“ดร.ก้องศักดิ์” ชวนคนไทยนับถอยหลัง “ซีเกมส์ 90วัน” คว้าชัย-เจ้าภาพที่ดี

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นประธานในงานแถลงข่าว 9 เดือน 9 นับถอยหลัง 90 วัน รวมใจคนไทย เชียร์ให้สุดใจ คว้าชัยซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ โดยมี  นายธนา  ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ฯ, นายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองการทูตวัฒนธรรม ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ , นางสาวพีร์ภากรมณณ์ เนียมใย นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา), นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ นายกสมาคมกีฬาคนพิการทางปัญญาแห่งประเทศไทย

ผู้แทนสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน (APSF) นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่า กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, นายธัชนาถ ทองประกอบ รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ,  นักกีฬาทีมชาติ, สื่อมวลชนชาวไทย และสื่อมวลชนจากอาเซียน ร่วมงาน ณ ลาน Beacon 2 ชั้น 1 เซ็นทรัล เวิลด์ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากผู้ที่มาร่วมงาน เพื่อร่วมรับชมไฮไลท์ของงานอย่างพร้อมเพรียง

ผู้ว่าการ กกท. เปิดเผยว่า นับจากนี้อีก 90 วัน ประเทศไทย โดย 3 จังหวัด ทั้ง กรุงเทพมหานคร  จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสงขลา รวมทั้งประชาชนชาวไทย เราจะพร้อมใจกันเพื่อเป็นเจ้าภาพที่ดี ในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค. 2568 ให้ประทับใจผู้มาเยือน ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายได้เตรียมความพร้อมทุก ๆ ด้าน อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน ประเทศไทย ก็ยังได้เตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่าง วันที่ 20-26 ม.ค. 2569 ที่ จังหวัดนครราชสีมา ควบคู่กันไปด้วย

“ตลอด 90 วันนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการสร้างการรับรู้ และเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยให้มาร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มาเยือน ทั้งคณะนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ติดตามจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มากที่สุด ให้สมกับที่ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์จากการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติมาแล้วมากมายหลายรายการ“

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงบทเพลงประจำการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในเพลงที่ชื่อว่า “1%” ซึ่งสร้างสรรค์โดยศิลปินชื่อดัง “ฟักกลิ้งฮีโร่” (F.HERO) หรือ กอล์ฟ-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก ศิลปินแร็ปเปอร์แถวหน้าของเมืองไทย ร่วมด้วย “วี วิโอเลต” หรือ วิโอเลต วอเทียร์ นักร้อง นักแต่งเพลง และนักแสดงลูกครึ่งไทย-เบลเยียม รวมทั้งยังได้รับฟังความรู้สึก แรงบันดาลใจ ตลอดจนความพร้อมของ 6 นักกีฬาที่จะเป็นตัวแทนทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13  ได้แก่ วารีรยา สุขเกษม นักกีฬาสเก็ตบอร์ด, วราวุฒิ แสงศรีเรือง นักกีฬายูยิตสู, จอมคน พุ่มสีนิล นักกีฬาอีสปอร์ต, รุ่งโรจน์ ไทยนิยม นักกีฬาเทเบิลเทนนิสอาเซียนพาราเกมส์, ศศิภาพร จันทวิสูตร และอัจฉราพร คงยศ นักกีฬาวอลเลย์บอล อีกด้วย

จากนั้น นักกีฬาทีมชาติไทยดังกล่าว ได้ร่วมกิจกรรมสร้างกระแสการรับรู้การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ของประเทศไทย “INSPIRE THE GAME คลินิกกีฬา ปลุกพลังฝัน” ที่จัดควบคู่กับงานแถลงข่าวในครั้งนี้ ณ บริเวณลาน Eden ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมร่วมพูดคุยและสาธิตเทคนิคกีฬาของแต่ละชนิดกีฬา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่อยู่ในบริเวณงาน และบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ กิจกรรมสร้างกระแสการรับรู้การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ของประเทศไทย ในรูปแบบ Road Show และ Troop Caravan มีกำหนดจัดขึ้นต่อเนื่องกันใน 3 จังหวัดเจ้าภาพ ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ในเดือนตุลาคม 2568, จังหวัดสงขลา เดือนพฤศจิกายน 2568 และจังหวัดนครราชสีมา ในเดือนมากราคม 2569

สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท จัด LADY SOCIETY 2025 สุดยิ่งใหญ่อีกครั้ง ดึงโปรฯสาวสวยดวลวงสวิงศึก “PINEHURST LADY 2nd CHALLENGE 2025” ตุ.ค. นี้

Pinehurst Golf Club & Hotel (PH) ประกาศจัดการแข่งขัน “LADY SOCIETY 2025” “PINEHURST LADY 2nd CHALLENGE 2025” ทัวร์นาเมนต์การแข่งขันของสุภาพสตรีที่กำลังจะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 30 ตุลาคม นี้ หลังจากเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ได้เคยจัดการแข่งขันจนประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างมากมาย  ทั้งบรรยากาศการแข่งขันที่เข้มข้น และเครือข่ายความสัมพันธ์อันแข็งแรง  ในกลุ่มนักกอล์ฟสุภาพสตรี   ในปีนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ได้สะท้อนถึงความ ตั้งใจของ คุณกรณ์ภัสสร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานที่ปรึกษา      ไพน์เฮิร์สท กรุ๊ป  ผู้บริหารหญิงแกร่ง   ในการพัฒนาเวทีการแข่งขันให้เป็นทั้ง “สนามแข่งขัน” และ “สนามมิตรภาพ” สำหรับผู้หญิงที่รักในกีฬากอล์ฟทุกคน

ไพน์เฮิร์สท เดินหน้าจัดการแข่งขันอีกครั้ง ด้วยคอนเซ็ปต์ “Compete & Connect & Co-Work” เน้นสร้างพื้นที่พลังบวกของผู้หญิง ที่สามารถแสดงถึงศักยภาพในการเล่นกอล์ฟ พร้อมๆไปกับการร่วมสร้างสังคมคุณภาพ นอกจากนี้ PH ยังได้เปิดโซนพิเศษขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับและปรับโหมดการทำงานเดิมๆไปสู่การทำงานในแบบฉบับคนยุคใหม่ขึ้น โดยได้เปิด “Co-Working Space” ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและวิวแฟร์เวย์”สุดสายตากว่า 500 ไร่ เพื่อให้เป็นโซนสำหรับรองรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น สายชิม-แชะ-แชร์  นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ที่จะมาเปลี่ยนห้องประชุม ห้องทำงาน ให้กลายเป็นวิวสนามกอล์ฟแสนสดชื่น “ Meeting with a View ” ตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid Work

คุณกรณ์ภัสสร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานที่ปรึกษา ไพน์เฮิร์สท กรุ๊ป กล่าวว่า “การกลับมาของ LADY SOCIETY หรือ “PINEHURST LADY 2nd CHALLENGE 2025”ครั้งนี้  เพราะ เราต้องการให้กิจกรรมนี้เป็นมากกว่าการแข่งขัน  เราตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงได้เติบโต ทั้งฝีมือในสนามและความสัมพันธ์นอกสนาม   พร้อมกันนี้ ในปี 2025 นี้ ไพน์เฮิร์สท ยังต้องการยกระดับประสบการณ์ใหม่ให้คุณสุภาพสตรีทุกท่านที่มาร่วมแข่งขัน   ด้วยการเพิ่มจุดพักผ่อนที่ตอบสนองสำหรับการทำงานได้ด้วย เพราะโซนพิเศษของเรา ถูกจัดให้เป็น Co-Working Space ในวิวแฟร์เวย์ ที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาติของสนามกอล์ฟที่โอบล้อมคุณ เพื่อให้ผู้มาที่ไพน์เฮิร์สท  ได้รับประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่เหมือนที่ไหน ให้คุณสามารถ ‘เล่นได้ ทำงานได้ แชร์โมเม้นท์ความสุขความสนุก  เชื่อมต่อกันได้ในที่เดียวค่ะ”

 “และการจัดการแข่งขัน “PINEHURST LADY 2nd CHALLENGE 2025”  ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่สองนี้   จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจของพวกเราที่จะทำให้เป็น สนามแข่งขันนี้ เป็น สนามแห่งมิตรภาพ สำหรับผู้หญิงที่รักในกีฬากอล์ฟ การกลับมาของทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ จึงไม่เพียงต่อยอดความสำเร็จของปีที่ผ่านมา แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของเราที่พร้อมจะผลักดันสนามกอล์ฟให้ก้าวหน้า และยืนเคียงข้างนักกอล์ฟสุภาพสตรีทุกคนอย่างภาคภูมิค่ะ   และในโอกาสต่อๆไป เราก็อาจจะจัดให้มีกิจกรรมการแข่งขันเพื่อการกุศล หรือในประเภทอื่นๆที่น่าสนใจขึ้นอีก   ซึ่งต้องฝากรอติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ” คุณกรณ์ภัสสร กล่าว ”

สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท หรือ ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ แอนด์ โฮเทล เป็นสนามกอล์ฟ 27 หลุม ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์กอล์ฟครบวงจร พร้อมพัฒนา Community ที่หลอมรวมกีฬา ไลฟ์สไตล์ และการทำงานยุคใหม่ในพื้นที่เดียว  พร้อมเปิดตัว Café + Co-Working Space  พื้นที่ใหม่นี้ต่อยอดจากจุดแข็งของสนามกอล์ฟ Pinehurst ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้ง Driving Range โรงแรม สปา สระว่ายน้ำ และร้านอาหาร ที่เปิดบริการทั้ง Day Golf และ Night Golf ซึ่งผู้มาใช้บริการสามารถเลือกประชุม–ทำงานช่วงกลางวัน และต่อด้วยกิจกรรมกอล์ฟยามเย็นภายใต้แสงไฟได้ในที่เดียว พร้อมกันนี้ สนามตั้งอยู่ในย่านรังสิต การเดินทางสะดวกสบาย ใกล้กรุงเทพเพียงนิดเดียว

พบกับ “PINEHURST LADY 2nd CHALLENGE 2025” 30 ตุลาคม 2568 นี้ ที่ Pinehurst Golf Club & Hotel

สนใจเข้าร่วมสมัครแข่งขัน / หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

เว็บไซต์: www.pinehurst.co.th     โทรศัพท์: 02-516-8679-84

Facebook Page: https://www.facebook.com/Pinehurst.Golf.Thailand

IG: https://www.instagram.com/pinehurstgolf.hotel     LINE: @pinehurstline

#pinehurstgolfclub #GolfSociety #GolfConnection #ไนท์กอล์ฟรังสิต #สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์ส #Golf #GolfCourse

งาน “Yard OTOP Sale กาญจน์ชิลล์ดี กรีนมาร์เก็ต 2568”

จังหวัดกาญจนบุรีจัดงานใหญ่ “Yard OTOP Sale กาญจน์ชิลล์ดี กรีนมาร์เก็ต 2568”วันที่ 11–15 กันยายน 2568 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต เวลา 10.00 – 22.00 น.

วัตถุประสงค์ของงาน

ส่งเสริมสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน

ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและแรงงาน

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์

สร้างโอกาสทางการค้า ทั้งในและต่างประเทศ

ไฮไลต์กิจกรรม

มินิคอนเสิร์ต จากศิลปิน “ไข่มุก รุ่งรัตน์”

การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ระบำศรีไชยสิงห์ รำเหย่ย รำเถิดเทิง

กิจกรรม Workshop เช่น เขียนลายอัตลักษณ์, ทำผ้าพิมพ์ลายธรรมชาติ (Eco Print)

โซนอาหารพื้นถิ่น เช่น ปลาแม่น้ำสด, พลอยเมืองกาญจน์, เห็ดโคน

รวมของดี 13 อำเภอ ของจังหวัดกาญจนบุรีไว้ในงานเดียว

สินค้าหัตถกรรม, สมุนไพร, ผ้าทอ, ของฝาก หลากหลาย

ความสำคัญของงาน

เป็นเวทีให้ผู้ประกอบการ เชื่อมโยงตลาด – พัฒนาสินค้า – ต่อยอดธุรกิจ

สนับสนุนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน

ส่งเสริมจังหวัดกาญจนบุรีสู่การเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างยั่งยืน

ขอเชิญชวนประชาชนร่วม “ชม ชิม ช้อป” สินค้าชุมชน พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ททท.รุกกลุ่มตลาด Wedding & Honeymoon แดนภารตะ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มุ่งเจาะกลุ่มตลาด Wedding & Honeymoon ของอินเดีย จัดงาน The Celebration with Care Wedding Planners Fam Trip & Trade Meet ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2568 นำคณะ Wedding Planner และออร์แกไนเซอร์ จากสาธารณรัฐอินเดีย พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเดินทางสำรวจสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและความพร้อมรองรับการจัดงานแต่งงานและงานเฉลิมฉลองในจุดหมายปลายทางจังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ เร่งเครื่องหนุนตลาดอินเดียทะลุเป้าหมายกว่า 2 ล้านคนในปี 2568

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ตลาด Wedding & Honeymoon ของอินเดียเป็นตลาดกลุ่มความสนใจพิเศษที่มีศักยภาพสูงและเติบโตโดดเด่น เนื่องจากชาวอินเดียให้ความสำคัญกับการจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ ใช้เวลาจัดงานหลายวัน และมีการเชิญแขกผู้เข้าร่วมงานแต่ละครั้งจำนวนมากประมาณ 200-400 คน รวมถึงมีงบประมาณในการใช้จ่ายกับการจัดงานแต่งงานอย่างเต็มที่ ขณะที่ประเทศไทยมีความพร้อมและศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการแต่งงานของชาวอินเดีย ด้วยความสวยงามและความหลากหลายของสถานที่ในการจัดงานแต่งงาน  ความพร้อมของโรงแรมระดับ 4-5 ดาว บริการที่ครบวงจร ทั้งการตกแต่ง พิธีการ การจัดเตรียมอาหาร และความเชี่ยวชาญในการบริการรองรับงานแต่งแบบอินเดียของโรงแรมและออร์แกไนเซอร์ในประเทศไทย ตลอดจนความสะดวกสบายในการเดินทางจากมาตรการยกเว้นวีซ่า

