 อ. ได้แก่ อารมณ์ อาหาร ออกกำลังกาย และเอาพิษออก ร่วมกับแนวคิดยา 8 ขนาน เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีการสาธิตทำอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพจากผักผลไม้หลากสี การนวดกัวซา และการให้ความรู้เกี่ยวกับปริมาณแคลอรี่ในอาหาร เพื่อให้พระสงฆ์และประชาชนรอบวัดสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง

พระอธิการกฎษดา ขนฺติกโร เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด กล่าวว่า โครงการโรงเรียนเบาหวานคณาราม ถือเป็น 1 ใน 7 พื้นที่ต้นแบบของประเทศ โดยใช้หลักสูตร 12 สัปดาห์ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อควบคุมโรค ลดการพึ่งพายา และสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับชุมชน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล ที่มุ่งสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงวัย ให้สามารถดูแลตนเอง ลดภาระโรคเรื้อรัง และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ พร้อมรองรับการก้าวสู่สังคมสูงวัยในอนาคต

โดย…สุนิภา หนองตรุด

นับพันแห่ร่วมพิธีหลอมกระสุนปืนใหญ่มอบค่ายทหารชายแดนอีสาน

ประชาชนนับพันเข้าร่วมพิธี หลอมลูกกระสุนปืนใหญ่ทหารไทย เทหล่อพระกรุตสมิงชัยมงคล เพื่อมอบค่ายทหารกล้า 4 จังหวัดชายแดนอีสาน และพลีมวลสาร ปั้มพระผงกรุตสมิงชัยมงคล อีก 3,000 องค์ มอบทหาร

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ บริเวณหน้าศาลาท้าวเวสสุวรรณ วัดป่ากุดสมิง บ้านกุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบ็ญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พระครูปิยวนารักษ์ หรือ พระอาจารย์ สมนึก ปิยสิโล เจ้าอาวาสวัดป่ากุดสมิง ที่ญาติโยมสายมู เคารพ เชื่อมั่น ศรัทธา ประธานฝ่ายสงฆ์, เมฆ ปาวะโร ลูกศิษย์วัดป่ากุดสมิง

พระครูปิยวนารักษ์ หรือ พระอาจารย์สมนึก ปิยะสิโล เจ้าอาวาสวัดป่าขุดสมิง

คนสำคัญในการจัดงาน ร่วมกับ นาย ธนเดช พระอารักษ์ อำเภอเบ็ญจลักษ์, นายอุดมศักดิ์ นวลศิริ นายอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลฯ อดีตนายอำเภอเบ็ญจลักษ์, ร่วมเป็นประธานฝ่ายฆารวาส และนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ สส.กังฟู ซึ่งยังมี น้ำ รพีพัฒน์ และเหล่าดารานักแสดง

พร้อมกับญาติโยมที่รู้ข่าว เดินทางมาร่วมพิธีนับพันคน โดยมีพิธีบวงสรวงท้าวเวสสุวรรณ พิธีบวงสรวงปลอกกระสุนปืนใหญ่ของทหารไทย ที่ยิงสู้รบกับฝ่ายตรงข้าม จนชนะ นำมาเป็นมวลสารในการหลอม เพื่อเทหล่อเป็นพระกรุตสมิงมิ่งมงคล หน้าตักกว้าง 30 เซนติเมตร จำนวน 5 องค์ นำประดิษฐานยังค่ายทหาร 4 จังหวัด คือ จังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบราชธานี ที่มีการปะทะกัน

และยังได้นำพลีมวลสารทั้งปลอกกระสุนปืน และหัวสบู่เลือด อายุ 100 ปี ที่นำลงมาจากภูมุย เทือกเขาพนมดงรัก มาเป็นมวลสารปั้มพระผงกรุตสมิงชัยมงคล รูปสีธงชาติไทย สีทหารกล้า จำนวน 3,000 องค์ ซึ่งทุกองค์จะมีเลขโค้ดกำกับทุกองค์ เพื่อมอบให้กับทหารกล้า ตามแนวชายแดน ทั้ง 4 จังหวัด เพื่อไว้ป้องกันตัว ในการรู้รบ แคล้วคลาด ปลอดภัย

พิธีเริ่มด้วยประธานฝ่ายสงฆ์ จุดธูปเทียน บูชา ขอขมา บวงสรวง เทพเทวา ประธานฝ่ายฆารวาส จุดธูปเทียน โปรยข้าวตอก ดอกไม้ บูชา บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ญาติโยมที่มาร่วมงาน เขียนแผ่นทอง นำรวมเพื่อหลอมรวมกับลูกกระสุนปืนใหญ่ ที่ทหารไทยยิงสู้รบกับกองกำลังต่างชาติ จนชนะ ในช่วงที่ผ่านมา ระหว่าง วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึง 28 กรกฎาคม 2568 นี้ ที่ทหารนำมาถวายเพื่อร่วมเป็นมวลสาร ในการหลอมรวมพลีมวลสาร เทหล่อพระกรุตสิงชัยมงคล ขนาด หน้าตัก 30 นิ้ว จำนวน 5 องค์ และพลีมวลสารปั้มเป็นพระผง กรุตสมิงชัยมงคล อีกจำนวน 3,000 องค์

โดย พระครูปิยวนารักษ์ ได้มอบใบปราศเกียรติคุณ แด่ผู้ที่มาร่วมบุญกัน ร่วมเป็นเจ้าภาพกันตามศรัทธา ผ่านมัคทายกวัด ขณะเดียวกัน ได้มีมูลนิธิกู้ภัยศรีสัตนาคา จากจังหวัดนครพนม นำโลงศพมามอบให้กับกู้ภัยบ้านจาน อำเภอเบ็ญจลักษ์ เพื่อบริการให้กับศพไร้ญาติ จำนวน 300 โลง นอกจากนั้น น้ำ ระพีพัฒน์ และบรรดาเหล่าดารานักแสดง ยังได้มอบข้าวสาร แก่ผู้ที่มาร่วมงานบุญในครั้งนี้ จำนวน 2,000 กิโล เป็นโรงทานข้าวสารมอบให้กับทุกคน

พิธีเทหล่อพระกรุตสมิงชัยมงคล และพิธีปั้มพระผงกรุตสมิงชัยมงคล ขณะที่การปั้มได้มีพระอาทิตย์ทรงกรด แต่ขณะร่ายรำถวายของบรรดาแม่บ้าน นางรำ กลับมีฝนตกลงมาปรอยๆ อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก พิธีเสร็จสิ้นลงในช่วงยามบ่ายๆ จากนั่นจะรอให้พิมพ์เทหล่อพระเย็นลง จะได้มีการเกาะพิมพ์ และกำหนดพิธีพุทธาภิเษก พระกรุตสมิงชัยมงคล ในวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ก่อนนำไปมอบให้ทหารกล้าตามชายแดน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

