ฝนถล่มอำนาจเจริญซัด วัด-โรงเรียน-บ้านเรือน พังกว่า 300 หลัง

อำนาจเจริญ-เกิดพายุฝนกระหน่ำ  บ้านวัดโรงเรียน เสียหายยับเยิน บ้านเรือนราษฎร กว่า 300 หลัง ได้รับผลกระทบเสียหาย โรงเรียนสั่งปิด โดย ไม่มีกำหนด ปภ.จังหวัด พร้อมหน่วยรับผิดชอบระดมพลลงช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน

นางขนิษฐา  แห่งธรรม  หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า วันนี้ตนพร้อมด้วย นาย เทพรัตน์   ตันตยานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ ลงพื้นที่จริงด้วย และ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดวาตภัยในพื้นที่ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน  จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับรายงานจาก อบต. สร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน เมื่อเวลา  07.00 น. เกิดวาตภัยในพื้นที่

ขอรายงานในเบื้องต้น บ้านเรือนได้รับความเสียหายบางส่วน ประมาณ 172 ครัวเรือน วัด 1  แห่ง และโรงเรียน  ทางผอโรงเรียนได้ สั่งปิดโรงเรียนโดย ไม่มีกำหนด เนื่องจากโรงเรียน เสียหายและมีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับโรงเรียนและเส้นทางต่างๆ บริเวณโรงเรียนระเนระนาด  ดังนี้

ม.1 ประมาณ 3 ครัวเรือน
    
ม.7  ประมาณ  101 ครัวเรือน
   
ม. 10  ประมาณ 8 ครัวเรือน
  
 ม. 11 ประมาณ 3 หลัง
    
ม.12. ประมาณ 57. ครัวเรือน            
     
วัดบ้านโนนแคน ม.2 จำนวน  1  แห่ง

โรงเรียนบ้านโนนเคน  1 แห่งไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งนี้ สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญได้ประสาน หน่วยงานเข้าช่วยเหลือดังนี้

กรมน.จังหวัดอำนาจเจริญ นำทหารจิตอาสา ช่วยซ่อมแซมบ้านเรือน ประชาชน  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  นำเครื่องจักรรก  พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ   กองร้อยรักษาดินแดน นำกำลังเจ้าหน้าที่ เข้าช่วยเหลือ    ศูนย์ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเขต 13 อุบลราชธานี นำเครื่องจักรกล พร้อมเจ้าหน้าที่   อปท.ในพื้นที่เร่งสำรวจ ความเสียหายและช่วยเหลือตามระเบียบ ซึ่งขณะนี้

ทางด้านนายเทพรัตน์  ตันตยานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเอง และกล่าวว่า ขณะนี้ทางหน่วยราชการทุกภาคส่วน ได้ เร่ง ระดม เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน พร้อมแจ้งเตือนประชาชน ให้เฝ้าระวัง ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีฝนก่อตัวขึ้น อีกแล้ว ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ

แต่ถึงยังไงก็ตาม วาตภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นับว่ารุนแรงมาก แม้ต้นไม้ขนาดใหญ่ หักล้ม ในบริเวณหมู่บ้าน โรงเรียน รวมทั้งวัด เป็นจำนวน หลายพันต้น ซึ่งทางเราได้ระดมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือทางหน่วยราชการ เร่งระดมเข้าให้การช่วยเหลือ มาตั้งแต่ หลังจากเกิดเหตุ เกิดเหตุ โดยทันทีทันใดนายเทพรัตน์  ตันตยานนท์ รองผู้ว่าราชการ จังหวัดอำนาจเจริญกล่าว จากนั้นได้เรียกประชุม ด่วน ของหน่วยงานต่างๆในการเตรียมพร้อม และวางแผน เข้า ช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจัดประชุมที่บริเวณ ศาลาประชาคม

ใจกลางหมู่บ้าน ที่เกิดเหตุ ว่าจะภายในครั้งนี้ และประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือ ต่างอบอุ่นใจและดีใจไปตามๆกัน ที่ทางราชการเขาให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทันอกทันใจและ ในขณะนี้ผู้จัดการในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ยังมีฝนตก โปรยลงมา ตามหมู่บ้านตามอำเภอต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ภาพข่าว นายทิพกร  หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ รายงาน

“ไทย”โชว์ความพร้อมต่ออิตาลี เจ้าภาพงาน “Gastech 2026″หวังดึงเม็ดเงิน 7,500 ล.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ในฐานะผู้ประมูลสิทธิ์ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 จับมือกระทรวงพลังงานในฐานะองค์กรเจ้าภาพ พร้อมด้วยบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ ผู้จัดงาน และพันธมิตรในอุตสาหกรรมพลังงานของไทยเข้าร่วมงาน Gastech 2025 เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค 

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า การเปิดตัวของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพงาน Gastech 2026 ในสาธารณรัฐอิตาลี เป็นภาพสะท้อน Ecosystem ของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยที่มีการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน หรือ public-private collaboration เพื่อขับเคลื่อนการจัดงานระดับโลกให้ประสบความสำเร็จ ถือเป็นปัจจัยทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อถือและความไว้วางใจให้รับสิทธิต่อจากอิตาลีในการเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ช่วยตอกย้ำความพร้อมของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำของเอเชียสำหรับการจัดงานนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทีเส็บในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการใช้การจัดงานเป็นเครื่องมือส่งเสริมการค้าและการลงทุน การพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและการต่อยอดภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หรือกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ รวมไปถึงอุตสาหกรรมพลังงาน

“ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ไม่เพียงสะท้อนบทบาทของไทยต่ออุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้นำด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชีย และการเป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้านานาชาติของภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมอีกด้วย”

สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการจัดงาน Gastech 2026  คือ โอกาสเจรจาธุรกิจและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้ประกอบการพลังงานชั้นนำจากทั่วโลก โอกาสของความร่วมมือทั้งทวิภาคีและพหุภาคีต่อยอดด้านพลังงานในอนาคต โอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของผู้ร่วมงานและการสร้างงานให้กับบุคลากรชาวไทย ประการสำคัญคือภาพลักษณ์และบทบาทของไทยในเวทีโลก เพราะงาน Gastech 2026 จะมีบุคคลระดับรัฐมนตรีพลังงานจากนานาประเทศเดินทางมาร่วมงาน

งาน Gastech 2026 คาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 ราย จาก 150 ประเทศทั่วโลก รวมถึงผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกว่า 1,000 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมมูลค่าประมาณ 14,620 ล้านบาท โดยในส่วนของการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยประมาณการเป็นมูลค่า 7,500 ล้านบาท การจัดเก็บภาษี 1,023 ล้านบาท และการจ้างงาน 4,700 อัตรา

“ในฐานะผู้ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมไมซ์มีบทบาทพัฒนาประเทศ ทีเส็บเชื่อมั่นว่า งาน Gastech ที่กลับมาจัดในประเทศไทยในรอบ 18 ปี จะประสบความสำเร็จด้วยดี เพราะประเทศไทยมีความพร้อมของบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนใน Ecosystem ของการจัดงาน สถานที่จัดงานและโรงแรมที่พักมีมาตรฐานสากลและประสบการณ์รองรับการจัดงานระดับโลกทั้งงานประชุมและงานแสดงสินค้า โครงสร้างพื้นฐานการเดินทางพร้อมดึงผู้ร่วมงานจากทั่วโลก

เพราะปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่ให้บริการสายการบินจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก การให้บริการด้วยวิถีไทยที่เป็นเอกลักษณ์มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ และแหล่งพักผ่อนหย่อนใจหลากหลายรูปแบบสำหรับนักเดินทางธุรกิจ” ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.ลาลีวรรณ ‘ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯสมัยที่ 28 ลุยยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีทั่วประเทศ

มติเอกฉันท์ท้วมท้น ลงคะแนนให้ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี เข้ารับตำแหน่ง ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์  สมัยที่ 28 (พ.ศ.2568-  พ.ศ. 2571) ท่ามกลางเสียงต้อนรับแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น ๔ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น     ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นางสาวสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 27 พร้อมคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร  สมาชิกสมทบ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมัยที่ 27  จัดการประชุมสามัญประจำปี 2568 และจัดการเลือกตั้งประธานสภาสมาคมสตรีฯ และคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่สมัยที่ 28  (พ.ศ.2568-  พ.ศ. 2571)

 โดยมีองค์กรสมาชิกจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และมีที่ปรึกษาสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  และอดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน ดร.เรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล   เยาวเรศ ชินวัตร   ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ร่วมเป็นสักขีพยาน  โดยในช่วงท้ายของการประชุม เปิดโอกาสให้ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป้นคณะกรรมการอำนวยการ แสดงวิสัยทัศน์ ในการอาสาเข้ามาทำงานเป็นกรรมการอำนวยการ สมัยที่ 28

 จากนั้นในช่วงบ่าย ผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งฯ ได้เข้ามาใช้สิทธ์เลือกตั้ง ฯ   อย่างพร้อมเพรียงจากทั่วทุกภาคของประเทศ ผลปรากฏว่า ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรสมาชิกทุกภาค ด้วยคะแนเสียงท้วมท้น มาเป็นอันดับที่ 1 เลือกให้ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 ประจำปี พ.ศ.2568-2571 พร้อมด้วยผู้สมัครรับการเลือกตั้งได้เป็นคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่ รวมจำนวนทั้งหมด 19 คน ตามลำดับคะแนน ได้แก่

1.ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

2.นางกนกวรรณ วงศ์ทองศรี สมาคมผู้นำสตรีพัฒนาชุมชนไทย จังหวัดบุรีรัมย์

3.พลตรีหญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในราชูปถัมภ์ฯ

4.นางสาวศิริพร ไชยสุต สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยฯ

5.นางณัฏฐ์กัญญา แสงโพธิ์ สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-ภูเก็ต

6.นางวิชาญา ตั้งสง่า สมาคมภริยาแพทย์แห่งประเทศไทยฯ

7.นางธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิงจังหวัดร้อยเอ็ด

8.นางมุกดา ธิษณ์ธนากร สมาคมสตรีศรีอยุธยา

9.นางทิพวรรณ กิตติสถาพร สมาคมสตรีนักธุรกิจใหม่และวิชาชีพแห่งประเทศไทย-กาฬสินธุ์

10.นางอัจฉราวรรณ ลิ้มเล็งเลิศ สมาคมสตรีนักธุรกิจใหม่และวิชาชีพแห่งประเทศไทย-เชียงใหม่

11.ดร.ศรีศุภางค์ มอฤทธิ์ สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำจังหวัดนนทบุรี

12.นางฉวีวรรณ สิทธิแก้ว สมาคมครูอนุบาลสมุทรปราการ

13.นางสาวมรกต โชติกุล สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

14.นางนภาสิริ ผาสุกวนิช สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย

15.นางสาวอินทิรา สวัสดิ์พานิชย์ สมาคมซอนต้า แห่งประเทศไทย

16.นางสาวณัฏฐ์ปภาณ จันทร์ละมูล สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม

17.นางสาวดวงนภา วิจิตรเขื่อนขันท์ สมาคมสตรีเพื่อสตรี

18.นางไปรยา บุญมี สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพมหาสารคาม

19.นางศรีวรรณ สายฟ้า สมาคมสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 ได้ปราศรัยต่อองค์กรสมาชิกที่เข้าร่วมงานว่า “ดิฉัน ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ขออาสามารับใช้พี่น้ององค์กรสมาชิกเพื่อสืบสานภารกิจงานสภาสตรีที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาบทบาทสตรีของเราผ่านองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความรู้ ความสามารถของสตรีไทยทุกท่าน ภารกิจและหน้าที่ของประธานเข้าใจดีว่า สภาสตรีแห่งชาติ เป็นองค์กรที่รวม องค์กรสตรีทั่วประเทศ มีสตรีผู้มากด้วยศักยภาพและประสิทธิภาพ ดังนั้น

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 จะเป็นสมัยที่พวกเราทุกคนจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ การแบ่งปัน เสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ดิฉัน ขออาสานำพาภารกิจของสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ในสมัยที่ 28 ไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว  ขอขอบคุณพี่น้ององค์กรสมาชิกทุกท่าน ที่สนับสนุน ไว้ใจ ดิฉัน”

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี อดีตประธานกรรมการ บริษัทชาโต เดอ แบงคอค เป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจคนหนึ่งของเมืองไทย และยังแบ่งเวลามาทำสาธารณกุศลในตำแหน่งต่างๆ อีกมากมาย อาทิ รองประธานมูลนิธิกฤตานุสรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานสมาคมการพูดภาษาอังกฤษ (ประเทศไทย) นายกสมาคมสตรีเพื่อสตรี นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย และยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

โรงพยาบาลกรุงเทพตอกย้ำความเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุมทั่วไทยด้วยแคมเปญ ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน All Hearts Matter

โรงพยาบาลกรุงเทพ (Bangkok Hospital) โชว์ความแข็งแกร่งของเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการให้บริการสุขภาพในระดับสากล ที่เชื่อมโยงทุกการรักษาให้เข้าถึงได้แบบไร้รอยต่อ รวดเร็ว ด้วยมาตรฐานการรักษาเดียวกัน

เพื่อมอบความมั่นใจในการรักษาที่ดีให้กับให้กับผู้ป่วยทุกคน โรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพมาตรฐานระดับสากลและเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้านที่พร้อมดูแลทุกคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด และปลอดภัย ด้วยเครือข่ายของโรงพยาบาลกรุงเทพกว่า 26 แห่งทั่วประเทศ โดยนำศักยภาพของทีมแพทย์ในเครือข่ายพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ผู้ชำนาญการช่วยกันวินิจฉัย รักษาและส่งต่อผู้ป่วยในเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ

เพิ่มความมั่นใจอีกขั้นด้วย ศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วย 24 ชม. (BDMS Medevac Center) ในยามฉุกเฉินหรือสถาการณ์วิกฤต พร้อมส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาได้ทันเวลาในเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

นายแพทย์สีหราช โลหชิตรานนท์ ประธานคณะทำงานเพื่อพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “การส่งมอบบริการทางการแพทย์ที่เข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐานการรักษาในระดับสากล และมีผลลัพธ์การรักษาที่ดี จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายโรงพยาบาลที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงระบบการส่งต่อผู้ป่วย ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศยาน ที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองระดับสากลทั้งเครือข่าย

ตลอดเวลา 54 ปี โรงพยาบาลกรุงเทพกว่า 26 แห่งได้พัฒนาคุุณภาพการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเทคโนโลยี ความชำนาญของบุคลากรทุกคน เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยให้ดีขึ้น นอกจากนี้การมีเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพกระจายอยู่แต่ละจังหวัดทำให้เกิดจุดเด่นคือ ความเข้าใจวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่เข้าถึงได้ง่ายและเกิดประสิทธิภาพในการรับและส่งต่อผู้ป่วย”

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพของคนไทยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้จัดทำแคมเปญ “ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน All Hearts Matter” ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน ❤️ All Hearts Matter | เครือโรงพยาบาลกรุงเทพซึ่งเป็นแคมเปญเฮลท์แคร์ ระดับประเทศที่ชวนคนไทยทุกคนให้ความสำคัญกับโรคหัวใจ ที่เกิดได้กับทุกคน ทั้งกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยชวนให้ตระหนักถึงการสังเกตอาการผิดปกติ แม้เพียงเล็กน้อย การสังเกตอาการคนรอบข้าง และรู้ว่าต้องติดต่อใครในเหตุการณ์ฉุกเฉิน

พร้อมเปิดตัวหนังสั้นที่สะท้อนสถานการณ์ของโรคหัวใจที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน รับชมหนังสั้นและเรื่องราวที่เกี่ยวกับโรคหัวใจได้ที่นี่ “ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน All Hearts Matter” ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน ❤️ All Hearts Matter | เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

เพื่อเน้นย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงขอมอบชุดตรวจสุขภาพหัวใจที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมแต่ละช่วงวัยให้ทุกคนได้มีโอกาสดูแลหัวใจตัวเองและคนรอบข้างด้วยมาตรฐานเดียวกัน และราคาเดียวกันทั่วประเทศ

Allheartsmatter #ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน #โรงพยาบาลกรุงเทพ

ทุ่งทานตะวันบ้านสะพรั่งริมถนน304ปราจีนฯ อ้าแขนรับนักท่องเที่ยว

ปราจีนบุรี–เชิญชวนแวะเซลฟี่ถ่ายรูปทุ่งทานตะวันริมถนน304หน้าอบต.ตะเคียน หลังได้ทำการปรับภูมิทัศน์ปลูกดอกทานตะวันบริเวณริมถนนสายสุวินทวงศ์ (กบินทร์บุรี-ฉะเชิงเทรา) หรือ ถนนสาย  304 ฝั่งขาล่องฉะเชิงเทรา บนเนื้อที่ 1 ไร่เศษให้เกิดความสวยงามเป็นที่พักผ่อนแก่ผู้ผ่านไป-มา

หลังจากองค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน(อบต.)  อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี   ได้ทำการปรับภูมิทัศน์ปลูกดอกทานตะวันบริเวณริมถนนสายสุวินทวงศ์ (กบินทร์บุรี-ฉะเชิงเทรา) หรือ ถนนสาย  304 ฝั่งขาล่องฉะเชิงเทรา บนเนื้อที่ 1 ไร่เศษให้เกิดความสวยงามเป็นที่พักผ่อนแก่ผู้ผ่านไป-มา

ขณะนี้ทุ่งดอกทานตะวันกำลังออกดอกเบ่งบานสะพรั่งเชิญ ชวนผู้ที่สัญจรผ่านไป-มาบนถนนสาย 304ขาล่องฉะเชิงเทรา แวะถ่ายรูปเซลฟี่ทุ่งดอกทานตะวันบ่นเนื้อที่ 1 ไร่ และ ทาง องค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.)องค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.)ได้แบ่งพื้นที่ปลูกดอกทานตะวันไว้รอให้ประชาชนทั่วไป ได้แวะถ่ายรูปดอกทานตะวันเพิ่มไว้สำรองอีก 1 ไร่

นางสาวสุมนา บุญสวา เจ้าหน้าที่ อบต.ลาดตะเคียนกล่าวว่าอบต.ลาดตะเคียนภายใต้การนำโดยนายสิริเชษฐ์ ทองคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.)ได้ปรับสภาพภูมิทัศน์ปลูกดอกทานตะวันเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่รวมถึงประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาบนถนนสาย 304ได้แวะถ่ายรูปเซลฟี่ดอกทานตะวันบนเนื้อที่ 2 ไร่

โดยแบ่งปลูกดอกทานตะวันชุดแรกบนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ซึ่งกำลังออกดอกบานสะพรั่ง และปลูกรุ่นที่ 2 อีก 1 แปลง ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมาบนถนน 304 หน้าองค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน(อบต.) แวะถ่ายรูปดอกทานตะวันได้ทุกวัน

โดย…มานิตย์ สนับบุญ  – ข่าว /ทองสุข สิงห์พิมพ์– ภาพ / ปราจีนบุรี##

“ประสานความรุ่งเรือง นุ่งผ้าเมือง เยือนถิ่นตาก” กระตุ้นศก.ท้องถิ่น

ตากจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว  กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น-ชุมชน  “ประสานความรุ่งเรือง นุ่งผ้าเมือง เยือนถิ่นตาก” เพื่อสืบสาน -อนุรักษ์และเผยแพร่ภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น งานคราฟท์ -กลุ่มชาติพันธุ์

ฝ่ายปกครองจังหวัดตาก-สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานตาก-หอการค้าจังหวัดตาก-สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก- เครือข่ายธุรกิจเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก (Biz Club SEZ Tak ) วิสาหกิจเพื่อชุมชนจังหวัดตาก –พาณิชย์จังหวัดตาก-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ในพื้นที่  -ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว  กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่-ชุมชน   ที่ลานกิจกรรม ชั้น 2 ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ อ.แม่สอด จ.ตาก  โดยนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานเปิดกิจกรรมลงนามความร่วมมือ “ประสานความรุ่งเรือง นุ่งผ้าเมือง เยือนถิ่นตาก”  โดยมี ส่วนราชการ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมงาน

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายธุรกิจเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก Biz Club บริษัทรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อชุมชนจังหวัดตาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอผ้า ทั้งผ้าพื้นถิ่น งานคร๊าฟท์ และผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ ให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีมาตรฐาน มีมูลค่าเพิ่ม เป็นเวทีเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และชุมชนในจังหวัดตาก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการ และก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในจังหวัดตากอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยใช้ผ้าพื้นถิ่น และผ้าทอกลุ่มชาติพันธ์ เป็นสื่อกลางในการสร้างความประทับใจ และเพิ่มเสน่ห์ให้แก่นักท่องเที่ยว ที่มาเยือนจังหวัดตาก

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมลงนามความร่วมมือ “ประสานความรุ่งเรือง นุ่งผ้าเมือง เยือนถิ่นตาก” การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าท้องถิ่น และผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้า และงานคราฟท์ของชุมชน รวมทั้งการเจรจาธุรกิจและเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ และศักยภาพของจังหวัดตาก ในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว  กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น-ชุมชน   ฟื้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ และสืบสานขนบธรรมเนียม ความเป็นไทย นุ่งผ้าไทย ผ้าทอพื้นเมือง -อนุรักษ์และเผยแพร่ภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น งานคราฟท์ และผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์

รพ.กรุงเทพชูแคมเปญ ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน All Hearts Matter ตอกย้ำความเป็นเครือข่ายรพ.ครอบคลุมทั่วไทย

โรงพยาบาลกรุงเทพ (Bangkok Hospital) โชว์ความแข็งแกร่งของเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการให้บริการสุขภาพในระดับสากล ที่เชื่อมโยงทุกการรักษาให้เข้าถึงได้แบบไร้รอยต่อ รวดเร็ว ด้วยมาตรฐานการรักษาเดียวกัน

เพื่อมอบความมั่นใจในการรักษาที่ดีให้กับให้กับผู้ป่วยทุกคน โรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพมาตรฐานระดับสากลและเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้านที่พร้อมดูแลทุกคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด และปลอดภัย ด้วยเครือข่ายของโรงพยาบาลกรุงเทพกว่า 26 แห่งทั่วประเทศ โดยนำศักยภาพของทีมแพทย์ในเครือข่ายพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ผู้ชำนาญการช่วยกันวินิจฉัย รักษาและส่งต่อผู้ป่วยในเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นใจอีกขั้นด้วย ศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วย 24 ชม. (BDMS Medevac Center) ในยามฉุกเฉินหรือสถาการณ์วิกฤต พร้อมส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาได้ทันเวลาในเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

นายแพทย์สีหราช โลหชิตรานนท์ ประธานคณะทำงานเพื่อพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “การส่งมอบบริการทางการแพทย์ที่เข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐานการรักษาในระดับสากล และมีผลลัพธ์การรักษาที่ดี จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายโรงพยาบาลที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงระบบการส่งต่อผู้ป่วย ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศยาน ที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองระดับสากลทั้งเครือข่าย

ตลอดเวลา 54 ปี โรงพยาบาลกรุงเทพกว่า 26 แห่งได้พัฒนาคุุณภาพการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเทคโนโลยี ความชำนาญของบุคลากรทุกคน เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยให้ดีขึ้น นอกจากนี้การมีเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพกระจายอยู่แต่ละจังหวัดทำให้เกิดจุดเด่นคือ ความเข้าใจวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่เข้าถึงได้ง่ายและเกิดประสิทธิภาพในการรับและส่งต่อผู้ป่วย”

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพของคนไทยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้จัดทำแคมเปญ “ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน ❤️ All Hearts Matter” ซึ่งเป็นแคมเปญเฮลท์แคร์ ระดับประเทศที่ชวนคนไทยทุกคนให้ความสำคัญกับโรคหัวใจ ที่เกิดได้กับทุกคน ทั้งกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยชวนให้ตระหนักถึงการสังเกตอาการผิดปกติ แม้เพียงเล็กน้อย การสังเกตอาการคนรอบข้าง และรู้ว่าต้องติดต่อใครในเหตุการณ์ฉุกเฉิน

พร้อมเปิดตัวหนังสั้นที่สะท้อนสถานการณ์ของโรคหัวใจที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน รับชมหนังสั้นและเรื่องราวที่เกี่ยวกับโรคหัวใจได้ที่นี่ “ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน ❤️ All Hearts Matter” (ฝังลิ้งนี้ https://bkhos.co/xuczLQ) เพื่อเน้นย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของเครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงขอมอบชุดตรวจสุขภาพหัวใจที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมแต่ละช่วงวัยให้ทุกคนได้มีโอกาสดูแลหัวใจตัวเองและคนรอบข้างด้วยมาตรฐานเดียวกัน และราคาเดียวกันทั่วประเทศ

Allheartsmatter #ทุกหัวใจไม่เหมือนกัน #โรงพยาบาลกรุงเทพ

ไทม์ไลน์‘เขมร’ป่วน‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ทำร้ายจนท.ไทย เจอ‘แก๊สน้ำตา’เผ่นหางจุกตูด

‘กองทัพบก’เปิดไทม์ไลน์‘ชาวกัมพูชา’รอคณะIOT เดินทางกลับ ระดมคน 6 คันรถป่วน‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ระดมคนรื้อลวดหนาม ทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย จนถูกยิง‘แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง’เผ่นหางจุกตูด

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก สรุปไทม์ไลน์เหตุการณ์ในวันที่ 17 กันยายน 2568 กรณีชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว และทำร้ายเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน จึงมีการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางดังต่อไปนี้

สรุปเหตุการณ์ ในวันที่ 17 กันยายน 2568 ดังนี้

เวลา 13.45 คณะ IOT เดินทางถึง จต.ส.34 (บ้านหนองหญ้าแก้ว) อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อฟังบรรยายสรุปสถานการณ์จาก ผบ.ฉก.12

เวลา 14.10 คณะ IOT ทั้ง 2 ฝ่ายลงพื้นที่ พูดคุย ณ แนวลวดหนามป้องกันตนเอง บ้านหนองหญ้าแก้ว

คณะ IOT ตรวจพื้นที่ ที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามรื้อแนวลวดหนาม

เวลา 15.10 คณะ IOT (ฝ่ายไทย) เดินทางกลับ

เวลา 16.00 ฝ่ายไทยเข้าเสริมแนวป้องกันให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น

เวลา 16.06 ฝ่ายกัมพูชานำประชาชน ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก พระสงฆ์ เข้ามากดดันบริเวณแนวลวดหนาม

เวลา 16.17 จากภาพถ่ายทางอากาศตรวจพบ ขบวนรถจำนวน 6 คัน ของฝ่ายกัมพูชา คาดว่าเป็นการเพิ่มเติมกำลัง

เวลา 16.20 ฝ่ายกัมพูชาเริ่มเปิดฉากรื้อแนวลวดหนาม

เวลา 16.23 ฝ่ายไทยนำกำลังชุดควบคุมฝูงชนเข้าควบคุมสถานการณ์ ปฏิบัติตามกฎการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนัก เริ่มต้นจากการแจ้งเตือน พร้อมใช้แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง

> ประชาชนกัมพูชา ขว้างไม้ ก้อนหิน หนังสติ๊ก กระทำต่อฝ่ายเรา
ชุดควบคุมฝูงชนใช้รถ LRAD แก๊สน้ำตา กระสุนยาง สลายการชุมนุม
ชาวบ้านกัมพูชาถอยออกจากแนวปะทะ เนื่องจากแก๊สน้ำตา

เวลา 16.45 ฝ่ายไทยกำลังดำเนินการวางแนวลวดหนามและเสริมความมั่นคงด้วยยางรถยนต์ ประชาชนกัมพูชายังปักหลักในพื้นที่ และตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

เวลา 17.00 สถานการณ์ยังไม่สงบ โดยทางประชาชนฝ่ายกัมพูชายังพากันปลุกระดมให้ต่อต้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ประกาศแจ้งเตือนอยู่ตลอดเวลาให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาดูแลประชาชนของฝ่ายตนเองให้อยู่ในความสงบ และใช้เครื่องส่งคลื่นสัญญาณเสียงเพื่อสลายการชุมนุมของประชาชนกัมพูชา

เวลา 18.30  ประชาชนกัมพูชาถอนตัวออกจากแนวปะทะ
และ กำลัง จนท.ฝ่ายเรา ถอนตัว เหตุการณ์ทั่วไปกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

จากเหตุการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว ฝ่ายไทยได้ใช้มาตรการควบคุมฝูงชนปฏิบัติในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง และยังคงเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงมีมวลชนบางส่วนที่ยังปักหลักดูสถานการณ์ในพื้นที่

ตำรวจไซเบอร์บุกทลายขบวนการค้าบุหรี่ไฟฟ้าคาคอนโดฯหรูย่านแจ้งวัฒนะ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง..ผบก.สอท.2  พ.ต.อ.ชัยรัตน์ วรุณโณ รอง ผบก.สอท.2  สั่งการให้ ,พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2, พ.ต.ท.เอกรินทร์ สนนาค รอง ผกก.4 บก.สอท.2

นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 793/2568 ตรวจค้นห้องพักในคอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่งย่านแจ้งวัฒนะ  อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  เข้าจับกุม น.ส.จิราพร พันธุ์เดช อายุ 28 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ พร้อมตรวจยึดของกลาง บุหรี่ไฟฟ้า ยี่ห้อMarbo 9k ชนิดสูบแล้วทิ้ง จำนวน 15 กล่อง รวม 150 ชิ้น  มูลค่าประมาณ 80,000 บาท

โดยตำรวจชุดสืบสวน กก.4 บก.สอท.2 ได้ร้บข้อมูลจากสายลับว่ามีกลุ่มไลน์ชื่อ “RJV Reseller Admin”  มีการลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนทั่วไป จึงทำการสืบสวนจนทราบว่าน.ส.จิราพร  เป็นแอดมินและเป็นผู้จัดส่งบุหรี่ไฟฟ้า มีที่พักอาศัยอยู่ที่คอนโดฯดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบว่ามีการปิดฉลากหน้ากล่องระบุว่าเป็นน้ำหอมเบบี้คิดส์ เพื่ออำพรางสายตาเจ้าหน้าที่ ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายค้นและเข้าจับกุมไว้ได้พร้อมของกลางทั้งหมด

จากการสอบสวนน.ส.จิราพรให้การยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากเพื่อนให้มาทำงานเป็นแอดมินคอยติดต่อลูกค้าและจัดส่งบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางขนส่งเอกชน  โดยจัดส่งทางพัสดุภัณฑ์ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 12,000 – 18,000 บาท

โดยตำรวจดำเนินคดีในความผิดฐาน “ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของที่มิได้ผ่านพิธีทางศุลกากร (บุหรี่ไฟฟ้า) ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา246 ก่อนควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เรียน-เล่น-ปลูกอนาคต “ซีพีเอฟ ปันรู้ ปลูกรักษ์” ชวนเยาวชนรักโลกอย่างยั่งยืน

เช้าวันนี้ โรงเรียนวัดตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ กว่า 200 คน ที่พร้อมใจกันเข้าร่วม โครงการ “ซีพีเอฟ ปันรู้ ปลูกรักษ์” ร่วมกับคุณครู ผู้ปกครอง และคนในชุมชน

 โครงการที่เกิดขึ้นจากความเชื่อของพี่ๆซีพีเอฟ ที่ว่า “การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากการลงมือทำของคนรุ่นใหม่” กิจกรรมจึงถูกออกแบบเป็น “ฐานการเรียนรู้” 4 ฐาน ที่ทั้งสนุกและได้สาระ

  • ฐานโลกรวน – ชวนปลูก เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องโลกร้อน พร้อมปลูกต้นไม้เล็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง
  • ฐานฮีโร่ความปลอดภัย – ได้ความรู้เรื่องน้ำดื่มสะอาด การดับเพลิงเบื้องต้น และสัญลักษณ์เตือนภัยรอบตัว
  • ฐานเศรษฐกิจพอเพียง – เรียนรู้แนวคิด “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ของในหลวง ร.9 นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ฐานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น – แม่ ๆ ป้า ๆ มาสอนทำขนมเทียนโบราณ ทั้งอร่อย ทั้งต่อยอดอาชีพได้ในอนาคต

“หนูชอบทุกกิจกรรมที่พี่ ๆ ซีพีเอฟมาจัดให้เพราะสามารถเอาไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะฐานโลกรวนชวนปลูก เพราะโลกร้อนขึ้นทุกวัน เมื่อเราได้ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นก็มีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ วันนี้ทำให้พวกเราได้ทั้งความรู้และความสนุก ถือเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สนุกมาก” เสียงสะท้อนจากน้องนักเรียน บอกตรงกันว่ากิจกรรมสนุกและได้ประโยชน์จริง

อีกหนึ่งเสียงบอกว่า “ชอบฐานศิลปวัฒนธรรม ได้เรียนวิธีทำขนมไทยโบราณ ทำให้หนูรู้ว่าอาหารแต่ละจานทำยากและซับซ้อนแค่ไหน ขนมเทียนใส่ไส้วันนี้จึงเป็นทั้งเมนูแสนอร่อยและเป็นวัฒนธรรมทางอาหารของคนบ้านเรา ส่วนฐานฮีโร่ความปลอดภัย ก็สอนให้รู้จักป้ายเตือน สัญญาณเตือนต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราและอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนมากขึ้น”

นางสุธาลักณ์  เจริญลอย ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวชื่นชมว่า ซีพีเอฟเป็นเหมือนสมาชิกของชุมชนที่ให้การสนับสนุนโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง การสร้างฐานการเรียนรู้ทั้ง 4 ฐาน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็กๆที่ได้ฝึกทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ทักษะวิชาการ ที่สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ได้จัดโครงการนี้ขึ้นและหวังว่าจะมีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ต่อไป

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2566 จนถึงวันนี้ โครงการ “ซีพีเอฟ ปันรู้ ปลูกรักษ์” เข้าถึงเด็กและเยาวชนไทยแล้วกว่า 13,840 คน ใน  87 โรงเรียน ครอบคลุม 22 จังหวัดทั่วประเทศ และขยายเครือข่ายเยาวชนรักษ์โลกให้ได้ 30,000 คน ภายในปี 2570 ผ่านการบูรณาการความรู้ STEM Education (Science, Technology, Engineering and Mathematics) 4 สาขาวิชาหลักที่ถูกนำมาบูรณาการในการเรียนการสอน ที่เรียกว่า “สะเต็มศึกษา” มาเป็นเครื่องมือสอดแทรกการทำกิจกรรมต่อๆไป

นี่จึงไม่ใช่แค่การเรียนรู้นอกห้องเรียน แต่เป็นวันที่อบอุ่น สนุกสนาน และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ที่จะผลักดันให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นเป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมดูแลโลกอย่างยั่งยืน