รวมถึงความคุ้มค่าในการจัดงานในประเทศไทยที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าอินเดียประมาณ 20-40% ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวอินเดียในการจัดงานแต่งงานและเฉลิมฉลองในวาระต่าง ๆ โดย ททท. เดินหน้าส่งเสริมตลาด Wedding & Honeymoon ของอินเดียอย่างเต็มที่ ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ให้บริการจัดงานแต่งงานในไทย เช่น โรงแรม, Wedding Planner, ผู้จัดตกแต่งสถานที่ และผู้ประกอบการด้านการเดินทาง กับ Wedding Planner ชั้นนำของอินเดียในเมืองสำคัญ อาทิ นิวเดลี มุมไบ อาเมดาบัด ไฮเดอราบัด รวมถึงส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแต่งงานสำหรับชาวอินเดียในประเทศไทย ซึ่งคาดว่า แรงส่งจากการเติบโตของตลาด Wedding & Honeymoon จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญผลักดันให้ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียเติบโตทะลุเป้าหมายกว่า 2 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 1 แสนล้านบาทในปี 2568

สำหรับการจัดงาน The Celebration with Care Wedding Planners Fam Trip & Trade Meet ททท. นำคณะ Wedding Planner & Organizer จากสาธารณรัฐอินเดีย จำนวน 20 ราย เดินทางมาร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยในพื้นที่ภาคใต้ จากจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี จำนวน 31 ราย แบ่งเป็น โรงแรมที่พัก 24 ราย เรือท่องเที่ยว 3 ราย แหล่งท่องเที่ยว 2 ราย สายการบิน 1 ราย และผู้แทนสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต 1 ราย ในวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ในยางบีช พร้อมเดินทางสำรวจโรงแรมที่พักที่มีความพร้อมในการรองรับการจัดงานแต่งงานและงานเฉลิมฉลอง และสินค้าบริการทางการท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ บริการสปาและเวลเนส กิจกรรมชายหาด และชอปปิง ณ จังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2568  อาทิ บาบา บีชคลับ, โรงแรมเลอเมอริเดียน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช รีสอร์ต, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท, โรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน เกาะสมุย, โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย, โรงแรมไฮแอท รีเจนซี เกาะสมุย, โรงแรมอนันตรา ลาวาณา เกาะสมุย, โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ จากนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2566-2567 ททท. คาดว่ามีจำนวนคู่แต่งงานชาวอินเดียเดินทางมาจัดงานแต่งงานในประเทศไทยกว่า 1,200 คู่ โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการจัดงานแต่งงานมูลค่าประมาณ 10-20 ล้านบาท ซึ่งประมาณการว่าสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย 17,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามแนวโน้มการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม –9 กันยายน 2568 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 1,627,414 คน เติบโตร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ถือเป็นนักท่องเที่ยวอันดับที่ 3 ที่เดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด รองจากจีน และมาเลเซีย โดย ททท. เดินหน้ามุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพในตลาดอินเดีย เน้นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและขยายวันพัก

โดยเฉพาะ กลุ่ม Family, Incentive, Wedding & Celebrations, Lady Travelers, Active Senior, Millennials, Luxury Leisure และ Golf ควบคู่กับการขยายฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ (New Segments) ได้แก่ Self-drive, Rejuvenating และ Adventure รวมถึงกระตุ้นการเดินทางครั้งแรกของนักท่องเที่ยวอินเดีย (First Visitor) เพื่อผลักดันการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียสู่เป้าหมาย

“จีแคป”ชี้ปัจจัย “สหรัฐ” ตัวแปรราคาทองคำพุ่ง

กรุงเทพฯ – บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ชี้ ราคาทองคำยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะแรงกดดันกรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ป่วนเสถียรภาพและความเป็นอิสระของเฟด หากเฟดเสียความเป็นอิสระจริง ทองคำอาจพุ่งแรงต่อเนื่อง ด้านนักวิเคราะห์แนะสบช่องทยอยลงทุน วางกลยุทธ์รอย่อตัวเข้าซื้อที่ $3,555 / $3,525 

นางสาว อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง หลังจากทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกลางเดือนนี้ ซึ่งความคาดหวังดังกล่าวจะดึงดูดกระแสเงินลงทุนไหลเข้าสู่ทองคำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ได้เปรียบในช่วงดอกเบี้ยขาลง

 ส่วนปัจจัยที่ยังต้องจับตา โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐฯ เรื่องการโจมตีและแรงกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเฟด ซึ่งทำให้ตลาดกังวลถึงเสถียรภาพและความเป็นอิสระของธนาคารกลางมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนจับตาคำตัดสินสำคัญเกี่ยวกับการถอดถอนผู้ว่าการเฟด ลิซา คุก โดยหากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจะยิ่งเป็นการตอกย้ำแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ได้ประเมินว่า หากเฟดสูญเสียความเป็นอิสระ ราคาทองคำอาจพุ่งแตะเกือบ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

อีกทั้งตลาดทองคำได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ร่วงลงอย่างหนัก ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำลดลง และเมื่อบวกเข้ากับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการค้าโลกที่ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวหนุนให้ภาพรวมทองคำยังเป็นบวก โดยเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจทั้งในระยะกลางถึงระยะยาว

หัวหน้านักวิเคราะห์ GCAP GOLD กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางบริษัทฯ แนะนำกลยุทธ์ รอย่อตัวเข้าซื้อ            ที่ $3,555 / $3,525 เนื่องจากภาพรวมทองคำยังเป็นบวก โดยตลาดจับตาท่าทีดอกเบี้ยเฟด รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อที่จะประกาศเพิ่มเติม ซึ่งหากท่าทีดอกเบี้ยเฟดยังคงส่งสัญญาณไปในทิศทางผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ทำให้คาดว่าราคาทองคำมีโอกาสขึ้นทดสอบโซนต้าน $3,630–$3,650 (ราคาทองคำไทยประมาณ 54,800 / 55,000 บาท) หากยังเบรกโซนนี้ขึ้นไปได้ จะเป็นการเปิดทางสู่ $3,700 ต่อไป (ราคาทองคำไทยประมาณ 55,500 บาท) ดังนั้น นักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะและรอเล่นสั้น อาจพิจารณาการย่อตัวในช่วง 1-2 วันแรกของสัปดาห์ หากราคาทองคำย่อตัวลงแต่ไม่หลุดแนวรับระยะสั้น $3,555 / $3,525 ให้ทยอยเข้าซื้อเก็บเพื่อเล่นรอบ (ราคาทองคำไทยอาจอยู่ประมาณ 53,850 / 53,600 บาท)

ส.ฟุตบอลอัดฉีด1ล.ช้างศึกU23 เข้ารอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชียที่ซาอุ

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอน ฟุตบอลชายทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก นัดที่สาม

เกมดังกล่าว ทีมชาติไทย เอาชนะ มาเลเซีย 2-1 คว้าแชมป์กลุ่มเอฟ ได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย ที่ซาอุดีอาระเบีย

“เราเจอสถานการณ์ฝนตกมาสองแมตช์ ทำให้ความกระหายเหมือนจะหายไป ต้องขอบคุณท่านนายกสมาคมฯ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ที่ท่านให้กำลังใจเต็มที่ในทุกเกมและซัพพอร์ตสร้างแรงบันดาลใจในเรื่องของเงินอัดฉีดก่อนแข่ง 1 ล้านบาท หากเราชนะเกมนี้  ซึ่งท่านนายกฯได้เป็นห่วงในเรื่องนี้ด้วย จึงได้สนับสนุนเงินอัดฉีด และผู้บริหารรวมถึงโค้ชของแต่ละสโมสร เพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ให้นักเตะเข้ามาร่วมในแคมป์นี้ ซึ่งบางคนสามารถเข้ามาช่วยยกระดับได้ดี” โค้ชวัง กล่าว

“ตอนเข้ามารับงานในแคมป์แรกน้องๆหลายคนยังไม่ได้ปรีซีซั่น แต่พอมาในแคมป์สองก่อนจะมาเล่นเอเชียนคัพรอบคัดเลือก น้องๆได้ปรีซีซั่นกับสโมสร และเราได้นักเตะที่มีคุณภาพเข้ามา ทำให้เรื่องของการวางแผนแทคติกค่อนข้างจะเข้าใจได้มากขึ้น”

“ก่อนที่ทางคคนะ คำยก จะมาร่วมทีม ผมได้โทรหาทั้งพี่เป้ (รณฤทธิ์ ซื่อวาจา) หรือโค้ชอ้น (รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค) จริงๆจะเรียกเขาเข้ามาตั้งแต่จบเกมที่เมืองทองเจอกับอยุธยา แต่น้องมีอาการบาดเจ็บ ทำให้ได้เข้ามาก่อนที่เราจะเริ่มแข่งขัน แต่มันไม่ได้ช้าเกินไป ไม่ว่าจะแมตช์ที่แล้วหรือแมตช์นี้ที่เขามีทั้งแอสซิสต์และยิงประตูได้ แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถยกระดับทีมได้”

“ก่อนถึงซีเกมส์เราจะมีแคมป์ฟีฟ่าเดย์อีกสองรอบ ผมได้บอกเด็กๆไปว่าเวลาที่เราอยู่ด้วยกันครั้งนี้เป็นแคมป์ที่สอง อาจจะไม่สามารถวางแทคติกที่มันซับซ้อนมากได้ ต้องพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดที่ละจุดไป แต่ในแคมป์สามเดือนตุลาคม อาจจะเรียกนักเตะเข้ามาซึ่งจะเป็นนักเตะที่เป็นโครงสร้างของชุดนี้ เพื่อต่อยอดไปในซีเกมส์”

“ในส่วนของเอราวัณ ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าหากเข้ารอบสุดท้ายอาจจะเรียกเขามา เพราะในครั้งนี้อยากที่จะใช้น้องๆที่อยู่ในประเทศก่อน เพราะเรามีเวลาน้อย และจะต้องต่อยอดไปในซีเกมส์ด้วย ซึ่งในช่วงนั้นเอราวัณอาจจะมาเล่นไม่ได้เพราะไม่ใช่ช่วงฟีฟ่าเดย์”

ด้าน “คคนะ คำยก” กองกลางทีมชาติไทยที่ทำสองประตูในเกมนี้ กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจที่สามารถพาทีมไปถึงเป้าหมายได้ สองประตูที่ทำได้ไม่ใช่เกิดจากผมคนเดียว มันเกิดจากเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยกันเล่นและช่วยกันอย่างเต็มที่มากกว่า การที่ผมมาช่วยครั้งนี้คือต้องการที่จะให้ทีมไปเล่นรอบต่อไปให้ได้ มันเป็นความท้าทายของเราที่จะต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆเพื่อยกระดับตัวเอง การแข่งขันซีเกมส์เราจะเล่นเต็มที่แน่นอน เพื่อเป็นแชมป์ และเป็นการจัดที่ประเทศไทยด้วย ต้องใส่เกินร้อยครับ

“ปีนี้ผมได้มีการยกระดับตัวเองในเรื่องการยิงประตูให้มากขึ้นจากการฝึกซ้อม มันต้องทำให้ได้เพื่อพัฒนาตัวเองและไปเล่นที่ต่างประเทศ การมีส่วนร่วมกับประตูในทีมชาติช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กลับไปในนามสโมสรได้พอสมควร ผมอยากจะขอบคุณแฟนบอลทั้งที่มีและไม่ได้มาในสนาม เพราะเป็นกำลังใจในการเล่นของพวกเรา เราจะทำเต็มที่เพื่อแฟนบอล ฝากทุกคนเชียร์พวกต่อไปด้วยครับ”

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทย #U23 #AFC #2026AFCU23AsianCup #ชิงแชมป์เอเชีย #เอเชียนคัพ

หนีกรุง!!! มุ่งสู่“ตลาดน้ำอัมพวา” ท่องเที่ยววิถีไทย ดื่มด่ำธรรมชาติ

“อ.อัมพวา” จ.สมุทรสาคร สถานที่ท่องเที่ยววิถีไทย ที่ยังมีมนต์เสน่ห์ของนักเดินทาง สัมผัสบรรยากาศชุมชน สังคมแบบไทยๆ ท่ามกลางธรรมชาติงดงาม เคียงข้ามแม่น้ำเสมือนเส้นเลือดหลักของชีวิตที่หล่อเลี้ยงชุมชนมายาวนาน สร้างความสุขทางใจ ที่ได้ชมบรรยากาศยามเช้าสองฝั่งแม่น้ำ อิ่มบุญด้วยการตักบาตรยามเช้า

ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์อ้อมล้อมด้วยสวนผลไม้ ลิ้มลองอาหารแบบไทยๆ สวรรค์นักเดินทางของสายกิน เลือกทานของกินอร่อยอีกเพียบ เพียงแค่ขับรถจากกรุงเทพเพียงไม่กี่ชั่วโมง แวะมาหาความสุขรับโอโซนที่บริสุทธิ์ ที่นี่ “อัมพวา”

บพค.จัดเสวนา “แกะรอยสารพิษ…ปลุกชีวิตแม่น้ำกก”แก้วิกฤติสารหนูจากเหมืองแร่ Rare Earth ปนเปื้อน!

นิด้า – ผลกระทบจากมลพิษในแม่น้ำกกเริ่มน่าเป็นห่วงมากขึ้น หลังมีการตรวจพบสารหนูในร่างกายของเด็ก ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังวิกฤติครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในเมียนมาร์ที่ปล่อยสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ลงสู่แม่น้ำ

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์

ระดมความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่าย

จากปัญหาดังกล่าวทางหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาฯ (บพค.) จึงได้จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ  “จากข้อมูลสู่โอกาส : แกะรอยสารพิษ…ปลุกชีวิตแม่น้ำกก” ขึ้น ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อเร็ว ๆ นี้  

ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาฯ (บพค.)   “ตามที่ทราบกันแล้วว่า วิกฤติแม่น้ำกก เกิดจากการทำเหมืองแร่ Rare Earth ในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีการปล่อยนำเอาของเสียจากอุตสาหกรรมนั้นเข้ามาสู่เมืองไทย จากปัญหาดังกล่าว เป็นภารกิจหนึ่งที่ บพค.ต้องเข้าไปเร่งรัดดำเนินการ บพค. สนับสนุนงบประมาณ

และส่งทีมนักวิจัยลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินจากแม่น้ำกกบริเวณบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อนำไปวิเคราะห์ความเป็นพิษด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน  เมื่อได้ผลวิจัยและแนวทางการแก้ไขปัญหาแล้วนำไปสู่การขับเคลื่อนในเชิงนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษดังกล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล

ด้วยประสบการณ์ ความรู้ และวิสัยทัศน์ ของ ดร.ณิรวัฒน์ บพค. พร้อมเดินหน้าสู่บทบาทองค์กรแกนนำในการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกอ่างมั่นคงและยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ นิด้า และประธานฟิวเจอร์เอิร์ธไทยแลนด์ เน้นย้ำว่าการใช้แร่ธาตุในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแล้วปล่อยให้มีการปนเปื้อนในแม่น้ำ จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงต่อประชาชน โดยเฉพาะเมื่อพบสารหนูในร่างกายเด็ก ต้องมีการศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมต่อสุขภาพประชาชน ทุกฝ่ายต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้นและอาจต้องพิจารณาไม่ซื้อแร่ Rare Earth จากประเทศเพื่อนบ้านหากมีความจำเป็น และต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคและแหล่งน้ำที่ใช้ วิกฤติมลมิษนี้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ทันที จึงต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

นอกจากสารหนูแล้ว  รองศาสตราจารย์ ดร.พัชรีย์ พริบดีเวช นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังกล่าวว่ามีการตรวจพบโลหะหนักอื่นๆ ด้วย เช่น โครเมียม, นิเกิล และเหล็ก โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ที่เรียกว่า ICP-MS (Inductively Coupled Plasma Mass Spectrometry) ซึ่งสามารถตรวจจับสารที่มีอยู่ในอัตราส่วนล้านล้านส่วนได้  อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงข้อมูลด้านปริมาณเท่านั้น และต้องการนักวิจัยจากหลากหลายสาขามาร่วมกันเพื่อวิเคราะห์และหาทางแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวเพิ่มเติมว่าปัญหาดังกล่าวสร้างความตระหนกให้กับประชาชน และยังไม่มีการพิสูจน์ทราบที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบทั้งหมด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน ทั้งการท่องเที่ยวในแม่สายที่หดหายไป และการทำประมงที่ทำได้ยากขึ้น ราคาปลาถูกกดต่ำลงเนื่องจากผู้บริโภคกังวลด้านความปลอดต่อสุขภาพ

คนพังงานขานรับ “คนละครึ่ง”กระตุ้นเศรษฐกิจ-ฟื้นกำลังซื้อ

ชาวพังงาขานรับ เห็นด้วยที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ขอให้รีบดำเนินการโดยหวังการจับจ่ายซื้อของใช้จำเป็นทั่วถึงในชุมชน และเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้น

หลังจากรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะนำนโยบายโครงการคนละครึ่งรอบใหม่เริ่มทันทีวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจกระ ตุ้นการการใช้จ่ายของประชาชนในการจับจ่ายใช้สอยที่ปัจจุบันนับว่าซบเซาอย่างมาก รวมทั้งเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายแก่พี่น้องประชา ชนและเพิ่มรายได้แก่ร้านค้าผู้ประ กอบการรายย่อยในชุมชนชาวบ้านในจังหวัดพังงาส่วนใหญ่รู้สึกเห็นด้วยกับโครงการนี้จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเร่งดำเนินการทันที

นางสมจิตร อินนาวา ที่อยู่ 31ม.1 ต.เหมาะ อ.กะปง จ.พังงา ในฐานะชาวบ้านเห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะว่าจะมีการใช้จ่ายอย่างทั่วถึงและสามารถซื้อขายสินค้าในร้านค้าหมู่บ้านในความคิดของตนเองคิดว่าโครงการคนละครึ่งดีกว่านโยบายแจกเงินหมื่นที่มีคนได้บ้างไม่ได้บ้าง

ด้าน นายบรรพตจน์ ศรีช่วย 58 ปี  พ่อค้าน้ำอ้อยในตลาดนัดลานโล่ง ม.2 ต.ท่านา อ.กะปง จ.พังงา ซึ่งได้ขายมา13 ปี แล้ว กล่าวว่าเห็นด้วยกับโครงการคนละครึ่งแต่หากเป็นการแจกเงินคนละหมื่นตนเองเห็นว่าต้องใช้งบประมาณเยอะให้นำเงินไปทำรั้วชายแดนกัมพูชาจะดีกว่า เงินหมื่นได้แค่ผู้สูงอายุกับผู้พิการ สำหรับโครงการคนละครึ่งนั้นประชาชนได้ 50 % ก็ยังดี

ขณะที่ แม่ค้าขายผัก บอกว่าไม่สามารถเข้าโครงการนี้ได้เนื่อง จากระบบเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอเนื่องจากต้องสั่งผักมาจำหน่ายวันต่อวัน จึงเห็นว่าหากเป็นการซื้อขายสินค้าหรือของแห้งนั้นจะดีกว่า

จึงเห็นได้ว่าโครงการคนละครึ่งเป็นมาตรการเพื่อการตุ้นเศรษฐกิจอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม รวดที่ประชาชนชั้นรากหญ้าขึ้นไปต่างให้ความเห็นด้วยอย่างยิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ หากได้นำกลับมาใช้ใหม่จริงจะได้รับเสียงชื่นชมยินดีจากประชาชนอย่างมากเพราะจัดอยู่ในมาตรการ Quick Win รวดเร็วเห็นผลแน่นอน.

โดย…ศักดิ์สิทธิ์ ประทีป /พังงา  รายงาน

เปิดเงื่อนไขใหม่ โครงการ “คนละครึ่ง 2568″เริ่มทันที 1 ต.ค.นี้

เปิดเงื่อนไขใหม่ โครงการ “คนละครึ่ง 2568” นายกฯ อนุทิน แย้มจะเป็นรูปแบบ “คนเสียภาษี” ได้สิทธิ 60:40 ส่วน “ประชาชนทั่วไป” ได้สิทธิ 50:50 พร้อมยืนยันโครงการคนละครึ่งจะทันในกรอบ 4 เดือน

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568  จากกรณี “รัฐบาลอนุทิน” มีแนวคิดที่จะนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนอีกครั้งนั้น ขณะที่ “กระทรวงการคลัง” มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

ล่าสุดวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูดถึงกระแสตอบรับที่ดีที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการ โครงการคนละครึ่ง ว่า ยอมรับกระแสดีเพราะเราฟังประชาชน เพราะไม่ใช่พรรคการเมืองที่คิดว่าจะทำแบบนี้ว่าจะก็อบปี้พรรคไหน เพราะทำเพื่อประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์เราจะไปก็อปปี้ใครเราก็จะทำ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาก็ต้องเดินต่อไป แม้ว่าจะเกิดในรัฐบาลทักษิณ รวมถึงโครงการคนละครึ่งมาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และตนเป็นรัฐมนตรีสมัยท่านตนก็ยกมือสนับสนุน

ส่วนกระแสที่ระบุว่า คนละครึ่งจะเป็น 50:50 หรือจะเป็นแบบพลัสนั้น นายอนุทิน ยอมรับว่าเมื่อคืนวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา จากที่ได้คุยกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง หากไม่กระทบวินัยการเงินหรืองบประมาณและช่วยเหลือประชาชนได้ แต่จะออกไปในรูปแบบ 60:40 เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว

แต่หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษีก็ 50:50 ถือเป็นไอเดียที่ นายเอกนิติ เสนอ ซึ่งตนก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย งบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมยอมรับว่าโครงการจะทันในกรอบ 4 เดือน และ นายเอกนิติก็แจ้งมาว่างบประมาณมีดำเนินการ พร้อมเปรียบว่ากระเป๋าก็ยังมีเหมือนเดิม

สรุปเงื่อนไขใหม่โครงการ “คนละครึ่ง”
กลุ่มคนที่เสียภาษี ได้รับสิทธิ 60:40
กลุ่มประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษี ได้รับสิทธิ 50:50

คุณสมบัติของผู้ร่วมโครงการ “คนละครึ่ง”
1. มีบัตรประจำตัวประชาชน และเป็นบุคคลสัญชาติไทย
2. มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่เปิดรับลงทะเบียน