ดอกไม้หน้าแล้งเบ่งบานสะพรั่งสวยงามทั่วเมืองเชียงใหม่เสียดายนทท.หดหาย

ท่ามกลางบรรยากาศของความสวยงามจากดอกไม้หน้าแล้ง เบ่งบานสะพรั่งพร้อมกันทั่วทั้งเมืองเชียงใหม่  สร้างสีสันสวยงาม ทั้งสีเหลืองสดของดอกเหลืองอินเดีย และเหลืองเชียงราย ขาว-ชมพูจากดอกกัลปพฤกษ์ และม่วงขาวจากดอกของต้นตะแบก หาชมได้หลายจุดทั่วเมืองเชียงใหม่ แต่เสียดายนักท่องเที่ยวหดหายจากวิกฤติน้ำมัน และการสู้รบตะวันออกกลาง พลาดความสวยงามและอากาศที่เป็นใจ

แม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน สภาพอากาศแห้งแล้งแล้ว แต่ที่เชียงใหม่พบว่าปีนี้สภาพอากาศเป็นใจอย่างมากสำหรับการท่องเที่ยว เพราะแม้จะล่วงเลยเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนเต็มตัว แต่ยังพบว่ามีมวลอากาศเย็นปกคลุมยาวนานที่สุด ทำให้ในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน อากาศยังเย็นสบายอยู่ที่ 22-23 องศาเซลเซียสเท่านั้น อีกทั้งปัญหาเรื่องของหมอกควันจากไฟป่า การเผาปีนี้ไม่รุนแรงเท่าหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีมาตรการลดการเผาที่เข้มข้น และฝนที่ตกสลับมาในบางช่วง ทำให้อากาศที่เชียงใหม่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี มีเพียงบางวันที่แตะขึ้นไปเป็นสีส้มเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในคุณภาพอากาศดี สีเหลือง และเขียว

ขณะที่สภาพอากาศที่แห้งแล้งลง แต่กลับส่งผลดีกับดอกไม้หน้าแล้ง ในช่วงตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าทั่วเมืองเชียงใหม่สวยงามไปด้วยดอกไม้หน้าแล้งที่เบ่งบานสวยงาม ทั้งต้นเหลืองอินเดีย และเหลืองเชียงราย ที่ทำให้ถนนหลายสายกลายเป็นจุดเช็คอินถ่ายภาพของความสวยงามจากดอกไม้สีเหลืองเต็มต้น บางจุดเป็นแนวยาวหลายร้อยเมตร อย่างที่ถนนวงแหวนรอบ 2 ช่วงรวมโชค-ศาลากลาง มีต้นเหลืองอินเดียเบ่งบานทอดยาวเกือบ 100 เมตร สวยงาม ทำให้หลายคนต้องแวะมาถ่ายภาพกัน

ขณะที่ต้นกัลปพฤกษ์ ที่มีดอกเป็นสีขาว และชมพู เบ่งบานสวยงามเป็นพุ่ม มองดูคล้ายกับดอกซากุระของญี่ปุ่น แต่หลายคนยังมองว่าสวยกว่า เพราะพุ่มดอกที่หนาแน่นเต็มกิ่งก้าน สวยงามที่สุดในช่วงนี้ ส่วนสีม่วง ขาว ของต้นตะแบก ถือว่าสวยงามที่สุดอีกชนิดหนึ่งของดอกหน้าแล้ง และในช่วงที่ลมพัดโชยมา กลีบดอกก็จะร่วงหล่นมากับสายลม ทำให้แลดูเหมือนกับเกล็ดหิมะด้วย

อย่างไรก็ตาม เป็นช่วงที่น่าเสียดายกับวิกฤติน้ำมัน และผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเชียงใหม่ลดลง ทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกับภาระค่าน้ำมัน และน้ำมันที่ขาดแคลน และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบกับการเดินทางโดยสายการบินด้วย

หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงกับบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ท่องเที่ยวหลักของเมืองเชียงใหม่ในแต่ละปี อาจจะทำให้ยอดนักท่องเที่ยว และการเดินทางของชาวไทยลดลงไปด้วย หากสถานการณ์สู้รบ และวิกฤติพลังงานยืดเยื้อต่อไป

วันดาวน์ซินโดรมโลก 2569 มหกรรมพลังสังคมเพื่อคนดาวน์ซินโดรม

ประเทศไทยจัดงานครั้งสำคัญระดับประเทศ “วันดาวน์ซินโดรมโลก – Down Syndrome Expo 2026 มหกรรมพลังสังคมเพื่อคนดาวน์ซินโดรม” เนื่องในโอกาส วันที่ 21 มีนาคม วันดาวน์ซินโดรมโลก (World Down Syndrome Day) ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันแห่งการสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และการยอมรับบุคคลผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมทั่วโลก งานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด
“Social Power x Social Startup for Down Syndrome” พร้อมเชื่อมโยงกับธีมระดับโลกปี 2026
“Together Against Loneliness – รวมพลัง ไม่ทิ้งใครไว้ลำพัง”
เพื่อประกาศให้สังคมไทยเห็นอย่างชัดเจนว่า “การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนดาวน์ซินโดรม คือภารกิจของทั้งสังคม”

