ศรัทธา สามัคคี วิถีไทยเที่ยวงานชักพระสุราษฎร์ธานี

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศรัทธาและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ในงาน ประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 12 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในงานบุญประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคใต้ ซึ่งมีการสืบทอดต่อเนื่องมายาวนานนับร้อยปี

งานประเพณีนี้ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญระดับประเทศที่สืบทอดต่อกันมายาวนานนับร้อยปี  โดยมีรากฐานจากคติความเชื่อในพุทธศาสนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในวันออกพรรษา สะท้อนความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความร่วมแรงร่วมใจของชุมชนได้อย่างงดงาม โดยกิจกรรมภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ

การจัดทำพุ่มผ้าป่าหน้าบ้าน

ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2568 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ชาวบ้านทั่วเมืองจะพร้อมใจกันจัดตั้งพุ่มผ้าป่ากว่า                1,000 พุ่ม ประดับประดาด้วยเรื่องราวจากพุทธชาดกและสัญลักษณ์ทางธรรมะ สร้างบรรยากาศแห่งความศรัทธาและสามัคคีทั่วทั้งชุมชน

ขบวนแห่ชักพระทางบกและทางน้ำ

ในวันที่ 8 ตุลาคม 2568 (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) จะมีขบวนแห่ เรือพนมพระ ทางบกกว่า 100 ลำ ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรอลังการ พร้อมขบวนนางรำและขบวนนางลาก ส่วนวัดที่อยู่ติดแม่น้ำตาปีจะชักพระทางน้ำ สร้างภาพที่งดงามเหนือสายน้ำให้ผู้ชมได้ร่วมทำบุญและชื่นชม

 การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ

จัดขึ้นบริเวณริมเขื่อนแม่น้ำตาปีในวันที่ 7 และ 8 ตุลาคม 2568 สร้างสีสันบรรยากาศความสนุกสนานในลำน้ำตาปี ซึ่งเป็นจุดกำเนิดเรือยาวที่มีชื่อเสียง ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ คือเรือเจ้าแม่ตาปีและเรือเจ้าแม่ธารทิพย์

การแสดงแสง สี เสียง และโดรนแปรอักษร

วันที่ 9 – 11 ตุลาคม 2568 ณ หน้าวัดกลางเก่า ถ่ายทอดเรื่องราวตำนานชักพระผ่านเทคนิคแสงสีเสียงสุดอลังการ และการแสดงโดรนแปรอักษรที่ทันสมัย น่าตื่นตาตื่นใจ

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาการจัดงานยังมีกิจกรรมเสริมอื่นๆ เช่น นิทรรศการประวัติความเป็นมาของประเพณี การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และกิจกรรมทำบุญเรือพนมพระทางบกและทางน้ำตามประเพณี  ณ บริเวณ สะพานนริศ

ททท. ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและต่างประเทศ เดินทางมาเยือนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานบุญประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เพียงแต่แสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา   แต่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้และร่วมอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

“รัฐบาลใหม่” เหลือเวลาน้อย 4 เดือน แนะสร้างผลงาน “ชิ้นโบว์แดง”กู้ศก.ตกต่ำ

“รัฐบาลใหม่” เหลือเวลาน้อย 4 เดือน แนะทางผลงาน “ชิ้นโบว์แดง” ดันกระชากเศรษฐกิจไทยให้ขึ้น ด้วย พรบ.ประกันราคาสินค้าการเกษตร ยาง ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าว คนส่วนใหญ่- ตลาดใหญ่ของประเทศ กระตุ้นให้เศรษฐกิจที่ “ง่วงซึม” จะกระฉับกระเจงขึ้นมา

นายโอภาส หนูชิต สมาชิกสภาเกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า จากที่หลายฝ่ายได้นำเสนอนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาลใหม่ นายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ทั้งจากหอการค้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว นักวิชาการ ฯลฯ
แต่ในส่วนเศรษฐกิจการเกษตรที่เป็นสัดส่วนใหญ่ของประเทศถึง 70-80 % ทางเครือข่ายสภาเกษตร เกษตรกรทั่วประเทศ จึงมีการนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนเช่นกัน และจะเห็นผลขึ้นมาในระยะอันใกล้ท่ามเศรษฐกิจซึมอ่อนแรงเช่นนี้

คือ 1. พรบ.ปาล์มน้ำมัน 2. พรบ.ยางพารา 3. พรบ.ข้าว 4.พรบ.มันสำปะหลัง และ 5. พรบ.ประกันราคาสินค้าการเกษตร ส่วน พรบ.อ้อยมีอยู่แล้ว

