ปราจีนฯยกทัพ “ขนมเขียวใบหยก”ออกบูธขายเทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย”

ปราจีนบุรี-  ยกทัพ “ขนมเขียวใบหยก” ร่วมงานเทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025) ณ รอยัล พาร์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์

นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจีงหวัดปราจีนบุรี มอบหมายให้ นางสุมลฑา เจริญศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย ดร.บังอร วิลาวัลย์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี และบุคลากรสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมพิธีเปิดงานเทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025) โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน เข้าร่วม

ในการนี้ นางสุมลฑา เจริญศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนุบรี พร้อมด้วยผู้ประกอบการเข้ารับเกียรติบัตร กิจกรรม ๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิน “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ และนางสาวอัญชลี บุญนุกูล (เพจ  : ปราจีนบุรี เช็คอิน) เข้ารับเกียรติบัตรอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิ่น  “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ พร้อมทั้งออกบูธสาธิตการทำขนมเขียวใบหยก ของดีจากอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

ผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสรสชาติแห่งความภูมิใจของคนปราจีนบุรี และเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลายตลอด ๓ วันเต็ม  ระหว่าง วันที่  ๑๔ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ณ รอยัล พาร์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์

โดย…มานิตย์  สนับบุญ/ปราจีนบุรี

นักกีฬาซูโม่ 400ชีวิตทั่วโลก ร่วมศึกซูโม่นานาชาติ

สมาคมกีฬาซูโม่แห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซูโม่ 3 รายการใหญ่ ที่สนามแข่งขันมหาวิทยาลัยรังสิต  ได้แก่
   1.26th Sumo World Championships 2025
   2.19th Junior Sumo World Championships 2025
   3.15th Asian Sumo Championships 2025

โดยบรรยาการของการจัดการแข่งขันเต็มไปด้วยความคึกคัก นักกีฬาซูโม่กว่า 400 คนจาก 40 กว่าประเทศทั่วโลก เดินทางเข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่เวลา 09.00 น. ซึ่งเริ่มจากการแข่งขันซูโม่รายการ 26th Sumo World Championships 2025 โดยครึ่งวันเช้ามีชิงชัยกัน 12 เหรียญทอง ผลการแข่งขันเป็นไปตามคาดนักกีฬาซูโม่ทีมชาติญี่ปุ่นต้นตำรับกีฬาซูโม่กวาดไปถึง 11 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ส่วนอีก 1 เหรียญทองเป็นของมองโกเลียที่พลิกชนะนักกีฬาญี่ปุ่น

ส่วนนักกีฬาซูโม่ทีมชาติไทยได้มา 2 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดง โดย 2 เหรียญเงินได้จากนุ่นเฮฟวี่เวทชายน้ำหนัก 115 ก.ก.นายก้องภพ ดีจันจ้อย นักกีฬาซูโม่วัย 19 ปีจากจังหวัดลพบุรี ซึ่งรอบชิงชนะเลิศแพ้ให้กับ ทาเกชิ โคเสะ ส่วนอีก 1 เหรียญเงินมาจากทีมหญิงที่แพ้ให้กับทีมญี่ปุ่นเช่นกัน ส่วนเหรียญทองแดงได้จากรุ่นไลท์เวทหญิง (65 ก.ก.) ราคา เชาวน์รุ่งเมธี , รุ่นมิดเดิ้ลเวตทหญิง (73 ก.ก.) อิศรา เจริญยิ่ง , นรุ่นเฮฟวี่เวทหญิง (80 ก.ก.) สุทธิดา พินสุวรรณ , รุ่นโอเพ่นเวทชาย ศิวกร ชัยพุฒิ และประเภททีมชาย

ถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจสำหรับนักกีฬาซูโม่ทีมชาติไทยในรายการแรก ซึ่งนายจักรพงษ์ เชาวน์รุ่งเมธี นายกสมาคมกีฬาซูโม่แห่งประเทศไทย มองภาพรวมในครึ่งวันแรกของการแข่งขันว่าผลงาน 2 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดงของนักกีฬาซูโม่อาจจะไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ต้องยอมรับว่านักกีฬาซูโม่จากหลายๆประเทศต่างก็มีพัฒนาการที่ดีมาก

โดยเฉพาะต้นตำรับกีฬาซูโม่อย่างญี่ปุ่น ที่มีเทคนิคและพลกำลังที่สร้างความหนักใจให้กับนักกีฬาจากทุกชาติ ในขณะที่ มองโกเลีย , คีร์กีสถาน และอิหร่าน ก็แข็งแกร่งเช่นกัน ก่อนทิ้งท้ายกล่าวเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยมาร่วมชมร่วมเชียร์นักกีฬาไทย ที่ยังมีการแข่งขันอีกหลายรายการในการแข่งขันวันที่ 14 ก.ย.68  ที่สนามแข่งขันมหาวิทยาลัยรังสิต

สสว. หนุน SME ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS ออกบูธในงาน “Thai SME-GP Day 2025 จังหวัดนครปฐม”

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุนผู้ประกอบการ SME ที่ลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business Development Service : BDS) ในการร่วมออกบูธแสดงสินค้าและบริการ ในงาน “Thai SME-GP Day 2025 จังหวัดนครปฐม” เพื่อเปิดโอกาสในการเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้งพบปะผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้ประกอบการ กว่า 1,500 ราย

นายอรรถวุธ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในงาน กล่าวว่า “งานครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญของ SME เพราะจังหวัดนครปฐม เป็นเมืองที่สำคัญ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ถึง 400,000 ล้าน/ปี หรือเป็นลำดับที่ 9 ของประเทศ โดยมีกว่า 40,000 กิจการ เป็นผู้ประกอบการ SME ดังนั้น เศรษฐกิจของจังหวัดนครปฐม จึงอาจจะต้องขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพของ SME ให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสมาถึง”

ด้าน ดร.อภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า “สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้มีการดำเนินการโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business Development Service : BDS) พร้อมจัดให้มีกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ที่น่าสนใจ ตลอดจนการส่งเสริมโอกาสทางการตลาด

โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ต่าง ๆ ของ สสว. ได้ร่วมออกบูธในงาน Thai SME-GP Day 2025 จังหวัดนครปฐม เพื่อร่วมกิจกรรม Business Matching การสัมมนาให้ความรู้ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดสากล และเพื่อให้ได้พบปะกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานกว่า 1,500 ราย”

โอกาสนี้ คุณมาโนช ผิวขำ บริษัท เขาจันทร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน ได้เปิดเผยว่าจากการได้เข้าร่วมออกบูธในงานดังกล่าวว่า “ต้องขอบคุณโครงการ BDS ที่มอบโอกาสในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งเดิมยังไม่เป็นที่รู้จักมาก และยังได้รับคำแนะนำทางด้านการทำการตลาดอีกด้วย”

คุณวนิดา ลิ้มดวงเด่น บริษัท จักรวัฒน์นวการ จำกัด กล่าวว่า “เมื่อสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS ในกิจกรรมการออกบูธมีการตอบรับที่ดีมาก เพราะได้พบผู้ซื้อโดยตรง ที่สำคัญปกติการทำธุรกิจ ต้องใช้งบประมาณในการทำการประชาสัมพันธ์ทางการตลาด การเข้าร่วมโครงการ BDS ช่วยเราได้มากในการประชาสัมพันธ์สินค้า”

คุณยุพนา สันติเจริญเลิศ บริษัท บี เอ็น ซุพพีเรียมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า “เข้าร่วมโครงการ BDS เพราะต้องการให้กิจการเติบโตมากขึ้น และเมื่อเข้าร่วมโครงการ BDS ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจให้เราได้มาก โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้ได้มาตรฐาน”

ปิดท้ายที่ คุณปรีชา ลีลาวิไลลักษณ์ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสยาม จำกัด เผยว่า “การเข้าร่วมโครงการ BDS ทำให้เราได้เครือข่ายที่กว้างมากขึ้น และโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ระบบ BDS ทำให้เราได้อัปเดตเรื่องการตลาด และการต่อยอดทางธุรกิจได้มากขึ้น” 

สำหรับผู้ประกอบการที่ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถเข้าไปลงทะเบียนและสมัครขอใช้บริการได้ที่ https://bds.sme.go.th/

คึกคัก “Singburi Journey Run Ride Cycling”ออกกำลังกายฟังเรื่องเล่า วิถีชุมชนริมสายน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 13 กันยายน 2568 ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี นายสุเมธ ธีรนิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เปิดกิจกรรม “Singburi Journey – Run  Ride  Cycling”ออกกำลังกายไปกับเรื่องเล่าศรัทธา–วิถีชุมชนริมสายน้ำเจ้าพระยา/ป่าสัก

โดยมีนางวาสนา ธีรนิติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด สิงห์บุรี นายปฏิญญา สันติชาติงาม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ และนักวิ่งจากหลายจังหวัด เข้าร่วมการแข่งขัน โดยมีเส้นทางเดิน ระยะทาง 3 กิโลเมตร และเส้นทางวิ่ง ระยะทาง 11 กิโลเมตร โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวน 900 คน