“คนเสื้อแดง” รวมพลล้อมวงกินแกงส้ม-ต้มยำหนู หน้าคุกคลองเปรม ให้กำลังใจ “ทักษิณ

“คนเสื้อแดง” รวมพลล้อมวงกินแกงส้ม-ต้มยำหนู หน้าคุกคลองเปรม ให้กำลังใจ “ทักษิณ” ด้าน “ลีน่าจัง” โผล่ให้กำลังใจ แจกยำวุ้นเส้น ให้มวลชนได้กิน

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม กทม. กลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 200 คน นำโดย  นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษานางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย นายอรรถชัย อนันตเมฆ หรือ โด่ง อดีตดาราชื่อดัง นายธีรพล ดำทองสุข นายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ หรือ ไก่ บิ๊กแมน เดินทางมารวมตัวนัดรับประทานอาหาร ที่หน้าเรือนจำคลองเปรมอีกครั้ง ซึ่งจัดกิจกรรมในทุกๆ วันเสาร์ โดยในวันนี้มีญาติวีรชน ปี 2553 มาร่วมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล่มมวลชนคนเสื้อแดง ได้มาปักหลักบริเวณหน้าเรือจำกลางคลองเปรม ได้มีการปูเสื่อ และตั้งโต๊ะแจกอาหาร โดยในวันนี้นายวรชัย นำข้าวมันไก่ มาแจก และมีประชาชนได้นำฃอาหารมาร่วมสมทบ อาทิ แกงส้มชะอมทอด ต้มยำหนู หนูนาย่าง บวดเผือก ข้าวผัดกะเพรา ข้าวหมกไก่ ฯลฯ

ทั้งนี้ นางลีนา จังจรรจา หรือ ลีน่าจัง อดีตนักการเมือง ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย โดยลีน่าจังได้นำ ยำวุ้นเส้น และยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาแจก ให้มวลชนได้รับประทาน จากนั้นนางลีนา ได้ปราศรัยทักทายประชาชนว่า “วันนี้ลีน่าจัง มาให้กำลังใจพี่น้องเสื้อแดง และให้กำลังใจท่านทักษิณ เพราะท่านทำคุณงามความดีให้ประเทศชาติ เราเสียเวลาไปเลือกตั้งมา ก็ปลดๆ แล้วจะมีเลือกตั้งไปทำไม“

ด้าน นายวรชัย เหมะ กล่าวว่า การทำกิจกรรมในวันนี้เป็นการจัดกิจกรรมทุกวันเสาร์ เพื่อให้กำลังใจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นการเปิดประตูบ้านเสื้อแดงให้คนเสื้อแดง ที่เปลี่ยนใจไปใส่เสื้อส้มกลับมาเป็นเสื้อแดงอีกครั้ง เพื่อแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นว่าพี่น้องพลังประชาธิปไตยในภาคประชาชนได้กลับมาอยู่ด้วยกันในนามคนเสื้อแดง เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นพลังประชาธิปไตย ขับเคลื่อนไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ สร้างความปรองดอง

นายวรชัย กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นการแสดงพลังพี่น้องคนรักประชาธิปไตยทั่วประเทศ เพราะหลายจังหวัดจะมีการส่งตัวแทนมาเข้าร่วมด้วย อาทิ คนเสื้อแดงจากลำพูน คนเสื้อแดงจากนครพนม มาแสดงพลังผู้รักประชาธิปไตยว่ายังเกาะกลุ่มเหนียวแน่น เราจะเกาะกลุ่มยืนหยัดเพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ต่อมานายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษานางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางมาถึงและนำหนังสือ Thaksin Shinawatra Theory and thought Book มาแจกให้ประชาชนที่มาร่วมงานเป็นที่ระลึก และกล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีด้วย

ชาวปราจีนบุรีหนุนโครงการคนละครึ่งพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ปราจีนบุรี –  ทรรศนะคนปราจีนฯ 3 อำเภอแสดงความเห็นโครงการคนละครึ่งพลัส2568 นายก “หนู” บอกชดเชยเงินหมื่นที่ไม่ได้และดีที่ขยายมาห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อช่วยเหลือให้โครงการกว้างขึ้นแต่กังวลเรื่องภาษีภายหลังในระยะยาว

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ได้สอบถามนานาทรรศนะของชาวบ้าน – ร้านค้ามีทรรศนะอย่างไร?   ต่อโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส ในรัฐบาลนายกฯ หนู  “อนุทิน”   ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์ รวมถึงผู้ประกอบการที่ว่าโครงการนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศชาวบ้านมีความเห็นด้วยหรือไม่กับโครงการคนละครึ่งที่จะขยายให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมโครงการเพื่อให้ร้านร่วมโครงการเพิ่มขึ้น

างสาวฟ้าใส สมบุญ ชาวบ้าน ชาว อ.กบินทร์บุรี  กล่าวว่า ถ้าพูดถึงโครงการคนละครึ่ง   ก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะที่ว่าได้มาเป็นเงินส่วนต่างที่เราสมควรได้ แล้วก็สามารถทำให้เราได้รู้ว่าใช้ในการสื่อสารของเรามาเป็นประโยชน์ให้กับชาวบ้านเรา 

ชาวบ้านบางคนอาจจะมองว่าปู่ย่าตายายไม่รู้  ทำให้ลูกหลานต้องลงมาช่วยปู่ย่าตายายว่าโครงการนี้มันจะต้องใช้เงินยังไง ใช้วัตถุประสงค์คือเอาไปซื้อใช้จ่ายใช้สอยในบ้านเรานี่แหละ   เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้สอยในบ้าน บางคนเงิน 100 บาทเราจะซื้ออะไร กับข้าว  บางคนไม่มีเลยแต่โครงการคนละครึ่งใช้อุดหนุนร้านค้าด้วยกัน   ร้านค้าคนไหนที่เข้าโครงการ เช่นเปิดร้านขายปลาหมึกย่างตามตลาดนัด เข้าโครงการคนละครึ่งแล้วติดป้ายโครงการอยู่แล้ว เราก็ไปสแกนใช้จ่ายได้ปกติ เรามีโครงการอยู่แล้ว