นายโอภาส กล่าวอีกว่า เมื่อมี พรบ.ในการดำเนินการให้เป็นไปตามกลไก ผู้ลงทุน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรทั้งนี้จะ สามารถวางเป้าหมายผลที่จะออกมาได้ เช่น จะทำสวนปาล์ม สวนยาง มัน ข้าว จำนวนกี่ไร่ ต้นทุน ราคา ขาดทุนกำไร การตลาด การบริโภคภายในประเทศและการส่งออกเรื่องดีมานด์ซัพพลาย และ ซึ่งจะสามารถวางบวกลบทิศทางได้ จะได้ดำเนินการลดและป้องกันความเสี่ยงได้

“เช่น ปัจจุบันในการทำนา จะหาคนรุ่นใหม่มาทำนาไม่ได้แล้ว คนรุ่นใหม่ไม่ทำไม่สานต่อ เพราะทำนาแล้วขาดทุน ทำอจำนวนกี่ไร่จะไม่ขาดทุนและเดินต่อไปได้ ก็ต้องใช้ พรบ. ชาวนากำหนด พรบ.ประกันราคาสินค้าเกษตรเข้ามาดู จึงมีความหวังและมีอนาคต ไม่ใช่ที่จะลงทุนทำนา จะมีแต่ขาดทุน”

นายโอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า การมี พรบ.เกษตร และ พรบ.ประกันราคาสินค้าการเกษตร จะเป็นหลักประกันในการดำเนินการ การลงทุน อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความหวังมีความเชื่อมั่น และยังส่งผลต่อ ภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ฯลฯ จะส่งผลต่อการตลาดการเงินหมุนเวียน และจะลากเศรษฐกิจขึ้น

“พรบ.ยาง พรบ.ปาล์มน้ำมัน พรบ.ข้าว พรบ.มันสำปะหลัง พรบ.ประกันราคาสินค้าการเกษตร เป็นเครื่องยนต์ทีมีฟันเฟืองตัวสำคัญทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และจะค่อยกระเตื้องฟื้น และในระยะยาวจะค่อย ๆ หายไปในเกณฑ์จากความยากจน” นายโอภาส กล่าว.

สศท.2เตรียมผลักดัน “หน่อไม้เป๊าะ” จ.แพร่ สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

สศท.2เตรียมผลักดัน “หน่อไม้เป๊าะ” จ.แพร่ สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง นำร่อง “กลุ่มแปลงใหญ่ไผ่เป๊าะ” มีศักยภาพการผลิต

นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ไผ่นับเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ของจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะไผ่เป๊าะ ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกรวม 450 ไร่ กระจายในหลายอำเภอ เป็นที่นิยมในเมนูอาหารพื้นถิ่นของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างมูลค่าทางการค้าให้กับจังหวัดแพร่มากกว่า 40 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่เตรียมผลักดันหน่อไม้ไผ่เป๊าะ เป็น 1 ในสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของจังหวัดทั้งนี้ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดแพร่ได้เตรียมจัดทำข้อเสนอโครงการเชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรระดับหมู่บ้านสู่เกษตรมูลค่าสูง ตามแนวทาง BCG Model โดยจะใช้เป็นฐานในการขอรับการสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2)

จากการลงพื้นที่ติดตามของ สศท.2 พบว่า จังหวัดแพร่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นเกษตรแปลงใหญ่ไผ่เป๊าะ จำนวน 4 แปลง โดยแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและได้รับคัดเลือกเป็นพื้นที่เป้าหมายโครงการฯ คือ กลุ่มแปลงใหญ่ไผ่เป๊าะ ตำบลป่าสัก อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เริ่มรวมกลุ่มจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ปี 2562 และเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2564 ปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูก 150 ไร่ สมาชิกเกษตรกร 116 ราย มี นายสมพงษ์ ปวนหนิ้ว เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งกลุ่มมีพื้นที่เพาะปลูกเอื้ออำนวยต่อการผลิต มีรูปแบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยผลผลิตของกลุ่มผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถผลิตหน่อไม้เป๊าะนอกฤดูในช่วงต้นปีได้ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ส่งผลให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาสูงและมีผลผลิตจำหน่ายได้ต่อเนื่องถึง 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม) ซึ่งแตกต่างจากแหล่งผลิตในภาคเหนือตอนบนที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นส่งผลทำให้ไผ่เป๊าะไม่แตกหน่อ

ด้านสถานการณ์การผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ไผ่เป๊าะตำบลป่าสัก พบว่า ในการปลูกหน่อไม้ไผ่เป๊าะ เกษตรกรจะเลือกใช้กิ่งพันธุ์จากแปลงไผ่ของตนเองในการปลูกเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยขยายเป็นกอให้มีประมาณ 80 กอ/ไร่ เกษตรกรรายใหม่จะนิยมปลูกช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ที่เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อครบอายุประมาณ 1 ปีหลังปลูก กลุ่มได้ผลผลิตรวม 8 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 8,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ส่งผลให้กลุ่มได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 80,000-104,000 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 40,000-64,000 บาท/ไร่/ปี ซึ่งหากคิดเป็นผลตอบแทนจากการผลิตรวมของทั้งกลุ่มจะสูงถึง 12-15 ล้านบาท/ปี สำหรับด้านการตลาด ผลผลิตมากกว่าร้อยละ 95 จำหน่ายให้กับพ่อค้ารวบรวมในพื้นที่ซึ่งเข้ามารับซื้อถึงแปลงของเกษตรกร ผลผลิตส่วนที่เหลือจะจำหน่ายภายในชุมชน ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้จะแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ราคาภาพรวมเฉลี่ยทั้งปีอยู่ระหว่าง 10-13 บาท/กิโลกรัม หากพิจารณาราคาจำแนกตามช่วงเวลา พบว่า ช่วงต้นฤดู (มกราคม-กุมภาพันธ์) ราคาผลผลิต เกรด A อยู่ระหว่าง 35-40 บาท/กิโลกรัม เกรด B อยู่ระหว่าง 20-25 บาท/กิโลกรัม และเกรด C ราคาต่ำกว่า 20 บาท/กิโลกรัม ช่วงกลางฤดู (มีนาคม-พฤษภาคม) ผลผลิต เกรด A อยู่ที่ 20 บาท/กิโลกรัม เกรด B อยู่ที่ 15 บาท/กิโลกรัม เกรด C อยู่ที่ 10 บาท/กิโลกรัม และช่วงปลายฤดู (มิถุนายน-กรกฎาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกตรงกับหน่อไม้ป่าจากแหล่งอื่นๆ จะขายในรูปแบบเหมาคละเกรดราคาอยู่ที่ 5 บาท/กิโลกรัม.

“สำหรับแปลงใหญ่ไผ่เป๊าะตำบลป่าสัก นับเป็นแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพการผลิต ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สามารถขับเคลื่อนจัดทำเป็นกิจกรรม แผนงาน โครงการ ในการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงตามกรอบแนวทาง BCG Model อย่างครอบคลุมทุกมิติ อาทิ ด้าน Bio – B Economy จากปัจจุบัน ที่มีการนำผลผลิตตกเกรดมาแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง สามารถพัฒนาต่อยอดไปถึงการทำหน่อไม้อบแห้ง ขนมอบกรอบ หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่หลากหลาย ควบคู่การยกระดับคุณภาพให้ได้มาตรฐาน อย. รวมทั้งอาจนำไปสู่การคิดค้นวิจัยพัฒนาสารสกัดจากส่วนต่างๆ ของไผ่เป๊าะ หรือหน่อไม๊เป๊าะ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ ยา และเวชสำอางด้าน Circular – C Economy ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่มีการนำเปลือกหน่อไม้เป๊าะมาเลี้ยงโคเนื้อ และมีโอกาสที่จะศึกษาวิจัยสารอาหารสำคัญที่มีในเปลือกหน่อไม้เป๊าะมาพัฒนาเป็นสูตรอาหารคุณภาพสูงที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงโคขุน โคเนื้อ และด้าน Green – G Economy อาทิ การนำเศษวัสดุมาใช้ประโยชน์หรือนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดของเสีย หรือมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม (ลดการเผา) อาทิ การส่งเสริมการทำถ่านไบโอชาร์เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินที่ใช้ในการปลูกพืชต่างๆ หรือการนำใบไผ่ไปศึกษาวิจัยใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการสร้างรายได้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าว

ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาหน่อไม้เป๊าะของกลุ่มในระยะต่อไป ต้องบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีแนวทางสำคัญคือ การผลักดันหน่อไม้เป๊าะให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นและขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI การยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระบบเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) การพัฒนาตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์และพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและดึงดูด นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากต้นไผ่เป๊าะเพื่อแปรรูปเป็นพลังงานชีวภาพ (Biomass) รวมถึงส่งเสริมการปลูกไผ่เป๊าะในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อนำไปต่อยอดสู่การจำหน่ายในรูปแบบคาร์บอนเครดิตอย่างยั่งยืน หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามรายละเอียดได้ที่ สศท.2 โทร. 055-322-650 และ 055-322-658 หรืออีเมล zone2@oae.go.th

น้ำท่วมขังปราสาทหินพิมาย-น้ำป่าทะลัก น้ำตกม่านฟ้า วังน้ำเขียว

น้ำท่วมขังปราสาทหินพิมาย หลังฝนตกหนัก จนท.เร่งสูบน้ำออกหวั่นกระทบฐานรากโบราณสถาน ขณะเดียวกันน้ำป่าทะลัก น้ำตกม่านