กองกำลังนเรศวรยกระดับดูแลชายแดนเข้มป้องอธิปไตย

“ประจิมพยัคฆ์”   หน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร  ,ทพ.35 , ตชด.34  บูรณาการ ปกป้องอธิปไตย ชายแดนไทย ฝั่งตะวันตก

พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ  ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ที่ดูแลด้านความมั่นคงชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจังหวัดตาก (อ.แม่สอด-อุ้มผาง-พบพระ-ท่าสองยาง-แม่ระมาด)   แจ้งถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ว่ามีการปะทะในพื้นที่ทางพื้นที่ตอนในของสหภาพเมียนมา ระหว่าง ทหารรัฐบาลเมียนมา กับ กองกำลังชนกลุ่มน้อย/กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา โดยมีการใช้อาวุธหนักของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ห่างจากแนวชายแดนไทยด้านตรงข้าม บ้านดอนไชย ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ประมาณ 5 กิโลเมตร

เหตุการณ์ดังกล่าว ทหารไทยหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร กองทัพภาค 3. ได้ส่งกำลังทหารเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน เฝ้าตรวจตราและนำรถยานเกราะออกลาดตระเวน และนำกำลังพลประจำการ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ตามชายแดน    สถานการณ์การส็รบที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนบริเวณแนวชายแดน

รายงานข่าวแจ้งว่า ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ,หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ( ฉก.ทพ.35) และ ตำรวจกองกำกับการตำรวจตระเวฯชายแดน ที่ 34. ค่ายพระเจ้าตาก  ยังคงลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่แนวชายแดน, เตรียมความพร้อมอาวุธยิงสนับสนุนตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มกำลังความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ กองกำลังนเรศวร  ขอแจ้งให้ทราบว่า ประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย และไม่สนับสนุนให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ใช้พื้นที่ประเทศไทยเป็นพื้นที่สนับสนุนผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง หากมีบุคคลฝั่งเมียนมาได้รับผลกระทบจากความไม่สงบไม่ว่าฝ่ายใด เจ้าหน้าที่ไทยทุกฝ่ายมีหน้าที่ดูแลตามหลักมนุษยธรรมภายใต้อธิปไตยไทยโดยไม่เลือกปฏิบัติ  และ ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ สื่อมวลชน และทุกภาคส่วน ในการพิจารณาข่าวสารข้อเท็จจริงก่อนที่จะนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชน เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและป้องกันการตื่นตระหนก

‘เบล–เน็กซ์ BUS–แม็กซ์’ ชวนเอ็นจอย ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ’

PUBAT ประกาศความพร้อมเดินหน้าจัดงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” อย่างยิ่งใหญ่ ครั้งแรกของไทย กับธีม “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” ที่ผสานโลกแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว “เพราะหนังสือคือบทกวี ดนตรีก็คือท่วงทำนอง” โดยในงานแถลงข่าว มีศิลปินสุดฮอต อาทิ เบล วริศรา ศิลปินค่าย Home Run Music มาร่วมร้องเพลง “หลงไปอ่านเธอ ” ร่วมด้วย เน็กซ์ ณัฐกิตติ์ ศิลปินวง BUS, แม็กซ์ เจนมานะ ศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียนรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด รวมทั้ง เนย-กมนชนก ขวัญเมือง นักกีฬาว่ายน้ำ ทีมชาติไทยชุดชีเกมส์ มาร่วมพูดคุยแนะนำประเภทหนังสือที่ชอบอ่าน และไม่พลาดชวนนักอ่าน มาพบกับกองทัพหนังสือดีๆ ที่น่าอ่าน มาให้เลือกซื้อกว่า 2 ล้านเล่ม สำหรับ Streaming ทุกท่านสามารถนำเอาเพลงไปใช้ประกอบคลิปได้ในทุกโซเชียลมีเดีย

สำหรับ “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” ในธีม “Melody of Books” ถือเป็นครั้งแรกกับการพลิกโฉมสู่ประสบการณ์ใหม่ อ่านเพลิน ฟังเพราะ ช้อปเพียบ! ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของงานหนังสือให้ทันสมัย เข้าถึงกลุ่มผู้อ่านรุ่นใหม่และหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยยังคงเน้นที่คุณค่าของการอ่านเป็นแกนกลาง ต่อยอดด้วยกิจกรรมที่สนุก เข้าถึงง่าย และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ พร้อมบูธจำหน่ายหนังสือกว่า 900 บูธ จาก 400 สำนักพิมพ์ชั้นนำทั่วประเทศ รวมหนังสือกว่า 2 ล้านเล่ม และเปิดตัวหนังสือใหม่มากกว่า 2,000 ปก ครอบคลุมทุกหมวดหมู่

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการสุดว้าว และกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายเตรียมจัดเต็มมาเอาใจเหล่านักอ่าน อาทิ นิทรรศการ View ’til Touch เปิดประสบการณ์ “อ่านที่ฟังได้” และ “เพลงที่อ่านออก” ผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ พร้อม Listening Pods และกิจกรรมทดลองแต่งเพลงจากหนังสือ, การแสดง “เจ้าขุนทองและผองเพื่อน” หุ่นมือผสานดนตรีสดและการเล่านิทานสำหรับเด็กและครอบครัว, กิจกรรม “Little Read Universe” จักรวาลอ่านเล่นเล่น, Read for The Blind กิจกรรมสาธารณะเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงหนังสือเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา ,  นิทรรศการ “รางวัลชมนาด 2568” แสดงผลงานวรรณกรรมสตรีจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ “PUBAT CONTEST” การประกวดระดับประเทศ 3 รายการ ได้แก่ การเล่านิทาน การแต่งเพลงส่งเสริมการอ่าน และการแข่งขันโต้วาทีระดับมัธยมศึกษา

อีกทั้ง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ยังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ, และ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ในการจัดนิทรรศการและกิจกรรมเสริมเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน และกิจกรรมเพื่อสังคม ที่สะท้อนบทบาทของหนังสือในการเปลี่ยนแปลงชีวิต เช่น โครงการ “หนึ่งอ่าน ล้านตื่น” มอบทุนหนังสือให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ และกิจกรรม “Pick A Note” สอยดาวตัวโน้ต ร่วมบริจาคเพื่อการอ่าน พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย

เตรียมพบกับปรากฏการณ์แห่งการอ่านครั้งใหม่ อ่านเพลิน ฟังเพราะ ช้อปเพียบ! มีหนังสือดี ๆ และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจนับไม่ถ้วนใน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 วันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5–7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“ช่างเขียด” ถ่ายทอดงานศิลป์บนลำเรือพระ มรดกประเพณีที่ทรงคุณค่าของโคกโพธิ์

ใกล้ถึงเทศกาลชักพระ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ถือว่าเป็นงานประเพณีที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี  สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นมายาวนาน โดยเฉพาะ “เทศกาลการชักพระ”  การทำเรือพระที่งดงามอีกแห่งของดินแดนด้ามขวานทอง แต่ละปีเรือพระที่รังสรรค์ผลงานพุทธศิลป์ออกมาสวยงาม ตระกาลตา บ่งบอกถึงศิลป์ประจำถิ่นที่สืบทอดกันมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ

แต่หารู้ว่า ในยุคนี้ช่างการทำลวดลายกนกที่นำมาติดบนลำเรือพระ นับวันจะหายากมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องการออกแบบลวดลาย การเลือกใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาทำงานได้เสมือนจริง ที่มีความอ่อนช้อย สวยงามไม่แพ้งานตัดลายด้วยมือ แต่ความคลาสสิกของลวดลายยุคโบราณนั้น จะมีความแตกต่างกัน

 ช่างเขียด-พยุงศักดิ์ พุฒแย้ม อายุ 49 ปี คลุกคลีงานแกะลวดลายกนกบนเรือพระมายาวนานร่วม 20ปี เล่าว่า ยุคแรกๆนั้นตนทำงานช่างศิลป์ ส่วนใหญ่จะแกะโฟมตามงานแต่งงานที่มีคนว่าจ้าง แต่งานแกะลวดลายลายเรือพระนั้น อาศัยประสบการณ์ ด้วยความที่ส่วนตัวชอบตั้งแต่สมัยบวชพระ พอถึงช่วงเทศกาลชักพระแต่ละวัดจะมีการทำเรือยอด เรือประเภทความคิด เพื่อให้ชาวบ้านลากมาประกวดกันหน้าอำเภอโคกโพธิ์

จนเกิดความหลงไหลในเรื่องงานศิลป์บนลำเรือพระ จึงได้ศึกษาหาความรู้จากเรือพระตามวัดต่างๆ อาศัยดูด้วยสายตาและจดจำมา วัดไหนสวย จะลองไปศึกษาในเรื่องรายละเอียดดู จนกระทั่งมีโอกาสลองไปช่วยงานแกะลวดลาย จึงเกิดความถนัด และเรียนรู้การออกแบบ เทคนิคการตัด การแกะลาย และการติดกาว จนเกิดความชำนาญ มีประสบการณ์

 “ช่วงแรกๆผลงานไม่ได้สวยมากนัก แต่มีรุ่นพี่ๆ ญาติๆช่วยกันสอนเทคนิคการแกะ และเรียนรู้สายตา จนเกิดความถนัด จากนั้นได้เริ่มมาแกะลวดลายตามวัดต่างๆ จนเกิดความชำนาญ เมื่อช่วงปีที่ผ่านงานเทศกาลชักพระโคกโพธิ์ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง นำเรือพระวัดหัวควน ต.นาเกตุ คว้ารางวัลประเภทเรือยอดมาได้เป็นปีแรก” ช่างเขียดกล่าวและว่า

ปัจจุบันการแกะลวดลายกนกบนเรือพระ นับวันหาช่างฝีมือยากขึ้น มีบ้างแถววัดเก่าๆ อย่าวัดมะเดื่อทอง ที่เป็นมรดกตกทอดกันมายาวนาน วัดแถวบางโกระ ส่วนบางวัดจะใช้ลวดลายแกะมาจากคอมพิวเตอร์ ดูเรียบง่าย มีความละเอียด แต่ได้สัดส่วนดี แต่การแกะด้วยมือนั้น ต้องมีความละเอียด อ่อนช้อย บางครั้งต้องใช้เวลาทำงานพอควร ถ้าทำแบบรีบๆไม่ได้ เพราะว่าเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ทำถ้าผลงานไม่ดีอาจมีผลต่อชื่อเสียงด้วย

 ซึ่งผลงานการออกแบบลวดลายเรือ วัดหัวควน  ตนทำคนเดียว แกะ ตัดคนเดียว บางช่วงอาจหาลูกมือมาช่วยติดกาวกับแม่เรือบ้าง งานแต่ละชิ้นต้องใช้เวลา บางครั้งเป็นเดือนกว่าจะแล้วเสร็จ อย่างส่วนที่ยากคือตรงยอดเรือ ซึ่งมีลวดลายเยอะ การออกแบบ เล่นสีให้เป็นมีความละเอียดและใช้ทักษะพอควร

อย่างการเลือกใช้กระดาษสี ที่ติดกับลวดลายดูสดใส ฉูดฉาด เพื่อดึงดูดสายตาผู้ชมให้ได้ คือ การเล่นสีให้เป็น การตัดเส้นด้วยสีสะท้อนแสงต่างๆ อย่าลืมว่าพอเรือพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อชาวบ้าวลากไปจอดเรียงรายหน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ กลางคืนจะมีการเปิดไฟ เล่นแสงระยิบ ระยับ ถ้าไม่โดดเด่นจริง อาจโดนเรือวัดอื่นมากลบรัศมีได้ เนื่องจากเรือทุกลำต้องจอดกันเรียงราง เป็นแถวยาว จะมีประชาชนและคณะกรรมการดูด้วยสายตาว่าเรือลำไหนสวย ไม่สวย มีความโดดเด่นอย่างไร

การทำงานศิลป์ของตนนั้น โดยส่วนตัวไม่ได้จบช่างศิลป์มาจากสถาบันไหน อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านจดจำมา ตอนนี้เพื่อนๆชวนไปแกะลวดลายเรือพระที่ลากทางน้ำ จ.ภูเก็ต อยู่ในระหว่างตัดสินใจในอนาคต เขารวบรวมเอาช่างฝีมือแต่ละคนชักชวนกันไปทำงาน ก่อนหน้านี้มีพี่ๆมาจากจ.นครศรีธรรมราช มาดูผลงานการแกะลวดลายเรือพระ เขาชื่นชม ลวดลายที่แกะออกมาสวยงามดี

อย่างไรก็ตาม ผลงานการออกแบบลวดลายเรือพระแต่ละลำ เสมือนงานศิลป์ข้างลำเรือ ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรม ประเพณีที่สวยงามตกทอดสู่ชนรุ่นหลังได้ศึกษากัน อยากชมความงดงาม เรือพระ โคกโพธิ์  หลังวันออกพรรษา จะไปชมความสวยงาม แสง สีตระกาลตา ชักพระโคกโพธิ์กันได้ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอฯ
                       

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯจัดเวที เสวนาแห่งปีระดมสมองนำเสนอทางออกยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด“วิกฤตโลก ทางออกไทย” (Global Challenges, Local Solutions at Scale) โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ  หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เวทีครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็น ทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทยในการก้าวข้ามวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโลก ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกและไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง การค้า และกฎระเบียบสากลที่เข้มขึ้น ขณะเดียวกันวิกฤตสิ่งแวดล้อม เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและไฟป่ากว่า 42 ล้านไร่ทั่วโลก กดดันเศรษฐกิจฐานรากของไทย แม้ป่าไม้ในประเทศลดลงช้ากว่าหลายภูมิภาค แต่หากไม่มีมาตรการเชิงรุกจะปรับตัวไม่ทัน รายงาน IPCC ชี้ว่าการดำเนินงานด้านการเงินและการเชื่อมโยงชุมชนยังไม่พอ เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ดร. พิรุณ ยกมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงให้เห็นเป็นกรณีศึกษาว่า การอนุรักษ์ต้องควบคู่การใช้ประโยชน์และแบ่งปันผลลัพธ์อย่างเป็นธรรม ด้านการค้า มาตรการ CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรปจะกระทบสินค้าส่งออกและรายได้ของประเทศ ส่วนตลาดคาร์บอนในไทยยังอ่อน จำเป็นต้องเชื่อมโยง T-VER กับภาคบังคับ และผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป้าหมายสำคัญคือสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ออกกฎหมายและกองทุนภูมิอากาศเชื่อมตลาดคาร์บอนกับภาคบังคับ และกระจายประโยชน์สู่ประชาชน เพื่อให้ไทยก้าวสู่ net zero ปี 2050 ได้อย่างมั่นคง

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึงบทบาทสำคัญของชุมชนและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่าการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนในวันนี้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ถึง 4 เท่า สะท้อนผลลัพธ์จากการทำงานหนักและความร่วมมือของชุมชน พร้อมเน้นว่าการอนุรักษ์และการป้องกันจะเกิดผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการขับเคลื่อนต่อไปว่า BAU (Business As Usual) ไม่เพียงพอ การทำงานต่อไปต้องลงลึกกว่าการทำงานแบบเดิม และไม่มองเพียงมิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องครอบคลุมถึงความผาสุกโดยรวม รวมถึงเรื่อง well-being ซึ่งมีธรรมชาติอยู่ในนั้นด้วย นอกจากนี้ควรคว้าโอกาสจากปัญหา

ทั้งนี้ เราพร้อมหรือยังที่จะลงทุนด้าน nature credits เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์จริง อย่างโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนแสดงให้เห็นแล้วว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกฝ่ายให้ความสำคัญและร่วมมือกัน รวมถึงต้องมองระยะยาวแบบข้ามรุ่น เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เพียง 10–15 ปี แต่ต้องมองไปถึงรุ่นถัดไปที่อาจได้รับผลกระทบ เศรษฐกิจและความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และต้องหากฎเกณฑ์ใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง และป้องกันไม่ให้ธุรกิจเข้าไปครอบงำการพัฒนาที่ควรเป็นของชุมชน โดยภาคการเกษตรคือหัวใจ หากเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรจะสามารถสร้างและกระจายรายได้ในวงกว้าง เนื่องจาก supply chain ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในประเทศเรา และที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึง cost of action และ cost of inaction ว่าการลงมือหรือการเพิกเฉยจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร

ต่อจากนั้นเป็นการเสวนาหลัก 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 “วิกฤตโลก ทางออกไทย” มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนคือ คุณปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ดร. กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่  ธนาคารกสิกรไทย และ ดร. สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยสะท้อนภาพรวมของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนหลายคนมองว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนขัดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เนื้อหาในการพูดคุยชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนและการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเดินไปด้วยกันได้ หากเกิดการ “รีบาลานซ์” ระหว่างผลกำไรกับผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวและมองโอกาสจากการลงทุนสีเขียวเพื่อสร้าง S curve ใหม่ ลดต้นทุนของการไม่ทำ และใช้กลไก Public Private Partnership (PPP) กับระบบนิเวศที่เอื้อให้ภาคธุรกิจและชุมชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังเน้นว่าการบริหารจัดการทรัพยากรควรเริ่มจากการกระจายอำนาจสู่ชุมชน คิดเชิงป้องกันมากกว่ารอแก้ไข และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติกว้าง ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ช่วงที่ 2 “กุญแจสู่การอยู่รอดของคนและธรรมชาติ” มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) คุณทวิโรจน์ ทรงกำพล ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คุณนิรันดร์ นิรันดร์นุต Country Project Manager, UNDP BIOFIN และคุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงาน Nature based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้เสวนาย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคป่าไม้ต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ รวมถึงความจำเป็นของคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงและเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนในฐานะตัวเชื่อมมนุษย์ คาร์บอน และสิ่งแวดล้อม จึงต้องเร่งรักษาและขยายพื้นที่สีเขียวที่ไม่ใช่เพียงเป็นป่าไม้ แต่เป็นพื้นที่เขียวที่มีระบบนิเวศน์สมบูรณ์ โดยเฉพาะป่าชุมชนที่สอดคล้องกับ SDGs และเป้าหมาย Net Zero ในขณะเดียวกัน การลงทุนนวัตกรรมทางการเงิน เช่น blended finance และการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน จะเปิดโอกาสสร้างผลลัพธ์หลายด้าน ทั้งลดก๊าซเรือนกระจก รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และยกระดับชีวิตชุมชน พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจผนวกประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ากับกลยุทธ์สร้างมูลค่า

โครงการป่าชุมชนจึงถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานสูงและการมีส่วนร่วมของชุมชน และยังเป็นสะพานไปสู่นวัตกรรมการเงินใหม่ๆ เช่น biodiversity credit และ nature credit ที่กระจายโอกาสการพัฒนาไปยังพื้นที่ชนบท ทำให้การลงทุนด้านความยั่งยืนกลายเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และกุญแจสู่การอยู่รอดของทั้งคนและธรรมชาติก็คือการรักษา และเพิ่มปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพที่โลกกำลังสูญเสียไปอย่างมากให้กลับคืนมาเพื่อความอยู่รอดของคนรุ่นต่อๆไป เพราะถ้าคนไม่รอด ป่าไม่รอด ธุรกิจก็ไม่รอด

ช่วงที่ 3 “เสวนาพิเศษ” โดยมี คุณวิชัย เป็งเรือน ผู้ใหญ่บ้านต้นผึ้งและประธานเครือข่ายป่าชุมชน  จังหวัดเชียงใหม่ คุณทอน ใจดี ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดพะเยา และตัวแทนภาคธุรกิจ ไพบูล ตันกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หุ้นส่วนและกรรมการบริษัท PwC Thailand ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของชุมชนที่ร่วมโครงการป่าชุมชน โดยย้ำว่าการดูแลป่าอย่างเป็นระบบช่วยให้คนกับธรรมชาติเกื้อกูลกันในทุกมิติ ชุมชนทั้งที่แม่โป่งและบ้านปี้มีคณะกรรมการและชาวบ้านทุกช่วงวัยร่วมกันวางกฎระเบียบ ใช้ประโยชน์และดูแลป่าอย่างยั่งยืน จัดการแหล่งน้ำและเชื้อเพลิง ลดไฟป่า และต่อยอดเป็นอาชีพเสริม เช่น ทำจานใบไม้ ไม้กวาด น้ำผึ้ง และการท่องเที่ยวชุมชนจนเกิดกองทุนและเครือข่ายปลอดการเผา พร้อมทั้งเปิดพื้นที่เป็นแหล่งศึกษาและถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชนอื่นด้านภาคเอกชนมองว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและการลงทุนด้านความยั่งยืน  จึงเข้ามาสนับสนุนและให้คำปรึกษาด้านการตรวจติดตามการเงิน เพื่อเสริมสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่สะท้อนประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

อีกวาระสำคัญภายในงาน คือพิธีส่งมอบคาร์บอนเครดิตจำนวน 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ซึ่งถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มากที่สุดที่เคยมีการส่งมอบในประเทศไทย จากโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ: การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2564 ครอบคลุม 12 โครงการใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และพะเยา โดยส่งมอบให้แก่ 7 องค์กรเอกชน ความสำเร็จนี้อาศัยความร่วมมือจาก 14 หน่วยงานและเครือข่ายป่าชุมชน และตั้งอยู่บนรากฐาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่มูลนิธิฯ สานต่อร่วมกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนกว่า 30 ราย ฟื้นฟูป่าชุมชนแล้วกว่า 250,000 ไร่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมพร้อมส่งเสริมศักยภาพชุมชนในการรักษาป่าและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ตลอดจนการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

การจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2025 ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งปีในการระดมความคิดและ  ความร่วมมือ และร่วมหาทางออกด้านความยั่งยืน แต่ยังสะท้อนพันธกิจระยะยาวของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่จะยืนหยัดเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน โดยมีทั้งเวทีนี้และกิจกรรมอื่นๆ เป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ “ความยั่งยืน” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจริงในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ

“OVEC Expo มหกรรมผลิตภัณฑ์อาชีวะ ชิม ช้อป ใช้”สร้างธุรกิจสู่อนาคต

สอศ. ปิดงาน “OVEC Expo มหกรรมผลิตภัณฑ์อาชีวะ ชิม ช้อป ใช้”เวทีโชว์ศักยภาพ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากศูนย์บ่มเพาะฯ ทั่วประเทศ

“อาชีวศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย เพราะเป็นการสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สอศ. จึงมุ่งผลักดันการทำงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ สร้างธุรกิจและนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง งาน OVEC Expo ในครั้งนี้คือเวทีแห่งโอกาสที่สะท้อนศักยภาพและพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนอาชีวะที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต” โดยมี 57 ผลงานสุดสร้างสรรค์ จากนักเรียน นักศึกษาอาชีวะทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกระดับภาคสู่ระดับชาติ แบ่งออกเป็น ประเภทอาหาร และประเภทผลิตภัณฑ์ เช่น

ผงน้ำปลาหวานกึ่งสำเร็จรูป – วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา

บราวนี่เพื่อสุขภาพ (Brownie Health) – วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท

ข้าวเกรียบหมูเส้นรสก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา – วิทยาลัยเกษตรฯ บางไทร

จ๊อปลาส้มเสริมไบโอแคลเซียม – วิทยาลัยเทคนิคพะเยา

เครื่องประดับจากความศรัทธา (Muyara) – วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์

สบู่ LAWENA RICH SOAP – วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา

ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากเปลือกหอยแมลงภู่ (Pealy Purely Pop) – วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี

ทุกผลงานเกิดจากการบูรณาการความรู้ + ทักษะเชิงปฏิบัติ + กระบวนการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวะ “ชิม ช้อป ใช้”  พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และพัฒนาไปสู่ตลาดระดับนานาชาติ

“WOW! 57 ผลงานอาชีวะสุดเจ๋ง ปิดงาน OVEC Expo แบบปังๆ พร้อมต่อยอดไอเดียธุรกิจระดับ 4–5 ดาว โดยทีการจัดงานขึ้นตั้งแต่วันที่21 – 22 กันยายน 2568 ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา โดย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ เป็นประธานพิธีปิดและมอบรางวัลการประเมินผลการดำเนินงานศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับชาติ รางวัลระดับ 5 ดาว และรางวัลระดับ 4 ดาว

โดยมี นางทิพวรรณ์ วงศ์วิเชียร รองผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ดร .สุพจน์ เหลืองทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทราเจ้าของพื้นที่ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษา ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ในพิธี

สำหรับสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลระดับ 5 ดาวและ 4 ดาว พร้อมชื่นชมผลงานทั้งหมดที่สะท้อนถึงพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจของเยาวชนอาชีวะ ที่พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตลอด 2 วันของการจัดงาน “OVEC Expo มหกรรมผลิตภัณฑ์อาชีวะ ชิม ช้อป ใช้”

พวกเราได้เห็นภาพความสำเร็จที่น่าชื่นชม ได้สัมผัสถึงพลังของคนอาชีวะอย่างแท้จริง โดยผลรางวัลระดับ 5 ดาว 

กลุ่ม A  ประเภทอาหาร : 
วิทยาลัยพาณิชยการบึงพระพิษณุโลก
วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง
วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง
วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร
วิทยาลัยการอาชีพเบตง
วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา
วิทยาลัยเทคนิคนครนายก
วิทยาลัยการอาชีพละงู

กลุ่ม B ประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์ :
วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกสมุทรปราการ
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย
วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์

กลุ่ม C ประเภทผลิตภัณฑ์ :
วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม
วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี
วิทยาลัยการอาชีพบ้านลาด
วิทยาลัยการอาชีพชนแดน
วิทยาลัยการอาชีพท้ายเหมือง 
วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล

รางวัลระดับ 4 ดาว  ได้แก่

กลุ่ม A ประเภทอาหาร
วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปชีพบางไทร
วิทยาลัยเทคนิคพะเยา
วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี
วิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน
วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง
วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี
วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี
วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน
วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น
วิทยาลัยเทคนิคกันทรารมย์

กลุ่ม B ประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์
วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร
วิทยาลัยการอาชีพสายบุรี
วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม
วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์
วิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผล
วิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ
วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์
วิทยาลัยการอาชีพหนองหาน
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี
วิทยาลัยเทคนิคลำพูน 
วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา

กลุ่ม C ประเภทผลิตภัณฑ์ :
วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณปริสุทโธ
วิทยาลัยการอาชีพปานแก้วฟ้า
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี
วิทยาลัยการอาชีพพิชัย
วิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์ลาดขวาง
วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี 
วิทยาลัยการอาชีพโพนทอง 
วิทยาลัยการอาชีพห้วยยอด
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่
วิทยาลัยสารพัดช่างอุตรดิตถ์
วิทยาลัยเทคนิคนครลำปาง

รางวัล The best seller ศูนย์บ่มเพาะภาค 5 ภาค ได้แก่ 
กลุ่ม A ประเภทอาหาร 
ชนะเลิศ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก
รางวัลชมเชย วิทยาลัยการอาชีพเบตง
กลุ่ม B ประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์  
รางวัลชนะเลิศ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์
รางวัลชมเชย วิทยาลัยการอาชีวศึกษาละงู
กลุ่ม C ประเภทผลิตภัณฑ์
รางวัลชนะเลิศ วิทยาลัยสารพัดช่างอุตรดิตถ์
รางวัลชมเชย วิทยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน

โดย..มานิตย์  สนับบุญ/ปราจีนบุรี/ชวลิต ด้วงเงิน/ฉะเชิงเทรา

ชาวบ้านผวา!ฝนถล่มซัดดินชะล้าง “ระเบิดเขมร” โผล่ชายแดนศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ- ฝนตกหนัก ซัดดินชะล้าง “ระเบิดเขมร” โผล่ชายแดน ชาวบ้านผวา พบลูกปืนใหญ่ 105 มม. ริมสวนยาง รีบแจ้ง EOD ตชด.22–กองกำลังสุรนารี รุดเก็บกู้ทำลายปลอดภัย คาดตกค้างจากเหตุปะทะชายแดนช่วงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่คลองส่งน้ำติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บ้านหนองหว้าต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายผู้ใหญ่บ้านหนองหว้าได้รับแจ้งจากลูกบ้านว่าพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายลูกกระสุนปืนใหญ่ ระหว่างออกไปกรีดยางพาราในพื้นที่ชายแดน

สาเหตุที่พบ เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้น้ำชะล้างดินโคลนที่กลบไว้ เมื่อเดินผ่านจึงเห็นวัตถุโลหะขนาดใหญ่โผล่พ้นดิน จึงรีบแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ก่อนประสานเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22 อุบลราชธานี และกองกำลังสุรนารี เข้าตรวจสอบ

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ พบว่าเป็นกระสุนปืนใหญ่ ขนาด 105 มม. สภาพสมบูรณ์ แต่ยังไม่ระเบิด ตำแหน่งที่พบอยู่ชิดแนวชายแดน ไม่สามารถทำลาย ณ จุดนั้นได้ เพราะเกรงผลกระทบ จึงวางแผนเคลื่อนย้ายอย่างรอบคอบ

เจ้าหน้าที่นำลูกปืนใหญ่ออกจากพื้นที่เสี่ยง มายังจุดปลอดภัยทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านหนองหว้า จากนั้นขุดหลุมลึก นำลูกปืนใหญ่ลงไปวาง ครอบด้วยยางรถยนต์ แล้วจุดระเบิดทำลาย ผลปรากฏว่ากระสุนแตกกระจาย ถูกทำลายสิ้น ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ลูกปืนใหญ่นี้น่าจะตกค้างมาจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 24–26 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยถูกยิงมาจากฝั่งตรงข้าม แต่ไม่ระเบิด ก่อนถูกดินกลบฝังอยู่จนกระทั่งชาวบ้านพบ

นางสุมาลี บุตวรา ผู้ใหญ่บ้านหนองหว้า กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนก เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนยางที่มีคนเข้าออกบ่อย หากเกิดระเบิดขึ้นเองอาจก่อให้เกิดความสูญเสียร้ายแรง ทุกคนจึงโล่งใจที่เจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บกู้ทำลายได้ทันเวลา

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ฝากเตือนประชาชนในพื้นที่ชายแดน หากพบวัตถุต้องสงสัยลักษณะคล้ายระเบิดหรือกระสุนปืนใหญ่ ห้ามแตะต้องหรือเคลื่อนย้ายด้วยตนเองเด็ดขาด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

วัดกุดสมิงศรีสะเกษ!เตรียมหล่อปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ประดิษฐานชายแดนไทย-เขมร

วัดกุดสมิง วัดดัง.!เตรียมนำปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ของไทย ที่ทหารยิงสู้กับศัตรูต่างชาติ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 นำมาถวายเพื่อเป็นมวลสาร หล่อพระกรุตสมิงชัยมงคล ประดิษฐาน 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และพระผงกรุตสมิงชัยมงคล รุ่น ปิตุภูมิพิทักษ์ มอบทหารกล้า – ตชด.ตามแนวชายแดน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ที่ วัดป่ากุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบ็ญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ญาติ โยม ประชาชน รู้จักกันว่าเป็นวัดป่าที่มีป่าอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ บนพื้นที่ 362 ไร่ เป็นป่าธรรมชาติ ด้านหลังวัด มีอ่างเก็บน้ำกุดสมิง โดยมีญาติโยมมาสร้างองค์พญานาค 5 ตระกูล และองค์พระพุทธรูป พระประธาน และปู่สมิง ที่สวมชุดทหารกล้า ไว้นานแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน มากราบไหว้ขอพร ผู้ที่มีศรัทธา มาขอพรแล้วเป็นจริง จึงทำให้มีญาติโยม ประชาชนมาขอพรมิได้ขาด โดยเฉพาะ กับพระอาจารย์ สมนึก ปิยสิโล หรือ พระครูปิยวนารักษ์ ญาติโยมสายมู เคารพ เชื่อมั่น ศรัทธา ในวันที่เกิดการยิงปะทะของกองกำลังชายแดน ได้มีญาติโยม อพยพมาพักอาศัยที่วัด

วันนี้ได้มีนายทหาร นำปลอกกระสุน ลูกปืนใหญ่ ที่ทหารไทยยิงสู้รบกับกองกำลังต่างชาติ จนชนะ นำมาถวายให้กับทางพระอาจารย์ ที่มีแนวคิดที่จะเทหล่อ พระพุทธรูปกรุตสมิงชัยมงคล ขนาด 30 นิ้ว 5 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานที่ชายแดน จังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี พร้อมที่วัดอีก 1 องค์ และยังมีหัวสบู่เลือด สมุนไพรไทย จากภูเขาสูง หายาก อายุ 100 ปี จะได้มีหัวใหญ่ขนาดนี้ นำมาร่วมกับลูกกระสุนดังกล่าว มาทำเป็นมวลสาร หล่อพระผงกรุตสมิงชัยมงคล รูปสีธงชาติไทย และสีลายทหาร รุ่น ปิตุภูมิพิทักษ์2568 ใน 4 รูปแบบ ต่อ 1 ชุด เพื่อนำไปมอบให้ทหารที่ปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา คุ้มครองให้ทหารแคล้วคลาด ปลอดภัย เพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย ไว้ให้ลูกหลาน

พระครูปิยวนารักษ์ กล่าวเชิญชวนญาติโยม ว่า เจริญพรญาติโยมทุกคน ในวันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ วัดป่ากุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบ็ญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีพิธีเททองหล่อ พระพุทธรูปกรุตสมิงชัยมงคล เพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อนำไปประดิษฐาน ไว้ตามแนวชายแดน และอีกส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการถวายลูกกระสุนปืนใหญ่ ปืนเล็ก เอ็ม16 มาประกอบพิธีพลีมวลสาร เป็นพระผงกรุตสมิงชัยมงคล รุ่น ปิตุภูมิพิทักษ์ เพื่อนำไปมอบให้ เป็นขวัญกำลังใจกับทหารกล้าตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 4 จังหวัด พร้อมกับญาติโยม ทั้งหลายที่สนใจ ศรัทธา จึงขอเชิญชวนญาติ – โยม ทุกท่าน มาร่วมเททองหล่อพระ ด้วยกัน วันเสาร์ที่ 27 กันยายน เริ่มเวลา 09.09 น.กับพิธีบวงสรวง พิธีเททองหล่อพระ รำถวายองค์พญานาค ปล่อยปลาลงกุดสมิง แจกทานข้าวสาร และมอบโลงศพให้มูลนิธิกู้ภัยฯ ตำบลจานใหญ่ เพื่อมอบต่อให้กับศพไร้ญาติต่อไป

ขณะที่นายเมฆ ปะวาโร ลูกศิษย์วัดกุดสมิง เปิดเผยว่า วันนี้ผมมาขอเชิญชวนพี่ๆ เพื่อนๆ มาเข้าร่วมพิธี ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นี้ จะมีพิธีบวงสรวง ท้าวเวสสุวรรณ จะมีพี่น้ำ ระพีพัฒน์ มาร่วมแจกทานข้าวสาร จำนวน 2 ตัน กับญาติโยมที่มาร่วมงาน ร่วมพิธีเททองหล่อพระกรุตสมิง หน้าตัก 30 นิ้ว สูง 30 นิ้ว ทั้งหมด 5 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานที่แนวชายแดน 4 จังหวัดๆ ละองค์ คือที่ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี และไว้ที่วัดกุดสมิง อีก 1 องค์ โดย พระอาจารย์ สมนึก ปิยสิโล เจ้าอาวาสวัดป่ากุดสมิง มีเจตนาที่จะดูแล สร้างขวัญ กำลังใจ ให้กับพี่น้องทหาร และประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ ตามแนวชายแดน ทั้งบ้านเรือน – ครอบครัวประชาชน, วัด, โรงเรียน และรพ.สต.ดังกล่าว

พงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์/ภาพ/ข่าว   
เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

“จิรัฏฐ์-อัญชิสา” คว้าแชมป์ “เทนนิส สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2025”

จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ คว้าแชมป์ชายเดี่ยวเทนนิส “สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2025W ไปครอง หลังหวดชนะ เจมส์ วัน แฮร์เซเลอ 2 เซ็ตรวดด้วยสกอร์ 7-6(2), 6-3 ส่วนประเภทหญิงเดี่ยว อัญชิสา ฉันทะ คว้าแชมป์หลังหวดชนะ พัชรินทร์ ชีพชาญเดช 2 เซ็ตรวดด้วยสกอร์ 6-4, 7-5(5) ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพรายการ “สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2025” ที่สนาม เกรต้า สปอร์ตคลับ พัทยา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา

สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย จัดแข่งขันเทนนิสอาชีพ สิงห์ทีเอทีพีทัวร์รอบมาสเตอร์ส รายการ “สิงห์ ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 16-21 กันยายน 2568 ที่สนามเกรต้า สปอร์ตคลับ พัทยา โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว และชายเดี่ยว

โดยประเภทชายเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ มือวาง 1 ของรายการวัย 28 ปีจากกรุงเทพฯ คว้าแชมป์ได้สำเร็จ หลังหวดชนะ เจมส์ วัน แฮร์เซเลอ วัย 22 ปีจากภูเก็ต 2 เซ็ตรวดด้วยสกอร์ 7-6(2), 6-3 โดยใช้เวลาแข่งขัน 1 ชั่วโมง 40 นาที จิรัฏฐ์ ได้รับเงินรางวัล 113,500 บาท ส่วนรองแชมป์ เจมส์ ได้รับเงินรางวัล 58,500 บาท

จิรัฏฐ์ กล่าวหลังจากคว้าแชมป์ว่า “ดีใจมากครับที่ได้แชมป์ น้องเค้าเสิร์ฟดี โฟร์แฮนด์ดี ผมก็พยายามรีเทิร์นเสิร์ฟให้ได้และพยายามจี้ไปทางแบคแฮนด์เค้าครับ วันนี้ก็พยายามควบคุมอารมณ์และก็ทำให้ผลงานดี สุดท้ายขอขอบคุณทุกคนที่ติดตาม ขอบคุณพ่อแม่ที่คอยสนับสนุน ขอบคุณพี่บอล ภราดร ด้วยครับ”

ส่วนประเภทหญิงเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ อัญชิสา ฉันทะ มือวาง 5 ของรายการ วัย 23 ปีจากประจวบคีรีขันธ์ คว้าแชมป์ไปครอง หลังหวดชนะ พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวาง 1 ของรายการ วัย 30 ปีจากขอนแก่น 2 เซ็ตรวดด้วยสกอร์ 6-4, 7-5(5) โดยใช้เวลาแข่งขัน 1 ชั่วโมง 54 นาที อัญชิสา ได้รับเงินรางวัล 120,000 บาท ส่วนรองแชมป์ พัชรินทร์ ได้รับเงินรางวัล 65,000 บาท

อัญชิสา กล่าวว่า “แมตช์วันนี้ค่อนข้างจะเหนี่อย คู่ต่อสู้ตีดีมาก พยายามเล่นในเกมตัวเองและพยายามไม่เสียง่าย ต้องมีสมาธิและอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด เพราะถ้าสมาธิหายเกมการเล่นก็จะเป็นอีกแบบนึง โดยหลังจบรายการนี้ก็จะไปแข่งที่ประเทศจีน และแข่งขันรายการไอทีเอฟเรื่อย ๆ ฝากทุกคนติดตามด้วยนะคะ”

ขณะเดียวกัน TATP TOUR ยังจัดกิจกรรมพิเศษ “TATP Charity Match” เพื่อรอยยิ้มจากบ้านจะบูสี ดอยแม่สะลอง จังหวัดเชียงราย เป็นการแข่งขันพิเศษเพื่อระดมทุนให้กับโครงการ “สร้างอาหารบนผืนป่าไม่ตาย” เพื่อรอยยิ้มไม่เลือนหายไปจากชุมชน โดยแข่งขันแบบเซ็ทละ 4 เกมชัยชนะตกเป็นของ “บอม” ธนิน มนูญศิลป์ และ “มาหยา” บุญญาอรุณเนตร ที่เอาชนะ “ออกัส” วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ และ “นุ่น” กมลวรรณ บัวแย้ม 2-1 เซ็ต สกอร์ 4-5, 4-2 และซูเปอร์ไทเบรค 12-10 และ “TATP All Star 2025” รวมเอาศิลปินดารา 8 คนร่วมแข่งขัน แชมป์ตกเป็นของ ดีเจ เอกกี้ – เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ ที่หวดเอาชนะ อู – ภาณุ สุวรรณโณ ในรอบชิงชนะเลิศ 6-3 เกม 

ททท.เล่าเรื่องอนาคตของโลก ผ่าน”ท่องเที่ยวไทย” งานเวิลด์ เอ็กโป ที่โอซาก้า

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน World Expo 2025 Osaka Kansai จัดนิทรรศการชั่วคราวภายใต้คอนเซปต์ The Future of Earth and Biodiversity ระหว่างวันที่ 17 -28 กันยายน 2568 พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวอนาคตของโลกผ่านมุมมองการท่องเที่ยวไทย นำเสนอศักยภาพและเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ Sustainable Tourism ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสื่อสารตรงถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นางศุภิดา อ่อนบรรจง ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ ททท. และนางสาวปาริชาต บุญคล้าย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด ททท. ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมนิทรรศการประเทศไทย พร้อมร่วมสำรวจพาวิลเลียนของประเทศอื่น ๆ ภายในงานอีกด้วย ทั้งนี้ ตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา พาวิลเลียนประเทศไทยได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมแล้วกว่า 1.5 ล้านคน ตอกย้ำความนิยมและเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมบนเวทีระดับโลก

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน World Expo 2025 Osaka Kansai ของกระทรวงกาท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ครั้งนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักท่องเที่ยวกับประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและจากทั่วโลกเข้ามาทำความรู้จักและสัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยด้วยตัวเอง เพื่อรับแรงบันดาลใจก่อนออกเดินทางจริง ผ่านการจัดแสดงใน Thailand Pavilion และกิจกรรมการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม และอาหารไทย ผ่านนิทรรศการ วิดีทัศน์ กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และเวิร์กชอปของ ททท. ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ตรงและความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศไทย ทั้งด้านวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยววางแผนเดินทางมาเที่ยวไทย ตลอดจนสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้นในสายตานานาชาติ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวโลก

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะได้แสดงศักยภาพในงานระดับนานาชาตินี้ ททท. จึงนำเสนอนิทรรศการชั่วคราวผ่านคอนเซปต์ The Future of Earth and Biodiversity เล่าเรื่องอนาคตของโลกผ่านมุมมองการท่องเที่ยวไทยในหัวข้อ “การท่องเที่ยว Low Carbon”  เพื่อสื่อสารแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสร้างการรับรู้ถึงความเป็นไทยในมิติของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจุดขายที่โดดเด่นของนิทรรศการดังกล่าวอยู่ที่การผสมผสานระหว่างการประชาสัมพันธ์เพื่อตอกย้ำคุณค่าแบรนด์ประเทศไทย การสร้างประสบการณ์ตรงแก่นักท่องเที่ยว และการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับประสบการณ์ครบถ้วนในทุกมิติและดื่มด่ำเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยได้อย่างลึกซึ้ง

นิทรรศการนี้ ททท. ตั้งใจประชาสัมพันธ์แบรนด์ประเทศไทยและการท่องเที่ยวไทยแบบครบทุกมิติ โดยส่งมอบประสบการณ์ตรงแก่นักท่องเที่ยวผ่าน ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปทำตุงไส้หมู ศิลปะการตัดกระดาษที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและวัฒนธรรมของประเทศไทย และเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับศิลปะการตัดกระดาษพร้อมทั้งนำเสนอวิดีทัศน์ที่แสดงถึงเสน่ห์ไทยในรูปแบบต่าง ๆ ครอบคลุมอาหารไทย ประเพณี ศิลปะการแสดง และแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ และให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านแผ่นพับและเอกสารคู่มือท่องเที่ยวประเทศไทยทุกจังหวัด ในรูปแบบ E-Book และE-Brochures และหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทยที่ขาดไม่ได้ คือ การส่งเสริมแนวทางท่องเที่ยวยั่งยืน หมุดหมายสูงสุดของการท่องเที่ยวไทย โดยจัดทำ E-book 20 เส้นทางท่องเที่ยว Low Carbon สอดคล้องกับธีมของการจัดงานที่มุ่งนำเสนอแนวคิด “Thailand Connecting Lives for Greatest Happiness” ของพาวิลเลียนประเทศไทยที่นำเสนอความเป็นไทยผ่านการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาโบราณและนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านการแพทย์ การดูแลสุขภาพ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ททท. ตั้งเป้าหมายจำนวนผู้เข้าชมในคูหาจัดแสดงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประมาณ 1,000 คนต่อวัน รวม 12 วัน เป็น 12,000 คน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการโปรโมตประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยอดนิยมในใจของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2025 Osaka Kansai ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.5 ล้านคน จนกลายเป็นหนึ่งในพาวิลเลียนที่ได้รับความสนใจสูงสุด ตอกย้ำว่าประเทศไทยยังคงครองความนิยมในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญสำหรับชาวญี่ปุ่นและนักเดินทางทั่วโลก

CAR FREE DAY “กมธ.สภาผู้แทนฯ-วุฒิสภา” หนุนเร่งผลักดัน พ.ร.บ.จัดการอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าวันปลอดรถ หรือ Car Free Day ตรงกับวันที่ 22 กันยายนของทุกปี องค์กรในประเทศต่างๆทั่วโลกรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาใช้รถขนส่งมวลชน เดิน และรถจักรยานเพิ่มขึ้น เพื่อลดปริมาณรถยนต์บนถนน อันส่งผลถึงการลดปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ และยกระดับคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการฯสนับสนุนการลดการใช้รถ เพราะเมื่อเราลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้ถึง 3 เท่า

อย่างไรก็ตามยังมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.การจัดการขยะ และ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลักดันออกมาบังคับใช้เช่นเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “CAR FREE DAY ลดใช้รถ ลดมลพิษ ลดโรคเสี่ยง” ซึ่งเราต้องยอมรับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืนต่อไป

นายพูนศักดิ์ กล่าวว่าในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยกำลังจะมี พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและคาดว่าจะผ่านได้ในสมัยประชุมสภานี้ก่อนส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป และจะมีผลบังคับใช้ในเวลาอีกไม่นาน สำหรับสาระสำคัญของพ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดนั้น เป็นกฎหมายฉบับใหม่ของไทยเพื่อจัดการปัญหาคุณภาพอากาศอย่างบูรณาการ โดยการรับรองสิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศที่สะอาด การกำหนดกลไกการบริหารจัดการแบบครบวงจร ผ่านคณะกรรมการระดับชาติ จังหวัด และพื้นที่เฉพาะ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เช่น ยานพาหนะ โรงงาน และการเผาในที่โล่ง รวมถึงการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษี และการกำหนดสิทธิการปล่อยมลพิษเพื่อจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษ.

ขณะที่ นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมกันรณรงค์วันปลอดรถสากล วันที่ 22 กันยาของทุกปี มาร่วมกันลดการใช้รถยนต์คือหากครอบครัวจําเป็นต้องออกจากบ้านก็ขอให้รวมกันอยู่ในรถคันเดียว หรือหันมาเดินทางโดยรถขนส่งสาธารณะเพื่อลดมลพิษให้กับโลก อย่างน้อยหนึ่งวันก็สามารถลดมลพิษให้กับโลกได้ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้มีอากาศสะอาดไว้หายใจ และสภาผู้แทนราษฎรจะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การจัดการอากาศสะอาดผ่านสภาฯโดยเร็ว พร้อมกันนี้ขอสนับสนุนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ สสส.รณรงค์การลดใช้รถลดมลพิษลดโรคเสี่ยง ซึ่งตนเชื่อว่า สสส.เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ มีความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างสื่อรณรงค์ใหม่ๆ สร้างสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อเชิญชวนให้ประชนชนทุกคนมาช่วยกันลดมลพิษทางอากาศ ทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน และบ้านเรือน เพื่อเป้าหมายคนไทยทุกคนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ด้านนายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่าการลดใช้รถแค่ปีละหนึ่งวันเป็นการช่วยกันอนุรักษ์โลกนี้ให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น คนที่ไม่เจอกับตัวเองอาจจะไม่ซาบซึ้งเท่ากับตนเองที่มีความหมายอย่างยิ่ง วันนี้ภรรยาของผมป่วยโรคมะเร็งปอด แน่นอนว่าเราไม่ทราบว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่สิ่งที่ทุกคนยืนยันเหมือนกันก็คือว่า มลพิษทางอากาศ หรือ ฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อมเป็นมลพิษ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง เราควรตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่ควรมีความใสสะอาด มีอากาศที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่เราต้องการ อยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสําคัญช่วยกันลดมลพิษลดจากการใช้รถยนต์ เรื่องคาร์ฟรีเดย์เป็นเทรนด์ของโลก มลพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นอันตรายสร้างความเจ็บปวดสําหรับคนที่ทนทุกข์ทรมานกับเรื่องโรคมะเร็ง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้อากาศไม่สะอาด น่าเสียดายคือประเทศไทยเราเป็นหนึ่งในประเทศในอาเซียนที่ปล่อยมลพิษฝุ่น PM 2.5 มากสุดในอาเซียน

การใช้รถในประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีมลพิษที่ปล่อยในอากาศเพิ่มขึ้นถึง 4.7 % ต่อปี เป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเราต้องมาร่วมมือกัน ขอบคุณ สสส.ที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เป็นอย่างมาก พยายามที่จะรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม แม้แต่รัฐสภาเองก็พยายามรณรงค์ให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม มีโครงการหลากหลายที่จะทำให้เป็นรัฐสภาเป็นองค์กรสีเขียว ลดการใช้ขยะพลาสติก ลดการใช้พลังงาน และถ้าสมาชิกรัฐสภาช่วยพิจารณาให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดมาบังคับใช้โดยเร็ว ถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งที่รัฐสภาเป็นองค์ต้นแบบตัวอย่างที่ดี ที่เห็นความสำคัญของการลดมลพิษสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ที่อาคารรัฐสภา 22 กันยายน “วันปลอดรถสากล” – สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดย คณะทำงานดำเนินการขับเคลื่อนสู่การเป็นสำนักงานสีเขียว (Green Parliament) และดำเนินการตามแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (BCM) สำนักรายงานการประชุมและชวเลข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมสื่อสารรณรงค์ “CAR FREE DAY ลดใช้รถ ลดมลพิษ ลดโรคเสี่ยง” เชิญชวน สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการรัฐสภา และสื่อมวลชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งลดการใช้รถ เพื่อลดมลพิษทางอากาศที่เป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนไทย

พร้อมเชิญชวนถ่ายรูปเซลฟี่รณรงค์ “CAR FREE DAY ลดใช้รถ ลดมลพิษ ลดโรคเสี่ยง” โพสต์ลงใน Facebook ติด #CAR FREE DAY DAY #ลดใช้รถลดมลพิษลดโรคเสี่ยง #รัฐสภา #สสส.