ปกติเราจะต้องจ่าย 100 บาทเราต้องจ่ายเต็มๆ 100 บาท แต่เราจ่าย 50 บาทก็ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับประชาชน ถ้าเอามาเข้ารวมกันนี่ก็ดี  คนที่มีสิทธิ์ใช้บัตรประชารัฐ บัตรคนจน บัตรคนพิการ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมโครงการ แต่ไม่ได้เข้าโครงการคนละครึ่ง แต่เราก็ได้ใช้เงินเต็มๆ โดยที่ไม่ต้องผ่านคนละครึ่ง สามารถจ่ายที่เดียวได้ถ้าคนละครึ่งเมื่อก่อน

ด้านนางสาวรุ่งนภา ลำปางช้าง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งดีเพราะว่าส่วนมากคนที่ว่าเขามีรายได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท อย่างน้อยรัฐช่วยครึ่งหนึ่ง  ข้าวถังละ 300 บาทเราออก 150 บาท ไข่ขาดถาดหนึ่ง 140 บาท เขาออก 70 บาท อย่างน้อยก็ดีมาช่วยจนเจือภายในครอบครัว   ให้ความหวังแล้วก็อย่าปล่อยให้ความหวังลมๆแล้งๆก็แล้วกัน   ขอฝากถึงรัฐบาลด้วยว่า เงินหนึ่งหมื่นก็ศูนย์ไปแล้วไม่มีความหวังอะไรแล้ว ขอตรงนี้คืนก็แล้วกัน

ขณะที่ทางร้านค้า เอสที.ที่เคยเข้าร่วมโครงการพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ   กล่าวว่า   โครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัสเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนซื้อสามารถมาใช้สิทธิกับทางร้านค้าได้ อยากให้ทางภาครัฐฯนำเงินมาสนับสนุนร้านค้าให้มาก

ด้านเจ๊นกร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด อ.ศรีมหาโพธิ กล่าวว่า  เห็นดีด้วยในโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส  ช่วยเหลือคนรายได้น้อย หรือ คนเฒ่าคนแก่ให้ใช้จ่ายได้   อยากให้ประชาชนผู้มีสิทธิทำบัตรสวัสดิการของรัฐคนละครึ่งไว้สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่มี  เจ๊นกกล่าว

ป้าปอง ร้านค้าของชำกล่าวว่า   โครงการนี้ร้านค้าเองได้ประโยชน์ด้วยนอกจากประชาชน  ก่อนหน้าทางร้านเองก็รับบัตรคนละครึ่งอยู่แล้ว  สำหรับประชาชนที่มีสิทธิบัตรคนละครึ่งอยากให้แบ่งใช้จ่ายให้ใช้จ่ายคุ้มค่ารู้จักวางแผนซื้อเฉลี่ยกันไปให้ได้ประโยชน์ถ้วนหน้า  ป้าปองกล่าว

ด้าน ป้าแสงดาว ชาว อ.เมืองปราจีนบุรี  กล่าวว่า  เห็นดีกับโครงการคนละครึ่ง 2568 ของรัฐบาล “อนุทิน”  เพราะกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะชาวงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เพราะเราใช้ครึ่งหนึ่งรัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง  เคยใช้มาก่อนส่วนใหญ่แล้วใช้ซื้อของจำเป็น เช่น หมู ไข่ ข้าวสาร  และเห็นดีด้วยที่จะขยายหรือกระจายโครงการฯไปยังร้านค้าสมัยใหม่ อาทิ ร้านสะดวกซื้อห้างสรรพสินค้าเพราะประชาชนจะได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น

ขณะน้องโพสต์ อ.เมืองปราจีนบุรี  กล่าวว่า  รัฐบาลช่วยเหลือก็ดีใจในโครงการฯเพราะช่วยด้านเศรษฐกิจประชาชน   และกรณีหากรัฐบาลขยายโครงการมายังร้านสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อก็เป็นผลดีแต่กังวลผลระยะยาวในการเก็บภาษีภายหลังในรูปแบบอื่นใดในภายหลังหรือไม่

โดย… มานิตย์  สนับบุญ ข่าว / ทองสุข –จุฑารัตน์ – ภาพ /ปราจีนบุรี###

ชาวนาอำนาจเจริญระทมทุกข์นาข้าว 11,000 ไร่ จมใต้น้ำ-ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก

อำนาจเจริญ- ชาวนาระทมทุกข์นาข้าว 11,000 ไร่ จมใต้น้ำ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตามลำน้ำห้วยปลาแดกขอบคุณ หน่วยงานราชการ ที่เร่งเข้าช่วยทันท่วงที วอนให้ทำผนัง ถาวร ตามลำห้วยปลาแดก เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วม อย่างเป็นรูปธรรม

นางขนิษฐา  แห่งธรรม หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญกล่าวว่า ตามที่ข่าว รายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568  ว่า นางวันนิภา  แซ่เฮง อายุ 68 ปี บ้านเลขที่ 243/1 ตำบลบุ่ง  อำเภอเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ  ประชาชนที่ปลูกบ้านอยู่ใกล้กับลำห้วยปลาแดก จำนวน 1 โดนน้ำ จากลำห้วยปลาแดก ไหล ทะลักท่วม บ้านเรือน ได้รับความเสียหาย หลายหลังคาเรือน กล่าวว่า “เมื่อคืน ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนัก น้ำจากลำห้วยปลาแดกหนุนสูงและไหลทะลักเข้าท่วมบ้านของตน สูงกว่า 50-60 เซนติเมตร จนต้อง รีบเก็บข้าวของหนีน้ำ บางอย่างเอาได้ก็เอาบางอย่างลอยไปกับน้ำ เอาไม่ทันก็ทิ้งไป ตนต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก นั้น

นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มอบหมาย นางขนิษฐา  แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ ร่วมกับ ผู้แทนนายกเทศมนตรีเมืองอำนาจเจริญ ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทราบ เบื้องต้นได้มอบเจ้าหน้าที่ เข้ามาดูแลช่วยขนของขึ้นที่สูงรวมทั้ง จัดเตรียมกระสอบทรายทำทางเดินเข้าบ้านประชาชน ดังกล่าว    และได้นำเครื่องอุปโภค บริโภค พร้อมน้ำดื่ม  มอบให้กับผู้ประสบอุทกภัย และเทศบาลเมืองอำนาจเจริญจะเร่งสำรวจความเสียหาย และช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป

ด้านนายวันนิภา แช่เฮง ผู้ได้รับผลกระทบ ภายหลังได้รับ การช่วยเหลือ จากทาง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ ชลประทานจังหวัด และ เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ได้กล่าวขอบคุณ เป็นอย่างมากที่ได้ช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีหลังเป็นข่าว ตน และชาวบ้าน ต้องขอบพระคุณอีกครั้ง พร้อมกับชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ จากสภาวะน้ำท่วมในครั้งนี้ เป็นอย่างมาก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่พวกตนและชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ตาม ลำห้วยปลาแดกต้องการก็คือ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขุดลอกคลองห้วยปลาแดกลงให้ลึก กว่านี้ เพราะเดี๋ยวนี้ตื้นเขินมากจริงๆ

และ อยากให้ ทำผนัง กั้น ทั้งสองฝั่ง ของริมห้วยปลาแดก เหมือนที่ทำกับห้วย ปลาแดกในจุดอื่นๆ ที่เคยทำมาแล้ว เช่นหลังโรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ  ต่อมาให้ยาวมาถึงถนนชยางกูร ข้ามสะพาน มายังหมู่บ้านละแวกนั้น ตนอยากให้ก่อสร้างยาวมาจากทางด้านหลังวัดอำนาจเจริญจนถึงสะพานที่ 1 ทางไปอำเภอเขมราฐ จะแก้ปัญหา น้ำเอ่อล้นท่วมขังบ้านเรือน ราษฎร ตามลำห้วยปลาแดกได้อย่างถาวรมีคุณภาพ

อย่างไรก็ตามได้ข่าวว่าทางการมีงบประมาณตกมาถึงหน่วยราชการแล้ว 200 กว่าล้านบาท เงินส่วนนี้ หากนำมาใช้ให้ถูกทาง ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน ปัญหา น้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนราษฎรก็จะไม่มีเกิดขึ้น ได้อีกต่อไป แต่ละปีตนได้ข่าวว่ามีงบประมาณตกมาในการทำห้วยปลาแดก สุดท้ายก็ไม่รู้หายไปไหน หรือไปทำอย่างอื่น กัน หมด หรืออย่างไรนางวิภากลาง หรืออย่างไร วอนภาครัฐ มองถึงความสำคัญในจุดนี้ด้วย เพราะห้วยปลาแดก เป็นลำห้วย ใจกลางเมืองอำนาจเจริญก็ว่าได้ ซึ่ง ความเจริญตึกรามบ้านช่อง

ทั้งสองฝั่งห้วยปลาแดกเต็มไปหมดแล้วทุกวันนี้ ควรจะทำให้ปลาแดก ให้เป็นลำห้วยที่ได้มาตรฐาน สมบูรณ์แบบ สักที อย่างเช่นจังหวัดอื่นๆเขา ที่มีคลองน้ำตัดผ่านในตัวเมือง เขาทำคอนกรีตทั้งสองฝั่ง อย่างสวยงาม น้ำไหลสะดวก ไม่มีปัญหาเรื่อง น้ำท่วม ในตัวเมืองอีกต่อไป นางวิภา กล่าวในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ในวันนี้ น้ำ ยังอยู่ในระดับทรงตัว ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีฝนตกกระจายบางๆ ส่วนอันดับน้ำ ทาง ทางด้านอำเภอหัวตะพาน อยู่ในระดับที่ทรงตัว นาข้าวในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ทั้งสิ้น จมอยู่ใต้น้ำ จำนวน 11,000 ไร่ ที่นาข้าว ตายสิ้นเชิง ใน 5 อำเภอได้แก่อำเภอหัวตะพาน อำเภอลืออำนาจ อำเภอพนา อำเภอเสนางคนิคม และอำเภอเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้ออกประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อุทกภัย จำนวน 3 ฉบับ ประกาศ ณ วันที่ 24 กันยายน 2568 ในพื้นที่อำเภอ พนา  รวม 2 ตำบล 8 หมู่บ้าน ดังนี้

1. หมู่ที่ 2, 7, 8, 11, 14, 15 ตำบลจานลาน
2. หมู่ที่ 6 , 11 ตำบล พระเหลา
 อำเภอหัวตะพาน รวม 4 ตำบล 21 หมู่บ้าน ดังนี้
1. หมู่ที่ 2, 7, 8, 9, 12,  ตำบลคำพระ
2. หมู่ที่ 2, 3, 5, 9 ตำบลหัวตะพาน
3. หมู่ที่ 1, 2, 3, 5, 6, 7, 8, 10, 11, 12, 13 ตำบลสร้างถ่อน้อย
4. หมู่ที่ 6 ตำบลรัตนวารี

อำเภอลืออำนาจ 
รวม 5 ตำบล 33 หมู่บ้าน ดังนี้
1. หมู่ที่ 1, 2, 4, 5, 6 ตำบลลืออำนาจ
2. หมู่ที่ 1, 2 ,5 , 6, 7 ตำบลดงมะยาง
3. หมู่ที่ 1, 3, 6, 7, 8, 9, 10, 11 ตำบลเปือย
4. หมู่ที่ 2, 6, 10, 11, 13 ตำบลดงบัง
5. หมู่ที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 ตำบลไร่ขี
ซึ่งขณะนี้ทางเกษตร จังหวัด แล้วเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้เร่งออกสำรวจ พื้นที่ นาข้าวที่ถูกน้ำท่วมขัง ที่เสียหายสิ้นเชิง ซึ่งพร้อมจะให้การช่วยเหลือภายหลังน้ำลด อย่างต่อเนื่อง

ภาพ/ข่าว: นายทิพกร หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

แห่งเดียวในไทย สืบสานประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ” ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

ประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ”  ชิงถ้วยพระราชทาน “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ”  ประจำปี   2568 แห่งเดียวของประเทศไทย 10 วัน สมาคมท่องเที่ยวแนะ เชิญชวนโดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทำความรู้จัก

ที่บริเวณหน้าศาลาจตุรมุข  พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ  อ.เมืองพัทลุง นายธราวุธ ช่วยเกิด รอง ผวจ.พัทลุง  นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง นายศาสดา อุ้ยตยะกุล รองนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง นางอภิญญา สุวรรณ วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และนายภวัต อินทนุ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ได้ร่วมกันแถลงข่าว และกล่าวว่า การจัดงานประเพณีแข่งโพน-ลากพระ  ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ประจำปี  2568 ซึ่งได้กำหนดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-10  ตุลาคม 2568 ณ เวทีกลางหน้าสำนักงาน อบจ.พัทลุง โดยในขณะนี้ได้มีการแข่งขันโนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่  และโพนเยาวชน รอบคัดเลือกของสนามต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว

สำหรับการจัดงานจัดขึ้นเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย โดยการแข่งโพนนั้นเป็นประเพณีของชาวภาคใต้ จะจัดขึ้นในเทศกาลออกพรรษา ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับประเพณีชักพระ  และสำหรับโพน จะใช้สำหรับตีให้ส่งเสียงดังในเรือพระและเป็นสัญญาณบอกให้ทราบว่าเรือพระกำลังมาถึง

ส่วนการแข่งขันตีโพนนั้นจะตัดสินโดยการฟังเสียง  ฝ่ายที่เสียงดังมากที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะในส่วนของการจัดงานจะมีกิจกรรม อาทิ  การประกวดธิดาโพน การประกวดหนุ่มโพนเมืองลุง การแข่งขันซัดต้ม ฯลฯายภวัต อินทนุ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวว่า จังหวัดพัทลุง ซึ่งเทศบาลเมืองพัทลุงได้จัดงานประเพณีแข่งโพนลากขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2528 ในสมัยนายสมเกียรติ ขณะรัตน์ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 เทศบาลเมืองพัทลุงได้จัดงานประเพณีแข่งโพน-ลากพระ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นเป็นครั้งแรก ในสมัยนายโกสินทร์ ไพศาลศิลป์  เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง

สำหรับ อบจ.พัทลุง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง  ได้จัดงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน

“ในการจัดงาน ยังจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.พัทลุง อีกด้วย ซึ่งจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งใน และต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเช่นกัน จะเป็นการส่งเสริมสร้างรายได้ให้กับ จ.พัทลุงด้วย”

นายจรูญ แก้ววจีทรัพย์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า การส่งเสริมเพื่อสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย ที่หลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวทางภาคใต้ปริมาณมากและต่อเนื่อง โดยจะต้องทำการโฆษณาทุกช่องทางเพื่อให้นักท่อเที่ยวได้รู้จักของดีพัทลุงที่มีอยู่จำนวนมาก

ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา โดยเฉพาะศาลหลักเมืองพัทลุงทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอยู่เส้นทางที่รถผ่านไปมาทั่วทุกภูมิภาคของไทยประมาณ 45,000 คัน / วัน  โดยเฉพาะสามารถชักชวนสายมูได้เข้ามาทำบุญ สักการะบูชา และจะสามารถจะเชื่อมโยงยังแหล่งอื่น ๆ ได้ วัดเก่าแก่ที่มีอยู่จำนวนมาก ตลอดจนประเพณีต่าง ๆ การตีโพน การแสดงหนังตะลุง มโนราห์ ฯลฯ อันเก่าแก่

“ปัจจุบันโดยนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ที่มีแรงดึงดูดเข้ามาพัทลุง คือเรื่องของธรรมชาติ เขา ป่า นา เล  และเรื่องอาหารการกินเป็นหลัก ในส่วนอื่น ๆ ยังไม่ปรากฏ”

นายจรูญ กล่าวว่า จะต้องทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้มักคุ้นรู้จัก โดย จ.พัทลุง และวัฒนธรรม เป็นหลักนำ ร่วมยูรณาการกับทุกภาคส่วนทำอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะใช้เวลาระยะหนึ่งแล้วคนจะรู้จักกว้างขึ้น แล้วสามารถเชิญชวนเข้าท่องเที่ยวได้ เพื่อเสริมสร้างรายได้ สร้างงาน ให้จังหวัดได้ในระดับหนึ่ง.

ยิ่งใหญ่อลังการ! ประเพณีรับบัวบางพลี 1 เดียวในโลก 3-4 ต.ค.นี้

จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับ องค์กรปกครองท้องถิ่น ร่วมสืบสาน จัดงานประเพณี รับบัว 1 เดียวในโลก ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 ณ อำเภอบางพลี

นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ได้เป็นประธานแถลงข่าวงานประเพณีรับบัว โดยมีนายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี  พร้อมด้วย ดร.พัฒนพงศ์ จงรักดี นายกเทศมนตรีตำบลบางพลี  พ.ต.ท.เถลิงเกียรติ มณีอินทร์ รองผู้กำกับป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรบางพลี  นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรปราการ และนางสาวชูศรี สัตยานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางพลี ร่วมแถลงข่าวการจัดกิจกรรมงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568  ประเพณี 1 เดียวในโลก แห่งเดียวในประเทศไทย  ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

ประเพณีรับบัว 1 เดียวในโลก เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ของชาวอำเภอบางพลี ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนต่างถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความผู้พันกับสายน้ำ ที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดย กระทรวงวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11

ซึ่งปีนี้ตรงกับจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง และที่มาร่วมพิธีได้ร่วมสักการบูชา โดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ เชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวไปในเรือ แล้วอธิษฐานสิ่งใดไว้ จะประสบความสำเร็จสมหวังทุกประการ

สำหรับกิจกรรมการจัดงานในปีนี้ จะจัดขึ้นบริเวณอำเภอบางพลี  ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 ซึ่งนอกจากจะมีพิธีโยนบัวในวันที่ 6 ตุลาคมแล้ว ตลอดการจัดงานทั้ง 4 วัน  จะได้พบกับ โซนนิทรรศการ ลานวัฒนธรรม วิถีชีวิตชาวบางพลีในอดีต วิถีชีวิตชาวนา ชาวมอญ ลาน Soft Power การแสดง แสง สี เสียง ม่านน้ำ ตระการตา 2 เวทีกิจกรรมทั้งด้านหน้า

และด้านหลังอำเภอ ซึ่งจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย จากเครือข่ายชุมชน การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ตลอดจนกิจกรรมการประกวด แข่งขัน อาทิ การประกวดหนุ่ม-สาว รับบัว , การแข่งขันมัดข้าวต้ม , แข่งขันบาสโลบ , ประกวดร้องเพลง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการออกร้านสินค้าพื้นเมือง-ชุมชน (OTOP) กว่า 70 ร้านค้า ในบริเวณพื้นที่จัดงานอีกด้วย

โดย… สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์/สมุทรปราการ

“นาบิล vs อิเลียส” จบไม่มีผลแข่งขัน, “สามเอ-เสือแบล็ค” เก็บชัยสวย ศึก ONE ลุมพินี 126