นายปฏิญญา สันติชาติงาม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่าจังหวัดสิงห์บุรีร่วมกับหน่วยงานภาคีกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน จัดกิจกรรม “Singburi Journey – Run  Ride  Cycling” ระหว่างวันที่ 13–14 กันยายน 2568 ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง ชวนคนไทยออกกำลังกายไปพร้อมเรียนรู้

เส้นทางศรัทธา–วิถีชุมชน เลียบสายน้ำ เจ้าพระยา/ป่าสัก ผ่านวัด–ชุมชนสำคัญ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวในชุมชน เพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว และส่งเสริมให้ประชาชนเกิดสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงผ่านการออกกำลังกาย

นายสุเมธ ธีรนิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดกิจกรรมเดิน วิ่ง ในวันนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนอย่างคล่องตัว สร้างโอกาสและกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนในจังหวัดสิงห์บุรี เสริมสร้างสุขภาพร่างกาย สุขภาพใจให้แข็งแรง และสร้างอัตลักษณ์ของจังหวัดสิงห์บุรี ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายต่อไป

ซึ่งในปัจจุบัน กิจกรรม เดิน วิ่ง ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์มากมาย ใช้เพียงรองเท้าวิ่งที่เหมาะสมและพื้นที่ปลอดภัย ทุกคนก็สามารถเริ่มต้นได้ทันที ซึ่งกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่นจักรยานมีประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ และสามารถสร้างมิตรภาพและความสามัคคีให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

จังหวัดสิงห์บุรี เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ มีอดีตยาวนานและมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ อย่างเช่น อุทยานวีรชนค่ายบางระจันซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายบางระจันในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย นอกจากนี้ยังมีวัดสำคัญหลายแห่ง อาทิ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ที่มีองค์พระพุทธไสยาสน์ปางโปรดอสุรินทราหูองค์ใหญ่

ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทยวัดพิกุลทองพระอารามหลวง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ พระเกจิชื่อดังของจังหวัดสิงห์บุรี ที่มีพระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางประทานพร ศิลปะสมัยสุโขทัย องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและวัดประโชติการาม

เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองสิงห์บุรี เป็นที่ประดิษฐานพระยืนคู่แห่งเดียวในเมืองไทย นามว่าหลวงพ่อทรัพย์ และหลวงพ่อสิน เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ พระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันจันทร์ รวมไปถึงเทวาลัยพระพรหมซึ่งเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งแต่ละสถานที่ต่างล้วนมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจทั้งสิ้น

ถ้วยรางวัลชนะเลิศ เดิน–วิ่ง 11KM ประเภทชาย Overall รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ฬีลาพล ม่วงไหม เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 40.31 นาที รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ธนายุทธ กลิ่นปทุม เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 40.32 นาที รองชนะเลิศอันดับ 2ได้แก่ ชยุทธ เทียนถาวร เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 44.41 นาที

เดิน–วิ่ง 11KM ประเภทหญิง Overal รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ชื่นกมล เมตรชลายุทธ เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 54.52 นาที รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ สิตานัน เวทย์วัฒนชัย เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 55.33 นาที รองชนะเลิศอันดับ 2ได้แก่ ชนธิชา หลักคำ เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 55.40 นาที

โดยนักเดิน-วิ่งทั้ง 2 ประเภท 50 คนแรกทั้งชายและหญิงที่เดินวิ่งเข้าเส้นชัยตามเวลาที่กำหนดจะได้รับเหรียญพิเศษ

โดยในวันที่ 14 กันยายน จะมีกิจกรรมการปั่นจักรยาน 30 KM อีกหนึ่งรายการ ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี

มวลน้ำเหนือไหลสมทบเจ้าพระยาเอ่อล้นท่วม ตำบลท่าซุงเมืองอุทัยธานีเดือดร้อนหนัก

อุทัยธานี – วิกฤต!!มวลน้ำเหนือมาไวไหลสมทบแม่น้ำเจ้าพระยา ล้นทะลักเข้าท่วมบ้านและพืชไร่การเกษตร บ้านเรือนตำบลท่าซุ่ง ต้องขนข้าวของไว้ที่สูง ประชาชนเดือดร้อนหนัก

เมื่อวันที่ 113 ก.ย.2568ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์น้ำเหนือ ที่เขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ต้องเร่งเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นไว้ที่สูง รวมถึงรถยนต์และเครื่องมือการเกษตรไปไว้ตามถนนที่น้ำยังไม่ท่วมถึง โดยเฉพาะที่ บ้านวัดราษฎรศรัทธาธรรม หมู่ 6 ตำบลท่าซุง ระดับน้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร บ้านเรือน และถนนสายหลักในหมู่บ้าน บางจุดรถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ ทำให้ชาวบ้านต้องหันมาใช้เรือแทน

ชาวบ้านรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ปีนี้น้ำมาเร็วผิดปกติ และท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วง24ชั่วโมงที่ผ่านมา ระดับน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 30 เซนติเมตร ภายในเวลาไม่นาน ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำและบ้านเรือนถูกน้ำท่วมเสียหายต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ชาวบ้านยังคงเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งเคลื่อนย้ายสิ่งของและปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ

ทั้งนี้วันที่ 12 ก.ย.68 ระดับน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C2 เมืองนครสวรรค์ 2,101 ลบ.ม./วินาที และกรมชลประทานระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,950 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดภาวะน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยาและริมแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน  

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุทัยธานี ได้รับรายงานจากอำเภอเมืองอุทัยธานี มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง จำนวน 3 ตำบล 14 หมู่บ้าน 108 ครัวเรือน คือ ตำบลท่าซุง 6 หมู่บ้าน 28 ครัวเรือน ตำบลเกาะเทโพ 6 หมู่บ้าน 68 ครัวเรือน ตำบลน้ำซึม 2 หมู่บ้าน 12 ครัวเรือน

ซึ่ง จังหวัดอุทัยธานี อ.เมือง สาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มอบถุงยังชีพ ประกอบอาหารจัดเลี้ยงผู้ประสบภัย เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง 3 ราย แจกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ให้ผู้ประสบภัย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา โครงการชลประทานอุทัยธานี แขวงทางหลวงอุทัยธานี และแขวงทางหลวงชนบทอุทัยธานี นำเครื่องจักรกลกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองโพธิ์

ด้าน.อบต.ท่าซุง อบต.เกาะเทโพ จัดเรือพายให้ยืม มอบให้ประชาชนใช้งาน ยกของขึ้นที่สูง และจัดทำป้ายเตือน ” น้ำท่วมทาง ” ในบริเวณที่มีน้ำท่วมถนน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามระเบียบราชการ

ทั้งนี้  นาย ธีรพัฒน์  คัชมาตย์ ผวจ อน. ได้ แจ้งเตือนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศ แจ้งเตือน ประชาชนในพื้นที่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เฝ้าระวังระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น บริเวณ ตำบลหาดทนง ตำบลเกาะเทโพ ตำบลสะแกกรัง ตำบลน้ำซึม และตำบลท่าซุง อำเภอเมือง อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี และขอให้ประชาชน ติดตาม ข้อมูลข่าวสารทางราชการอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง…

พช. จัดยิ่งใหญ่! ประกวดองค์ความรู้ ทักษะงานพัฒนาชุมชน (CD KM AWARD 2025)มุ่งยกระดับการสื่อสาร-ทักษะประยุกต์ใช้ AI

พช. จัดยิ่งใหญ่! ประกวดองค์ความรู้ ทักษะงานพัฒนาชุมชน (CD KM AWARD 2025) มุ่งยกระดับการสื่อสาร และทักษะประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 68 เวลา 09.00น. ณ ลานเอนกประสงค์ ชั้น2 อาคารบี ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะฯนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ นายสมาน พั่วโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดกิจกรรมการประกวดองค์ความรู้และทักษะในงานพัฒนาชุมชน CD KM AWARD 2025 โดยมี คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัดและสื่อมวลชน เข้าร่วมฯ

โอกาสนี้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เยี่ยมชมการประกวดแข่งขัน CD KM Award (CD Talk /CD AI Creator : ทำสื่อสร้างการเรียนรู้ขับเคลื่อนผู้นำการเปลี่ยนแปลง)  และร่วมพูดคุย ให้กำลังใจ รวมถึงแนวทางการทำงานกับน้องๆ พัฒนากรรุ่นใหม่ของกรมฯ อีกด้วย

ด้าน นายสมาน พั่วโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน กล่าวรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธาน ในพิธีเปิดการประกวด องค์ความรู้และทักษะในงานพัฒนาชุมชน (CD KM Award) ในวันนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้มุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็ง สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้บุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชนได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลง พัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นการพัฒนาทักษะและเครื่องมือในการทำงานให้มีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนภารกิจสําคัญไปสู่เป้าหมายให้บรรลุความสําเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และในโอกาสนี้ กรมการพัฒนาชุมชน โดยสถาบันการพัฒนาชุมชนได้จัดการประกวดองค์ความรู้และทักษะในงานพัฒนาชุมชนภายในวันงานพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 ประกอบด้วย 1. การประกวดแข่งขัน ประเภท CD Talk 2. การประกวดแข่งขัน ประเภท CD AI Creator ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดี ที่จะทําให้เกิดการถ่ายทอด แบ่งปันองค์ความรู้ในการทํางานที่สามารถเป็นต้นแบบในการทํางานพัฒนาชุมชนได้ และเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพ ความสามารถและทักษะในการใช้เครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนได้อย่างเต็มที่ 

พร้อมกล่าวขอบคุณคณะกรรมการตัดสินการประกวด ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านทักษะการพูด/ด้านงานพัฒนาชุมชน ด้านปัญญาประดิษฐ์ AI และอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านทักษะการพูด/ด้านงานพัฒนาชุมชน ด้านปัญญาประดิษฐ์ AI และบุคลากรกรมและบุคลากรกรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้สมัครเข้าร่วมการประกวดและสนับสนุนการจัดประกวดองค์ความรู้และทักษะในงานพัฒนาชุมชน (CD KM Award) ประจำปี 2568 นี้

จากนั้นในช่วงบ่าย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้รับเกียรติอย่างสูง จากท่านอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบรางวัลและปิดกิจกรรมวันพัฒนาชุมชน (CDDAY) ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 ซึ่งรางวัลทั้งหลายที่มอบในงานนี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการอุทิศทุ่มเทกำลังกายใจที่ควรค่าแก่การยกย่องชมเชยพี่น้องเราที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีและประสบความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ และในเร็ววันนี้หลายท่านก็จะเกษียณอายุราชการ แต่คุณงามความดีทั้งชีวิตราชการที่ได้อยู่กับชาวบ้านจนทำให้กรมการพัฒนาชุมชนได้รับการยอมรับและได้รับรางวัลต่าง ๆมากมาย 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณูปการต่อกรมการพัฒนาชุมชนซึ่งเป็นหน่วยงานที่บุคลากรทำงานหนักและใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนอย่างมากพร้อมกล่าวชื่นชมและในกำลังใจบุคลากรของกรมที่มีความมุ่งมั่น อดทนและเสียสละ ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่เพื่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้ประกาศผลการประกวดองค์ความรู้ และทักษะในงานพัฒนาชุมชน (CD KM Award 2025 ) จำนวน 2 ประเภท ดังนี้

1. ประเภท CD Talk เรื่อง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง

ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย

– รางวัลชนะเลิศ ได้แก่  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์

– รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครปฐม

– รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา

– รางวัลชมเชย ได้แก่

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดหนองคาย

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำพูน

2. ประเภท CD AI Creator จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย

– รางวัลชนะเลิศ ได้แก่  ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา

-รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่  ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง

-รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำพูน

-รางวัลชมเชย ได้แก่

– ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก

– สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพัทลุง

ภาพ/ข่าว: สถาบันการพัฒนาชุมชน 

44 เยาวชนโครงการ FIFA TDS Talent ID Women 2025 เก็บตัวครั้งแรก เพื่อยกระดับฝีเท้า

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ พัฒนา สปอร์ต คลับ จังหวัดชลบุรี 44 เยาวชน เยาวชนจากโครงการ FIFA TDS Talent ID Women 2025 กับภารกิจ “ค้นป่าหาชบาแก้ว” เดินทางเพื่อเข้าแคมป์เก็บตัว เพื่อฝึกทักษะฟุตบอลและเก็บข้อมูล และร่วมกิจกรรมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ จากทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ ทางสมาคมฯ ได้เดินทางไปทำการคัดเลือกรอบภูมิภาค ทั้ง 7 โซน และได้ฐานข้อมูลเด็กรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี กว่า 1,047 ราย และทางสตาฟ์โค้ชได้มีการคัดเลือกให้เหลือ 44 ราย เพื่อเข้าแคมป์ในครั้งนี้

ซึ่งการเก็บตัวครั้งนี้นำโดย แอนโธนี ฮัดสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคสมาคมฯ, ทรงยศ กลิ่นศรีสุข รองผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค, ธิดารัตน์ วิวาสุขุ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และ สเกาท์ในโครงการค้นป่าหาชบาแก้วประกอบไปด้วย รัตติกาล ทองสมบัติ, เจนจิรา ตาวงค์, จันทร์เพ็ญ สีเสริม, และ ยมลพัทธ์ ชลสินธุ์ พร้อมด้วย เยาวชนหญิงจำนวน 44 ราย

โดยทั้งหมด จะเก็บตัวไปจนถึงวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยตลอดเวลา 4 วัน จะมีการลงฝึกซ้อมคัดเลือกจะไม่เน้นไปที่ผลการแข่งขัน แต่จะเน้นให้นักกีฬาทุกคนได้เล่นฟุตบอลและแสดงศักยภาพออกมาอย่างดีที่สุด เพื่อให้ทีมผู้ฝึกสอนเยาวชนทีมชาติ ได้เห็นฟอร์มการเล่นอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวกิจกรรมโครงการ FIFA Talent Development Scheme ผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook : TDS Thailand

#FROMGRASSROOTSTOGREATNESS #GiveEveryTalentAChance #TalentIDWomen #TalentIdentification #FIFATDS #TalentDevelopmentScheme #FAThailand

มสธ. จับมือสถาบันสื่อ–บริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนาม MOU เสริมความร่วมมือวิชาการและธุรกิจ

กรุงเทพมหานคร – มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จับมือ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสื่อและบริหารธุรกิจระหว่างไทย–จีน

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์แกรนด์ รัชดา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนมพัทธ์ สมิตานนท์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รักษาราชการแทนอธิการบดี มสธ. เป็นผู้แทนฝั่งมหาวิทยาลัย และ นางสาวคันธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน เป็นผู้แทนฝั่งสถาบัน

บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ครอบคลุมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งบุคลากร สถานที่ และอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การวิจัย และการให้คำปรึกษาทางวิชาการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและผู้เรียนให้สามารถทำงานร่วมกันในบริบทไทย–จีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนมพัทธ์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ การจับมือกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน จะช่วยเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาและการวิจัย โดยเฉพาะด้านสื่อสารมวลชนและธุรกิจระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศได้อย่างแท้จริง

นางสาวคันธรส กล่าวว่า ความร่วมมือกับ มสธ. ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมพลังความรู้จากภาคการศึกษาไทยกับประสบการณ์การทำงานของนักวิชาชีพสื่อและธุรกิจในจีน เราเชื่อว่าจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย เข้าใจพลวัตเศรษฐกิจและการสื่อสารในบริบทไทย–จีนอย่างลึกซึ้ง และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจไทย–จีน กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ เกิดจาก ดำริของดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ที่มุ่งหวังอยากจะให้โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้สื่อข่าวไทย–จีน ให้เข้าใจในมิติการสื่อสารและบริหารธุรกิจอย่างรอบด้าน

“ผมเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นสะพานแห่งความรู้และโอกาสที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งต่อผู้เรียน ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพในอนาคต ซึ่งกันลงบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ทั้งในมิติทางวิชาการ เศรษฐกิจ และสังคม” ดร.สืบพงษ์ กล่าว

ดร.สืบพงษ์ กล่าวอีกว่า บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีระยะเวลา 5 ปี โดยทั้งสองฝ่ายย้ำว่าจะดำเนินกิจกรรมเชิงวิชาการและพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเครือข่ายความรู้และความเข้าใจอันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–จีน และยกระดับมาตรฐานด้านสื่อสารมวลชนและบริหารธุรกิจไทย–จีนให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน กล่าวว่า สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน เป็นสถาบันภายใต้การสนับสนุนของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวและนักธุรกิจจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย

“โครงการนี้เกิดขึ้นจากโจทย์ที่ได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาการประสานงานของกลุ่มนักธุรกิจจีนที่มาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกับองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐ ดังนั้น สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีนจึงจัดหลักสูตรนี้ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการประสานงานกับองค์กรภาครัฐของนักธุรกิจจีน และเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน”

ดร.กำพล กล่าวต่อว่า การก้าวสู่ความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพของผู้สื่อข่าวทั้งไทยและจีน รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจไทย–จีน

“เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย สมาคมฯ ได้ส่งกลุ่มผู้สื่อข่าวไปอบรมและเรียนรู้ที่ประเทศจีนเป็นระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ด้านสื่อสารระหว่างประเทศ และในอนาคต เราวางแผนจัดโครงการรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 โดยได้รับการอนุมัติหลักการและสนับสนุนงบประมาณจากสถานทูตจีน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้สื่อข่าวไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีนกล่าว

พ่อค้าศรีสะเกษยืนยันยังไม่มีการเปิดชายแดนถาวรช่องสะงำอำเภอภูสิงห์

ประชาชนชาวบ้าน พ่อค้า รองประธานหอการค้า ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ติดกับจุดผ่านแดนถาวร ด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ยืนยันวันนี้ไม่ให้เปิดด่าน เขมรไว้ใจไม่ได้ ไม่ปลอดภัย

บรรยากาศที่จุดผ่านแดนถาวร ด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ฝั่งตรงข้าม ที่เป็นช่องจวม ของอำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา นับตั้งแต่มีคำสั่งปิดด่านอย่างไม่มีกำหนด ได้มีการนำลวดหนามหีบเพลงมาวางอีกชั้น เพื่อความปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่ด่าน ไม่มี ตม.ไม่มีศุลกากร ไม่มีเจ้าหน้าที่ใดใดมาประจำด่าน มีเพียงทหารมาเฝ้า เข้าเวรอยู่ยังที่ตั้ง ท่ามกลางกระแสข่าวของการเรียกร้องให้มีการเปิดด่านของนักธุรกิจบางกลุ่ม

และเมื่อผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่ไปตามหมู่บ้าน ตามแนวชายแดน อย่างที่หมู่บ้านแชรไปร ที่ตำบลไพรพัฒนา ที่เป็นหมู่บ้านสุดท้าย ก่อนถึงด่านชายแดนช่องสะงำ และสอบถามรองประธานหอการค้า ประธานคณะอนุกรรมการประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างยังไม่เห็นด้วย ในการเปิดด่านช่องสะงำ ในระยะนี้ เพราะยังไม่ปลอดภัย ประชาชนยังหวาดผวา กับความไม่แน่นอนของเขมร ที่ทราบว่ายังมีการเสริมกำลังมาโดยตลอด หลังประชุมเมื่อ 2 วันที่แล้ว

หัตชัย เพ็งแจ่ม รองประธานหอการคัา และประธานอนุกรรมการประสานงานชายแดนไทย กัมพูชา

นายหัตชัย เพ็งแจ่ม รองประธานหอการค้า และประธานคณะอนุกรรมการประสานงานชายแดนไทย – กัมพูชา เปิดเผยว่า ในนามของรองประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ มีหน้าที่ส่งเสริมการค้า และหาเงินเข้าประเทศ เรายอมรับว่าตอนนี้ 99% ยังไม่อยากให้เปิดด่านไทย-กัมพูชา นักธุรกิจเราเองก้ไม่อยากที่จะเสียโอกาส หากกัมพูชาเปิดให้ประเทศอื่นๆ เข้าไปค้าขายแทนไทยเรา แต่ตนก็ยังเชื่อว่า สินค้าไทย เป็นที่นิยมของชาวกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งดุลการค้าที่เราได้จากกัมพูชา ปีหนึ่งๆ ราว 2,000 ล้านบาท เฉพาะที่ด่านช่องสะงำ

 ซึ่งตนเชื่อว่าทางกัมพูชาเขาน่าจะรู้อะไรลึกๆ ในการเปลี่ยนแปลงผู้นำของไทย กัมพูชา 17 ล้านคน ไทยเรา 70 ล้านคน อาวุธสู้ไทยเราไม่ได้ ทางด้านการเมือง ฮุนเซนผิดพลาดไป คิดว่ายิงเข้ามาสัก 1 – 2 ลูก ไทยจะเจรจากันดีดี แม้กระทั้งนายทหารใหญ่ๆ ที่อยู่ตามแนวชายแดน ตอนนี้หนีไปหมดแล้ว เพราะว่าสู้ไปเขาก้ตาย ไม่ว่าจะเป็น สะไลดึก, หลี กิมเฮียง ตนเชื่อว่าตอนนี้หนีไปจีนแล้ว เพราะว่าเขาไม่อยากรบ เพราะเรารู้ว่ารบไปก็แพ้ เขาเป็นคนสนิทกับฮุนเซน เขาก้รู้ว่าฮุนเซน คิดแบบไหน เขาก็อยากให้ประชาชนเขา สะท้อนไปให้ถึงผู้นำเขา และเชื่อว่าตอนนี้กัมพูชา ยอมแล้ว แต่ก็ยังเห็นด้วยว่า ยังไม่สมควรเปิดในระยะนี้

ขณะที่ นางเสงียม บุญเกื้อ อายุ 54 ปี ชาวบ้านวนาสวรรค์ หมู่บ้านชายแดน เปิดเผยว่า ตนกำลังจะไปเก็บเห็น ตอนนี้ยังไม่เห็นด้วยในการเปิดด่าน เพราะเหตุกาณณ์บ้านเมือง ชายแดนยังไม่สงบ ตนเห็นด้วยกับที่แม่ทัพภาคที่ 2 บอก คือ ยังไม่อยากให้เปิดด่าน เพราะว่า ชายแดนยังไม่เรียบร้อย ไม่กระทบค้าขายชายแดน ไม่เป็นไรอยู่ได้ ขอให้เรียบร้อยก่อน เมื่อก่อนไม่มีเขมร เราก็อยู่ได้ ไม่ได้ค้าขายกับเขมรเราก็อยู่ได้ นับตั้งปิดด่านช่องสะงำมา สงบเงียบปลอดภัยดีมาก

