ปตท.สผ.ชวนเยาวชนร่วมประกวดไอเดียการอนุรักษ์ท้องทะเล ชิงเงินรางวัลกว่า 1 ล้านบาท

ปตท.สผ. ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เดินหน้าโครงการ PTTEP Teenergy เป็นปีที่ 10 เชิญชวนเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ร่วมการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 เฟ้นหาไอเดียในการดูแลสิ่งแวดล้อม ชิงเงินรางวัลกว่า 1 ล้านบาท พร้อมรับฟังการเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จุดประกายแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์

นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า ปตท.สผ.ได้ดำเนินโครงการ PTTEP Teenergy ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยในวันนี้ (19 กันยายน 2568) ได้เปิดตัว “โครงการการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4” ขึ้นภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต“ (Ocean for Life) เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศ นำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อดูแลท้องทะเลไทย ชิงเงินรางวัลรวม 1,050,000 บาท

ในโอกาสนี้ มีการเสวนาในหัวข้อ “THE NEXT WAVE – คลื่นลูกใหม่เพื่อทะเลไทย”  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอนุรักษ์ท้องทะเล โดยมี ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อาย – กมลเนตร เรืองศรี นักแสดงและนักเดินทางผู้หลงใหลในธรรมชาติ เจ้าของเพจ “กอมอนอ” ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์และ ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมถึง แนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์ท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โครงการ PTTEP Teenergy ได้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของทั้งเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้น้อง ๆ ได้ลงมือทำกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนมากกว่า 1,000 คน ทั้งรูปแบบกิจกรรมค่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และกิจกรรมการประกวดนวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลซึ่งมีน้อง ๆ ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากกว่า 260 ผลงาน และหลายผลงานสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในการอนุรักษ์ท้องทะเลไทยอย่างเป็นรูปธรรม

เช่น แอปพลิเคชันระบบการแจ้งเตือนการตรวจจับการลอกคราบปูโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำหน้าที่บันทึกผลการลอกคราบและส่งการแจ้งเตือนให้กับผู้ดูแลฟาร์มเพาะเลี้ยงปู แอปพลิเคชันเพื่อนประมง ที่ช่วยให้ชาวประมงเข้าถึงข้อมูลทางทะเลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทุ่นเก็บขยะระดับผิวน้ำและใต้น้ำ ช่วยลดปริมาณขยะในแหล่งน้ำและทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช้อนที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากสารสกัดสาหร่ายช่วยลดปริมาณขยะอาหาร ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ซึ่ง ปตท.สผ. ภาคภูมิใจและพร้อมให้การสนับสนุนโอกาสในการสร้างสรรค์และลงมือทำจริงด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง” นางสุศมา กล่าว

ผู้สนใจเข้าร่วมการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 สามารถดาวน์โหลดใบสมัครและส่งผลงานได้ที่ https://www.eventsonlinecenter.com/pttep_teenergy/ ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม – 25 ธันวาคม 2568 หรือติดตามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/pttepcsr

สคบ. ร่วม 5 หน่วยงาน จัดหนัก 18 โกดังสินค้านำเข้าไม่ได้มาตรฐาน

สืบเนื่องจาก สคบ. ได้รับการประสานงานจาก กสทช. เพื่อเข้าตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจที่มีการลักลอบจำหน่ายอากาศยานไร้คนขับ (Drone) จึงได้มีการผนึกกำลังกับ 6 หน่วยงานพันธมิตรเปิดปฏิบัติการตรวจสอบโกดังนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร หลังพบเบาะแสมีการนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไม่ตรงปก เพื่อป้องปรามและสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้า

วันที่ 19 กันยายน 2568 เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์) ได้มอบหมายให้ นายอนุพงษ์ เจริญเวช ผู้อำนวยการคุ้มครองผู้บริโภค 2 และนายกิตติ อึ้งมณีภรณ์ ผู้อำนวยการกองศักยภาพผู้บริโภคและสื่อสารองค์กร และเจ้าหน้าที่ สคบ. ร่วมบูรณาการกับสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.)  กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ลงพื้นที่ตรวจสอบโกดังสินค้าจำนวน 18 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร พบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไม่ตรงปก จำนวนมหาศาล ซึ่งจัดทำฉลากสินค้าไม่ถูกต้องและยังเป็นสินค้าลอกเลียนแบบละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมาก

 เช่น โดรน ปืนเป่าลมร้อน หัวเทียนรถมอเตอร์ไซต์ เครื่องต้มไข่อัตโนมัติ หม้อไฟฟ้าเอนกประสงค์ ที่นอนเป่าลม พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมมือถือ อุปกรณ์สำนักงาน กระดาษทิชชู อุปกรณ์ทางการเกษตร แบตเตอร์รี่เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า รองเท้า แก้วเก็บความเย็น ฯลฯ โดยสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้านำเข้ามาจากต่างประเทศ ก่อนกระจายขายผ่านช่องทางออนไลน์ยอดนิยม ทั้ง ไลฟ์เฟซบุ๊ก (Facebook) ติ๊กต๊อก (TikTok) ลาซาด้า (Lazada) และช๊อปปี้ (Shopee) ฯ โดยใช้กลยุทธ์ในการโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงขายราคาถูกกว่าท้องตลาด ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว ไม่ทันไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนถึงความคุ้มค่าระหว่างคุณภาพกับราคา มีลักษณะการขายแบบโอนเงินค่าสินค้าก่อนและแบบเก็บเงินปลายทาง ซึ่ง สคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนมากในกรณีสินค้าไม่ตรงปก ไม่ได้มาตรฐาน เข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

 ในการปฏิบัติการวันนี้ ได้ทำการยึด อายัดสินค้าที่มีไว้เพื่อจำหน่าย เพื่อนำไปทำการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยมีมูลค่ามากกว่าห้าล้านบาท ถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่ตอกย้ำว่า สคบ. จะไม่ยอมให้ผู้บริโภค ต้องถูกเอาเปรียบและเสียเปรียบจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ตรงปก และจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่องและเข้มงวดในการจัดระเบียบการจำหน่ายสินค้าไม่จัดทำฉลาก ฉลากไม่ถูกต้องเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าสินค้าที่จำหน่ายในประเทศไทย ต้องมีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นธรรมต่อผู้บริโภคทุกคน และขอเตือนผู้บริโภคก่อนซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ควรพิจารณาเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อโดยพิจารณาจากผู้ประกอบธุรกิจที่มีข้อมูลสินค้าครบถ้วน พิจารณารีวิวจากลูกค้าที่เคยซื้อหรือใช้บริการรวมทั้งตรวจสอบระยะเวลาการรับประกันสินค้า

หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1166 หรือยื่นเรื่องร้องเรียนผ่าน แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th รวมถึงคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน เมืองพัทยา และสำนักงานเขตทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังสามารถใช้ช่องทางดิจิทัลผ่านระบบ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้บริโภค

ดีเอสไอส่งสำนวนส่งอัยการฟ้อง9ผู้ต้องหาปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด

DSI ส่งสำนวนแอป “กู้ให้ดี ๆ” เสนออัยการสั่งฟ้อง 9 ผู้ต้องหา ร่วมกันปล่อยกู้ดอกโหดร้อยละ 2,000 ต่อปี และบัญชีม้า

เมื่อวันร์ที่ 19 กันยายน 2568) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ได้นำสำนวนคดีพิเศษที่ 55/2566 กรณี แอปพลิเคชัน “กู้ให้ดี ๆ” ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตพร้อมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องนางสาวกานติมา (สงวนนามสกุล) กับพวก รวม 7 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันปล่อยเงินกู้โดยมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา”

และมีความเห็นควรสั่งฟ้องนางสาวธนิสรา (สงวนนามสกุล) และนายอาทิตย์ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นบัญชีม้า ในความผิดฐาน “สนับสนุนให้บุคคลประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และสนับสนุนให้บุคคลอื่นปล่อยเงินกู้โดยมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา” ซึ่งนางสาวธนิสราฯ ขณะกระทำความผิดเป็นเยาวชนได้แยกสำนวนการสอบสวนเสนอพนักงานอัยการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรีแล้ว

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกู้ยืมเงินจากแอปพลิเคชัน “กู้ให้ดี ๆ” ซึ่งปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึงร้อยละ 2,000 ต่อปี พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้สั่งการให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรมทำการสืบสวนสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 55/2566

สอบสวนจนทราบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวมีที่ทำการอยู่ที่โรงสีวงษ์ชัยเจริญธัญญกิจ หรือ บริษัท วงษ์ชัย เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท จึงได้เข้าทำการตรวจค้น พบพยานหลักฐานและติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้ง 9 รายดังกล่าว

ฝนตกหนักชาวไร่ปราจีนบุรีลุยดินโคลนตมเก็บหัวมันขายก่อนเน่า

ปราจีนบุรี –  ฝนตกหนักชาวไร่มันลุยดินโคลนตมเก็บหัวมันขายก่อนเน่าเสียหาย ขณะน้ำท่วมลาดผิวถนนทางขึ้นสู่เขาใหญ่เกือบ 20 เมตรเศษระดับน้ำเฉลี่ย 20 -30 ซม.รถขนาดเล็กผ่านไปมาได้

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีจากที่ฝนตกติดต่อกันพบเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง ต.วังตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เดินลุยโคลนตมเก็บหัวมันสำปะหลังในไร่ หลังจากปล่อยทิ้งแช่น้ำ2วันไม่สามารถเก็บหัวมันฯออกจากไร่ส่งขายให้กับลานรับมันฯได้  เนื่องจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกันมา2วันจึงปล่อยหัวมันแช่ดินเปียกน้ำในไร่ เมื่อคืนเกิดฝนตกหนักลงมาอีกทั้งคืน จึงตัดสินใจใช้แรงงานเดินลุยดินตมโคลนเก็บหัวมันฯที่ไถคาไว้2วันที่ผ่านมา ก่อนหัวมันสำปะหลังจะเน่าเสียหาย

นางสำอาง ผันนรา อายุ 59 ปี ชาวตำบลวังตะเคียน กล่าวว่าปลูกมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ไว้ 9 ไร่ได้ไถหัวมันเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา หลังจากไถเก็บหัวมันได้ 1 เที่ยวรถ 10 ล้อ ขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 2 บาท ได้หยุดเก็บหัวมันฯออกจากไร่เนื่องจากฝนตกหนัก และได้ปล่อยหัวมันแช่น้ำฝน 2 คืน

พื้นที่ไร่เป็นดินร่วนระบายน้ำได้ดี แต่ไม่สามารถนำรถบรรทุกเข้าในไร่ได้หากปล่อยทิ้งไว้อีก 2 วันหัวมันจะเน่าเสีย จึงต้องใช้แรงงานคนเดินลุยตมโคลนสับหัวมัน แล้วใช้รถไถทยอยออกจากสวนมาใส่รถบรรทุกด้านนอก วันนี้น่าจะเก็บหัวมันฯขายหนีฝนหมดเย็นนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า พบบนถนนสายปราจีนบุรี – เขาใหญ่ หรือสาย 3077 ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ฝั่งทางขึ้นด่านเนินหอม  ก่อนถึงดาษดารีสอร์ท พบน้ำท่วมลาดผิวถนนไกลเกือบ 20 เมตรเศษระดับน้ำเฉลี่ย 20 -30 ซม.รถขนาดเล็กผ่านไปมาได้

โดย…มานิตย์ สนับบุญ  – ข่าว /ทองสุข สิงห์พิมพ์– ภาพ / ปราจีนบุรี###

อำนาจเจริญเร่งช่วยเหลือเหยื่อเหยื่อพายุฝนถล่มบ้านพัง 210 หลัง

อำนาจเจริญ- เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุวาตภัยพายุฝนกระหน่ำ ถล่ม แทบยกทัังหมู่บ้าน 210 หลังคาเรือน

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.68 ที่ศาลาประชาคมบ้านโนนแคน  หมู่ที่ 7 ต.สร้างถ่อน้อย  อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ นายเทพรัตน์ ตันตยานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมผู้แทนหน่วยงาน / ผู้แทนสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด / ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันมอบถุงยังชีพจำนวน 210 ชุด ให้กับประชาชน ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุวาตภัย เมื่อคืนวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ส่งผลให้มีบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย 210 หลัง วัด 1 แห่ง โรงเรียน 2 โรง โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ช่อมระบบไฟฟ้าให้สามารถใช้การได้ /องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดตั้งโรงครัวและช่อมแซมบ้านเรือนประชาชนไปแล้ว 25 หลัง / ศูนย์ ปภ.เขต 13 อุบลฯ สนง.ปภ.จังหวัดอำนาจเจริญ  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  อบต. หนองแก้ว เทศบาลตำบลหัวตะพาน  นำเจ้าหน้าที่และเครื่องมือเข้าตัดต้นไม้ ที่หักโค่น ตามบ้านเรือน วัด และโรงเรียนให้กลับคืนสู่สภาพเดิม.

ภาพข่าว ทิพกร   หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

เฟ้นดาวดวงใหม่ เพาะกายจัดแข่ง “ปักษ์ใต้คลาสสิค” คัดช้างเผือกสู่ทีมชาติ

การแข่งขันกีฬาเพาะกายและฟิตเนสรายการ “ปักษ์ใต้คลาสสิค” เป็นการแข่งขัน “โรดทูมิสเตอร์ไทยแลนด์” สนามที่ 2 จะมีการแข่งขันในวันที่ 20-21 กันยายน 2568 ที่ ศูนย์การเซ็นทรัล สมุย เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

นายศุกรีย์ สุภาวรีกุล นายกสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของศูนย์การค้าเซ็นทรัล สมุย จัดการแข่งขันกีฬาเพาะกายและฟิตเนสรายการ “ปักษ์ใต้คลาสสิค”มที่เป็นการแข่งขีน “โรดทูมิสเตอร์ไทยแลนด์” สนามที่ 2 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สมุย สุราษฎร์ธานีในวันที่ 20-21 กันยายน 2568 นี้

ในปีนี้ สำหรับการแข่งขันรายการนี้ มีนักกีฬาทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่ง มีทั้งนักกีฬาหน้าใหม่หลายคน

นักกีฬาเพาะกายไทยที่ติดอันดับ 1-5 ในแต่ละรุ่นการแข่งขันของรายการนี้ จะได้รับสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเพาะกายชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ในเดือนเมษายน ปีหน้า ปี 2569 ซึ่งเป็นรายการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาที่ชนะเลิศจากแต่ละประเภทได้รับการคัดเลือกสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยในอนาคตอีกด้วย

สำหรับการแข่งขันกีฬาเพาะกายและฟิตเนสรายการ “ปักษ์ใต้คลาสสิค” รายการ “โรดทูมิสเตอร์ไทยแลนด์” สนามที่ 2 ในครั้งนี้นอกจากจะมีการแข่งขันกีฬาเพาะกายที่สนุกสนานแล้ว ทางฝ่ายจัดการแข่งขันยังจัดให้มีการสาธิตกีฬามวยไทยในรูปแบบ “มวยไทยฟิสิค” โดยค่ายมวย “พั้นชิตมวยไทย” เกาะสมุย ซึ่งเป็นรูปแบบการสาธิตกีฬามวยไทยที่เป็นซอฟเวอร์ด้านกีฬาของประเทศไทยอีกด้วย

ด้านพิธีเปิดการแข่งขัน จะมีขึ้น ในวันที่ 20 ก.ย.เวลา 17.00 น.ได้รับเกียรติจากนายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ร่วมด้วย นายวราวุธ วรภมร ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัล สมุย และจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันทั้งสองวันผ่านช่องยูทูป youtube TBPA TV ด้วย

“สอน.”เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรชาวไร่อ้อย

‘สอน.’เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรชาวไร่อ้อย เฟส4 เพื่อจัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักรกล แก้ PM2.5

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับบริหารจัดการแหล่งน้ำและซื้อเครื่องจักรการเกษตรในไร่อ้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จึงได้มีการเสนอขอขยายโครงการอีกเป็นปี 2568 – 2570 กรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย MRR 6.725% รัฐชดเชยดอกเบี้ย 3.50% ให้ชาวไร่อ้อยจ่าย 2% เท่าเดิม โดยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร หรือสถาบันชาวไร่อ้อย หรือกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

โครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยที่ผ่านมา สอน. ได้สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกรรวมแล้วกว่า 4,654 ราย เป็นเงิน 11,162.91 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการบริหารจัดการในไร่อ้อย ปรับพื้นที่ปลูกอ้อย จัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการปลูกอ้อย และการเก็บเกี่ยวอ้อยให้มากขึ้น ทดแทนการขาดแคลนแรงงาน และทำให้มาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และเพิ่มสภาพคล่องให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้มีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาในที่โล่ง” นายใบน้อย กล่าวปิดท้าย

KNU โชว์ผลงานเผาทำลายยาบ้า 6 ล้านเม็ดยืนยันต่อต้านยาเสพติด

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568  กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ หรือ กะเหรี่ยง KNU. (The Karen National Union=  KNU) ได้ทำการเผาทำลายยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวน 6,117,900 เม็ด  บริเวณลานอเนกประสงค์  จังหวัดผาอัน รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนม่  ด้านตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

โดยยาเสพติด (ยาบ้า) ดังกล่าวได้ถูก กองกำลัง กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation ) KNLA  ซึ่งเป็นกองกำลังของกลุ่ม KNU ได้ทำการจับกุม เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา. โดยจับกุมได้พร้อมกับ ผู้ต้องหา จำนวน 2 คน

ปัจจุบันได้มีการสืบสวน สอบสวน และการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงได้ทำการเผาทำลายยาเสพติด (ยาบ้า) ดังกล่าว เพื่อยืนยันว่าทางกลุ่ม มีเจตนารมย์ในการต่อต้านการผลิต และการค้ายาเสพติด

ททท.ผนึกพันธมิตรหนุนข้าวแกงไทย สู่มรดกอาหารแห่งภูมิภาค

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกสมาคมภัตตาคารไทย และพันธมิตร ทั้ง Phenix, 3 แอปพลิเคชันสั่งอาหารยอดนิยม LINE MAN Wongnai, Grab, Robinhood รวมถึง KaichefHouse, กล่องแสนศุข, ม.สวนดุสิต ฯลฯ เปิดตัวโครงการประกวดอาหาร สุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 เฟ้นหาสุดยอดฝีมือแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย ณ  Phenix ประตูน้ำ มุ่งขับเคลื่อนสู่มรดกอาหารแห่งภูมิภาค มุ่งยกระดับข้าวแกงไทยต่อยอดสู่เสน่ห์ไทย & Must Taste ที่ชาวต่างชาติต้องมาชิมสักครั้งในชีวิต

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.และพันธมิตรพร้อมขับเคลื่อนข้าวแกงไทย สู่มรดกอาหารแห่งภูมิภาค ซึ่งข้าวแกงถือเป็นตัวแทนอาหารในท้องถิ่น ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปในภาคใด จะพบกับร้านข้าวแกงอันเป็นแหล่งรวมอาหารไทยยอดนิยมของภาคนั้นๆ และนับได้ว่าข้าวแกงเป็นตัวแทนอาหารไทย เช่นเดียวกับนาซี เลอมัก เป็นตัวแทนอาหารของมาเลเซีย, ลักซาและข้าวมันไก่สิงคโปร์ เป็นตัวแทนอาหารของสิงคโปร์ เป็นต้น โดย ททท.มุ่งยกระดับข้าวแกงไทยต่อยอดสู่เสน่ห์ไทย ซึ่งเป็น Must Taste ที่ชาวต่างชาติต้องมาชิมสักครั้งในชีวิต และพร้อมขับเคลื่อนให้ข้าวแกงไทยโกอินเตอร์

ซึ่งปัจจุบันมีร้านข้าวแกงไทยในต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเสมือนประตูบ้านด่านแรกที่พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชิมข้าวแกงในประเทศไทย  ข้าวแกงไทย เป็นอาหารที่มีราคาเข้าถึงได้สำหรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ มีความหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองชิมอาหารไทยจากทุกภาค ได้ลิ้มรสอาหารจากท้องถิ่น ข้าวแกงยังเป็นอาหารที่ถูกบันทึกไว้ใน Michelin Guide จำนวนหลายร้านด้วย

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมภัตตาคารไทย ได้ร่วมกับ ททท., บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC), Phenix, 3 แอปพลิเคชัน Food Delivery ชื่อดังทั้ง LINE MAN Wongnai, Grab, Robinhood รวมถึง KaichefHouse, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ยาดมภิรมย์, กล่องแสนศุข, ข้าวต้มเทเวศร์ และบริษัท ณัฐสุรงค์ จำกัด ร่วมจัดโครงการประกวดอาหาร “สุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล” “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดฝีมือแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย โดยข้าวแกงถือได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นอาหารจานเดียวที่หาทานง่าย และเป็นที่นิยมของคนทุกระดับ โดยจะมุ่งส่งเสริมข้าวแกงไทยสู่เวทีโลก โดยเฉพาะข้าวแกงที่เป็นเอกลักษณ์ไทย ทั้งสร้างการรับรู้และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมอาหารไทย

สำหรับเมนูที่จะเปิดให้เข้าประกวดมีจำนวน 5 เมนู ได้แก่ แกงเขียวหวานไก่, ต้มข่าไก่, พะแนงเนื้อ, ไข่พะโล้ และน้ำพริกกะปิ โดยเปิดรับสมัครและประชาสัมพันธ์ในช่องทาง Facebook : สมาคมภัตตาคารไทย และ Facebook : Khao Gaeng – Thai Curry Rice Championship 2025 ผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่ห์เกียรติยศ Professional ข้าวแกงไทย และประกาศนียบัตร Professional ข้าวแกงไทย ขณะที่รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 3 ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 4 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท ซึ่งรองชนะเลิศอันดับ 1-4 ยังจะได้รับโล่ห์เกียรติยศ Professional ข้าวแกงไทย และประกาศนียบัตร Professional ข้าวแกงไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังจะมีรางวัลพิเศษจากแพลทฟอร์มฟู้ด ดิลิเวอรี่ต่างๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ร้านค้าที่เข้าประกวดจะต้องเป็นร้านข้าวแกงที่เปิดมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี มีภาพถ่ายหน้าร้านอย่างชัดเจน เป็นอาหารประเภทจัดทำสำเร็จแล้วเพื่อตักขาย และจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการแข่งขันมาด้วยตัวเอง โดยเกณฑ์การประกวดมีองค์ประกอบทั้งความอร่อย มีคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์และถูกสุขลักษณะ

โครงการตั้งเป้าหมายร้านข้าวแกงเข้าประกวดจำนวนราว 30 ร้าน พร้อมขอเชิญชวนร้านข้าวแกงไทยจากทั่วประเทศเข้าร่วม ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางหรือ Street Food ร้านข้าวแกงทั่วไป ร้านข้าวแกงในห้าง ฯลฯ พร้อมชวนติดแฮชแทก #ThaiCurryGlobal #KhaoGaeng #KhaoGaengThai และ #KhaoGaengThaiCurryRiceChampionship2025 เพื่อสื่อสารทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผ่านช่องทางจากพาร์ทเนอร์ที่เข้มแข็งอย่างททท., พันธมิตร ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์อาหารต่างๆ ที่เข้าร่วมด้วย

นางนฑาห์ บุญประสิทธิ์ หัวหน้าคณะสายงานการตลาดเชิงกลยุทธ์และความยั่งยืน บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารห้าง Phenix ประตูน้ำ กล่าวว่า Phenix พร้อมร่วมสนับสนุนสมาคมภัตตาคารไทยและททท.ในการจัดโครงการนี้ ซึ่ง Phenix ถือได้ว่าเป็น Food Destination ของทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งมีพื้นที่พร้อมในการจัดการแข่งขัน โดยมี Taste Kitchen และโซนชั้น 4 และยังมีพื้นที่ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร (Wholesale Hub) และพร้อมส่งเสริมสนับสนุนข้าวแกงไทยให้เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ชาวต่างชาติพลาดไม่ได้

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า GrabFood ในฐานะแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำและพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ ททท. พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดโครงการนี้เพื่อช่วยโปรโมตอาหารไทยอย่างเมนูข้าวแกง ซึ่งถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านอาหารท้องถิ่นที่เข้าถึงง่าย โดยร่วมสนับสนุนเงินรางวัลพิเศษ 20,000 บาทสำหรับผู้ชนะเลิศ นอกจากนี้ ผู้ชนะทั้ง 5 อันดับแรกยังจะได้รับ “แพคเกจส่งเสริมยอดขาย”  สำหรับการเปิดร้านเพื่อขายอาหารผ่าน GrabFood มูลค่ากว่า 50,000 บาทต่อร้าน (รวมทั้งสิ้น 250,000 บาท) เป็นระยะเวลา 3 เดือน พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งร้านพร้อมกันนี้ ยังเตรียมจัดแคมเปญพิเศษเพื่อร่วมโปรโมตเมนูข้าวแกงสำหรับร้านอาหารต่างๆ ที่ขายบนแพลตฟอร์มในช่วงไตรมาส 4 เพื่อสร้างสีสันและต่อยอดให้กับโครงการนี้ด้วย

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะ และรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า LINE MAN Wongnai พร้อมสนับสนุนโครงการนี้ ทั้งการช่วยจัดทำ Content โปรโมทร้านข้าวแกงที่มาร่วมแข่งขัน ส่วนร้านอาหารที่เข้าร่วม ก็จะสนับสนุนเครื่อง LINE Pay QR Box ตรวจเช็คการโอนเงินผ่าน QR Code ที่จะมีเสียงขานจำนวนเงินที่โอนสำเร็จ ป้องกันพ่อค้าแม่ค้าจากการถูกมิจฉาชีพหลอก ให้กับร้านที่เข้าแข่งขัน 30 ร้านฟรี ตลอดจนการให้สิทธิ์ร้านของสมาคมเข้าร่วมอบรม Training ต่างๆ โดยทาง LINE MAN Wongnai จะช่วยจัดเป็น Session พิเศษให้ร้านของทางสมาคมด้วย

นางสาวแววรัตน์ ชำนาญภักดี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาหารและความยั่งยืน โรบินฮู้ด กล่าวว่า โรบินฮู้ด โดย “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม” ของกลุ่มยิบอินซอย พร้อมให้การสนับสนุนโครงการ ”แชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล“ ไม่เพียงแนะนำเมนูแต่จะสื่อสารส่งเสริมการจับคู่อาหาร (Food Paring) ของเมนูที่หลากหลายให้ได้รสชาติและสัมผัสที่ลงตัว พร้อมทั้งนำเสนอการจัดจาน (Eating & Plating Design) เพื่อยกระดับให้สำรับข้าวแกงไทยเข้าถึงง่าย ไม่จำเจ เปิดมุมมองเสน่ห์วิถีวัฒนธรรมการกินอยู่ที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ โรบินฮู้ดจะเป็นมากกว่าการสั่งอาหาร เราพร้อมเป็นเพื่อนรู้ใจให้คุณในทุกมื้อ

เศรษฐกิจชะลอตัว คนไทยกลับเข้าครัว ดันสินค้าอุปโภคบริโภคเติบโต

The 1 Insight เผยเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคปี 2025 ใช้จ่ายสินค้า Grocery เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเกือบทุกช่วงวัยหันมาทำอาหารเองหรือเลือกซื้ออาหารเพื่อรับประทานในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การใช้จ่ายในกลุ่มสินค้า Grocery ขยายทั้งในด้าน “ปริมาณ” และ “ความถี่” สะท้อนเทรนด์พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น และลดการรับประทานอาหารนอกบ้านตามร้านอาหารลงอย่างชัดเจน ดังที่สื่อต่างๆ รายงานอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา

เจาะลึกพฤติกรรมแต่ละ Generation

ด้วยเทรนด์พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป คนไทยทุกช่วงวัยนิยมทำอาหารเองมากขึ้น ความนิยมในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบทำอาหาร (Cooking Ingredients) จึงเพิ่มสูงขึ้นและเติบโตถึง 2 เท่าในปีนี้ โดยการทำอาหารเองไม่ได้เป็นเพียงเพื่อการควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิตที่ช่วยดูแลทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย

กลุ่ม Silver Spenders แม้จะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่กลับใช้จ่ายต่อคนสูงที่สุด โดยสูงกว่าภาพรวมถึง 3 เท่า และนิยมเลือกเนื้อสัตว์คุณภาพสูงและผักออร์แกนิกเป็นหลัก ส่วนกลุ่ม Gen X และ Millennial Family คือผู้ขับเคลื่อนหลัก ใช้จ่ายสูงสุดในกลุ่มสินค้า Grocery โดย สินค้ายอดนิยม ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักสด และเครื่องปรุงอาหารพื้นฐาน สะท้อนการทำอาหารที่บ้านเป็นกิจวัตร แต่เน้นไปที่ความหลากหลายและคุณภาพ ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและรสชาติ

ขณะที่ กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ยังคงใช้ชีวิตที่เร่งรีบ จึงเลือกผสมผสานการทำอาหารเองเข้ากับสินค้าสะดวกทาน สินค้ายอดนิยม ได้แก่ โยเกิร์ต อาหารแช่แข็ง ขนมปัง ควบคู่กับการบริโภคสินค้าสุขภาพ อาทิ เครื่องดื่มโปรตีน หรือนมทางเลือก ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น

จับจ่ายวันธรรมดามากขึ้น – ต่างจังหวัดเติบโตสูง 

เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมโดยละเอียด ผู้บริโภคยังปรับจากการซื้อในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มาเป็นการซื้อในวันธรรมดามากขึ้น สะท้อนแนวโน้ม “ซื้อรายวัน” แทน “ซื้อรายสัปดาห์” อย่างเด่นชัด อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจคือ การเติบโตของการใช้จ่ายในหมวด Grocery ในต่างจังหวัด ที่สูงกว่ากรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยการใช้จ่ายต่อครั้งเติบโตสูงกว่าในกรุงเทพ 2 เท่า ส่งผลให้พื้นที่นอกเขตเมืองและหัวเมืองใหญ่กลายเป็นตลาดสำคัญของกลุ่มสินค้า Grocery ในปีนี้

โอกาสในวิกฤต: Grocery–Delivery–Health Trend

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจชะลอตัวไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่ปรับตัวอย่างยืดหยุ่น รอบคอบ และเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการเองจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญกับบริการ Delivery และ Omnichannel Experience ที่ตอบโจทย์ความสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมไลฟ์สไตล์คนสมัยใหม่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ทำงานตั้งแต่เช้าถึงดึก

ขณะเดียวกัน การเสริมศักยภาพของ Online Platform ให้มอบประสบการณ์ไม่ต่างจากหน้าร้านก็เป็นสิ่งจำเป็น ตัวอย่างเช่น การร่วมมือระหว่าง Tops และ GrabMart ที่เปิดโอกาสให้สมาชิก The 1 สามารถสะสมคะแนนได้ทุกการสั่งซื้อ ซึ่งช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ

อีกทั้ง เทรนด์ อาหารเพื่อสุขภาพที่มาพร้อมความสะดวก เช่น นมโปรตีนสูง (High-protein Milk) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา เพื่อสร้างการเติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