ศึก ONE ลุมพินี 126 เล่นใหญ่จัดเต็มไม่ทำให้แฟนกีฬาต่อสู้ใน 195 ประเทศทั่วโลกผิดหวัง โดยจอมบู๊ทั้ง 24 คน งัดฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาประชันกันบนสังเวียน เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา)

คู่เอก “อิเลียส เอ็นนาฮาชิ” ผู้ท้าชิงอันดับ 2 ของแรงกิง ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) ตัวแทนเนเธอร์แลนด์-โมร็อกโก ปะทะ “นาบิล อานาน” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต สัญชาติไทย-แอลจีเรีย ที่ข้ามสายบู๊คิกบ็อกซิ่งครั้งแรกใน ONE

เสียงระฆังเริ่มยกแรกดังขึ้นไม่กี่อึดใจ “นาบิล” ได้จังหวะทิ่มหมัดขวาตรงส่ง “อิเลียส” ก้นจ้ำเบ้าเรียกนับ 8 ตุนได้ก่อน อย่างไรก็ตาม ในยกสุดท้ายกลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อ “นาบิล” พลาดเตะผ่ากล่องดวงใจ “อิเลียส” จุกลุกยืนไม่ไหว ทีมแพทย์ประเมินอาการแล้ว ปรากฏว่า “อิเลียส” ไม่สามารถแข่งขันต่อได้ ไฟต์นี้จึงจบลงด้วย “ไม่มีผลการแข่งขัน (No Contest)”

คู่รอง “ชาโด้ สิงห์มาวิน” ผู้รั้งอันดับ 3 ของแรงกิง ONE มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต (145-155 ป.) สลับมาสู้ในกติกาคิกบ็อกซิ่งเป็นครั้งแรก พบกับ “หลิว เมิงหยาง” คู่ชกจากจีน โดย “ชาโด้” และ “หลิว เมิงหยาง”เดินหน้าแลกอาวุธกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งยก 2 “ชาโด้” พลาดโดนหมัด ” หลิว เมิงหยาง” เสียนับ 8 แม้ “ชาโด้” จะลุยบุกเอาคืนแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายนักชกจีนเข้าป้ายด้วยคะแนนเอกฉันท์

ด้าน “เสกสรร อ.ขวัญเมือง” จอมบู๊เก๋าเกมจากนครศรีธรรมราช ท้าวัดความอึดถึกทนกับ “เสือแบล็ค ท.พราน49” มวยกะเหรี่ยงสู้ไม่ถอยจากเพชรบุรี ในกติกามวยไทย 140 ป. โดย “เสือแบล็ค” อาศัยพลังสดเดินบดใส่ “เสกสรร” ไม่มีหยุด ก่อนได้จังหวะกดหมัดซ้ายเรียกนับได้ในช่วงปลายยก แม้ “เสกสรร” จะลุยแหลกในช่วงที่เหลือเพื่อตีตื้น แต่ทำอะไรไม่ถนัด จบครบ 3 ยก เป็น “เสือแบล็ค” คว้าชัยด้วยคะแนนเอกฉันท์

ทางคู่เอกภาคอินเตอร์ “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” นักสู้ระดับตำนานจากบุรีรัมย์ เช็กความสดของ “ตุย ลิน ทัต” จอมแกร่งฟอร์มร้อนจากเมียนมา ในกติกามวยไทย รุ่นสตรอว์เวต (115-125 ป.) โดย “สามเอ” เดินสาดแข้งซ้ายได้หนักหน่วง แต่ “ตุย ลิน ทัต” ยังรับมือได้ดีและสบช่องซัดหมัดเหวี่ยงกลับหลังใส่ “สามเอ” ได้นับไปก่อนในยก 2 จากนั้น “สามเอ” เร่งเครื่องเต็มกำลัง ส่งหมัดซ้ายใส่หน้าเรียกนับคืนจาก “ตุย ลิน ทัต” สำเร็จในยกสุดท้าย เมื่อครบสามยก “สามเอ” เข้าเส้นชัยด้วยคะแนนเอกฉันท์

ขณะที่ “ปตท. อภิชาติฟาร์ม” สวมหัวใจสิงห์ย้ำชัยคู่ปรับเก่าจากอิตาลี “อาเลสสิโอ มาลาเทสตา” ในศึกภาค 2 ด้วยคะแนนไม่เอกฉันท์ ด้าน “แสงอาทิตย์ ลูกทรายกองดิน” ฝ่าทุกแรงกดดันปล่อยหมัดสุดคมเรียก 2 นับ ชนะคะแนนเอกฉันท์ “อาลี โคยูนชู” ส่วน “ยูนิส อานาน” ไล่ทุบชนะคะแนนเอกฉันท์ “ฮุน ฮวาง ฟี” คู่ชกดีกรีแชมป์ Road To ONE เวียดนาม และสุดท้ายไฟต์รีแมตช์ระหว่าง “ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ” กับ “ป้อมเพชร พานทองยิม” ดุเดือดไม่แพ้ภาคแรก แต่ครั้งนี้ “ป้อมเพชร” ชนะด้วยคะแนนไม่เอกฉันท์ ล้างตาสำเร็จ

ตลอดการต่อสู้สุดมันตั้งแต่ต้นจนจบ ปรากฏว่ามีนักกีฬา 2 ราย ได้แก่ “จูราอิ อิชิอิ” และ แอนตาร์ คาเซม”ที่โชว์ฝีมือถูกใจ บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” เก็บโบนัสอัดฉีดคนละ 350,000 บาท ไม่รวมค่าตัว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท (เจ็ดแสนบาท) 

สรุปผลการแข่งขันทุกคู่ ONE ลุมพินี 126

คู่เอก อิเลียส เอ็นนาฮาชิ (เนเธอร์แลนด์-โมร็อกโก) และ นาบิล อานาน (ไทย-แอลจีเรีย) ไม่มีผลการแข่งขัน (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต 135-145 ป.)
คู่รอง หลิว เมิงหยาง (จีน) ชนะคะแนนเอกฉันท์ ชาโด้ สิงห์มาวิน (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต 145-155 ป.)
แอนตาร์ คาเซม (ฝรั่งเศส-เบลารุส) ชนะทีเคโอ เมืองไทย พีเค.แสนชัย (มวยไทย 140 ป.) นาทีที่ 2:27 ของยก 3
เสือแบล็ค ท.พราน49 ชนะคะแนนเอกฉันท์ เสกสรร อ.ขวัญเมือง (มวยไทย 140 ป.)
ปตท. อภิชาติฟาร์ม ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ อาเลสสิโอ มาลาเทสตา (อิตาลี) (มวยไทย 147 ป.)