ส่วน นางสุบรรณ โสลิภา 54 ปี ชาวบ้าน ชุมชนเมืองใหม่ช่องสะงำ ที่มีอาชีพเก็บเห็ดตามแนวชายแดน ด่านชายแดนช่องสะงำไปขาย ให้ความเห็น ว่า วันนี้ในฐานะประชาบชนคนไทยตนหนึ่ง เราก็ยังไม่อยากให้เปดด่าน เพราะนิยมใจคอ คนไทยกับกัมพูชา ก็ไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนไปมาหาสู่กันระหว่างไทยกับกัมพูชา วันนี้เดือนร้อนกันทั้ง 2 ฝ่าย วันนี้หากจะให้เขมรเข้ามาได้ เราก็ยังกลัวอยู่น่ะ วันนี้ยังไม่อยากให้มีการเปิดด่าน ทหารเขาจะแซกซึมมากักบประชาชน เราก็ยังกลัวอยู่ ไม่อยากให้เปิดด่านตอนนี้    

เสนาะ วรรักษ/รายงาน

ขุขันธ์ เตรียมจัดงานรำลึกพระยาไกรภักดี ประเพณีแซนโฎนตา บูชา

อำเภอขุขันธ์ เตรียมจัดงานรำลึกพระยาไกรภักดี ประเพณีแซนโฎนตา บูชา หลักเมืองลือเลี่องกล้วยแสนหวี วิถีวัฒนธรรมไทยเชื้อสายเขมร สู่ประเพณีแห่งความกตัญญู

นายพงศ์ธร จันทร์สวัสดิ์ นายอำเภอขุขันธ์ นางณัฐนันท์ จันทร์สวัสดิ์ นายกกิ่งกาชาดอำเภอขุขันธ์ ดร.วัชรินทร์ สอนพูด ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ นางสมจันทร์ บัวเขียว นายกเทศมนตรีตำบลเมืองขุขันธ์  นายรัฐวิทย์ อังคะสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ และคณะ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานรำลึกพระยาไกรภักดีประเพณีแซนโฎนตาบูชาหลักเมืองลือเรื่องกล้วยแสนศรีวิถีวัฒนธรรมไทยเชื้อสายเขมร ของอำเภอขุขันธ์ ทั้ง 23 ตำบลซึ่งจะจัดขึ้นที่บริเวณลานอนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน หรือ ตากะจะ (แปลว่า ลุงผู้เฒ่า) เจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดศรีสะเกษ

พงศ์ธร จันทร์สวัสดิ์นายอำเภอขุขันธ์

การจัดงานรำลึกพระยาไกรภักดีประเพณีแซนโฎนตาบูชาหลักเมืองลือเลี่องกล้วยแสนหวี กำหนดจัดระหว่างวันที่ 15 ถึง 23 กันยายน 2568 เพื่อร่วมรำลึกถึงบุญคุณผู้ก่อตั้งสร้างเมืองขุขันธ์ตลอดจนบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ โดยจะนำเอาอัตลักษณ์พร้อมตำนานการสร้างเมืองขุขันธ์ก่อนจะมาเป็นจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบันซึ่งผู้คนทั้ง 23 ตำบล คงสืบสานรักษาวัฒนธรรมประเพณีแซนโฎนตา ได้อย่างเหนียวแน่น

สมจันทร์ บัวเขียวนายกเทศมนตรีตำบลเมืองขุขันธ์

ถือเป็นานประเพณีอันสำคัญ ที่ได้มีการส่งไม้ต่อให้ลูกหลานคนรุ่นหลังได้ต่อยอดรองรับการท่องเที่ยวถึงชุมชนจนเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติอีกแห่งหนึ่งในแถบอีสานใต้พร้อมยกระดับสู่เทศกาลคนดีมีความกตัญญูรู้คุณ

ดร.วัชรินทร์ สอนพูด วัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์

โดยเตรียมยกระดับเป็นงานเทศกาลรองรับนักท่องเที่ยวได้ชมความตระการตากับวิถีวัฒนธรรมผ่านแสงสีเสียง ประวัติเมืองขุขันธ์ ทานอาหารและเครื่องแต่งกายเฉพาะถิ่นอีกทั้งกล้วยที่นำมาจัดขบวนแห่และนำไปร่วมแซนโฎนตามากถึงแสนหวีพร้อมขนมข้าวต้มมัดหมูเห็ดเป็ดไก่ซึ่งถือมีการจับจ่ายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละปีถึง 30 ล้านบาททีเดียว

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน