เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตอบโจทย์ตลาดโลก

เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี คือกุญแจสำคัญของความอุดมสมบูรณ์ในท้องนา เมื่อหว่านลงดิน เมล็ดงอกอย่างสม่ำเสมอ แข็งแรง ทนโรค ทนแมลง และให้ผลผลิตที่ตรงตามพันธุ์ ทั้งสี ขนาด และรสชาติที่ตลาดต้องการ นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และอนาคตข้าวไทยที่ยั่งยืน

นางศรีอำไพ โอษฐงาม ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี เปิดเผยว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่นามากที่สุดในประเทศไทย กว่า 4.2 ล้านไร่ ข้าวจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้สำคัญให้กับเกษตรกร และยังเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งโรงสีข้าว เครื่องจักรกลทางการเกษตร และการขนส่ง นอกจากด้านเศรษฐกิจ ข้าวยังเป็นรากฐานของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวนาอีสาน ผ่านประเพณีสำคัญ เช่น บุญบั้งไฟ บุญข้าวสาก หรือการลงแขกดำนาเกี่ยวข้าว ตอกย้ำความเป็นพืชที่อยู่คู่ชีวิตคนไทยมายาวนาน อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดรายจ่ายในครัวเรือน และก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี จึงมีภารกิจหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีสู่เกษตรกร ทั้งในจังหวัดอุบลฯ จังหวัดใกล้เคียง และทั่วประเทศ ผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่าย ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี หรือการจำหน่ายผ่านตัวแทนของกรมการข้าว รวมถึงโครงการสำคัญจากรัฐบาลอย่าง “โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว” ซึ่งช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพได้ในราคาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เองในท้องถิ่น โดยมีเจ้าหน้าที่คอยติดตาม กำกับดูแล และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาตรฐานคุณภาพเดียวกับที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานีผลิต

เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี ที่ควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการส่งมอบ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด อันเป็นการวางรากฐานอนาคตข้าวไทยให้มั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน

ตาวัย 83 จมน้ำดับ!คาดหน้ามืดเป็นลม ขณะลงเก็บพืชน้ำดอกจอกในสระ

อุทัยธานี- ญาติเศร้า คุณตาวัย 83 ปีจมน้ำดับ!!ไม่มีใครเห็น หลังไปทำความสะอาดเก็บพืชน้ำดอกจอกในสระออก คาดหน้ามืดเป็นลม

สถานีตำรวจภูธรลานสัก ได้รับแจ้งเหตุว่า มีผู้สูงวัยจมคว่ำหน้าอยู่ในสระ บ้านหนองม่วง หมู่ 11 ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี หลังจากได้รับแจ้งร.ต.อ.ชาญชัย หนุนพงษ์ ร้อยเวรสภ.ลานสัก พร้อมสายตรวจตำบลน้ำรอบ ประสานไปยังกู้ภัยอุทัยธานี จุดลานสัก ไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พบสภาพศพชายผู้สูงวัยชื่อนายบุญช่วย เฟื่องฟุ้ง อายุ 83 ปี สภาพศพเริ่มขึ้นอึดมีกลิ่นโชย นอนคว่ำหน้าอยู่สระน้ำ ท่ามกลางเต็มไปด้วยแหนพืช ดอกจอกเต็มอยู่ในสระน้ำ มีความลึกประมาณ 3 เมตร ความกว้างเกือบ 1 งาน ขอบสระพบอุปกรณ์ถังฉีดยาปุ๋ย มีด กระเป๋า ซองบุหรี่ รองเท้า

จึงได้ประสานไปยังแพทย์เวรโรงพยาบาลลานสัก มาตรวจสภาพศพเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้าย เสียชีวิตมามากกว่า 24 ชั่วโมง สาเหตุในครั้งนี้ คาดว่าผู้เสียชีวิตน่าจะหน้ามืดเป็นลม จมลงในสระน้ำ แล้วไม่มีคนมาพบเห็น จนทำให้เสียชีวิตดังกล่าว พร้อมกับประสานไปทางญาติของผู้ตายที่ต่างจังหวัด ซึ่งทางญาติไม่ติดใจการเสียชีวิตในครั้งนี้ จึงได้นำศพไปทำพิธีทางศาสนา

จากการสอบถามนายกมล อายุ 49 ปี เปิดเผยว่า ตนเองได้มาเช่าที่ของผู้ตาย เพื่อปลูกทำอาชีพไร่อ้อย และไปมาหาสู่พูดคุยกับผู้ตายอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากผู้ตายเป็นคนขยันและอยู่บ้านเพียงลำพัง จนมาล่าสุดช่วงสายๆของวันนี้ ตนเองไม่เห็นผู้ตายอยู่ที่บ้าน และคิดว่าผู้ตายน่าจะไปทำความสะอาดที่สระน้ำ เนื่องจากผู้ตายชอบไปเก็บแหนพืช เก็บดอกจอกออกจากสระ แทบผงะไปพบเห็นร่างผู้ตายลอยอยู่ในน้ำ จึงได้ประสานไปยังผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ และตำรวจมายังที่เกิดเหตุ

ฝนถล่ม 13จว.อ่วม เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ น้ำท่วมยังกระทบทั่วไทย

ปภ.แจ้งอุทกภัย “เหนือ-อีสาน-กลาง” กระทบ 13 จังหวัด ดับแล้ว 3 ศพ ขณะที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ แก้ปัญหาพนังกั้นน้ำแตกตลอดคืน ท่วมพื้นที่อ่วม ด้าน จ.อ่างทอง ชาวบ้านได้รับผลกระทบน้ำท่วมแล้ว4อำเภอ รวม1,013 ครัวเรือน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งว่าสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 13 จังหวัด 57 อำเภอ 340 ตำบล 1,810 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 66,963 ครัวเรือน 221,187 คน มีผู้เสียชีวิต 3ราย สำหรับสถานการณ์ส่วนใหญ่เกิดจากแม่น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ (จ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ สุพรรณบุรี นครปฐม) เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่ง (จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี) และฝนตกหนักทำให้น้ำเอ่อล้น (จ.อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา) ซึ่งปภ.ได้สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ซึ่งต้องช่วยเหลือและเฝ้าระวังเป็นพิเศษที่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเกิดสถานการณ์แม่น้ำป่าสักล้นตลิ่งเข้าท่วม 4 อำเภอ (อ.วิเชียรบุรี ศรีเทพ หล่มเก่า หล่มสัก) รวม 7 ตำบล 13 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 5,476 ครัวเรือน 13,853 คน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ปัจจุบันระดับน้ำลดลง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ช่วยเหลือในด้านต่างๆ อาทิ การดำรงชีพ การอพยพ และการระบายน้ำ โดยได้นำเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก ซึ่งส่งไปประจำการไว้ในพื้นที่ก่อนหน้านี้ สนับสนุนการรับ-ส่งประชาชนในพื้นที่ที่ไม่สามารถสัญจรได้

ขณะที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก จะนำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าไปสนับสนุนจังหวัดเพชรบูรณ์เพิ่มเติม ประกอบด้วย รถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ รถผลิตน้ำดื่ม รถโรงครัวประกอบอาหาร และเครื่องสูบน้ำขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว ซึ่งได้เข้าพื้นที่และหลังจากรับมอบภารกิจจะปฏิบัติงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทันที

ส่วนที่ จ.เพชรบูรณ์ สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หล่มสัก หลังจากพนังกั้นน้ำสวนดงตาลแตก ทำให้น้ำจากแม่น้ำป่าสักที่ไหลผ่านพื้นที่เขตเทศบาลเมืองหล่มสักไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ อาคารบ้านเรือนและร้านค้า สถานที่ราชการ ตลาดสดเทศบาล รวมทั้งถนนสายหลักและถนนตามตรอกซอย จนต้องจมน้ำทันที กระทั่งนายอำเภอหล่มสักและนายกเทศมนตรีเมืองหล่มสัก ต้องระดมเครื่องจักรขนแบริเออร์บิ๊กแบ๊กและตอม่อเสาไฟฟ้า พยายามปิดพนังกั้นน้ำจุดที่แตก เพื่อชะลอไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าพื้นที่ชุมชนชั้นใน โดยใช้เวลาภายหลังเกิดเหตุถึงช่วงกลางดึกกว่า 12 ชั่วโมง

สำหรับการวางแบริเออร์ และเสริมด้วยบิ๊กแบ๊กตอม่อเสาไฟฟ้า ดำเนินการจนถึงเวลา 02.00 น. วันเดียวกันนี้ ทำให้สามารถชะลอน้ำที่ไหลทะลักออกจากพนังกั้นน้ำจุดที่แตกได้ระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ยังมีน้ำที่ไหลล้นข้ามแบริเออร์บิ๊กแบ๊กและตอม่อเสาไฟฟ้า เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจแต่เบาบางลง นอกจากนี้จากระดับน้ำป่าสักที่ลดลง ทำให้ระดับน้ำท่วมภายในพื้นที่เศรษฐกิจ เริ่มปรับตัวลดลงช้าๆ เช่นเดียวกัน กระทั่งช่วงเช้า มวลน้ำแม่น้ำป่าสัก ไม่ได้ไหลข้ามแบริเออร์บิ๊กแบ็ก แล้ว

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมถนนสายหลัก บริเวณสี่แยกวงเวียนหอนาฬิกา ระดับน้ำท่วมลดลง เหลือท่วมบริเวณพื้นที่ต่ำ สูงราว 10-20 เซนติเมตร ทำให้รถทุกชนิดสัญจรผ่านไปมาได้สะดวก

นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก กล่าวว่า คืนที่ผ่านมา ทีมกู้สถานการณ์ได้ใช้เครื่องจักรพยายามต้านกระแสน้ำที่ไหลทะลักออกมา เพื่อจะวางแนวแบริเออร์บิ๊กแบ๊กและตอม่อเสาไฟฟ้ากันน้ำเกือบตลอดคืน ซึ่งความยากลำบาก คือแนวแบริเออร์และบิ๊กแบ๊ก ไม่สามารถต้านแรงน้ำได้ เมื่อเจอแรงปะทะจากน้ำก็จะถูกผลักจนเคลื่อนออก ทำให้ต้องใช้เสาตอม่อไฟฟ้าช่วยวางเสริมเพื่อยันไว้ จนเวลาประมาณ 02.00 น. หลังจากสามารถชะลอน้ำได้ในระดับที่น่าพอใจ ทางทีมกู้สถานการณ์จึงยุติการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังน้ำลดลง เพื่อป้องกันน้ำที่อาจเพิ่มเข้ามารอบใหม่ ก็จะเสริมความมั่นคงให้พนังกั้นน้ำจุดที่แตกพร้อมกับเตรียมเสริมความมั่นคงให้แนวพนังกั้นตลอดทั้งแนวด้วย ส่วนการแก้ไขระยะยาวนั้นบริเวณจุดนี้ทางเทศบาลฯ ได้ผู้รับจ้างและเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว เพื่อก่อสร้างแนวพนังกั้นน้ำใหม่

ส่วนที่ จ.อ่างทอง สถานการณ์น้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนแล้วใน 4 อำเภอ มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมแล้ว 1,013 ครัว ที่ อ.วิเศษชัยชาญ 4 ตำบล 26 หมู่บ้าน 626 ครัวเรือน , อ.ป่าโมก 4 ตำบล 11 หมู่บ้าน 208 ครัวเรือน , อ.ไชโย 8 ตำบล 24 หมู่บ้าน 106 ครัวเรือน , อ.เมือง6 ตำบล 13 หมู่บ้าน 73 ครัวเรือน โดยเขื่อนเจ้าพระยาระบายลงสู่ท้ายเขื่อน 2,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านสถานีโทรมาตร C7A หน้าศาลากลาง จ.อ่างทอง ระดับน้ำสูง 8.38 เมตร จุดวิกฤตอยู่ที่ 8 เมตร จากระดับตลิ่งที่มีเขื่อนกั้นน้ำ 10 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,183 ลบ.ม./วินาที

โม่เหอ เมืองเหนือสุดของจีน กลายเป็นจุดหมายพักร้อนยอดนิยม

ม่เหอ เมืองเหนือสุดของจีน ในมณฑลเฮยหลงเจียง ต้อนรับนักท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวนมากในช่วงฤดูร้อนนี้ เนื่องจากอากาศเย็นสบายแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ที่ร้อนจัด


ผู้คนถ่ายภาพหน้าที่ทำการไปรษณีย์ ‘เหนือสุดของจีน’ ณ หมู่บ้านเป่ยจี๋ มณฑลเฮยหลงเจียง (ซินหัว)

นักท่องเที่ยวพากันไปเยือนหมู่บ้านเป่ยจี๋ (Beiji Village) ถ่ายภาพกับที่ทำการไปรษณีย์เหนือสุดของประเทศ เล่นชิงช้า และพักที่โฮมสเตย์ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม

นักท่องเที่ยวเล่นชิงช้าที่หมู่บ้านเป่ยจี๋ มณฑลเฮยหลงเจียง (ซินหัว)

บรรยากาศเต็มไปด้วยความครื้นเครง ทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ต่างสนุกสนานกับกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่สินค้าทางวัฒนธรรมและงานสร้างสรรค์ของท้องถิ่นได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมหมู่บ้านเป่ยจี๋ มณฑลเฮยหลงเจียง (ซินหัว)

โม่เหอจึงกลายเป็นจุดหมายสำหรับผู้ที่ต้องการหนีความร้อนในเมืองใหญ่ พร้อมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสมผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม และความสนุกสนานอย่างครบครัน

ที่มา People’s Daily Online

ฝนถล่มจมถนนหลายหลักอำนาจเจริญฉับพลันระบายไม่ทัน

อำนาจเจริญ-ฝนกระหน่ำติดต่อกันหลายชั่วโมงทำให้ ถนนสายหลัก 2 สายและถนนรอบเมืองอำนาจเจริญ จมใต้บาดาล การสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำวันนี้ 21 กันยายน 2561 ที่จังหวัดอำนาจเจริญ เกิดฝนตกหนัก ติดต่อกันยาวนาน ส่งผลให้ เกิดน้ำท่วมขัง บนถนนสายหลัก ถนน อรุณประเสริฐ ทางไปเขมราฐ และเส้น ถนน ชยางกูร ทางไป จังหวัดมุกดาหาร เช่นเดียวกันกับ ที่ หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ ทางเข้าออกโรงพยาบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีน้ำท่วมขัง ถนนสายอรุณประเสริฐ บริเวณบ้านดอนแดง ถนนท่วมสูงกว่า 30 เซนติเมตร การ สัญจรไปมา ยานพาหนะ รถเล็กผ่านลำบาก บางคันเสียอยู่ข้างทาง

ในขณะที่เส้นทางถนนชยางกูร หน้าห้างใหญ่ เยื้องๆกับบิ๊กซี และ แม็คโครโลตัส ความสูงกว่า 30 ถึง 40 เซนติเมตร การสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยาก ลำบาก ซึ่งสาเหตุมาจากฝนตกติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน หลายชั่วโมง และตกหนัก เป็นช่วงๆ ซึ่งสาเหตุ เกิดน้ำท่วมครั้งนี้ มาจากการระบายน้ำ ที่ล่าช้า และคลองระบายน้ำเล็กเกินไป ทำให้น้ำระบายได้ช้า ซึ่งก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ได้ยานพาหนะที่สัญจรไปมา เป็นอย่างมาก

ภาพข่าวทิพกร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัยจัดมหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลก “สิทธิที่อยู่อาศัย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย 11 องค์กร จัดแถลงข่าว World habitat 2025  มหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2568  Urban crisis response“การรับมือกับวิกฤตการณ์ในเมือง”  “สิทธิที่อยู่อาศัย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” โดย ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย เป็นการรวมกลุ่มองค์กรของชาวชุมชน – หมู่บ้าน ที่ไม่มีความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน จำนวน 11 องค์กร ได้แก่ เครือข่ายสลัม4ภาค , เครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ , เครือข่ายริมรางเมืองย่าโม , ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม , เครือข่ายบ้านมั่นคงชุมชนริมรางรถไฟ , เครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย , เครือข่ายภาคประชาสังคม , เครือข่ายพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย 5 ภาค , เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง ขบวนสภาริมรางเมืองขอนแก่น,สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย  เพื่อให้คนจนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ในการรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกในปี 2568 นี้ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ณ โรงเรียนสามัคคีสงเคราะห์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ2 World habitat 2025 มหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2568

ตามที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก (Word Habitat Day) เพื่อให้สังคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ แต่สถานการณ์ปัญหาที่อยู่อาศัยทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ยังมีประชากรจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และเหมาะสมในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี    ในประเทศไทย มีจำนวนคนที่ไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยราว 5 ล้านครัวเรือน อีกทั้งพบว่ามีประชากรที่อาศัยหลับนอนในที่สาธารณะ หรือศูนย์คนไร้ที่พึ่งต่างๆ (Homeless) กว่า 4,000 คน และยังมีครัวเรือนจำนวนมากต้องเสี่ยงต่อสถานการณ์การไล่รื้อ จากภัยคุกคามของโครงการพัฒนาของรัฐที่มองข้ามความเป็นอยู่ของคนในชุมชน และปัญหาที่อยู่อาศัย  หรือแม้แต่การไร้ที่อยู่อาศัยจากสาเหตุอื่น ๆ ที่เห็นอยู่ทั่วไปในสังคม  ดังที่ทราบกันดีว่า ที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคง มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เป็นเรื่องยากมากสำหรับคนจน และคนชายขอบที่จะหลุดพ้นจากความยากจน และเข้าสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างมีศักดิ์ศรี

รวมพลังชุมชน11องค์กรในงานแถลงข่าวมหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลก2568

 ในปี 2568 นี้ องค์การสหประชาชาติได้กำหนดหัวข้อรณรงค์ในวันที่อยู่อาศัยโลกไว้ว่า urban crisis response “การตอบสนองต่อวิกฤตในเมือง” มุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเมือง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้ง การส่งเสริมเครื่องมือ และแนวทางการรับมือกับวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ เน้นย้ำถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองที่มีความยืดหยุ่น ทนทาน และฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยทุกคน จะได้รับการพัฒนาที่เท่าเทียม และยั่งยืน ซึ่งเราตระหนักว่า เป็นเรื่องสำคัญ เป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนเผชิญร่วมกัน โดยเฉพาะคนจนจะได้รับผลกระทบต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด และยังไม่เห็นมาตรการ และนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลที่จะรับมือต่อวิกฤตนี้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม ไม่มีความยั่งยืน ส่งผลให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุดเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนสร้างผลกระบทต่อความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ทำให้คนจนต้องถูกไล่รื้อ ถูกขับไล่ออกจากที่ดิน หรือแม้กระทั่งการจะเข้าถึงที่ดิน และที่อยู่อาศัย ก็เกินกำลังความสามารถที่คนจนจะเข้าถึงได้ เนื่องจากที่ดิน และที่อยู่อาศัย มีราคาสูง เพราะรัฐบาลปล่อยให้เป็นเรื่องกลไกตลาด และยังไม่มีรัฐบาลใดตระหนักถึงปัญหา และให้ความสำคัญ ที่จะกำหนดให้ที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นหลักประกันที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้  จึงเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ใน 6 ประเด็น ดังนี้

จำนงค์ หนูพันธ์

ประเด็นที่ 1 การกำหนดกติกาประเทศ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 

1.รัฐบาลต้องจัดทำประชามติเพื่อให้เกิดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากประชาชนโดยตรง 
2.รัฐธรรมนูญจะต้องให้ความสำคัญต่อที่อยู่อาศัยโดยการบรรจุเนื้อหา “ที่อยู่อาศัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน” ไว้ในรัฐธรรมนูญ 

ประเด็นที่ 2 การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนในย่านคลองเตย 

กระทรวงคมนาคมต้องมีนโยบายการแบ่งปันที่ดิน และแนวทางการจัดที่อยู่อาศัยสำหรับชาวชุมชนคลองเตย โดยให้มีการแบ่งปันที่ดินร้อยละ 20 ของที่ดินการท่าเรือแห่งประเทศไทยภายใต้ชื่อ “บ้าน สวน คนเมือง แบ่งปัน เพื่อความยั่งยืน” พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้แทนเครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตยหลังจบการเจรจาหารือทันที

ประเด็นที่ 3 การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

1.รัฐบาลต้องสานต่อนโยบายการนำที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

2.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการจัดทำสัญญาเช่าที่ดิน จำนวน 28 แปลง 1,381 ครัวเรือน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อให้ทันการใช้งบระมาณโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. ในปีงบประมาณ 2569

3.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการต่ออายุสัญญาเช่าที่ดินให้กับชุมชนเป็นสถานะปัจจุบันตามที่ชุมชนได้ชำระค่าเช่ามาให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2568

4.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการส่งมอบพื้นที่เช่า จำนวน 10 แปลง ที่ได้เซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับบริษัทลูกของ รฟท. (SRTA) ที่คงค้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2568 และหาแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับพื้นที่ที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ให้กับชุมชน

5.ให้มีการสั่งการถึงกระทรวงคมนาคมต้องกำหนดวันหารือแนวการแก้ไขเนื้อหาสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์มติคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ภายในเดือนตุลาคม 2568

บรรจบ อินทร์นาง

6.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องนำเรื่องชุมชนพระราม 6 ที่ได้ข้อยุติร่วมกันแล้วเสนอให้คณะกรรมการ รฟท.พิจารณาอนุมัติ ภายในเดือนตุลาคม 2568

7.ให้มีนโยบายถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการขออนุญาตพัฒนาพื้นที่ด้านสาธารณูปโภคต่างๆ ให้แล้วเสร็จไม่เกิน 30 วัน

8.ให้มีนโยบายถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องอำนวยความสะดวกในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในการเชื่อมต่อกับพื้นที่ที่ชุมชนเช่าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆกับทางชุมชน หรือหน่วยงานที่ดำเนินการ

9.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องประสานเจ้าของที่ดินข้างเคียงเพื่อดำเนินการชี้แนวเขตพื้นที่เช่าให้ชัดเจน สำหรับการดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างกัน

10.ให้มีนโยบายถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยในกรณีการเข้าพื้นที่เพื่อพัฒนาตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง หากพบปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินโครงการพัฒนาได้ การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการแก้ปัญหาอุปสรรคดังกล่าว และหลังจากมีการพัฒนาพื้นที่แล้วเกิดปัญหาอุปสรรคในการบริหารสัญญาเช่าที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องมาร่วมเป็นโจทก์ในการดำเนินการทางคดีด้วย

ประเด็นที่ 4 การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของประชาชนในที่ดินสาธารณประโยชน์

1.รัฐบาลต้องมีนโยบายการนำที่ดินสาธารณประโยชน์มาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ให้กับประชาชน

2.กระทรวงมหาดไทยต้องมีมาตรการคุ้มครอง และชะลอการดำเนินคดีกับชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน

สมัย เสน่หานุกูล

3.กระทรวงมหาดไทย ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ดินสาธารณประโยชน์ที่เป็นปัจจุบันและสามารถนำมาจัดสรร เพื่อการทำกินและที่อยู่อาศัยได้ โดยประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว และให้มีข้อสั่งการไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดทุกจังหวัดสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลที่ดินสาธารณประโยชน์ทั่วประเทศ

4.กระทรวงมหาดไทย ต้องพิจารณาระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2568 เพื่อขยายขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะที่หมดความจำเป็นแล้ว ให้สามารถนำมาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินได้

5.กระทรวงมหาดไทย ต้องพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการจัดทำทะเบียนบ้านชั่วคราวและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในชุมชนในที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา

6.กระทรวงมหาดไทย ต้องมีข้อสั่งการให้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเสนอพื้นที่ ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี เป็นพื้นที่นำร่อง ภายใน 30 วัน

7.เสนอให้ กระทรวงมหาดไทย มีการทบทวนสัดส่วน บทบาทหน้าที่ ขั้นตอนการขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณประโยชน์ ของคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช. จังหวัด)

8.กระทรวงมหาดไทย ต้องมีคำสั่งให้มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ของชุมชนในที่ดินสาธารณประโยชน์ ระดับจังหวัดทุกจังหวัด ที่มีกลุ่มผู้เดือดร้อนที่ต้องการมีสิทธิในที่ดิน และที่อยู่อาศัย
8ธนสร ทองฉ่ำ

จิราภรณ์ เขียวพิมพา

ประเด็นที่ 5 การแก้ปัญหาการรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ในรูปแบบสหกรณ์ 

1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องพิจารณาจัดตั้งรูปแบบประเภทสหกรณ์ ประเภทที่ 8 เคหสถานบ้านมั่นคง โดยแก้ไข เพิ่มเติมในพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับ พ.ศ. 2542 

2.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทบทวนกฎกระทรวง ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ คำแนะนำ ว่าด้วยการจัดตั้งสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง โดยต้องเกิดการพิจารณาร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อให้สอดคล้องการบริหารสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยลักษณะแปลงรวม 

3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทบทวนและมีแนวทางแก้ไขเรื่องการยกเลิกสหกรณ์บ้านมั่นคง จำนวน 33 สหกรณ์ ให้ที่ดินและที่อยู่อาศัยบริหารโดยชุมชนดังเดิม 

4.กรมส่งเสริมสหกรณ์ ต้องมีคำสั่งให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง

 จรัสสี จันทรอ้าย

ประเด็นที่ 6 การขับเคลื่อนนโยบายโฉนดชุมชน

1.รัฐบาลต้องยืนยันแนวทางการแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ในรูปแบบโฉนดชุมชน ให้เป็นหนึ่งในรูปแบบการจัดการที่ดิน

2.ให้จัดทำระเบียบสำนักนายกว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. …. ฉบับที่ 3 / ฉบับปรับปรุงแก้ไข ในการนำเสนอมาตรการและแนวทางการยกระดับโฉนดชุมชน เพื่อให้การดำเนินการโฉนดชุมชนเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดที่ดิน ตามมาตรา 10

(4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562

3.ให้กำหนดวันประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ภายในเดือนตุลาคม เพื่อกำหนดเป้าหมายและแผนการขับเคลื่อนงานของสำนักงานประสานงานจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) และเริ่มดำเนินงานทันทีหลังการประชุม

ไพสิทธิ์ ภิรมย์

ประเด็นที่ 7 การแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านและผู้เช่าห้องราคาถูก

1.ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ติดตามและมีมติลงนาม รับรองระเบียบและข้อหารือนโยบาย “โครงการห้องเช่าคนละครึ่ง” และ “โครงการการขยายสิทธิระบบครอบครัวอุปถัมภ์ให้ศูนย์พักพิงคนไร้บ้านเข้าเงื่อนไขการเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ได้”

2.ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ติดตามและมีมติลงนามใน 2 กลไก

2.1 การแต่งตั้งกลไกคณะทำงานในระดับจังหวัด ที่มีองค์ประกอบหลัก 3 ฝ่าย คือ สมาชิกคนไร้บ้าน/ตัวแทนสมาพันธ์คนไร้บ้านในพื้นที่ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัด และ องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ที่มีความเข้าใจและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง

2.2 คณะทำงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพชีวิตคนไร้บ้านในระดับชาติ เพื่อเป็นกลไกร่วมกันในการตัดสินใจทางนโยบายทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน

ธนสร ทองฉ่ำ

ทั้งนี้ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก นายกรัฐมนตรีจะต้องมาประกาศนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 7 ประเด็นข้างต้น ในขบวนรณรงค์ โดยเฉพาะประเด็นที่ 1 ที่รัฐบาลจะต้องประกาศความสำคัญของสิทธิที่อยู่อาศัย และบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไข

รวมถึงให้สั่งการรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เรียกร้องทั้ง 6 ประเด็น เพื่อให้ได้ข้อสรุปตามข้อเรียกร้องดังกล่าวในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ด้วย และรัฐบาลต้องนำข้อสรุปการหารือทั้ง 7 ประเด็น เข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบในการประชุมครั้งถัดไปนี้ด้วย

ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย คาดหวังว่า รัฐบาลปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งจะมุ่งเน้นเห็นความสำคัญต่อปัญหาที่อยู่อาศัย อย่างเอาจริงเอาจังให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

พังงาคึกคัก!แห่ซื้อขนม5อย่างอุทิศให้ผู้ล่วงลับวันสารทเดือนสิบ

ประชาชนชาวพังงาแห่ซื้อขนม 5 อย่างอุทิศให้ผู้ล่วงลับวันสารทเดือนสิบ ถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญยิ่ง เป็นกิจกรรมที่คนไทยถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ตลาดสดกราภูงา เทศบาลเมืองพังงาประชาชนชาวไทยพุทธจำนวนมาก แห่เข้าจับจ่ายซื้อของสด ของแห้ง ผลไม้ ดอกไม้  และขนมเดือนสิบ เพื่อเข้าร่วมพิธีวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า วันส่งเปรต เพื่อเข้าร่วมทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วโดยอุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณของบรรพบุรุษที่ตกอยู่ในเปรตภูมิเป็นคติของศาสนาพราหมณ์ที่ผสมในประเพณีของพุทธศาสนา ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 หรือ วันส่งเปรต จะมีประเพณีมีความสำคัญที่เราจะทำบุญ “ปุพพเปตพลี”  หรือ ที่ทั่วไปมักเรียกกันว่าพิธีทอดผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับท่านที่ล่วงลับไปแล้ว

ดังนั้นถ้าลูกหลานไม่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ปู่ย่าตายายก็จะอดอยากหิวโหยอัตคัดขัดสนสิ่งของเครื่องใช้ ได้รับความทุกข์ยาก และก่นด่าสาปแช่งลูกหลานที่ไม่รู้จักกตัญญูรู้คุณของบรรพบุรุษ ให้ได้รับความเดือดร้อนชีวิตไม่เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย ในอดีตลูกหลานจึงต้องยึดมั่นถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญยิ่ง เป็นกิจกรรมที่คนไทยถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในการทำบุญอุทิศส่วนกุศลมากน้อยจะขาดเสียมิได้

ทางภาคใต้วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวพื้นเมืองเรียก “วันสารท” อันเป็นวันสุดท้ายของการทำบุญครบสมบูรณ์ตามประเพณี วันนี้จึงมีพิธีทำบุญเลี้ยงพระ และทำพิธีบังสุกุลกระดูกเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษญาติมิตรผู้ล่วงลับไปถือเป็นวันสุดท้ายของงานบุญใหญ่ ใครมีอาหารมีสิ่งใดที่จะทำบุญก็มาทำให้หมดในวันนี้จึงถือเป็นสำคัญอีกวันหนึ่งเป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปเมืองนรก ที่ต้องกลับลงนรก คือเพราะเศษกรรมนั้น ยังไม่หมดสิ้น ยังต้องได้รับผลกรรมสืบไปอยู่ จึงจะเปลี่ยนภพภูมิลงได้

สำหรับ ขนมเดือนสิบจัดขึ้นโดยเฉพาะใช้ในโอกาสทำบุญเดือนสิบที่จำเป็นมี  5 อย่าง คือ ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพ สำหรับญาติผู้ล่วงลับใช้เดินทาง ขนมกง (ขนมไข่ปลา) เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ ขนมเจาะรู หรือขนมเจาะหู หรือขนมเบซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินสำหรับใช้จ่าย ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้า สำหรับใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์

แม่ทำบุญใหญ่ครบรอบ100วันอุทิศส่วนบุญกุศลให้ลูกสาวแจกไข่1,500 แผง

ปราจีนบุรี – แม่ทำบุญใหญ่ครบร้อยวันตายอุทิศส่วนบุญกุศลให้ลูกสาวเสียชีวิตกระทันหันจากการประสบอุบัติเหตุแจกไข่ 1,500 แผง หมูหัน 5 ตัวล็อตเตอร์รี่ 500 ใบ 

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญู จ.ปราจีนบุรี   ที่วัดใหม่นาบุญ ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มีสาวใหญ่รายหนึ่งทำบุญใหญ่ในโอกาสครบ100วันของการเสียชีวิตให้กับลูกสาวโดยมีการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ภายในวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล และมีการให้ทานโดยแจกฟรีเป็นไข่ไก่ให้กับประชาชนทั่วไป 1,500 แผง กับหมูหัน 5 ตัว และลอตเตอรี่อีก 500 ใบ

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดใหม่นาบุญ ซึ่งทางเจ้าภาพมีการนำป้ายไวนิลขนาดใหญ่มาตั้งไว้ที่โต๊ะหน้าศาลาประชาคมพร้อมกับแผงไข่ไก่วางอยู่บนโต๊ะ ป้ายไวนิลที่ติดตั้งไว้เป็นการทำบุญครบ 100 วันของการเสียชีวิตให้กับน้องนางโลโก้ หรือ นางสมพร บุญภูมิ โดยทางครอบครัวได้ทำบุญเลี้ยงถวายภัตตาหารพระเช้าและเพลซึ่งในการทำบุญอุทิศส่วนกุศลครบ 100 วัน  ซึ่งทางเจ้าภาพไม่รับซองกับญาติสนิทและคนรู้จัก โดยจะให้ผู้ที่มาร่วมทำบุญ 100 วันในวันนี้ นำเงินที่จะมาทำบุญกับทางเจ้าภาพนั้นติดกองผ้าป่าร่วมกับทางญาติ  

พบมีประชาชนเดินทางมารับแจกไข่ไก่ฟรีเป็นระยะๆโดยมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู จ.ปราจีนบุรีมาอำนวยความสะดวกจัดระเบียบช่วยจัดแถวแจกบัตรคิวเพื่อรับแจกไข่ไก่ ทางเจ้าภาพจะแจกไปจนถึงเที่ยงวัน(12.00 น.)ของวันนี้

นางสังเวียน (ป้าติ๋ม) มองพิมาย (แม่ของนางสมพร บุญภูมิหรือน้องนางโลโก้) กล่าวทั้งน้ำตาสั้นๆว่าวันนี้ได้ทำบุญครบ 100 วันของการจากไปให้กับลูกสาวซึ่งได้เสียชีวิตกระทันหันจากการประสบอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยการทำบุญครบ100วันของน้องนางโลโก้จะ แจกไข่ไก่1,500 แผง หมูหัน 5 ตัว แจกลอตเตอรี่ 500ฉบับ   แจกไอศครีม   ขอให้ดวงญาณของลูกสาวไปสู่สุคติบนสวรรค์

ด้านนางศศิธร แย้มกลิ่น ชาวบ้านที่มารับแจกไข่ไก่ฟรีกล่าวว่า วันนี้ฝากถึงเจ้าภาพที่แจกไข่ทำบุญ 100 วันลูกสาวขออนุโมทนาบุญร่วมกับเจ้าภาพด้วยค่ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม    การทำบุญครบรอบ 100 วัน เป็นพิธีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับ โดยเชื่อว่าเป็นการส่งดวงวิญญาณสู่สุคติภูมิในภพภูมิใหม่ โดยทั่วไปต้องนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ ถวายภัตตาหาร สวดมาติกาบังสุกุล และกรวดน้ำแผ่เมตตาให้ผู้ล่วงลับ นอกจากการทำบุญแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ครอบครัวและญาติมิตรรวมตัวกัน เพื่อรำลึกถึงผู้ล่วงลับและให้กำลังใจซึ่งกันและกันด้วย

ความสำคัญของการทำบุญ 100 วัน  อุทิศส่วนกุศล    เพื่อให้ผู้ล่วงลับได้รับผลบุญที่ดียิ่งขึ้น และช่วยให้การเดินทางไปสู่สุคติภูมิเป็นไปอย่างราบรื่น    การรวมตัวของครอบครัว   เป็นโอกาสให้ครอบครัวและญาติมิตรรวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงผู้ล่วงลับ และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน   ความกตัญญู   เป็นการแสดงความกตัญญูและความระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

การเตรียมตัวกำหนดวัน    นับ 100 วันจากวันที่ผู้ล่วงลับเสียชีวิต   นิมนต์พระสงฆ์นิยมนิมนต์พระสงฆ์ประมาณ 5 รูป, 7 รูป หรือ 9 รูป เพื่อทำพิธีสวดมนต์และเจริญพระพุทธมนต์   จัดเตรียมสถานที่  อาจจะทำที่วัดหรือที่บ้านก็ได้

อาหาร   เตรียมภัตตาหาร ขนมหวาน และผลไม้สำหรับถวายพระ และเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน สิ่งของถวายพระ  จัดเตรียมเครื่องสังฆทาน หรือของใช้ที่จำเป็น การอุทิศส่วนกุศล   จัดเตรียมน้ำสำหรับกรวดน้ำ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณ    ทำบุญอื่นๆ (ทางเลือก)   อาจทำบุญอื่นๆ เช่น ถวายสังฆทาน, ปล่อยนกปล่อยปลา หรือบริจาคเสื้อผ้าของใช้ต่างๆ ก็ได้

โดย… มานิตย์ สนับบุญ  – ข่าว /ทองสุข สิงห์พิมพ์– ภาพ / ปราจีนบุรี ###

มาเลเซียพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ “เอ็กซ์เอฟจี”หลบภูมิคุ้มกันพุ่ง

เอเชียนิวส์เน็ตเวิร์ก และ สเตรตส์ไทมส์ รายงานว่า นายซุลเคฟลี อาหมัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย เปิดเผยว่าพบผู้ป่วย โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่เอ็กซ์เอฟจี (XFG) ในมาเลเซียพุ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 8.2 ของจำนวนผู้ป่วยสะสม 43,087 คนในรายงานสัปดาห์ที่ 35 ของการระบาดในปี 2568

นายซุลเคฟลี กล่าวว่า สายพันธุ์ใหม่ของโควิด-19 ตรวจพบผ่านการเฝ้าระวังทางจีโนมเพื่อติดตามการแพร่กระจายของสายพันธุ์ต่างๆ “ข้อมูลการเฝ้าระวังล่าสุดแสดงให้เห็นว่า 34 เปอร์เซ็นต์ของกรณีที่รายงานเป็นสายพันธุ์เอ็นบี.1.8.1 (NB.1.8.1)”.

“รองลงมาคือเจเอ็น.1 (JN.1) (18.1 เปอร์เซ็นต์) เอ็กซ์อีซี (XEC) (13.3 เปอร์เซ็นต์) เอ็กซ์เอฟจี (8.2 เปอร์เซ็นต์) และอื่นๆ (21 เปอร์เซ็นต์)” นายซุลเคฟลีโพสต์ผ่านบัญชีเอ็กซ์.

ก่อนระบุเพิ่มเติมว่าจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 สัปดาห์ที่ 35 ของการระบาด ลดลงร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่รายงานในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 85,297 ราย พร้อมเสริมว่าในสัปดาห์ที่ 35 มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ป่วยติดเตียงอายุ 91 ปี ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในปี 2568 เพิ่มเป็น 3 ราย.

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้โควิด-19 สายพันธุ์เอ็กซ์เอฟจีเป็น “สายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง” เนื่องจากมีความสามารถในการแพร่เชื้อได้สูงและมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น

ศมข.อุบลฯ หนุน “ศูนย์ข้าวชุมชนบัวงาม” ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลบัวงาม “กลุ่มเกษตรสร้างสรรค์ตำบลบัวงาม” ถือกำเนิดจากเกษตรกรที่มีหัวใจเดียวกัน ร่วมแรงร่วมใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จนต่อมาได้รับการยกระดับเป็น ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลบัวงาม เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ หนึ่งในก้าวสำคัญ คือการเข้าร่วม โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าว ที่มุ่งให้เกษตรกรหันมาใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นใจให้กับตลาดผู้รับซื้อ

นายวาสนา อภัยโคตร ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลบัวงาม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เกษตรกรในชุมชนต่างคนต่างทำ การขายข้าวค่อนข้างลำบาก ผู้ประกอบการไม่มั่นใจเพราะข้าวกลายพันธุ์ แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี ข้าวที่ผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น ผู้ประกอบการรับซื้อในราคาที่ดี เกษตรกรจึงมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น “ประโยชน์สำคัญคือเราสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ทำให้ขายได้ราคาสูง อีกทั้งยังสามารถบรรจุถุงจำหน่ายเอง โดยผ่านการตรวจมาตรฐานและการรับรองจากศูนย์เมล็ดพันธุ์อุบลราชธานี ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

โครงการนี้เริ่มในปี 2566 และได้รับผลตอบรับที่ดี เกษตรกรตระหนักถึงข้อดีของการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ ข้าวไม่กลายพันธุ์ ลดการปนของพันธุ์ข้าว ผลผลิตในนาเติบโตสม่ำเสมอ ต้นข้าวแข็งแรงและได้มาตรฐาน ช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว ปัจจุบัน ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลบัวงาม สามารถผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้กว่า 200 ตันต่อปี ทั้งส่งให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานีและจำหน่ายเอง โดยมีเกษตรกรสมาชิกอย่างนางคำปุ๋ย พยัฆธา และนายประวันชัย จักษุพันธ์ ที่ร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ปลอดสารพิษ และเป็นที่ต้องการของตลาด

ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลบัวงาม ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ แต่ยังเป็นต้นแบบของการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย ด้วยการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ที่เชื่อถือได้ นำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนของชุมชนอย่างแท้จริง