มหกรรมครั้งแรกของประเทศไทย ที่รวมพลังทุกภาคส่วน
Down Syndrome Expo 2026 ถือเป็น งานมหกรรมที่ใหญ่ที่สุดและครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย
ที่รวมพลังของ
 ภาครัฐ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
 กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
 ภาคเอกชนและบริษัทจ้างงานมาตรา 33 และ 35
 ครอบครัวดาวน์ซินโดรมจากทั่วประเทศ
เพื่อร่วมกันสร้าง “โมเดลการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบยั่งยืน” ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย

ภายในงานประกอบด้วย 5 โซนหลัก ที่สะท้อนการทำงานร่วมกันของทั้งสังคม ได้แก่

  1. โซนกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
    กลไกสำคัญระดับนโยบาย ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและระบบสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม
  2. โซนบริษัทจ้างงานและองค์กรเอกชน
    แสดงพลังของภาคธุรกิจที่ร่วมสร้างโอกาสการจ้างงานอย่างยั่งยืน
  3. โซน 21/3 Extra STUDIO
    พื้นที่แสดงศักยภาพด้านศิลปะของบุคคลดาวน์ซินโดรมในระดับมืออาชีพ
  4. โซน 21/3 Extra Café
    โมเดล Social Startup ต้นแบบ ที่แสดงให้เห็นว่าคนดาวน์ซินโดรมสามารถทำงานได้จริง
  5. โซนผลิตภัณฑ์จากครอบครัวทั่วประเทศ
    สะท้อนพลังของครอบครัวที่ร่วมสร้างโอกาสและรายได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมไฮไลต์
 ขบวนพาเหรดดาวน์ซินโดรมกว่า 500 คน สร้างพลังการเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่
 เวทีเสวนาจากภาครัฐ เอกชน และครอบครัว
 การแสดงศิลปะ ดนตรี และความสามารถจากบุคคลดาวน์ซินโดรม

พลังของสังคม เพื่อไม่ให้ใครต้องอยู่ลำพัง งานนี้ไม่ใช่เพียงการจัดนิทรรศการ แต่คือการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะในความเป็นจริงบุคคลผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรม ไม่สามารถดำรงชีวิตได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยระบบสนับสนุนจากทุกภาคส่วน
Down Syndrome Expo 2026 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง
“สังคมที่เข้าใจ ยอมรับ และสร้างโอกาสอย่างแท้จริง”

ขอเชิญชวนประชาชนทุกคน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม
เพราะ
“การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เริ่มต้นจากการที่เราทุกคนลุกขึ้นมาร่วมกัน”

รายละเอียดการจัดงาน
 วันที่ 19 – 22 มีนาคม 2569
 สถานที่: ลานลิฟต์แก้ว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปินเกล้า

.

ชูตลาด “THE MOONLIGHT PAKNAM”แลนด์มาร์คไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ปลูกศก.ชุมชน

นายถนอมศักดิ์ สระแก้ว ประธาน บริษัท เดอะ เฟิรส์ทครีเอชั่น (999) จำกัด ผู้บริหาร The Moonlight Paknam  กล่าวว่า วันนี้ เป็นการรวมตัวของชาว2ล้อ Harley-Davidson ของจังหวัดสมุทรปราการ เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่มาเจอกัน และรวมตัวกันที่ตลาด THE MOONLIGHT PAKNAMหน้าห้างโรบินสันสมุทรปราการ ซึ่งจะมีปาร์ตี้เล็กๆ และมี มินิคอนเสิร์ต

 โดยชาว 2 ล้อ ก็จะมีกิจกรรมทำบุญ ทำทาน กันก่อนที่จะจัดกิจกรรม เรามีวันนี้เราก็แบ่งปันกันไป ทุกอย่างที่ทำเราถือสังคมเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้ชาวชาว2ล้อ Harley-Davidson ได้มารวมตัวกัน100-200 คัน  รถสองล้อที่นำมาวิ่งในวันนี้มีตั้งแต่ราคาหลักแสนและหลักหลายล้านให้ทุกคนลองมาสัมผัสดูได้

โดยในวันนี้กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ Harley Davidson ได้จัด ขบวนพาเหรด Harley Davidson กว่า 100 – 200 คัน ที่จะรวมตัวกันสร้างปรากฏการณ์ขบวนรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ โดยขบวนจะวิ่งผ่านเส้นทางสำคัญจาก ปั๊มศรีนครินทร์ มุ่งหน้าสู่ Robinson Lifestyle สมุทรปราการ ระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นภาพที่หาชมได้ยากในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ

นายถนอมศักดิ์ สระแก้ว ประธาน บริษัท เดอะ เฟิรส์ทครีเอชั่น (999) จำกัด ผู้บริหาร The Moonlight Paknam  ยังได้กล่าวอีกว่า “เราต้องการให้ The Moonlight Paknam เป็นพื้นที่ที่รวมคนที่มี Passion เดียวกัน ทั้งสาย Biker ดนตรี และไลฟ์สไตล์ ให้มาเจอกันและสร้าง Community ดี ๆ ในสมุทรปราการ” เพื่อสร้างแลนด์มาร์คไลฟ์สไตล์ใหม่ที่ The Moonlight Paknam สมุทรปราการ ด้วยการจัดงานรวมพลของกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ Harley Davidson ครั้งใหญ่

ภายใต้ชื่อ “Samutprakan Rider’s Soul Meeting Party Under the Moonlight ” เพื่อเปิดตัวพื้นที่กิจกรรมไลฟ์สไตล์ใหม่ The Moonlight Paknam @ Robinson Lifestyle สมุทรปราการ ซึ่งจะเป็นจุดรวมตัวของชุมชนไบค์เกอร์ ดนตรี และวัฒนธรรมวินเทจเพื่อสร้างบรรยากาศและความตื่นเต้นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้มาจับจ่ายสินค้าในตลาดอีกด้วย

สมุทรปราการ/ สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์

.

ทลายเครือข่ายยานรกข้ามชาติ “Mugwajang”หนีกบดานวิลล่าหรูภูเก็ต

ตอกย้ำความสำเร็จของการบูรณาการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ภายใต้เจตนารมณ์ของ พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เจ้าหน้าที่ไทยสนธิกำลังทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ บุกรวบตัวเอเย่นต์ชาวเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาตามหมายจับแดงของตำรวจสากล (INTERPOL RED NOTICE) คาบ้านเช่าหรูหรากลางเมืองภูเก็ต พร้อมยึดของกลางยาเสพติด แฉพฤติกรรมใช้ไทยเป็นฐานสั่งการผ่าน Telegram จ้างคนซุกยาข้ามประเทศ

ปฏิบัติการตลบหลังอาชญากรครั้งนี้ เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงจากการบูรณาการข่าวกรองระหว่างประเทศ และเป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวกรองขั้นสูงสุดระหว่างทางการไทยและเกาหลีใต้ โดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับการประสานข้อมูลเชิงลึกจาก 3 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับสูงของสาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่  สำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี (NIS), สำนักงานอัยการสูงสุดเกาหลี (SPO) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี (KNPA) แจ้งเบาะแสสำคัญว่า Mr.Kim นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับของศาลแขวงอึยจองบู และมีหมายจับแดงจากตำรวจสากล (INTERPOL) ได้ลักลอบเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดาน

ภายใต้การสั่งการของนายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด ได้นำข้อมูลข่าวกรองดังกล่าวมาสืบสวนต่อยอด ก่อนระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต, เจ้าหน้าที่กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ เจ้าหน้าที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองภูเก็ต และเจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดภูเก็ต (นปส.ภูเก็ต) เข้าจับกุม Mr.Kim พร้อมพรรคพวกชาวเกาหลีใต้ ได้ที่บ้านเช่าหรูในจังหวัดภูเก็ต โดยพบว่าผู้ต้องหาหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวตั้งแต่ 18 ธ.ค. 2566 พร้อมยึดของกลาง ได้แก่ เคตามีน 300 กรัม, ไอซ์ 100 กรัม, คอมพิวเตอร์, เครื่องซีลสูญญากาศ, อุปกรณ์การเสพ รวมไปถึงทรัพย์สินแบรนด์เนมอีกหลายรายการ

จากการสืบสวนพบว่า Mr.Kim ใช้ไทยเป็นฐานที่มั่น นั่งแท่นเป็นแอดมินกลุ่ม Telegram ชื่อ “Mugwajang” เพื่อชักชวน “ผู้รับจ้างขน” โดยออกค่าตั๋วเครื่องบินให้เดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิ และไปรับยาเสพติดที่จ.ภูเก็ตหรือพัทยา ก่อนใช้วิธี “ซุกซ่อนยาเสพติดผูกติดกับอวัยวะเพศ” บินกลับไปยังสนามบินอินชอน ซึ่งพบประวัติการลักลอบขนไอซ์ไปแล้วกว่า 2 กิโลกรัม และเคตามีนกว่า 1.6 กิโลกรัม

โดยความร่วมมือระหว่างประเทศยังครอบคลุมไปถึงการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ก่อนหน้านี้ ช่อง YouTube สืบสวนชื่อ “Crimenet” ได้แฉว่าบัญชี Telegram ชื่อ ‘Villian’ คือตัว Mr.Kim แต่มีผู้ส่งอีเมลอ้างเป็นภรรยามาขู่ให้ลบคลิป โดยอ้างว่าสามีจำคุกอยู่ที่เกาหลี

หลังการจับกุม ป.ป.ส. ได้ส่ง “ไฟล์เสียงบันทึกการสอบปากคำเบื้องต้น” ของ Mr.Kim ส่งไปยังห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่เกาหลีใต้ เพื่อตรวจเทียบเคียงกับเสียงของ ‘Villian’ ซึ่งผลตรวจยืนยันชัดเจนว่าเป็น “บุคคลเดียวกัน” สอดคล้องกับTelegram ช่อง “Mugwajang”บัญชี ‘Villian’ ที่หยุดความเคลื่อนไหวลงทันทีที่ Mr.Kim ถูกทางการไทยรวบตัว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไทยได้แจ้งข้อหา Mr.Kim ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (เคตามีน) และประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay 733 วัน)

ทั้งนี้ ทางการไทยและเกาหลีใต้จะยังคงเดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อขยายผลยึดทรัพย์และทลายเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่เหลืออย่างเด็ดขาดต่อไป

สลด!สาวฟิลิปปินส์หิ้วศพทารกทิ้งในห้องเก็บของ ภายในห้างดังย่านสุขุมวิท

กองบัญชาการตำรวจนครบาล ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ แถลงผลการจับกุม นางสาวโจเวลิน คานิโน คาร์ดีเนเต (MISS JOVELYN CANINO CARDIENETE) อายุ 25 ปี สัญชาติฟิลิปปินส์ ในข้อหาซ่อนเร้นหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย และกระทำการใดๆ แก่ศพในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพเปลี่ยนแปลงไปโดยทุจริต ภายหลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนแกะรอยจนสามารถควบคุมตัวได้ที่สถานีขนส่งกรุงเทพอภิวัฒน์ พร้อมหลักฐานสำคัญเป็นร่องรอยคราบเลือดที่ปรากฏบนเครื่องแต่งกายขณะเตรียมหลบหนี

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุพบศพทารกถูกทิ้งไว้ภายในห้องน้ำหญิง ชั้น G ของห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านสุขุมวิท 24 จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบศพทารกเพศชายบรรจุอยู่ในถุงขยะสีดำวางทิ้งไว้ภายในห้องเก็บของข้างห้องน้ำ โดยพนักงานทำความสะอาดสังเกตพบถุงพลาสติกที่มีน้ำหนักผิดปกติภายในถังขยะ จึงนำออกมาตรวจสอบจนพบร่างทารกและรีบประสานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อแจ้งเหตุแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต่อมาได้มีการกั้นพื้นที่เกิดเหตุเพื่อตรวจพิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวนเข้าดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบหญิงชาวต่างชาติต้องสงสัยเข้าใช้บริการห้องน้ำพร้อมสัมภาระจำนวนมาก ก่อนจะเดินทางด้วยรถโดยสารไปยังสถานีขนส่ง เจ้าหน้าที่จึงติดตามเข้าจับกุมและนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจเพื่อตรวจวินิจฉัย ซึ่งเบื้องต้นแพทย์ยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยเพิ่งผ่านภาวะการคลอดบุตรและจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลทันทีเนื่องจากมีบาดแผลจากการคลอด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม รวมถึงผลชันสูตรพลิกศพทารกอย่างละเอียดจากนิติเวช เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มเสพยาคลั่งขับ 6 ล้อแหกด่านเบียด จยย.ตำรวจขณะไล่ล่าพลีชีพ 1 สาหัส 1

ตำรวจตามรวบแล้วโชเฟอร์ 6 ล้อ เสพยาบ้าคลั่ง ซิ่งแหกด่าน เบียด จยย.สายตรวจชนเสาไฟ ส.ต.ท. พลีชีพ-ด.ต. บาดเจ็บสาหัส

พล.ต.ต.ธีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ธัญบุรี และ สภ.ลำลูกกา ร่วมแถลงผลการจับกุมตัว นายสุพจน์ หรือ “เล็ก” อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี หลังก่อเหตุขับรถบรรทุกเบียดรถจักรยานยนต์สายตรวจ จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 1 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ติดตามรถต้องสงสัย

จากกรณีเกิดเหตุการณ์สลดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 17.30 น. ขณะที่ ด.ต.โกวิทย์ ใจจริง และ ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ กองอุดม เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.ธัญบุรี กำลังตั้งจุดสกัดบริเวณถนนเลียบมอเตอร์เวย์ฝั่งตะวันตก
ได้มีรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 40-0904 ปทุมธานี ขับเข้ามาด้วยท่าทางมีพิรุธ เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุดเพื่อตรวจค้น คนร้ายกลับเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายจึงขี่รถจักรยานยนต์ตราโล่ไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด

ระหว่างการไล่ล่า คนร้ายได้ใช้วิธี “เบรกกะทันหัน” เพื่อให้รถจักรยานยนต์ชนท้าย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่หลบพ้น คนร้ายได้หักพวงมาลัยขวาเบียดรถจักรยานยนต์อย่างแรง จนรถเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทาง เป็นเหตุให้ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ (ผู้นั่งซ้อนท้าย) เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ส่วน ด.ต.โกวิทย์ ได้รับบาดเจ็บ

ภายหลังเกิดเหตุ ชุดสืบสวนได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดจนทราบที่กบดาน และนำกำลังบุกรวบตัวนายสุพจน์ได้ที่บ้านพักคนงานใน ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา แม้ผู้ต้องหาจะพยายามขัดขืนการจับกุมก็ตาม

จากการตรวจค้นภายในรถบรรทุก พบหลักฐานสำคัญคือ กระป๋องแอลกอฮอล์ที่เปิดดื่มแล้ว และ อุปกรณ์การเสพยาเสพติด ซุกซ่อนอยู่บริเวณที่บังแดด ผลการตรวจปัสสาวะยืนยันพบสารเสพติด ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้เสพยาบ้ามาก่อนหน้านี้ 2-3 เม็ด และเคยเข้ารับการบำบัดมาแล้ว

ต่อมาแจ้งข้อหาหนัก “ฆ่าเจ้าพนักงาน” เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาหนักตามหมายจับและข้อหาเพิ่มเติมฆ่าเจ้าพนักงานและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ต่อสู้และขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลัง ทำให้เสียทรัพย์ เสพยาเสพติดและดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับรถ

แม้ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาจะยังคงให้การปฏิเสธในบางข้อกล่าวหา แต่ทางตำรวจยืนยันมีพยานหลักฐานแน่นหนา และจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและให้เกียรติแก่เจ้าหน้าที่ผู้เสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่

ลาออกจากแบงก์สู้ชีวิตพลิกวิกฤต! “มาดามกิม”ปั้นสาหร่ายบ้านๆสู่รายได้หลักเลี้ยงครอบครัว

ภายในบ้านเลขที่ 93/128 หมู่ 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่ผลิต “สาหร่ายมาดามกิม” ธุรกิจเล็กๆ ที่ซ่อนเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตไว้อย่างเข้มข้น ของ “คุณนุ่น” หรือ น.ส.สุกัญญา ศิริกังวานกุล อายุ 41 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ กำลังง่วนอยู่กับขั้นตอนการผลิตสาหร่ายอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การนำสาหร่ายมาคลี่ให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ก่อนเติมน้ำมันงาและน้ำมันพืชเพื่อเพิ่มความหอม แล้วนำเข้าสู่กระบวนการคั่วนานกว่า 40 นาที เพื่อให้ความร้อนช่วยฆ่าเชื้อและสร้างความกรอบ

หลังจากนั้นจึงนำมาปรุงรสด้วยสูตรลับเฉพาะที่คิดค้นขึ้นเอง จนได้รสชาติกลมกล่อม ก่อนบรรจุลงซองขนาด 15 กรัม และซีลด้วยไนโตรเจนเพื่อยืดอายุสินค้า โดยในแต่ละรอบสามารถผลิตได้ประมาณ 100 ห่อเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงการทำแบบโฮมเมดที่เน้นคุณภาพทุกขั้นตอน

น.ส.สุกัญญา เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เดิมทำงานเป็นพนักงานธนาคาร มีชีวิตที่มั่นคง แต่กลับรู้สึกอยากสร้างบางสิ่งเป็นของตัวเอง จนกระทั่งมีโอกาสได้ลิ้มลองสาหร่ายในเมนูอาหารเกาหลี และเกิดความประทับใจในรสชาติ จึงเริ่มค้นหาวัตถุดิบและทดลองทำด้วยตัวเอง

“ตอนแรกทำกินเอง แจกญาติ แจกเพื่อน ทุกคนบอกว่าอร่อย เลยเริ่มคิดจริงจังว่าจะทำขาย” เธอกล่าว

จากความเห็นเล็กๆ ของคนใกล้ตัว กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เธอตัดสินใจพัฒนาสินค้า ภายใต้ชื่อ “สาหร่ายมาดามกิม” ซึ่งมีความหมายถึงความมั่งคั่งและสิ่งล้ำค่า

กระทั่งปี 2565 เธอตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ลาออกจากงานประจำที่มั่นคง หันหลังให้เงินเดือน เพื่อเดิมพันกับธุรกิจเล็กๆ ในบ้าน ลงทุนซื้อเครื่องคั่วและอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยความหวังว่าจะสร้างรายได้จากสิ่งที่รัก

แม้จุดเริ่มต้นจะไม่ง่าย แต่เธอไม่ยอมแพ้ ใช้วิธีไลฟ์สดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งติ๊กต็อก ช้อปปี้ และเฟซบุ๊ก จนค่อยๆ มีลูกค้ารู้จักและกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน “สาหร่ายมาดามกิม” จำหน่ายในราคา 35 บาทต่อห่อ หรือโปรโมชั่น 3 ห่อ 100 บาท โดยมีจุดเด่นที่รสชาติออริจินอล ทานง่าย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และสามารถทานคู่กับอาหารได้หลากหลาย

นอกจากนี้ ยังเปิดรับตัวแทนจำหน่ายในราคาส่ง เพื่อสร้างโอกาสให้คนอื่นมีรายได้เสริมไปพร้อมกัน

เรื่องราวของ น.ส.สุกัญญา ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจอาหารว่างธรรมดา แต่คือภาพสะท้อนของคนธรรมดาที่กล้าตัดสินใจ เปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความสำเร็จ” อาจเริ่มต้นจากครัวเล็กๆ ในบ้าน… หากไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

เรื่อง/ภาพ ; จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

รวบ 16 สาวต่างชาติลอบค้ากามยานสุขุมวิท จ่อเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันนอกประเทศ

ตำรวจลุมพินีสนธิกำลังกวาดล้างอาชญากรรม รวบ 16 สาวต่างชาติคาซอยสุขุมวิท 4 ลอบค้ากามรบเร้านักท่องเที่ยว จ่อเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันออกนอกประเทศ

พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี, ชุดเคลื่อนที่เร็ว บก.น.5 สนธิกำลังร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (พม.) และกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 เข้าตรวจสอบและกวาดล้างการกระทำผิดกฎหมายบริเวณ ซอยสุขุมวิท 4 (นานาใต้) แขวงและเขตคลองเตย

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และพบข้อมูลแพร่สะพลายบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีกลุ่มหญิงต่างชาติผิวสีรวมตัวกันลักลอบเสนอขายบริการทางเพศ โดยมีพฤติกรรมรบเร้าสร้างความเดือดร้อนรำคาญและเสื่อมเสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในย่านดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าสังเกตพฤติการณ์ก่อนเข้าแสดงตัวจับกุม


ผลการปฏิบัติงาน

จากการปูพรมตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้กระทำผิดได้ทั้งหมด 16 ราย แบ่งเป็นสัญชาติต่างๆ ดังนี้

1.สัญชาติแทนซาเนีย 10 ราย
2.สัญชาติเคนยา 5 ราย
3.สัญชาติเวียดนาม 1 ราย

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ในความผิดฐาน “เข้าติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว ติดตาม หรือรบเร้าบุคคลตามถนนหรือสาธารณสถาน เพื่อการค้าประเวณีอันเป็นการเปิดเผยและน่าอับอาย หรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน”

ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป เปรียบเทียบปรับเจ้าหน้าที่ พม.ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นพินัยตามระเบียบ
เพิกถอนวีซ่าประสาน ตม.1 เพื่อทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 (8) ผลักดันออกนอกประเทศ นำตัวส่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สวนพลู) เพื่อรอขั้นตอนการส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

เจ้าหน้าที่ยืนยันจะเดินหน้ากวดขันพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในย่านสุขุมวิท

ปิดเกม “ม่อน”ตัวการใหญ่แก๊งบัญชีม้า “กักขังเหยื่อ-บังคับข้ามแดนกดเงิน”พบพัวพัน 4 หมายจับ

ตำรวจคอมมานโดรวบ “ม่อน” ตัวการใหญ่แก๊งบัญชีม้าจอมโฉด! กักขังเหยื่อ-บังคับข้ามแดนกดเงิน พบพัวพัน 4 หมายจับ มูลค่าความเสียหายทะลุ 2.5 ล้าน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้ พ.ต.ท.จตุพร ติกแก้ว สว.กก.1 บก.ปพ. นำกำลังเข้าจับกุม นายฐานนนันท์ หรือ “ม่อน” อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาอันตรายที่มีหมายจับติดตัวถึง 4 หมาย ในข้อหาฉกรรจ์ทั้งกรรโชกทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว และฉ้อโกงประชาชน โดยรวบตัวได้บริเวณริมถนนกำแพงเพชร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

​คดีสืบเนื่องจากเมื่อเดือนกันยายน 2567 หลังนายม่อนและพวกได้หลอกลวงผู้เสียหายรายหนึ่งไปทำงานที่ประเทศกัมพูชาโดยอ้างรายได้สูง แต่เมื่อไปถึงกลับถูกยึดสมุดบัญชีและรหัสธนาคาร ก่อนจะถูกควบคุมตัวลักลอบข้ามแดนกลับมายังฝั่งไทย ​ผู้ต้องหาได้บังคับกักขังผู้เสียหายและพาไปที่ธนาคารธนชาต สาขาสระแก้ว เพื่อสั่งให้ถอนเงินสดออกมาให้ พร้อมข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายหากขัดขืน

แต่ในจังหวะที่อยู่ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ผู้เสียหายใช้ไหวพริบพิมพ์ข้อความขอความช่วยเหลือในมือถือยื่นให้พนักงานธนาคารดู จนมีการแจ้งตำรวจเข้าตรวจสอบและช่วยเหยื่อไว้ได้ทันท่วงทีในตลาดใกล้เคียง ซึ่งขณะนั้นพบหลักฐานบัตรประชาชนของเหยื่ออยู่ในตัวนายม่อนด้วย ​แม้จะถูกจับกุมได้ในครั้งแรกเมื่อปี 2567 แต่นายม่อนได้ยื่นประกันตัวในชั้นสอบสวนและหลบหนีไม่มาตามนัดศาล จนกระทั่งชุดคอมมานโดสืบทราบที่กบดานและเข้าชาร์จตัวได้ในที่สุด

​จากการตรวจสอบฐานข้อมูลพบว่า นายม่อนไม่ใช่เพียงผู้คุมเหยื่อ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหมายจับเพิ่มอีก 3 คดี ประกอบด้วย ดังนี้

– หมายจับศาลจังหวัดยะลา ที่ จ.100/2568 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันสนับสนุนฉ้อโกง, ผู้ใดเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน ทั้งนี้ในประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนําไปใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสนับสนุนให้มีการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยเป็นประการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

– หมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่ 376/2568 วันที่ 19 สิงหาคม 256 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “สนับสนุนให้ผู้อื่นหลอกลวงนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง, สนับสนุนให้ผู้อื่นฉ้อโกง และ เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนําไปใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น”

– หมายจับศาลอาญา ที่ 779/2568 วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน ทั้งนี้ในประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนําไปใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสนับสนุนให้มีการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยเป็นประการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

​รวมมูลค่าความเสียหายจากทุกคดีสูงถึง 2,570,575 บาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระแก้ว เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหลัก และประสานงานไปยัง สภ.บาตูตาโมง, สภ.เมืองกำแพงเพชร และสน.หัวหมาก เพื่ออายัดตัวดำเนินคดีตามหมายจับที่เหลืออย่างเด็ดขาด

​ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ และอย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างตัวเป็นทนายความรับตามเงินคืนผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมักเป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่จ้องจะซ้ำเติมผู้เสียหายเป็นรอบที่สอง

วันหยุด-ไม่หยุด!ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีพร้อมพาณิชย์จังหวัดฯลุยตรวจสอบปั๊มหลังถูกร้องเรียนขายแพงลิ่ว

ปราจีนบุรี – วันหยุด-ไม่หยุด ผู้ว่าฯ พร้อมพาณิชย์จังหวัดฯผู้เกี่ยวข้องลงตรวจสถานีบริการ (ปั้ม) น้ำมันหลังถูกร้องเรียนว่าจำหน่ายน้ำมันดีเซลราคาสูงเกินสมควร

เมื่อเวลา 22.40 น. ที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี   นายวีระพันธ์  ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรี  รายงานสรุปการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำมัน จ.ปราจีนบุรี ว่า …   พร้อมด้วยนางสาวเอื้อนจิตร ช่วยนก พาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี และ  ผู้เกี่ยวข้อง   ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อร้องเรียนสถานีบริการ (ปั้ม) น้ำมันจำหน่ายน้ำมันดีเซลราคาสูงเกินสมควร มีผลการดำเนินการสรุป ดังนี้ 

ตรวจสอบปั้มที่ถูกร้องเรียน คือ ปั้ม พีเค 304 หมู่ 5 ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ  จังหวัดปราจีนบุรี  โดยมีนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้นำการตรวจสอบ และมีหน่วยงานเข้าร่วมการตรวจสอบประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานพลังงานจังหวัดปราจีนบุรี ปลัดอำเภอศรีมหาโพธิ  รองผู้กำกับการ สภ.ศรีมหาโพธิ และกำนันตำบลหนองโพรง

ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เร่งตรวจสอบและศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด และบูรณาการการทำงานทั้งหน่วยงานระดับจังหวัด และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งในประเด็นไม่เพียงพอ และราคาสูง ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว  

ปั้ม พีเค 304 เป็นปั้มอิสระ จำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วราคาลิตรละ 40.98 บาท มีการแสดงราคาครบถ้วน ได้แสดงใบส่งสินค้าราคาซื้อน้ำมันดีเซล (ราคาที่ได้น้ำมันมาจำหน่าย) ลิตรละ 39.80 บาท  

ต่อมา   ตรวจสอบบริษัท อัลฟา แท้งค์ ฟาร์ม จำกัด ที่อยู่ 129 หมู่ 11 ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิจังหวัดปราจีนบุรี เป็นบริษัทจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดสถานที่เก็บ (คลังน้ำมัน) ประเภทผู้ค้าอิสระ โดยมีพลังงานจังหวัดปราจีนบุรี นายอำเภอศรีมหาโพธิ รองผู้กำกับการ สภ.ศรีมหาโพธิ ร่วมตรวจสอบด้วย

บริษัท อัลฟา แท้งค์ ฟาร์ม จำกัด เป็นบริษัทที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับบริษัท พายุปิโตรเลียม จำกัด ที่อยู่ ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นนายหน้าค้าน้ำมัน (Jobber) ที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับปั้ม พีเค 304 ที่ถูกร้องเรียน

ผลการตรวจสอบบริษัท พายุปิโตรเลียม จำกัด มีการซื้อน้ำมันดีเซลจากบริษัท อัลฟา แท้งค์  ฟาร์ม จำกัด ในเดือนมีนาคม 2569 รวม 3 ครั้ง 
-ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 จำนวน 7.000 ลิตร ในราคาลิตรละ 35.60 บาท 
-ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จำนวน 8,000 ลิตร ในราคาลิตรละ 36.20 บาท
-ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 จำนวน 20,000 ลิตร ในราคาลิตรละ 38.50 บาท

ผลการตรวจสอบสาเหตุของการจำหน่ายราคาน้ำมันดีเซลของปั้ม พีเค 304 ที่สูงผิดปกติ เกิดจากโครงสร้างราคาน้ำมันของสถานีบริการจำหน่ายปลีก ปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ประเภท

-ประเภทที่ 1 ปั้มน้ำมันที่อยู่ในเครือ/สาขาของผู้ให้บริการตามมาตรา 7 (ปั้มน้ำมันที่มีแบรนด์ เช่น ปตท. บางจาก พีที เชลล์ เอสโซ่ เป็นต้น) จะได้รับการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลจากเงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซล (ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569) จากกองทุนน้ำมันในราคาลิตรละ 20.36 บาท

-ประเภทที่ 2 ปั้มน้ำมันอิสระ จะไม่ได้รับการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลจากกองทุนน้ำมัน

ทั้งนี้ นโยบายการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนในครั้งนี้ แตกต่างจากนโยบายการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลที่ผ่านมา ซึ่งกองทุนน้ำมันได้เคยดำเนินการมาแล้ว 2 รูปแบบ 

-รูปแบบที่ 1 มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด และที่ทำการปกครองอำเภอทุกอำเภอ เป็นผู้ตรวจสอบปริมาณน้ำมันในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่เพื่อขอรับเงินชดเชย (ทำให้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทได้รับการชดเชยทั้งหมด)

-รูปแบบที่ 2 ชดเชยราคาที่หน้าโรงกลั่น สำหรับนโยบายการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลครั้งนี้ กองทุนน้ำมันกำหนดนโยบายให้ชดเชยน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน ตามมาตรา 7 สำหรับผู้ค้าน้ำมันอิสระจะไม่สามารถขอรับเงินชดเชยได้ และต้องจำหน่ายน้ำมันในราคาต้นทุนที่ได้รับมาจริง

ผลการพิจารณาเบื้องต้น

ปั้มพีเค 304 มีกำไรขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลลิตรละ 1.18 บาท หรือคิดเป็น  3.04% 

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี จะได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในบริเวณใกล้เคียงกับปั้ม พีเค 304 เพื่อเปรียบเทียบราคาที่ได้มา และราคาจำหน่ายของผู้ค้าน้ำมันประเภทเดียวกัน (ปั้มอิสระ) 

หากพบว่ามีความผิดปกติ จะได้มีหนังสือแจ้งให้ปั้มพีเค 304 แจ้งข้อมูลต้นทุน เพื่อประกอบการพิจารณาข้อกล่าวหาจำหน่ายราคาสูงเกินสมควรต่อไป

โดย… มานิตย์  สนับบุญ  / ปราจีนบุรี ###