พายุ”ราซากา”ฝนตกหนักเติมน้ำเต็ม 5 อ่างเก็บน้ำใหญ่ศรีสะเกษเกิน 100%

จากฤทธิ์เดชของพายุหมุนเขตร้อน ราซากา  ส่งผมผลให้อ่างเก็บน้ำใหญ่ 5 แห่ง ของจังหวัดศรีสะเกษน้ำเต็มอ่างเกินกักเก็บ 100%   ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ พร้อมเจ้าหน้าที่เร่งรุดลงพื้นที่ดูสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 5 แห่ง ที่เกินเก็บกัก 100%

นายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสถานะการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 5 แห่งที่เกินเก็บกัก โดยเริ่มต้นตรวจสถานการณ์น้ำจาก อ่างเก็บน้ำด่านไอ อ. กันทรลักษ์  จ.ศรีสะเกษ(ห่างจากชายแดนประมาณ 10 กม.) ความจุ 8  ลัานลูกบาศก์เมตร  ปัจจุบันเก็บกัก   108.89%  พื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่าง 4500 ไร่ ระบายน้ำสู่ลำห้วยขยูง

จำรัส สวนจันทร์ ผอ.โครงการชลประทานศรีสะเกษ

และแม่น้ำมูลต่อไปทจากนั้น ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพร้อมเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปอ่างเก็บน้ำแห่งที่ 2 พบน้ำเกินเก็บกัก 100% เช่นเดียวกัน เครืออ่างเก็บน้ำห้วยทา อ. ขุนหาญ  จ.ศรีสะเกษ (ห่างจากชายแดนประมาณ 15 กม.) ความจุ 29.58ลัานลูกบาศก์เมตร  ปัจจุบันเก็บกัก   101.27%  พื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่าง 18,000 ไร่ ระบายน้ำสู่ลำห้วยทา ห้วยขยูง และแม่น้ำมูลต่อไป จากนั้นเดินทางต่อไปยัง

อ่างเก็บน้ำเกินเก็บกัก 100% (แห่งที่ 3 ) อ่างเก็บน้ำห้วยตาจูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ. ขุนหาญ  จ.ศรีสะเกษ (ห่างจากชายแดนประมาณ 15 กม.) ความจุ 22.28 ลัานลูกบาศก์เมตร  ปัจจุบันเก็บกัก   100.00 % พื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่าง 13,000 ไร่  ระบายน้ำสู่ลำห้วยจันทร์  ห้วยทา ห้วยขยูง

และแม่น้ำมูลต่อไป ดูเสร็จแล้วต่อไปยังอ่างเก็บน้ำเกินเก็บกัก 100% (แห่งที่ 4 ) อ่างเก็บน้ำห้วยศาลา อ. ภูสิงห์  จ.ศรีสะเกษ (ห่างจากชายแดนประมาณ 15กม.) ความจุ 37.07 ลัานลูกบาศก์เมตร  ปัจจุบันเก็บกัก   109.46 %  พื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่าง 24,000  ไร่ ระบายน้ำสู่ลำห้วยศาลา  ห้วยสำราญ   และแม่น้ำมูลต่อไปทลำดับสุดท้ายคือ

อ่างเก็บน้ำเกินเก็บกัก 100% (แห่งที่ 5) อ่างเก็บน้ำห้วยติ๊กชูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ. ภูสิงห์  จ.ศรีสะเกษ (ห่างจากชายแดนประมาณ 10 กม.) ความจุ 26.20ลัานลูกบาศก์เมตร  ปัจจุบันเก็บกัก   110.99 %  พื้นที่ชลประทานด้านท้ายอ่าง 12,500 ไร่ ระบายน้ำสู่ลำห้วยติ๊กชู  ห้วยสำราญ   และแม่น้ำมูลต่อไป

อนึ่ง อ่างเก็บน้ำในจังหวัดศรีสะเกษมีทั้งหมด 16 อ่าง ปริมาณน้ำมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

เสนาะ วรรักษ์รายงาน

กทม.ลุย เทคอนกรีตอุดรอยรั่วหลุมยักษ์หน้ารพ.วิชรฯยันภาพรวมคงที่

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาถนนทรุดตัวหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล พร้อมเผยเตรียมประเมินเทปูนเพิ่มอีก 1,000 คิว ยืนยันสถานการณ์โดยรวมคงที่ แม้จะมีดินสไลด์เพิ่มเล็กน้อย พร้อมสั่งทีมสำรวจภายในอุโมงค์ และเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก

ในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าการซ่อมแซมถนนสามเสนที่ทรุดตัว ซึ่งเกิดขึ้นหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยเปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้มีการเทคอนกรีตกว่า 1,500 ตัน หรือประมาณ 700 คิว เพื่ออุดรอยรั่วในอุโมงค์

อย่างไรก็ตาม พบว่าคอนกรีตบางส่วนได้ไหลเข้าไปในอุโมงค์ จึงสั่งให้หยุดการเทชั่วคราว เพื่อรอให้คอนกรีตที่เทลงไปเซตตัว ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการอีกครั้งในช่วงเช้า โดยประเมินว่าจะใช้คอนกรีตเพิ่มอีกประมาณ 1,000 คิว หรือราว 2,400 ตัน และหลังจากนั้นจะดำเนินการสร้างผนังคอนกรีตตามหลักวิศวกรรมต่อไป

ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าวว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาบริเวณหลุมยุบมีสภาพคงที่ แม้จะมีดินสไลด์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างหรือทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ส่วนสายไฟฟ้าที่ดึงรั้งอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสนนั้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตัดออกแล้ว

ในส่วนของการเฝ้าระวังอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำอุปกรณ์มาติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อตรวจวัดการสั่นสะเทือนของอาคาร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงไม่อนุญาตให้บุคคลใดเข้าในพื้นที่อาคารสถานีตำรวจและแฟลตที่พักอาศัยใกล้เคียง

วันนี้เจ้าหน้าที่จะลงไปสำรวจภายในอุโมงค์เพื่อตรวจสอบสภาพของคอนกรีตที่เทลงไป รวมถึงประเมินสถานการณ์ดินสไลด์ที่เกิดขึ้นในอุโมงค์ ซึ่งพบว่ามีบางส่วนของอุโมงค์แตกเป็นพื้นที่ประมาณ 30 ตารางเมตร ทำให้ดินไหลเข้าไปเป็นทางยาว 10 เมตร และกระจายอยู่ภายในตัวสถานีอีก 40 เมตร

นอกจากนี้ยังพบรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คัน คือรถยกรถยนต์ 1 คัน และรถยนต์ส่วนตัวอีก 1 คัน โดยทาง รฟม. ยืนยันว่าจะดำเนินการนำรถทั้งสองคันออกมาหลังจากซ่อมแซมพื้นผิวถนนเรียบร้อยแล้ว และจะซื้อรถใหม่ป้ายแดงเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้

สำหรับความกังวลเรื่องสภาพอากาศ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่าแนวโน้มวันนี้คาดว่าจะมีฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 70% แต่จะตกหนักในโซนตะวันออก เช่น เขตมีนบุรีและหนองจอก หากฝนตกในพื้นที่ถนนสามเสน ได้มีการเตรียมความพร้อมโดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำรอบพื้นที่ 4 จุด พร้อมวางกระสอบทรายกั้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่บริเวณหลุมยุบ

ขณะที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้เปิดให้บริการผู้ป่วยนอกที่อาคารทีปังกรรัศมีโชติได้ตามปกติแล้ว หลังจากประเมินความปลอดภัย พบว่าเสาเข็มของโรงพยาบาลมีความลึกและมีกำแพงกันดินห่างจากจุดที่ดินสไลด์ 6 เมตร ซึ่งแตกต่างจากอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสนที่ไม่มีกำแพงกันดิน

ประชาชนที่จะเดินทางมายังโรงพยาบาลสามารถใช้เส้นทางข้ามสะพานกรุงธน หรือสะพานซังฮี้ ถนนราชวิถี และตรงไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ หรือหากต้องการเข้าโรงพยาบาลให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนขาวและเลี้ยวขวาเข้าถนนสังคโลก หรือตรงไปถนนสุโขทัยและเข้าทางด้านข้างอาคารทีปังกรได้ ทั้งนี้ การจราจรในช่วงเช้ายังคงเคลื่อนตัวได้ แม้จะมีรถหนาแน่นบนสะพานซังฮี้ก็ตาม

ฝนถล่มศรีสะเกษ!12 อ่างเก็บน้ำเขื่อนราษีไศลล้นเตือนชาวบ้านรับมือท่วมฉับพลัน

ฝนตกตลอดทั้งวัน ปริมาณน้ำเต็มจนล้น 12 อ่างเก็บ เขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา เปิดประตูระบายน้ำทุกบาน ชลประทาณติดตั้งระบบเตือนภัย แจ้งริมฝั่งทุกลำห้วย เฝ้าระวัง รายงานทุกต้นชั่วโมง ติดตามพายุ อีก 2 ลูก

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ เขื่อนหัวนา อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าโครงการได้เปิดประตูเพื่อระบายน้ำผ่าน ที่สุงสูด ทั้ง 14 บายประตู เพื่อลดปริมาณน้ำที่มีฝนตกเติมน้ำลงมาตลอดในระยะ 3 – 4 วันนี้ พร้อมกับการเฝ้าระวัง ติดตามระดับน้ำตลอดทุกต้นชั่วโมง ประเมินปริมาณน้ำฝน ที่ตกมาอย่างต่อเนื่อง แทบทุกวัน ขณะเดียวกันก็จะต้องประเมินพายุ ที่จ่อจะเข้าไทย อีก 2 ลูก 1 ในนั้น เข้าอีสาน ซึ่งจะมีผลมากน้อยขนาดไหน ต่อสถานการณ์น้ำท่วม จากอดีตที่เคยมีน้ำท่วมใหญ่ศรีสะเกษ ก็มักจะท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายน ต่อ เดือนตุลาคม ของทุกๆ ปี

จำรัส สวนจันทร์ ผอ.โครงการชลประทานศรีสะเกษ

นายจำรัส สวนจันทร์ ชลประทานจังหวัดศรีสะเกษ ได้นำชมระบบการติดตามปริมาณน้ำ ในอ่างเก็บน้ำทั้ง 12 แห่ง กับ 2 เขื่อน ที่มีภาพจากกล้องวงจรปิด ที่สามารถติดตาม ประเมิน เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในทุกจุดได้ตลอดแบบนาทีต่อนาที โดยชี้แจงประกอบภาพ ว่า ตอนนี้ปริมาณน้ำที่ ลงมาจากเทือกเขาพนมดงรักล้นสปริงเวย์ ซึ่งเป็นผลจากพายุกาลาซ่า และต่อไปก็จะเป็นพายุบัวลอย ตอนนี้อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะเข้าเวียดนาม อีก 2 วันซึ่งอีสาน ที่จะต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และเฝ้าติดตามกรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนกลุ่มเมฆในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันนี้ มีฝนตกในเขตอำเภอราศีไศล และกระจายมาในอำเภอเมืองศรีสะเกษ และชายแดนบางส่วน ตอนนี้เรากำลังเฝ้าติดตามมรสุม ที่จะส่งผลกระทบกีบจังหวัดศรีสะเกษ ก็คือ จากพายุวิภา ที่จะเข้าสู่ประเทศไทย ขณะที่ตอนนี้ 12 อ่างมีปริมาณน้ำที่เกินจุดเก็บกักจาก 16 อ่างล้นแล้ว

โดย นายจำรัส สวนจันทร์ ชลประทานจังหวัดศรีสะเกษ ยังได้ชี้แจงเพิ่ม ว่า วันนี้เราได้ติดตามสถานการณ์และรับแจ้งจากกรมอุตุฯ ว่า ฤดูฝนปีนี้น่าจะเลื่อนออกไป ปกติจะถึงเดือนตุลาคม แต่ปีนี้ฤดูฝน อาจจะยาวไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 และยังจะมีพายุเข้ามาอีก 2 ลูก ที่ต้องเฝ้าระวังโดยจะเข้าไทย ประมาณ 28 – 29 กันยายนนี้ และจะมาที่ภาคอีสานด้วย ซึ่งจะกระทบต่อตามแนวชายแดน

โดยอ่างเก็บน้ำตามแนวชายแดน 16 แห่ง ตอนนี้มีน้ำล้นตลิ่งแล้ว 12 แห่ง ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกของลำน้ำห้วยทับทัน ที่เกินปริมาณกักเก็บล้นตลิ่งซึ่งได้แจ้งข่าวเตือนพี่น้องประชาชนไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืน ถ้าเกิดจุดไหนอันตราย ทางกรมชลประธาน ก็จะขึ้นธงแดง แต่ตอนนี้มีทองเหลือง ขึ้นแล้วหลายแห่งด้วยกัน

ขณะเดียวกัน ที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล ตรงจุดหาดนางเหงา อำเภอกันทรารมย์ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดบริการอาหารบนแพ จำนวนกว่า 100 แพ วันนี้แทบจะปิดตัวลงทุกราย เนื่องจากมีประมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ท่วมแพ ท่วมร้านอาหาร ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เจ้าของก็เลยเปลี่ยนจากการให้บริการขายอาหาร มาเป็นทอดแหหาปลา มาขายตลาดแทน พอมีรายได้ และเชื่อว่าน้ำจะท่วมสูงขึ้นอีก แน่นอน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ชลประทานอำนาจเจริญเร่งระบายน้ำทุกอ่างทะลักท่วมบ้านเรือน-นาข้าว เสียหายนัก

อำนาจเจริญ- อ่วม ท่วมบ้านเรือน นาข้าว ระนาวชลประทานเร่งระบายน้ำออกจากอ่างทุกอ่าง หลังฝนกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน ชาวบ้านท้ายเขื่อน วอนขอความช่วยเหลือ หลังเจอน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้าน ต้องขนของหนีน้ำกันจ้าละหวั่นตลอดทั้งคืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดอำนาจเจริญ จากสถานการณ์ พายุกระหน่ำเกิดฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน อ่างเก็บน้ำต่างๆทั้ง 4 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เก็บน้ำ เกินพิกัด ชลประทานต้องเล่นระบายน้ำ ออกทางคลองส่งน้ำชลประทาน เพื่อป้องกัน ไม่ให้สันเขื่อนของอ่างเก็บเก็บพังทลายเกิดความเสียหายได้  ซึ่งก็ส่งผลทำให้ประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อน อ่างเก็บน้ำต่างๆ ต่างก็ได้ รับผลกระทบ ไปตามๆกัน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ตัวเมืองอำนาจเจริญ ประชาชนที่อาศัยอยู่ ใกล้กับคลองส่งน้ำชลประทาน ห้วยปลาแดก ได้เกิดสภาวะน้ำเอ่อไหลล้นห้วยปลาแดกทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร

ที่อยู่ ในที่ราบลุ่ม ของลำห้วยปลาแดก โดนน้ำไหลทะลักจากห้วยปลาแดกเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร จำนวนหลายหลัง ที่ปลูกอยู่ ใกล้กับริมห้วยปลาแดก และมีแนวโน้ม ปริมาณ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ชาวบ้านร้องขอความช่วยเหลือจาก ทางภาครัฐ เข้าให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนด้วย เพราะพวก ตนอยู่อย่างลำบาก ไม่ว่าจะเป็น กลัว สัตว์เลื้อยคลานที่มากับกระแสน้ำ ไม่ว่าจะเป็นตะขาบงู แมลงป่อง เป็นต้น

ทาวด้านนางวันนิภา  แซ่เฮง อายุ 68ปี บ้านเลขที่243/1 ตำบลบุ่ง  อำเภอเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ   หนึ่งในประชาชนที่ปลูกบ้านอยู่ใกล้กับลำห้วยปลาแดก โดนน้ำ จากห้ว ลำห้วยปลาแดก ไหล ทะลักท่วม บ้านเรือน ได้รับความเสียหายกล่าวว่า เมื่อคืนนี้ทั้งคืน ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนัก น้ำจากลำห้วยปลาแดกหนุนสูงและไหลทะลักเข้าท่วมบ้านของตน สูงกว่า 50-60 เซนติเมตร จนต้อง รีบเก็บข้าวของหนีน้ำกันชาละวัน บางอย่างเอาได้ก็เอาบางอย่างลอยไปกับน้ำ เอาไม่ทันก็ทิ้งไป ตนต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก ทั้งกลัวสัตว์ที่มีพิษ ที่ลอยมากับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นงูตะขาบแมงป่อง ตนไม่กล้านอนเลยเมื่อคืนนี้ แล้วเช้านี้ยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

ตนขอร้องผ่านสื่อไปถึงหน่วยงานราชการ เขาช่วยเหลือตนด้วย จะเป็นน้ำ ดื่ม สักโหล 2 โหล ก็ยังดี จนถึงขนาดนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามา ดูแล เลย ตนขอฝากถึง หน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้แก้ไขขุดลอก คลองส่งน้ำห้วยปลา แดกที่ตื้นเขินอย่างหนัก ให้มาขุดลอกคลอง ห้วยปลาแดกให้ลึกลง เพื่อน้ำ จะได้มีการระบายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อปล่อยจาก อ่างเก็บน้ำอุทยาน อำเภอเมือง จะ ไม่ได้เกิดน้ำท่วมไหลทะลัก ท่วมบ้านเรือนได้อีกต่อไป ได้มีการจะได้ไม่มีน้ำท่วมขัง จะไม่มีการท่วมขัง บ้านเรือนต่างๆที่อยู่ตามริมห้วยปลาแดกอีกต่อไป

ซึ่งก็เป็นการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ มาสร้างภาพ ลอกโน่นนี่นั่น ทำเล็กๆน้อยๆ ก็ถ่ายภาพ แล้ว ก็หายไป มันแก้ไขอะไรไม่ได้ ตนอยากให้แกเป็นรูปธรรม จะดีกว่า มาสร้างภาพ ลอกคลองโน่นนี่นั่น ไม่เกิดประโยชน์ เท่าที่ควร ถ่ายภาพแล้วก็หนีไป จนถึงขนาดนี้ยังไม่มีใครเข้าให้การช่วยเหลือ อะไร เลยค่ะ

ภาพข่าว นายทิพกร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าว  ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ   รายงาน

ศุลกากรจับกุมบุหเถื่อน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท

กรมศุลกากรแถลงผลการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นายดิเรก คชารักษ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร นายคณิต มีปิด รองอธิบดีกรมศุลกากร และคณะผู้บริหารกรมศุลกากร ร่วมแถลงผลการจับกุมบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท ณ ห้องโถง อาคาร 1 ชั้น 1 กรมศุลกากร (คลองเตย)

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศและอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค กรมศุลกากรในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลการนำเข้า – ส่งออก และผ่านแดนสินค้า จึงดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำระบบเทคโนโลยีบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการกำกับดูแลการตรวจปล่อยสินค้า และยังได้ประสานงานด้านการข่าวกับทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าเล็ดลอดเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 กรมศุลกากร โดยกองสืบสวนและปราบปรามร่วมกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้ทำการตรวจสอบสินค้าผ่านแดนจากประเทศ CAMBODIA ปลายทางประเทศ MAXICO จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ สำแดงสินค้าเป็น บุหรี่ โดยผ่านเข้าทางท่าเรือแหลมฉบัง และออกทางสนามบินภูเก็ต ผลการตรวจพบเป็น บุหรี่ (CIGARETTES) ที่มีเครื่องหมายการค้า “Marlboro” โดยพนักงานศุลกากร มีเหตุสงสัยในสินค้าซึ่งมีลักษณะหรือพฤติการณ์การละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ (Thai Customs IPR Recordation System (TCIRs)) พบว่ามีตัวแทนสิทธิในเครื่องหมายการค้า “Marlboro” ได้ยื่นคำขอแจ้งข้อมูลสินค้าเครื่องหมายการค้า

หรือลิขสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2565 เรื่อง การควบคุมการส่งออก การนำเข้า และการนำผ่าน ซึ่งสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ในการนี้ตัวแทนสิทธิฯ ได้เข้าร่วมตรวจสอบ พบว่าสินค้าดังกล่าวมิใช่ของจริง ซึ่งหากหลุดรอดเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ นอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของประชาชน รวมทั้งส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้างกรมศุลกากรจึงได้ทำการตรวจยึดบุหรี่ (CIGARETTES) ที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า จำนวน 19,200,000 มวน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 144 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน (18 กันยายน 2568) ด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต ได้ทำการตรวจสอบสินค้าผ่านแดนจากประเทศ CAMBODIA ปลายทางประเทศ MEXICO จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ สำแดงชนิดสินค้าเป็นบุหรี่ ผลการตรวจสอบพบเป็นบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้า จำนวน 9,568,000 มวน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 71 ล้านบาท รวมแล้วจากทั้งสองกรณี กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศละเมิดเครื่องหมายการค้า รวม 28,660,000 มวน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท

กรณีนี้เป็นความผิดฐานนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น หรือยอมให้ผู้อื่นยื่นใบขนสินค้า และเอกสารหรือข้อมูล ซึ่งเกี่ยวกับการเสียอากรหรือปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ อันเป็นความผิด ตามมาตรา 202 มาตรา 244 ประกอบมาตรา 252 และเป็นความผิดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผ่านแดน ตามมาตรา 102 มาตรา 104 และมาตรา 106 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออกห้ามนำเข้าและห้ามนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2565 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวต่อว่า กรมศุลกากรจะมุ่งมั่นในการสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการตรวจสอบสินค้า เพื่อประสิทธิผลที่ยั่งยืนและคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาวต่อไป

ลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการค้ากว่า 500 ฉบับในงาน China-ASEAN Expo

บรรยายภาพ – ผู้คนเยี่ยมชมศาลาเวียดนามในงานเอ็กซ์โปจีน-อาเซียน ครั้งที่ 22 ณ เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 โดยงานเอ็กซ์โปดังกล่าวได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเมื่อวันเสาร์ (ซินหัว/จาง อ้ายหลิน)

ผู้คนเยี่ยมชมศาลาเวียดนามในงานเอ็กซ์โปจีน-อาเซียน ครั้งที่ 22 ณ เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 โดยงานเอ็กซ์โปดังกล่าวได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเมื่อวันเสาร์ (ซินหัว/จาง อ้ายหลิน)

หนานหนิง 21 ก.ย. (ซินหัว) – งาน China-ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 22 และการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน สิ้นสุดลงเมื่อวันอาทิตย์ ณ เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน โดยมีการลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการค้ามากกว่า 500 ฉบับภายในงาน

นายเว่ย จ้าวฮุย เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการ CAEXPO กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ว่า งานเอ็กซ์โปปีนี้มีการลงนามโครงการลงทุน 155 โครงการ โดย 74 โครงการเน้นที่การแปรรูปและการผลิต คิดเป็นร้อยละ 88 ของการลงทุนทั้งหมด
โครงการการผลิตครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ เช่น อุปกรณ์เครื่องกล ปิโตรเคมีและวิศวกรรมเคมี โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก วัสดุใหม่ อุตสาหกรรมเบาและสิ่งทอ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามที่เว่ยกล่าว

งานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดง 160,000 ตารางเมตร ดึงดูดผู้ประกอบการ 3,260 รายจาก 60 ประเทศ แบ่งเป็นผู้ประกอบการจากประเทศอาเซียน 627 ราย

ในงานนิทรรศการครั้งนี้มีศาลาจัดแสดงเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นครั้งแรก โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์ประมาณ 1,200 รายการ รวมถึงโมเดลภาษาขนาดใหญ่ประมาณ 20 โมเดลและหุ่นยนต์อัจฉริยะ 60 ตัว

CAEXPO ครั้งที่ 23 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 17 ถึง 21 กันยายน พ.ศ. 2569 โดยมีฟิลิปปินส์เป็นประเทศเกียรติยศ

ป.ป.ช.พิจิตรตรวจถนน ทล.11 งบสร้าง1,413ล้านเปิดใช้งานไม่ถึงปีถนนพังยับ

ป.ป.ช.พิจิตรตรวจถนน ทล.11 งบสร้าง1,413ล้านเปิดใช้งานไม่ถึงปีถนนพังยับจี้แขวงทางหลวงสั่งผู้รับเหมาซ่อมแซมถนนอยู่ในสัญญาค้ำประกัน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ความคืบหน้านายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านผ่านสื่อมวลชนพิจิตรที่ร้องเรียนว่าโครงการจ้างเหมาทำการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 11 สายแยกอินทร์บุรี – อ.สากเหล็ก ตอน อ.ทับคล้อ – อ.สากเหล็ก ระยะทาง 30.900 กิโลเมตร มาตรฐานชั้นทาง ชั้นพิเศษ 4 ช่องจราจร โดยแขวงทางหลวงพิจิตร สัญญาเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 – สิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ราคาก่อสร้าง 1,413 ล้านบาทเศษ และได้สร้างเสร็จส่งมอบงานเรียบร้อยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568

จึงได้ร่วมกับชมรม STRONG-จิตพอเพียงต้านทุจริตอำเภอทับคล้อ และ นายธวัชชัย หมื่นโฮ้ง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงพิจิตร ลงพื้นที่ตรวจสอบถนนทางหลวงหมายเลข 11 ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้น-ล่อง สู่ภาคเหนือโดยจุดที่ถนนชำรุดเสียหาย คือช่วงระหว่าง อ.วังทรายพูน-อ.เขาทราย ถนนทรุดเป็นหลุมบ่อทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่หลายจุดส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้ที่ใช้รถใช้ถนนในช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้เส้นทางและนักท่องเที่ยวเกิดอุบัติเหตุแล้วเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ สภ.วังทรายพูน ตำรวจต้องนำเครื่องหมายจราจรมาวางแจ้งเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน

โดย นายธวัชชัย ผอ.แขวงทางหลวงพิจิตร ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ชี้แจงว่าถนนสายนี้มีการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2563และมีการขยายสัญญามาจนแล้วเสร็จในปี 2568 เนื่องจากในช่วงนั้นมีสถานการณ์โควิด อีกทั้งตลอดระยะเวลาก่อสร้างมีการสัญจรจากรถบรรทุกหนักค่อนข้างมาก เมื่อมีการรองรับรถในปริมาณที่มากจึงเกิดการแตกชำรุดประกอบกับช่วงฤดูฝนมีน้ำซึมเข้าพื้นถนนทำให้ความเสียหายขยายวงกว้างค่อนข้างเร็วและเสียหายหนัก ด้วยสภาพถนนเป็นส่วนผสมของหินคลุกเมื่อเจอกับสภาพฝนจึงเกิดการเสียหายได้ง่าย

แขวงทางหลวงพิจิตรแจ้งว่าได้มีหนังสือแจ้งผู้รับจ้างทำการแก้ไขแล้ว ขณะนี้ผู้รับจ้างได้เริ่มเข้ามาทำการแก้ไขปะซ่อมแล้วในบางจุดซึ่งเป็นการแก้ไขเบื้องต้นก่อนเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนเพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุ และจะทำการติดตั้งไฟและป้ายแจ้งเตือนประชาชนทั่วไปในทุกจุดที่เสียหายด้วย ซึ่งต่อจากนี้คาดว่าอีกประมาณ 10 กว่าวัน จะสามารถนำเครื่องจักรเข้ามาดำเนินการแก้ไขเปิดผิวจราจรทำการกรีดเซาะร่องทำผิวจราจรใหม่ให้เรียบเสมอกับของเดิมทุกจุดที่เป็นปัญหาอย่างถาวรให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรม

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร ได้ลงพื้นตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อเป็นการเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขตามอำนาจหน้าที่ และป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุสร้างความเสียหายแก่ประชาชน ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ทางแขวงทางหลวงพิจิตร รายงานความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ทางสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร ได้รับทราบจนกว่าจะแล้วเสร็จ  และหากพบปัญหาการทุจริตจากโครงการก่อสร้างดังกล่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

โดยผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงมาตรฐานในการใช้วัสดุก่อสร้างและมาตรฐานการก่อสร้างว่าเป็นไปตามแบบตามสัญญาจ้างหรือไม่ทำไมถนนเส้นนี้สร้างเสร็จใช้งานได้ไม่กี่เดือนถนนลาดยางก็ทรุดมีรอยแตกร้าวจนเป็นหลุมบ่อแถมหญ้าที่เกาะกลางถนนก็ขึ้นรกเป็นป่าวัชพืชบดบังทัศนวิสัยในการใช้รถใช้ถนนจึงอยากให้แขวงทางหลวงจังหวัดพิจิตรใส่ใจถนนเส้นทางสายหลักนี้ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ดังกล่าวอีกด้วย

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

กมธ.ศาสนาฯ รวมทุกศาสนาทุกหน่วยงานรัฐ ร่วมเสวนาหาแนวทางแก้ปัญหาสื่อ

กมธ.ศาสนาฯ วุฒิสภา เปิดเวทีเสวนาทางวิชาการ เรื่อง  “ทัศนคติและบทบาทของหน่วยงานภาครัฐเชิงบูรณาการ :แนวทางปฏิบัติและการจัดการปัญหาละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่ เพื่อธำรงศรัทธาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

กมธ.ศาสนาฯ วุฒิสภา จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง  “ทัศนคติและบทบาทของหน่วยงานภาครัฐเชิงบูรณาการ : แนวทางปฏิบัติและการจัดการปัญหาละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่ เพื่อธำรงศรัทธาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาครัฐ ภาคเอกชน  นักวิชาการ องค์กรศาสนา และภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่อความศรัทธาทางศาสนา โดยวิเคราะห์ข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่ครอบคลุมกรณีการหมิ่นศาสนาผ่านสื่อดิจิทัลและคอนเทนต์ออนไลน์

พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย มาตรการทางสังคม และกลไกการกำกับดูแลให้เท่าทันต่อสื่อสมัยใหม่ ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรศาสนา นักวิชาการ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อคุ้มครองศรัทธาทางศาสนาร่วมกัน

โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนาคุณธรรมและจริยธรรมกล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน และได้รับเกียรติจากนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานเปิดงาน พิธีกรดำเนินรายการโดย นายธนพล พรมสุวงษ์ เลขานุการกรมการศาสนา และนายศักดิ์เพชร ยานะแก้ว  นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญด้านศาสนิกสัมพันธ์)

ทั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมเสวนากว่า 250 คน จัดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมหมายเลข 402 – 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา)

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมหมายเลข 402 – 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ทัศนคติและบทบาทของหน่วยงานภาครัฐเชิงบูรณาการ : แนวทางปฏิบัติและการจัดการปัญหาละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่ เพื่อธำรงศรัทธาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” โดยมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานกล่าวเปิด ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการฯ ผู้ปฏิบัติงานให้แก่สมาชิกวุฒิสภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้นับเป็นโครงการที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคม โดยเฉพาะต่อศาสนาและความศรัทธาของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายมิติ แต่ก็ปรากฏปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อ และความมั่นคงทางศาสนา อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย สิ่งที่น่าห่วงใย คือ การบิดเบือนหรือการล้อเลียนบุคคลสำคัญทางศาสนา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างสื่อที่กระทบต่อความศรัทธา ซึ่งแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วเกินกว่ากลไกการกำกับดูแลจะรับมือได้ทันการณ์

นี่คือความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันหาทางออกอย่างจริงจัง เพื่อรักษาคุณค่าของศาสนาให้คงอยู่คู่สังคมและป้องกันไม่ให้ความศรัทธาของประชาชนถูกบั่นทอนลงไป การจัดเสวนาครั้งนี้ จึงถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ได้มาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหา และร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ทั้งยังเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการ เพื่อธำรงศรัทธาและคุ้มครองคุณค่าของศาสนาให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป

ไฮไลน์ของงานในวันนี้ ได้จัดทำสัมภาษณ์ผู้นำ 5 ศาสนา ผ่านทางคลิปวิดีโอ ในกรณีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อความศรัทธาในศาสนา  การป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหางานประกอบด้วย #พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม #พระพรหมเสนาบดี  เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา #นายสันติ_เสือสมิง ผู้ทรงคุณ วุฒิจุฬาราชมนตรี #นายสัตนามซิงห์ มัตตา ที่ปรึกษาสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา #พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ #บาทหลวงอนุชา_ไชยเดช เลขาธิการสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย

สำหรับการเสวนาทางวิชาการในครั้งนี้ มีการเสวนาในหัวข้อ “แนวทางปฏิบัติและการจัดการปัญหาละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่ เพื่อธำรงศรัทธาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย #นายพศุตม์ ขอดเมชัย ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ #นางสาวพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ #นายอังคาร เพชรอาวุธ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด #นายศรัณย์ ทองคำ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปฏิบัติการด้านการป้องกันการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #พันตำรวจเอกรุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 และ #นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

การจัดเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาครัฐ ภาคเอกชน  นักวิชาการ องค์กรศาสนา และภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่อความศรัทธาทางศาสนา โดยวิเคราะห์ข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่ครอบคลุมกรณีการหมิ่นศาสนาผ่านสื่อดิจิทัลและคอนเทนต์ออนไลน์ พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย มาตรการทางสังคม และกลไกการกำกับดูแลให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสื่อสมัยใหม่ และเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ

องค์กรศาสนา นักวิชาการ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ในการกำหนดมาตรการเชิงบูรณาการเพื่อคุ้มครองศรัทธาทางศาสนาร่วมกัน

ททท. บุก “เจแปน เอ็กซ์โป” โชว์พลังเสน่ห์ไทยมัดใจนักท่องเที่ยวแดนอาทิตย์อุทัย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โชว์ศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในงาน Tourism Expo Japan 2025 (TEJ 2025) ระหว่างวันที่ 25–28 กันยายน 2568 ณ Aichi Sky Expo เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น โดยพิธีเปิดคูหาประเทศไทยในวันที่ 25 กันยายน 2568 ได้รับเกียรติจากนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. เข้าร่วมงาน โดย TEJ 2025 มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในตลาดญี่ปุ่น

ซึ่งถือเป็นตลาดคุณภาพสูง และมีกำลังซื้อ พาสัมผัสประสบการณ์เที่ยวไทยด้วยแนวคิด “Journey through the 5 Must Do in Thailand” พร้อมนำเสนอเสน่ห์ Soft Power ผ่านประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม สุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ หวังสร้างการรับรู้เชิงบวก กระตุ้นการเดินทางซ้ำ สร้าง Brand Loyalty และขยายฐาน Gen Z, Active Senior, Digital Nomads และ Oshi-katsu รวมทั้งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเที่ยวไทยแล้ว 7.67 แสนคน ททท. จึงเดินหน้าเพิ่มแรงส่งผ่านแคมเปญการตลาด เพื่อผลักดันเป้าหมาย 1.25 ล้านคน สร้างรายได้ 48,880 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2568

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน Tourism Expo Japan 2025 (TEJ 2025) ในวันที่ 25-28 กันยายน 2568 ณ Aichi Sky Expo เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากงาน TEJ ถือเป็นหนึ่งในงานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้รับการสนับสนุนจาก 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ Japan Travel and Tourism Association (JTTA), Japan Association of Travel Agents (JATA) และ Japan National Tourism Organization (JNTO)

สำหรับปีนี้ ททท. ได้ปรับกลยุทธ์การนำเสนอให้แตกต่างจากปีก่อน ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เชิงบวกต่อประเทศไทย ผ่านแนวคิด “Journey through the 5 Must Do in Thailand” ควบคู่กับนำเสนอ Soft Power ของไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาพ และประสบการณ์ สร้างกลุ่ม Brand Loyalty เพิ่มวันพักเฉลี่ย และกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างยั่งยืน พร้อมปักธงขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้น การเดินทางในกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นตลาดคุณภาพสูง มีกำลังซื้อ และแสวงหาการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ผู้เกษียณ และกลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็น Segment หลักให้เดินทางกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทยซ้ำอย่างต่อเนื่อง

ททท. จัดพื้นที่คูหาประเทศไทยขนาด 90 ตารางเมตร เพื่อเป็นเวทีในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ทันสมัย สร้างประสบการณ์ Interactive Experience และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานทั้งจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปชาวญี่ปุ่นได้สัมผัสอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมภายใต้แนวคิด “Journey through the 5 Must Do in Thailand” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ตรงและสร้างกระแส “Instagrammable” ด้วยบรรยากาศอบอุ่นกับการตกแต่งด้วยสีสันสดใสผสมผสานเสน่ห์ของดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการสร้างสรรค์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน อาทิ ZIRA SPA นวดฟ้อน, มาลัยดอกไม้, เข็มกลัดจากดินปั้น, เทียนหอม และ DIY Workshop เช่น การสร้างสรรค์กลิ่นหอมโดย หอมปรุงบายใบห่อ เติมเต็มความสนุกสนานด้วยการแสดงเชิงวัฒนธรรมตลอดระยะเวลาการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้ตื่นตากับการแสดง มวยไทย หนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์มรดกทางวัฒนธรรมที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก

และการแสดงพื้นบ้านที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เชิดหุ่นคน, พรานบุญจับนางกินรี, เมขลา-รามสูร, อีสานลำเพลิน, ทักษิณาวัฒนธรรมแดนใต้, นาฎลีลาศรีนครพิงค์ นอกจากนี้ยังมี กิจกรรมเกม Interactive บนจอทัชสกรีน พาผู้เล่นท่องไปในโลกของความเป็นไทยผ่านการจับคู่ภาพและเรื่องราวต่าง ๆ และ Talk Show ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยร่วมกับ KOLs & Specialist ศิลปิน SATO Triplet ทูตวัฒนธรรมด้านการท่องเที่ยวสำหรับตลาดญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ “Thailand Tourism Ambassador in Japan” ของ ททท. และ ศาสตราจารย์ Fumihiko Tsumura ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาวัฒนธรรมและความเชื่อพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยครบมิติให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งและช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจในการเดินทางจริงในประเทศไทย

ตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ประเทศไทยยังคงเป็น Top of mind ในใจนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่ง ททท. ได้เร่งเข้าไปเสริมแรงตลาด เพื่อผลักดันการเติบโตให้ก้าวกระโดด และบรรลุเป้าหมายที่ 1.25 ล้านคน ในปี 2568 โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-18 กันยายน 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นแล้ว 767,923 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยมีจำนวนวันพักค้างคืน 6.04 คืน ใช้จ่ายราว 39,108 บาทต่อคนต่อทริป

และนิยมเดินทางไปยังเมืองหลักอย่าง กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต พระนครศรีอยุธยา และเชียงใหม่ ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เข้าถึงชุมชนท้องถิ่น และให้ความสนใจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในแหล่งมรดกโลกซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ตลอดจนตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยในการเดินทางท่องเที่ยวด้วย

11

ระดมเทปูนอุดช่องบริเวณอุโมงค์ถนนทรุดหน้าบริเวณรพ.วชิรพยาบาล

เจ้าหน้าที่เร่งนำรถปูน 100 คัน เทปูนอุดช่องบริเวณอุโมงค์ เร่ง ทำให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ หวั่น ฝนตกซ้ำ

วันนี้ (25 ก.ย. 68) เจ้าหน้าที่ได้มีการปรับแผน จากเดิมที่ใช้ รถเครนในการยกแผ่นชาร์ปด้านในหลุมออกมา แต่เนื่องจากติดเหล็ก และวัตถุอื่น ๆ ด้านในหลุม จึงปรับแผนเป็นการเทปูนลงไปรุดรูด้านใน ซึ่งได้ทยอยเคลียร์พื้นที่ นำรถเครนออก เพื่อให้รถปูนเข้ามาในพื้นที่ได้ ซึ่งใช้รถปูน 100 คัน แต่ละคันจะเทปูนประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตร ลงไปในหลุม เพื่ออุดรูบริเวณอุโมงค์ ซึ่งจะสูงขึ้นมา 3 เมตร

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการ เนื่องจากกังวลว่าฝนจะตก และอาจเกิดการสไลด์ของดินเพิ่มเติม จึงได้นำกระสอบทรายปิดลงไปบริเวณท่อทุกด้านภายในหลุม รวมถึงบริเวณปากหลุม ก็จะนำกระสอบทรายตั้งไว้เพื่อกันน้ำไหลลงไปด้วย

111