ป้อมเพชร พานทองยิม ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ (มวยไทย รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)
สามเอ ไก่ย่างห้าดาว ชนะคะแนนเอกฉันท์ ตุย ลิน ทัต (เมียนมา) (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.) 
แสงอาทิตย์ ลูกทรายกองดิน ชนะคะแนนเอกฉันท์ อาลี โคยูนชู (ตุรกี) (คิกบ็อกซิ่ง 140 ป.)
ยูนิส อานาน (ไทย-ฝรั่งเศส) ชนะคะแนนเอกฉันท์ ฮุน ฮวาง ฟี (เวียดนาม) (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)
รุย โบเทลโฮ (โปรตุเกส) ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ จาง เป่ยเหมียน (จีน) (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)
อดัม ส.เดชะพันธ์ (ไทย-มาเลเซีย) ชนะคะแนนเอกฉันท์ โทมะ คุโรดะ (ญี่ปุ่น) (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นอะตอมเวต 105-115 ป.)
 จูราอิ อิชิอิ (ญี่ปุ่น) ชนะทีเคโอ เอ็นโซ กลาริส (ฝรั่งเศส) นาทีที่ 1:27 ของยก 3 (มวยไทย 120 ป.)

“น้องหมีขั้วโลก” บุกงาน SX2025 ซีพีเอฟ ชวนสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกยั่งยืน

งาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ปีนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเสนอแนวคิด “SUSTAINOVATION BEHIND EVERY BITE – ทุกคำ ทุกคน คือพลังสู่ความยั่งยืน” ผ่านการจัดแสดงบูธในรูปแบบ Interactive และจำลองบรรยากาศการเดินทางสู่ขั้วโลก ตอกย้ำความตระหนักต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

และความมุ่งมั่นในพันธกิจสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (Better Living) ผ่านการสร้างสรรค์อาหารที่ดีต่อกายและดีต่อใจ ด้วยนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน (SUSTAINOVATION) ภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่ Feed Farm Food โดยคำนึงถึงความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต

ในพิธีเปิดงาน SX2025 หม่อมหลวง จิรพันธุ์ ทวีวงศ์ กรรมการและรองเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เยี่ยมชมบูธซีพีเอฟ โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง และ นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กร ร่วมให้การต้อนรับ

พบกับบูธซีพีเอฟ ที่โซน Better Living Hall 3 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 26 กันยายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2568 เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ กับ 4 โซนสร้างสรรค์ ที่จะนำทุกคนร่วมเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน ทั้งเรื่องราวของ “หมีขั้วโลก” ธารน้ำแข็ง ซูเปอร์มาร์เก็ตจำลอง และย้อนกลับไปดูต้นทางของอาหารในแต่ละจาน ที่ใส่ใจต่อสุขภาพของผู้บริโภคตั้งแต่จุดเริ่มต้น

 The Crisis: เริ่มต้นการเดินทางที่จะพาทุกคนผจญกับวิกฤตโลกรวน ผ่านเรื่องราวของ “หมีขั้วโลก” บนภูเขาน้ำแข็งที่กำลังละลาย สร้างความตระหนักถึง ความเปราะบางของสิ่งแวดล้อมรอบตัว ก่อนจะนำไปสู่เสียงเรียก คำตอบเพื่ออนาคต

The Call: เดินทางต่อผ่านธารน้ำแข็งที่ค่อย ๆ แตกตัวและละลาย กับแนวทางกู้โลกที่แฝงอยู่ในทุกย่างก้าว ทางรอดที่คุณและทุกคนสามารถลงมือทำได้ในชีวิตประจำวัน

The Choice: ก้าวสู่ช่วงเวลาแห่งการเลือก…ช่วยโลก กับ “ซูเปอร์มาร์เก็ตจำลอง” ที่เปิดให้ได้ทดลองเลือกซื้อผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมกับวิธีแยกและทิ้งขยะให้ดีต่อใจและดีต่อโลก

The Creation: ปิดท้ายการเดินทางกับ Interactive Dining ที่จะมีเชฟ นักวิจัย และสัตวบาลจิ๋ว ย้อนเวลาไปตามหาเบื้องหลังอาหารแต่ละจานที่ซีพีเอฟสร้างสรรค์ด้วยความใส่ใจ และนำนวัตกรรมแห่งความยั่งยืนมาใช้ ตั้งแต่แหล่งที่มาจนถึงมือผู้บริโภค

 นอกที่โซน SX Food Festival ชั้น LG แบรนด์ดังในเครือซีพีเอฟ ทั้ง Five Star และ Star Coffee ขนเมนูยอดนิยมไปให้อิ่มอร่อย ในราคาสุดคุ้มเฉพาะในงาน อาทิ ไก่จ๊อต้นตำรับ ชิกเก้นแร๊พ ไก่ทอดน้ำปลา ข้าวสเต็กไก่เผ็ด ข้าวไก่คาราเกะ พร้อมเครื่องดื่มร้อน-เย็นหลากหลายเมนู

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมด้านความยั่งยืนของซีพีเอฟ เพิ่มเติมได้ที่เพจ The Common Routes : www.facebook.com/TheCommonRoutes .

ปูพรมบุกค้น 5 จุด ทลายโรงงาน รวบตัวแม่ผลิตยาแก้ไอปลอมรายใหญ่

อย. ร่วม (CIB) ค้น 5 จุด ทลายโรงงาน รวบตัวแม่ผลิตยาแก้ไอปลอมรายใหญ่ เชื่อมโยงเครือข่ายเดิม ยึดยาแก้ไอ 172,000 ขวด มูลค่ากว่า 20 ล้าน

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดย นพ.สุรโชค  ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย พล.ต.ท.จิรภพ  ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์  เชาวนาศัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ  สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. โดยการสั่งการของ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์  บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.อนุวัฒน์  รักษ์เจริญ, พ.ต.อ.พัฒนพงศ์  ศรีพิณเพราะ, พ.ต.อ.ชัฏฐ  นากแก้ว, พ.ต.อ.สำเริง  อำพรรณทอง รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.วีระพงษ์  คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปคบ, ปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายผู้ผลิตและจำหน่ายยาแก้ไอปลอมรายใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ จ.ปทุมธานี จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ตรวจยึดยาแก้ไอปลอมกว่า 172,000 ขวด พร้อมวัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิต รวมมูลค่าเกิน 20 ล้านบาท

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึด นำโดย พ.ต.ท.พีระ พันธุวงศ์ สว.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

สืบเนื่องจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการเฝ้าระวังหลังพบการใช้ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ ผิดวัตถุประสงค์ ในกลุ่มวัยรุ่น โดยนำมาผสมกับน้ำกระท่อมเพื่อสร้างความมึนเมา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “4×100” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มวัยรุ่นยกระดับไปสู่การเสพสารเสพติดอื่นที่รุนแรงมากขึ้น

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นเครือข่ายโรงงานผลิตยาแก้ไอปลอม จนกระทั่งสืบสวนหาข่าวรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่ากลุ่มผู้ผลิตยาแก้ไอปลอมเครือข่ายเดิม ย้ายสถานที่ผลิตและกับเก็บยาแก้ไอปลอมอีกโดยมีพื้นที่เกี่ยวข้องอยู่ใน กรุงเทพมหานคร และ จ.ปทุมธานี

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับและหมายค้นได้ในที่สุด และสามารถจับกุมตัว น.ส.ไอลดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดปทุมธานี ในข้อหา “ร่วมกันผลิตยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันผลิตยาปลอม”

ต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้ร่วมกับกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นำหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการขายยาแก้ไอปลอม จำนวน 5 จุด ดังนี้

1. สถานที่ผลิตและแบ่งบรรจุ โกดังแห่งหนึ่ง ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ตรวจยึดยาแก้ไอปลอม วัตถุดิบ อุปกรณ์การผลิต ดังนี้
1) ยาแก้ไอสำเร็จรูปปลอม ยี่ห้อ “ดาทิสซิน” จำนวน 36,400 ขวด
2) ขวดพลาสติกบรรจุยาแก้ไอปลอม (ยังไม่ติดฉลาก) จำนวน 3,200 ขวด
3) ขวดพลาสติกเปล่าสำหรับใช้บรรจุยาแก้ไอปลอม จำนวน 123,467 ขวด
4) สติ๊กเกอร์ฉลากยาแก้ไอปลอม จำนวน 1 กระสอบ

2. สถานที่ผลิต(ต้มยาแก้ไอ) โกดังแห่งหนึ่ง  ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ตรวจยึดวัตถุดิบ ขวดบรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ในการผลิต ที่ใช้ในการต้มยาแก้ไอ 
1) สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาแก้ไอปลอม จำนวน 16 รายการ
2) น้ำตาลทรายขาว 375 กก.
3) หม้อต้มสำหรับใช้ผสมยา 5 หม้อ
4) ถังพักยาขนาด 2,000 ลิตร จำนวน 2 ถัง
5) แก๊สหุงต้มขนาด 48 กก. จำนวน 11 ถัง
6) เครื่องชั่ง เครื่องบรรจุ เครื่องติดฉลาก เครื่องตอกฝา เครื่องปั๊มลม จำนวน 11 รายการ
7) อุปกรณ์การผลิตอื่น เช่น ขวดเปล่า ฉลากยา กล่องกระดาษ อุปกรณ์ตัก บรรจุยาฯ ฯลฯ

3. สถานที่จัดเก็บและส่งยาแก้ไอปลอม ภายในบ้านพัก ภายในซอยกำนันแม้น 12 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแก้ไอปลอมยี่ห้อ Datissin จำนวน 5,750 ขวด

4. ห้องพักย่านถนนพระราม 2 ซอย 54 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพทหานคร ตรวจยึด
1) สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด จำนวน 10 บัญชี
2) โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต จำนวน 4 เครื่อง
3) หนังสือเดินทาง จำนวน 2 เล่ม
4) เครื่องนับธนบัตร สมุดจดบันทึกข้อมูลการซื้อขายยาแก้ไอ จำนวน 2 รายการ  

5. สถานที่ผลิต ภายในโกดังแห่งหนึ่ง หมู่ 13 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ตรวจยึดวัตถุดิบ ขวดบรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ในการผลิต ที่ใช้ในการต้มยาแก้ไอ
1) ถังกวน ถังบรรจ จำนวน 107 ถัง
2) เตาแก๊ส เครื่องบรรจุ เครื่องหมุนฝา จำนวน  19 รายการ
3) ขวดเปล่า วัตถุดิบอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต จำนวน 116 รายการ

รวมตรวจค้น 5 จุดตรวจยึด ยาแก้ไอปลอมรวมทั้งสิ้น 170,000 ขวด โดยเป็นยาแก้ไอปลอม ยี่ห้อ “ดาทิสซิน” จำนวนกว่า 40,000 ขวด ขวดเปล่ารอการบรรจุกว่า 120,000 ขวด รวมถึงวัตถุดิบอุปกรณ์ในการผลิตจำนวนมาก รวมมูลค่าของกลางกว่า 20,000,000 บาท โดยจุดที่ใช้ในการผลิตและแบ่งบรรจุ มียอดการผลิตยาแก้ไอ วันละ 30,000 ขวด คิดเป็นมูลค่าวันละประมาณ 1,500,000 บาท โดยทำมาแล้วเป็นเวลา 2 เดือน

จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายผู้กระทำความผิด จะย้ายสถานที่ผลิตอย่างสม่ำเสมอ โดยกระจายจุดผลิต บรรจุ และกระจายสินค้าให้แยกห่างจากกันในหลายพื้นที่ จากนั้นนำส่วนผสม วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์จากสถานที่ต่างๆ มาลักลอบผลิต เพื่อให้ยากแก่การติดตาม ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นเครือข่ายเดิมที่เคยถูกเข้าตรวจค้นดำเนินคดีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้เข้าทำการตรวจค้นไปแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2567, มกราคม 2568, เมษายน 2568 และมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา แต่ยังกระทำผิดซ้ำซากโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค หวังแต่ผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ สร้างปัญหาให้แก่สังคมส่วนรวม

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510
1. ฐาน “ผลิตและขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต” โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน10,000 บาท
2. ฐาน “ผลิต และขายยาปลอม” โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 50,000 บาท

นพ. วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมมือกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) จนสามารถจับกุมเครือข่ายลักลอบผลิตยาน้ำแก้ไอปลอมได้สำเร็จในครั้งนี้ โดยขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการนำยาแก้แพ้และยาแก้ไอมาใช้ในทางที่ผิด เช่น การนำไปผสมในเครื่องดื่ม “4×100”

ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ เนื่องจากการลักลอบผลิตยาปลอม โดยสถานที่ผลิตเหล่านี้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) และไม่ถูกสุขลักษณะ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจปนเปื้อนและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค