อำนาจเจริญลุยผลักดัน” ปลายำตะไคร้” ต่อยอดเมนูท้องถิ่นสร้างมูลค่าศก.ชุมชน

อำนาจเจริญร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัด จัดกิจกรรม ” ปลายำตะไคร้”  1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น  เพื่อสร้างสรรค์ต่อยอดภูมิปัญญาอาหารถิ่นส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ที่ร้านอาหารคำพอดี ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ นายวิสูตร ดวงสิมา วัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ, นางมยุรี สงวนนาม ประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ และนายสุภัทธร นามวงศ์ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดอำนาจเจริญ ร่วมกันแถลงข่าว 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น จังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอ เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ และเครือข่ายสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมกิจกรรม

นายวิสูตร ดวงสิมา วัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดโครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” เพื่อเชิดชู สืบสาน ต่อยอด สร้างสรรค์อาหารถิ่นให้เกิดการรักษา และฟื้นฟู พัฒนาไปสู่เมนูอาหารถิ่นที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชน

จังหวัดอำนาจเจริญ โดยคณะกรรมการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัดอำนาจเจริญ ได้พิจารณาคัดเลือกเมนู เชิดชูอาหารถิ่น “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ตามเกณฑ์การประเมินและตัวชี้วัดการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568ที่ผ่านมา และจัดส่งผลการคัดเลือก ให้กรมส่งเสริม วัฒนธรรม เพื่อดำเนินการตามเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่และ จังหวัดใกล้เคียง ได้พิจารณาออกเสียงให้ความเห็นโดยการโหวต จำนวน 3 เมนู ประกอบด้วย ก้อยไก่ลิ้นฟ้า, ลาบเป็ดคนลือ, ปลายำตะไคร้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ รอยัลพาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดงานเทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025) พร้อมมอบประกาศนียบัตร และโล่รางวัล “1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น ประจำปี 2568”

ซึ่งจังหวัดอำนาจได้แก่เมนู “ปลายำตะไคร้” เป็นเมนูเชิดชูอาหารถิ่นที่สร้างสรรค์ต่อยอดภูมิปัญญาอาหารถิ่น โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านที่หาได้ในท้องถิ่น ทั้งเนื้อปลาสดใหม่ และตะไคร้หอมสมุนไพรไทย รังสรรค์ออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมลงตัวเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ

สำหรับวันนี้ เพื่อเป็นการผลักดันเมนู “ปลายำตะไคร้” จึงจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนคนอำนาจเจริญ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้รู้จัก และมาร่วมกันลิ้มรสร่วมอนุรักษ์เมนู “ปลายำตะไคร้” มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตของคนอำนาจเจริญไปด้วยกัน

ภาพข่าว นายทิพกร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

ตำรวจกันทรลักษ์ ตะครุบแก๊งตะเวนลักจยย.ยามค่ำคืน ยึดของกลางอื้อ

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศรุต จันทร์เกษ ผกก.สภ.กันทรลักษ์ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.เสกสิทธิ์ สาระวรรณ รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.ณัฎฐพล วรรณทวี สว.สส.ฯ นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน บุกจับแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในพื้นที่อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

การจับกุมครั้งนี้สามารถรวบตัวผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายสไหว และนายธนวัฒน์ ชาว ต.ภูเงิน อ.กันทรลักษ์ พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 110i ที่ถูกดัดแปลงและถอดชิ้นส่วน รวมทั้งชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์อีกกว่า 17 ชิ้น

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนหรือรับของโจร” และจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้งคู่ยังมีพฤติการณ์เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า/เมทแอมเฟตามีน) เพิ่มเติมด้วย จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ! ยึดกว่า 50,000 ชิ้น มูลค่า 10 ล้าน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย กก.1 บก.ปคบ.โดย 1.จับกุม นายณัฐธัญ ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 68 เวลาประมาณ 17.00 น.และ2.จับกุม น.ส.รัตนวดี ขอสงวนนามสกุล อายุ 39 ปี เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 68 เวลาประมาณ 17.20 น.

ซึ่งต้องหาคดี “ร่วมกัน ฝ่าฝืนคำสั่งที่คณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ มีคำสั่งห้ามผลิตเพื่อขาย ห้ามขายหรือให้บริการสินค้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มาตรา 29/9,56/4, คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2557 ลง 8 ก.ค. 67

ร่วมกัน ซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดย ประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร พร้อมตรวจยึดของกลาง บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง, แบบเปลี่ยนหัว, และตัวเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า ประมาณ 50,000 ชิ้น รวมเป็นเงินประมาณ 10,000,000 บาท

โดยสถานที่จับกุม บริเวณลานจอดรถหน้าร้าน 7-11 สาขา เพิ่มสิน 40 ถ.เพิ่มสิน แขวงสายไหม เขตสายไหม กทม. และบ้านที่ 55/2  ซ.ทองงอก  แขวงสายไหม เขตสายไหม กทม. เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน

พฤติการณ์ ก่อนเกิดเหตุ พ.ต.ท.กฤษณ์ พิพัฒน์พูนสิริ สว.กก.1 บก.ปคบ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. ได้สืบสวนทราบว่าบ้านที่ 55/2 ซ.ทองงอก แขวงสายไหม เขตสายไหม กทม. ว่ามีการลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับบุคคลทั่วไป และเช่าเป็นโกดังเก็บสินค้า จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ พบนายณัฐธัญ ได้นำกล่องพัสดุสินค้าต้องสงสัยออกจากบ้านหลังดังกล่าว มาส่งให้กับบริษัทขนส่งเอกชน ที่บริเวณลานจอดรถหน้าร้าน 7 – 11 สาขาเพิ่มสิน 40 ถ.เพิ่มสิน แขวงสายไหม เขตสายไหม กทม. ขณะกำลังขนถ่ายสินค้าไปใส่รถยนต์ขนส่งเอกชนนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวนประมาณ 200 ชิ้น บรรจุอยู่ในกล่องพัสดุ รวม 8 กล่อง

สอบถามแล้วนายณัฐธัญ ฯ รับว่าตนได้ขายบุหรี่ไฟฟ้า และกำลังจะนำส่งให้กับลูกค้าผ่านทางบริษัทขนส่งเอกชน จึงได้ควบคุมตัว นายณัฐธัญ ฯ ไปขยายผลต่อยังบ้านบ้านที่เกิดเหตุ ผลการตรวจค้นพบ น.ส.รัตนวดี ซึ่งคบหากับ นายณัฐธัญ ฯ กำลังบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าใส่กล่องพัสดุ เพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้ารายอื่นอยู่ในบ้าน และพบบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง, แบบเปลี่ยนหัว, และตัวเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนนวนหลายชนิดหลายยี่ห้อ รวมประมาณ 50,000 ชิ้น เป็นเงินประมา 10,000,000 บาท สอบถามแล้วบุคคลทั้งสองรับว่าลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้า และเช่าบ้านหลังดังกล่าวไว้เก็บสินค้าจริง จึงควบคุมตัว พร้อมของกลาง นำส่ง พงส.กก.1 บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้เสียหายร้อง บก.ปคบ.เอาผิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างทิ้งงานเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 ที่ อาคารประชาอารักษ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กลุ่มผู้เสียหายจำนวนกว่า 50 คน เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีถูกบริษัทอสังหาริมทรัพย์ รายใหญ่รับงานก่อสร้างบ้าน ราคาหลังละ 3-10 ล้านบาท แต่ทิ้งงานไปรับลูกค้ารายใหม่ทั้งที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

นางสรัญญา สงวนนามสกุล  อายุ 50 เปิดเผยว่า ต้องการสร้างบ้าน จึงหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตจนพบกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างบริษัทหนึ่งผ่านทางโซเชียล ได้มีการเข้าไปติดตามดูรีวิวพบว่ามีรีวิวดีมีการส่งมอบบ้านจริง จึงทำให้เกิดความเชื่อใจ จึงได้ติดต่อไปที่บริษัทดังกล่าวเพื่อขอสร้างบ้านโดยได้มีการทำสัญญาจ้าง ทั้งหมด 14 เดือนจะต้องแล้วเสร็จ และส่งมอบบ้านในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 มูลค่าการก่อสร้าง 4.7 ล้านบาท โดยทางบริษัทได้มีการเบิกเงินไปแล้ว 4 ล้านบาท

ปรากฏว่าหลังจากสัญญาหมดไปแล้ว 7 เดือน  บ้านก็ยังสร้างไม่เสร็จเป็นบ้านโล่ง มีแต่โครงสร้าง ไม่มีความคืบหน้าแม้แต่หน้าต่าง ประตูก็ยังไม่มี ช่างก็ไม่เข้ามาทำงาน ในช่วงแรกได้มีการโทรไปร้องเรียนที่เบอร์กลางของบริษัท ฝ่ายแรกที่คุยคือฝ่ายขายจากการพูดคุยได้รับคำตอบว่าทางบริษัทจะไปประสานงานให้ และจะทำให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน แต่ก็เหมือนเป็นการติดต่อไปฝ่ายเดียว เพราะทางบริษัทไม่มีความคืบหน้ากลับมาให้ และมีการพูดคุยกันล่าสุด คือต้องแล้วเสร็จ และต้องส่งมอบบ้านภายในสิ้นเดือนกันยายน 68 ถ้าหากยังไม่แล้วเสร็จตนเองจะไปร้องเรียนที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (ส.ค.บ.) ทางบริษัทก็รับปากว่าจะทำให้เสร็จแต่ก็ไม่มีความคืบหน้าเหมือนเดิม

ด้าน นายสมยศ ไชยผล ทนายความตัวแทนของผู้เสียหาย  เปิดเผยว่า ผู้เสียหายได้มีการรวมตัวกันผ่านกลุ่มไลน์ตอนนี้มีผู้เสียหายประมาณ 163 คน ในการทำสัญญาเป็นสัญญาแพ่ง จ้างทำสัญญาก่อสร้าง ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีพฤติกรรมที่คล้ายๆกัน คือ เมื่องานก่อสร้างได้ระยะหนึ่ง ก็จะไม่ทำงานต่อให้เสร็จจนเกิดปัญหาล่าช้าไม่มีคนงาน แต่มีการเบิกเงินไปแล้วจำนวนมาก ทั้งนี้มองว่าหากเกิดความเสียหายกับคนๆ เดียว จะเป็นความเสียหายทางแพ่งได้ แต่พฤติกรรมเหล่านี้กลับมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำธุรกิจ จึงได้มีการรวมตัวมาร้องขอความเป็นธรรมกับพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.)

นายสมชาย นามสมมุติ อายุ 40 ปี นักธุรกิจ ผู้เสียหายอีกราย บอกว่าในขณะนั้นต้องการสร้างบ้านสองชั้น ซึ่งไปพบกับราคาโปรโมชั่นของบริษัทแห่งนี้ ในราคา 4.8 ล้านบาท เป็นสัญญา 420 วัน แต่ก่อสร้างไปแล้วราคาที่ก่อสร้างกับสูงขึ้นเรื่อยๆเกือบ 6 ล้านบาท โดยทางบริษัทอ้างว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ในการก่อสร้างผนังบ้าน ซึ่งตัวเองได้มีการจ่ายเงินไปแล้วกว่า 5 ล้านบาท พบปัญหาเกิดรอยร้าว พบว่าบางจุดของบ้านมีปัญหาพยายามให้ช่างเข้าไปแก้ไขแต่ช่างกลับไม่แก้งานเดิมแต่ทาสีทับแทน จึงหวั่นต่อความปลอดภัยจึงยังไม่เข้าไปอยู่อาศัย

ผู้เสียหายส่วนใหญ่ที่เดินทางมาในวันนี้จะถูกบริษัทดังกล่าวทำในพฤติกรรมเดียวกัน คือก่อสร้างไปแล้วแล้วก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ  โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่ต้องการที่จะสร้างบ้านเพื่อเข้าไปอยู่อาศัย และมีความเชื่อใจในบริษัทแห่งนี้เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเปิดมานานกว่า 10 ปี และมีผู้ติดตามในเพจเฟซบุ๊ก เกือบ 1,000,000 คน และจากการตรวจสอบพบว่าบริษัทนี้มีการตั้งอยู่จริงมีการจดทะเบียนถูกต้อง

นางสาวสมหญิง(นามสมมุติ) อายุ 30 ปี ผู้เสียหายหญิงอีกหนึ่งรายเธอ เปิดใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตัวเองไม่มีความรู้ในการสร้างบ้านจึงได้ไปติดต่อที่บริษัทดังกล่าวเนื่องจากไว้ใจเห็นว่ามีบริษัทอยู่หลายแห่งในประเทศ เพราะต้องการสร้างบ้านให้แม่ และน้องเข้าไปอยู่อาศัยโดยเธอต้องไปกู้เงินจากทางธนาคารมาเพื่อสร้างบ้าน แต่บ้านก็สร้างไม่แล้วเสร็จ ทำให้ตัวเองต้องแบกภาระผ่อนชดใช้หนี้กับทางธนาคาร  และต้องหาเงินมาทำบ้านเอง จึงอยากฝากบอกถึงบริษัทดังกล่าวว่าอย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่น รวมถึงไม่อยากให้คนที่กำลังสร้างบ้านต้องมาเจอเรื่องราวเช่นเดียวกับตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีนายสมศักดิ์ อายุ 58 ปี ตัวแทนผู้เสียหายจากบริษัทรับเหมา  เปิดเผยว่า รับงานจากบริษัทดังกล่าวมาครึ่งปี โดยตัวเองรับเหมาทำโครงสร้างฉาบหลังคาซึ่งจะมีการจ้างงานเป็นรายครั้ง เป็นงานๆ ไป แต่ทางบริษัทนั้นจ่ายเงินไม่ครบจำนวน 70,000 บาท ส่วนสาเหตุที่ทำงานให้ลูกค้าไม่จบเนื่องจากไม่สามารถ เบิกเงินค่าแรงให้กับช่าง  ทำให้งานเกิดความล่าช้า ซึ่งจากการสอบถามบริษัทรับเหมาบริษัทอื่นอื่นๆที่เคยทำงานร่วมกับบริษัทแห่งนี้ก็โดนในลักษณะเดียวกันที่ไม่มีการจ่ายเงินให้กับช่างรับเหมา จึงทำให้งานสร้างบ้านของลูกค้าไม่แล้วเสร็จ

หลังจากผู้เสียหายเปิดเผยข้อมูลให้กับสื่อมวลชนแล้วจึงเดินตบเท้าขึ้นไปยังชั้น 27 อาคารพิทักษ์สันติ เพื่อพบพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ หรือบิ๊กเต่า ที่ได้แนะนำผู้เสียหายให้รวมตัวกันมาเป็นจำนวนมากก่อนจะมอบหมายให้ไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อแจ้งความเอาผิดในกรณีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ

บุกทลายหูฟังปลอม-อุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์ยึดของกลางกว่าหมื่นชิ้น

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บุกทลายหูฟังปลอม พร้อมอุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์ ของกลางกว่าหมื่นชิ้น เสียหายกว่า 20 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ., และตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิทรัพย์สิน ทางปัญญาของแบรนด์สินค้า ได้ร่วมกันดำเนินคดีกับ น.ส.อรพิน (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี พร้อมด้วยของกลาง ประกอบด้วย

1. หูฟังโทรศัพท์ที่ปลอมเครื่องหมายการค้า HUAWEI จำนวน  6,283  ชิ้น

2. เครื่องชาร์จอุปกรณ์ยูเอสบีที่ปลอมเครื่องหมายการค้า HUAWEI จำนวน  1,018  ชิ้น

3. จอภาพระบบสัมผัสที่ปลอมเครื่องหมายการค้า HUAWEI จำนวน     183  ชิ้น

4. กล่องเปล่าใส่หูฟังที่เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ฯ HUAWEI จำนวน     351  ชิ้น

5. หูฟังที่ปลอมเครื่องหมายการค้า APPLE จำนวน  2,418  ชิ้น

6. ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ปลอมเครื่องหมายการค้า APPLE จำนวน     782  ชิ้น

7. กล่องเปล่าใส่หูฟังที่เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ฯ APPLE จำนวน       29  ชิ้น

รวม  7  รายการ  จำนวน  11,064  ชิ้น

สถานที่จับกุม ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ดำเนินคดีในฐานความผิด “มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร และเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้า ของผู้อื่นมาใช้หรือ ทําให้ปรากฏชื่อสินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้น”

พฤติการณ์ ด้วย กก.1 บก.ปอศ. ได้สืบทราบมาว่า หมู่บ้านย่านบางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้า โดยกักเก็บไว้ในบ้านและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อตรวจสอบจำนวนยอดขาย พบว่ามีการจำหน่ายให้กับประชาชนไปเป็นจำนวนมาก เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอหมายค้นเพื่อทำการตรวจค้น

ต่อมาตามวันและเวลาที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจชุดตรวจค้น/จับกุมได้ร่วมกันนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ 504 /2568 ลงวันที่ 16 กันยายน 2568 ให้ทำการตรวจค้น บ้านหลังดังกล่าว เมื่อไปถึงพบ น.ส.อรพินฯ(สงวนนามสกุล) แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานที่ และเจ้าของสินค้าภายในบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจชุดตรวจค้นจับกุมจึงได้แสดงหมายค้น 

และแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ น.ส.อรพินฯ ดูจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้เริ่มทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้น พบหูฟังปลอม พร้อมอุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์ที่ปลอมเครื่องหมายการค้าจำนวนมาก รวมจำนวนทั้งสิ้น  11,064  ชิ้น เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจึงได้นำตัว น.ส.อรพินฯพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา  โดย น.ส.อรพินฯ ได้บอก ถึงสาเหตุที่มีสินค้าภายในบ้านจำนวนมาก เนื่องจากสินค้านี้เป็นสินค้าที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ประกอบกับราคาที่ตนเองจำหน่าย มีราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดมาก จึงตัดสินใจจำหน่ายสินค้าที่ปลอม เครื่องหมายการค้า อีกทั้งเมื่อถามถึงคุณภาพของสินค้า น.ส.อรพินฯ ได้แจ้งว่าใช้เพียงไม่กี่ครั้งก็ชำรุดแล้ว ไม่เหมือนกับสินค้าของแท้แต่อย่างใด 

ร้านค้า-ลูกค้าเมืองตรังหันมาใช้จ่ายเงินสดหวั่นถูกอายัดบัญชี

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2568  ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศร้านค้า ร้านอาหาร และตลาดถนนคนเดินในจังหวัดตรัง เพื่อดูพฤติกรรมการจับจ่ายซื้ออาหาร หรือสินค้าของประชาชน หลังกระแสข่าวการถูกอายัดบัญชีธนาคาร เพราะสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวโยงกับบัญชีม้า หรือธุรกิจผิดกฏหมายนั้น

นางจันทิมา มุณีกุล เจ้าของร้านสีฟ้าไลฟ์สไตล์ฟู้ด บอกว่า หลังได้ติดตามข่าวทำให้รู้สึกกังวล  จึงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น แม้ที่ร้านจะยังคงรับการสแกนจ่ายด้วยแอปธนาคารจากลูกค้า แต่จะสังเกตว่า หากเป็นลูกค้าแปลกหน้า หรือลูกค้าต่างชาติ ก็จะรับแต่เฉพาะเงินสด อีกทั้งพบว่าพฤติกรรมของลูกค้าเอง ก็จะหันมาใช้วิธีการจ่ายด้วยเงินสดเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะลูกค้าเองก็กลัว

 ทางด้านลูกค้ารายหนึ่ง ก็บอกเช่นกันว่า การสแกนจ่ายเป็นวิธีที่สะดวก เพราะมีแอปธนาคารอยู่แล้ว และปกติจะไม่ค่อยพกเงินสด ทำให้ไม่สะดวก หากร้านใดไม่รับเงินสด จึงอยากให้ทางธนาคารเร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็ว

ส่วนที่ ร้านข้าวต้มสังข์ เขตเทศบาลนครตรัง ก็ได้ขึ้นป้ายข้อความประกาศว่า จากข่าวอายัดบัญชีธนาคาร ทางร้านจึงของดรับสแกน ขอรับเพียงเฉพาะเงินสด จนกว่าจะมีมาตรการแก้ไข จึงขออภัยลูกค้า

 โดย นางสาวณัฐนพิน ลิ่มเส้ง เจ้าของร้าน บอกว่า รู้สึกกลัวหลังทราบข่าว จึงต้องงดรับสแกนจ่ายไว้ก่อน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย ยกเว้นเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ แต่หากลูกค้าไม่มีเงินสดจริงๆ ก็ต้องยอม เพราะไม่ทราบจะทำอย่างไร แต่ลูกค้าบางคนพอเห็นทางร้านขึ้นป้าย เขาก็กลับทันที ซึ่งหากร้านค้าไม่รับสแกนจ่าย ก็มีผลต่อทางร้านเช่นกัน จึงอยากให้ทางธนาคารเร่งแก้ไขปัญหานี้

 ด้าน นางวิเอก ทองอุ่น แม่ค้าตลาดเซ็นเตอร์พ้อยส์ บอกว่า ส่วนตัวก็รู้สึกกลัว แต่ก็ต้องรับสแกนจ่ายต่อไป เพราะเงินก็ไม่ได้มากมาย และพบว่าหลังมีข่าวเรื่องการอายัดบัญชี ทำให้ลูกค้าที่มาซื้อใช้เงินสดมากขึ้น เพราะลูกค้าก็กลัวเช่นกัน เช่นเดียวกับแม่ค้าขายยาคูลท์ ก็บอกว่า ตอนนี้ลูกค้าจ่ายเงินสดกันมากขึ้น แทนการสแกนจ่าย

ขณะเดียวกันมีลูกค้าธนาคารรายหนึ่ง ระบุว่า สแกนจ่ายเงินไม่ได้ โดยมีเงินอยู่ประมาณ 6,000 บาท แต่ตนเองยังไม่ได้ว่างเข้าไปแจ้งกับทางธนาคาร

โดย…คนิตา สีตอง/ตรัง

“ทักษิณ” เครียดจนผมร่วง-ความดันสูง ครอบครัวเยี่ยมให้กำลังใจ

“แพทองธาร”เผย “ทักษิณ” อดีตนายกรัฐมนตรีอาการไม่สู้ดี เยี่ยมผ่านลูกกรงด้วยความยากลำบาก หลาน ๆ ส่งจดหมายให้กำลังใจต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ (เอม) บุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วยนายปิฎก สุขสวัสดิ์ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

หลังการเข้าเยี่ยมเป็นเวลาประมาณ 15 นาที นางสาวแพทองธารและนางสาวพินทองทาได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า การเข้าเยี่ยมใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากนายทักษิณมีอาการไม่ค่อยสบาย โดยการพูดคุยเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องพูดคุยกันผ่านลูกกรง

สำหรับอาการโดยรวม นายทักษิณมีอาการนอนไม่สบายตลอดคืน มีความเครียดจนผมร่วง และความดันขึ้นสูง อย่างไรก็ตาม นายทักษิณยังคงมีกำลังใจที่ดี สามารถพูดคุยและยิ้มแย้มได้

นอกจากนี้ บรรดาหลาน ๆ ทั้ง 8 คน ได้ร่วมกันเขียนจดหมายเพื่อส่งกำลังใจถึงคุณตา โดยมีบุตรชายคนโตของนางสาวพินทองทาเป็นตัวแทนในการเขียน เนื้อหาหลักของจดหมายคือการให้กำลังใจ และทางครอบครัวตั้งใจว่าจะเขียนจดหมายมาเยี่ยมเป็นกำลังใจให้นายทักษิณทุกเดือน

หลวงตาสิ้นคิด ส่งตรงหมูกะทะ บำรุงขวัญทหาร ตชด.22 ชายแดนเขาวิหารศรีสะเกษ

หลวงตาสินธ์ทรัพย์  หรือ หลวงตาสิ้นคิดวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ส่งตรงหมูกะทะ บำรุงขวัญทหาร ตชด.22 ที่อยู่ชายแดน เขาพระวิหาร กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ พร้อมอดีตทหาร นำก้อยเนืัอสดๆ เติมพลัง สดชื่น

เที่ยงของวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ฐานปฏิบัติงาน ตรึงกำลัง รักษาอธิปไตยไทย ของทหาร กองกำบังสุรนารี ของ ตชด.22 รวมทั้งกองกำลังทหารพราที่23 ซึ่งวันนี้ได้รับแจ้งในการรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันเป็นมื้อพิเศษ โดยมีหลวงตาสิน วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ส่งตรงหมูกระทะชุดใหญ่ จำนวน 100 ชุด มามอบให้กองกำลังได้ทานมื้อเที่ยงกันอย่างเอร็ดอร่อย

พร้อมกับนี้ได้มีอดีต ตชด.22 ที่รู้จักกันในนามจ่าตี๋ 120 ล้านบาท ได้นำอาหารเสือ หรือก้อยเนื้อสัตว์มาบำรุงขวัญพร้อมกับข้าวเหนียวกล่องใหญ่ ถูกถูกใจกองกำลังเป็นอย่างยิ่งต่างขอบคุณ และยืนยันจะปกปักรักษาดินแดนอธิปไตยของไทย ไว้ตลอดไปอย่างเต็มกำลังความสามารถ

พันตำรวจเอก กวีพงษ์ พลการ ผู้บังคับที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ดูแลเขตพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร เปิดเผยว่า ขอบคุณหลวงตาสินทรัพย์ ที่เมตตากำลังพล ที่ปฎิบัติหน้าที่หน้าแนวประสาทเขาพระวิหาร ทั้งตำรวจตระเวนชายแดนตระเวนชาย ทางทหารกองกำลังสุรนารี ทางทหารพรานที่23 ซึ่งเป็นอาหารพิเศษที่มาบำรุงขวัญให้กำลังใจแก่ทหาร

ทุกคนมีขวัญกำลังใจที่จะปฎิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตย ซึ่งหากแนวหลังอยากสนับสนุนแบบนี้ก็ติดต่อที่ ฉก.1 ที่กองกำลังก่อน เพราะพื้นที่ตรงนี้ยังมีการตรึงกำลังอยู่ทั้งสองฝั่ง 2 ประเทศ ยังไม่ปลอดภัย 100% ฝากขอบคุณแนวหลังที่เป็นกำลังใจให้แนวหน้าทุกคน ก็จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดปกป้องอธิปไตยของชาติไทยต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

คดีรีดทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว : “ศรีสุวรรณ – เจ๋ง ดอกจิก” ข้อหา คำพิพากษา และ ประเด็นอุทธรณ์ที่สังคมต้องจับตา

คดีรีดทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว ซึ่งมีนักเคลื่อนไหวชื่อดังอย่าง พี่ศรี (นายศรีสุวรรณ ฯ ) และ  พี่เจ๋ง (นายยศวริศ ฯ  หรือ “เจ๋ง ดอกจิก”)  อดีตแกนนำเสื้อแดง เป็นจำเลย ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ผ่านมาไม่เพียงแต่ชี้ชะตากรรมของจำเลยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามการทุจริตและสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญ

ข้อหาและคำให้การของจำเลย : การรีดทรัพย์ที่ถูกปฏิเสธ

คดีนี้ พนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายยศวริศ ฯ  หรือเจ๋ง ดอกจิก (จำเลยที่ 1), นายศรีสุวรรณ ฯ (จำเลยที่ 2), นางสาว พ. ฯ  (จำเลยที่ 3), นาย อ.ฯ (จำเลยที่ 4) และ นาง ณ.  (จำเลยที่ 5)  ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ 2.  ต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท. 182/2567 ในข้อหา “เรียกรับทรัพย์สินจาก นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว จำนวน 3 ล้านบาท ก่อนต่อรองเหลือ 1.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกร้องเรียน”

มาดู “ฐานความผิด” ของจำเลยทั้งห้า ที่ถูกฟ้องต่อศาล :

จำเลยที่ 1 (นายยศวริศฯ ) ถูกฟ้องในความผิดฐาน “ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป” และฐาน “ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติในตำแหน่งหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ รวมถึงเป็น เจ้าพนักงานของรัฐ เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ”  ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 173

จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 (นายศรีสุวรรณฯ , นางสาว พ. ฯ , นาย  อ.ฯ และนาง ณ. ฯ ) แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การกระทำของพวกเขานั้นศาลเห็นว่าเป็นการ “ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก”  แก่จำเลยที่ 1 ในการทำผิด จึงต้องรับผิดฐานเป็น “ผู้สนับสนุน” การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 173 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวอ้างว่า คดีนี้เป็น“คดีการเมือง ” ที่มีผู้มีอำนาจต้องการ “เตะตัดขา” ตน และมองว่ามีการใช้เทคนิค “ล่อให้กระทำความผิด” เช่น การนำถุงเงินไปแขวนหน้าบ้าน

คราวนี้มาดู คำพิพากษาของศาลชั้นต้น : 

ศาลได้พิเคราะห์ “คำเบิกความ” และ “พยานหลักฐาน” ของทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้ว และเห็นว่า มีพยานหลักฐานที่แน่นหนาและน่าเชื่อถือ ที่บ่งชี้ว่า จำเลยทั้งหมดกระทำความผิดจริงตามฟ้อง และ ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พยานหลักฐานสำคัญที่ศาลใช้ในการพิจารณา ได้แก่:

หลักฐานการ “เรียกรับ” ทรัพย์สิน : ศาลมีหลักฐานเป็น คลิปเสียง, คลิปภาพ, ข้อความแชทในแอปพลิเคชัน LINE และ หมายเลขธนบัตร ที่นำไปมอบให้ จำเลยที่ 2. (นายศรีสุวรรณฯ) ที่บ้านพัก ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกันกับที่ภรรยาของอธิบดีกรมการข้าวเบิกจากธนาคารมาเพื่อเป็นหลักฐานในการส่งมอบเงิน

2. คลิปบันทึกภาพและเสียง รวม 40 คลิป : จากภรรยาของผู้เสียหาย ซึ่งศาลได้ส่งตรวจพิสูจน์แล้วพบว่า “ ไม่มีการตัดต่อ”  และ จำเลยที่ 1-3 ก็ไม่ได้ปฏิเสธ คลิปและภาพดังกล่าว 

ลำดับเหตุการณ์ที่สอดคล้อง : คลิปและภาพดังกล่าวแสดงเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนที่สอดคล้องกับการเบิกความของผู้เสียหายและภรรยา จึงมีน้ำหนักรับฟังและน่าเชื่อถือ

 พฤติการณ์ที่สื่อแสดงว่า จำเลยที่ 1 – ที่ 5 “ ร่วมกันกระทำความผิด” :
จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 แถลงข่าวที่รัฐสภาว่า “ กรมการข้าวมีการทุจริต”

มีการโทรศัพท์กลับไปหาผู้เสียหายเพื่อจูงใจให้ยอมจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียง

จำเลยที่ 3 โทรหา ภรรยาผู้เสียหายเพื่อเรียกเงิน โดยมีการต่อรองจนเหลือ 1.5 ล้านบาท

 มีหลักฐานจากบทสนทนาในแอปพลิเคชัน LINE เกี่ยวกับการนัดหมายและเรียกรับเงินหลายครั้ง ซึ่งเชื่อมโยงจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 รวมถึงหลักฐานการ โอนเงิน

 ในวันที่ 26 มกราคม 2567 ภรรยาผู้เสียหายได้นำเงิน 5 แสนบาทใส่ถุงพลาสติกไปแขวนไว้ ที่หน้าประตูบ้านจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ได้นำถุงกลับเข้ามาในบ้านโดยหยิบใส่ถุงพลาสติกสีดำในลักษณะปกปิด ซึ่งศาลเห็นว่า เป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 5 ทราบว่า เงินดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร

จากพฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้าดังกล่าว  ศาลจึงเห็นว่าเป็นการ “ ร่วมกัน” กระทำความผิดโดย  “ แบ่งงานแบ่งหน้าที่กันทำ”

บทลงโทษที่ศาลตัดสิน:

• จำเลยที่ 1 (นายยศวริศ ฯ ) จำคุกมีกำหนด 6 ปี และเมื่อรวมโทษจำคุกในคดีคาร์ม็อบอีก         2 คดี ทำให้มีโทษจำคุก รวม 6 ปี 4 เดือน

• จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 (นายศรีสุวรรณ ฯ , นางสาว พ. ฯ , นาย อ.ฯ และนาง ณ. ฯ ) จำคุกคนละ 4 ปี นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้ “ ริบเงิน 160,000 บาท”  ที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิด และให้จำเลยทั้งห้าร่วมชำระดอกเบี้ยหากไม่ชำระเงินดังกล่าว และต่อมาศาลได้อนุญาตให้จำเลยทั้งห้าได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยวางหลักทรัพย์คนละ 6 แสนบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ

ประเด็นอุทธรณ์ของจำเลย : การต่อสู้ของจำเลยในชั้นศาลสูง

แม้ศาลชั้นต้นจะตัดสินว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามฐานความผิดดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าต่าง ให้การปฏิเสธ และ ( ตามข่าว ) จำเลยจะใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์ โดยมีประเด็นหลักในการต่อสู้ดังนี้ :

จำเลยที่ 2. (นายศรีสุวรรณฯ) : ยังคงยืนยันว่าเป็น “คดีการเมือง” และเชื่อว่ามีการ “ล่อให้

กระทำความผิด” และตั้งข้อสังเกตว่า พยานหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมมานั้นเป็นของฝ่ายตำรวจทั้งหมด และศาลไม่ได้นำข้อเท็จจริงในส่วนของตนมาพิจารณา จึงเชื่อว่า ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาข้อเท็จจริง  อีกครั้ง

 จำเลยที่ 1. ( นายยศวริศ ฯ ) : ประเด็นที่จำเลยที่ 1. จะอุทธรณ์ คือ สถานะการเป็น  “ เจ้าหน้าที่รัฐ”  โดยจำเลยที่ 1. (นายยศวริศ) เห็นว่า ตนเองไม่ได้เป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ”  เนื่องจากการ      แต่งตั้งโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นั้นเป็น “ การแต่งตั้งเฉพาะตัว”  และ  “ไม่ได้รับเงินเดือน” หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 1.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ก็อาจส่งผลต่อบทลงโทษของศาลก็ได้ 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น จำเลยที่ 1. (นายยศวริศ ฯ) ต่อสู้ว่า “ ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือความ เชื่อมโยงกับจำเลยที่เหลือ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ” 

คดีนี้ เกี่ยวข้องกับ “ความผิดทางอาญา” หลายฐาน ซึ่งมีประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ :

ความผิดฐาน “ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์”  (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 337 ) :

◦ มาตรา 309 วรรคสอง “ ผู้ใด ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือจำยอมต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือของบุคคลที่สาม ถ้าความผิดนั้นได้กระทำโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษหนักขึ้น ในคดีนี้ จำเลยมีถึง 5 คน จึงเข้าข่ายโทษที่หนักขึ้น

 ◦ มาตรา 337 วรรคแรก “ ผู้ใด ข่มขืนใจให้ผู้อื่นให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตน หรือผู้อื่น                                                     

ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพยสิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือของบุคคลที่สาม เพื่อให้ผู้ถูกขู่เข็ญยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการกระทำที่ “ มุ่งหวังผลประโยชน์ในทรัพย์สินโดยมิชอบ” 

◦ มาตรา 83 (ตัวการร่วม ): ถ้าการกระทำความผิดใดมีคน ตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นผู้กระทำความผิดด้วยกัน ผู้ที่ได้กระทำความผิดแต่ละคนเป็น “ ตัวการ” 

2. ความผิดฐาน “ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ”  (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และ 173):

◦ มาตรา 172 :  “ เจ้าพนักงานของรัฐ”  ผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

◦ มาตรา 173 : “ เจ้าพนักงานของรัฐ”  ผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่

◦ ประเด็นสำคัญคือ สถานการณ์เป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ ”  : 

คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1. ( นายยศวริศ ฯ)  ซึ่งเป็นคณะทำงานตรวจราชการที่ 11 และได้รับมอบอำนาจทางปกครอง ถือเป็น “ เจ้าหน้าที่ของรัฐ”  การวินิจฉัยนี้ส่งผลให้ จำเลยที่ 1 ต้องรับโทษในฐานความผิดที่หนักขึ้น  อันเนื่องจากการเป็น “ เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ดังกล่าว 

ส่วน จำเลยที่ 2 – ที่ 5 แม้จะไม่ได้มีฐานะ “ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ”  แต่ต้องรับผิดในฐานะ  ” ผู้สนับสนุน” การกระทำความผิดของเจ้าพนักงานของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

ประเด็นนี้ หากต่อมา ศาลอุทธรณ์มีความเห็นแตกต่างจากศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1. ไม่ได้เป็น  “ เจ้าหน้าที่ของรัฐ”  อาจส่งผลกระทบต่อ ทั้งบทลงโทษและภาพรวมของคดี

สังคมไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?

“ คดีรีดทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว”  เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในหลายมิติ :

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค : คดีนี้ตอกย้ำหลักการว่า ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสาธารณะ นักเคลื่อนไหว หรือผู้ที่เคยมีบทบาทในการตรวจสอบ การที่ศาลตัดสินจากพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้

สร้างบรรทัดฐานในการตรวจสอบการทุจริต : คดีนี้เป็น บรรทัดฐานสำคัญ ในการปราบปรามการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ที่อ้างตนเป็น “นักตรวจสอบ” มันส่งสัญญาณว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบจะต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ ความสุจริต” และ “ ความโปร่งใส”  ไม่ใช่ เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือ ใช้เป็นเครื่องมือในการรีดไถ

3. ส่งเสริมความโปร่งใสและธรรมาภิบาล : คดีนี้กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความจำเป็นที่ ทั้ง “ เจ้าหน้าที่รัฐ” และ “ ผู้ที่มาทำหน้าที่ตรวจสอบ”  ต้องมีความโปร่งใส และสามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน 

“ การมีหลักฐานที่แน่นหนาในคดีนี้ เช่น คลิปเสียง คลิปภาพ และข้อความแชท LINE เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้เทคโนโลยีในการสร้างความโปร่งใสและเป็นหลักฐานในการเอาผิด”

ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม : แม้จำเลยจะโต้แย้งว่าเป็นคดีการเมืองหรือมีการล่อให้กระทำความผิด แต่ศาลได้พิจารณาจากพยานหลักฐานที่ครบถ้วน การตัดสินที่หนักแน่นจากศาลชั้นต้นนี้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กระบวนการยุติธรรมสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระและยุติธรรมในการต่อสู้กับการทุจริต

การตระหนักถึงภัยของการ “รีดไถ” ในรูปแบบใหม่ : คดีนี้เผยให้เห็นถึงรูปแบบการเรียกรับผลประโยชน์ที่อาจแอบแฝงมากับการทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมต้องเฝ้าระวังและทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

กล่าวโดยสรุปแล้ว คดีนี้ไม่ใช่เพียงแค่การพิจารณาคดีอาญา แต่เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในการสร้างมาตรฐานการกำกับดูแล การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้ระบบราชการและสังคมโดยรวมปราศจากการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบ

โดย…นายวรเทพ  สกุลพิชัยรัตน์  อัยการศาลสูงจังหวัดสมุทรปราการ (อดีต) รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ( คนที่สอง ) ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน  ในสภาผู้แทนราษฎร ( สมัยที่ 25) 

“เค บุรณพนธ์” นำทัพตั้ง “สถาบันนวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ชูเป็น Think-Do Tank แห่งอนาคต

กรุงเทพฯ – ดร. เศรษฐฐากรณ์  วงษ์อารยะสกุล หรือที่รู้จักในนาม “เค บุรณพนธ์” ประธานสถาบัน ผนึกกำลังกลุ่มผู้นำทางสังคม นักธุรกิจ นักวิชาการ และภาคีเครือข่าย เตรียมเปิดตัว “สถาบันนวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Social Innovation for Sustainable Development Institute: SISD)

โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็น “Think-Do Tank” หรือคลังสมองที่มุ่งพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ สถาบันฯ แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม โดยมีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้คน มุ่งหวังจะสร้าง “พื้นที่แห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมทางสังคม” เพื่อพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทยให้สามารถเผชิญกับความท้าทายของโลกยุคใหม่อย่างมีภูมิคุ้มกัน มีคุณธรรม และยั่งยืน

การก่อตั้งสถาบันฯ ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรชั้นนำหลากหลายสาขา อาทิ พันเอกเพิ่มพร จงประสิทธิ์ รองประธานฝ่ายบริหาร, นายปรวี ศรีสง่า รองประธานฝ่ายวิชาการ ,นายณัฐวัฒน์ บูรณะกนก รองประธานฝ่ายความร่วมมือ  และ ดร.ทิตาวีร์ เทศปุรณะ รองประธานฝ่ายพัฒนา

นอกจากนี้ ยังได้ นายธนวิศุทธิ์ อยู่สมบูรณ์ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ (นิด้า) นายอภิวัฒน์ จันแปรน , ดร.กัญญ์ณณัฏฐ์ ศรีสมัย , นายกิตติรัตน์ เกื้อสังข์ ,นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ , นางปภัสสิลิล อยู่เย็นศิริ มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของสถาบัน

สถาบันฯ มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการขับเคลื่อนสังคมให้มีคุณธรรม จริยธรรม และความยั่งยืน เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็น มาเป็นแนวทางสำคัญ รวมถึงการนำ Model หลักสูตรเรือธง โดยผสานองค์ความรู้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS Model  สติ (STI) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และกระบวนการ Unplugged Coding บูรณาการศาสตร์เป็นกรอบการเรียนรู้ “STEAM Education” เพื่อเกิดทักษะจำเป็น ในการตั้งรับ ปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ และยกระดับประชาชนทุกช่วงวัยให้เป็นพลเมืองแห่งอนาคตที่เข้มแข็ง ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเพื่อสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบต่อสังคม

ทั้งนี้ สถาบันฯ ยึดมั่นในการพัฒนา “คนไปสู่พลเมืองแห่งอนาคต” ให้มีความรู้คู่คุณธรรม มีทักษะจำเป็น คิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมพร้อมทั้งเป็นพลังร่วมในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ที่ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สันติสุข ความเป็นธรรมและความยั่งยืนในทุกมิติ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

# สถาบันนวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

# ดร.เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อารยะสกุล

# ธนวิศุทธิ์ อยู่สมบูรณ์

# อภิวัฒน์ จันแปรน

เค บุรณพนธ์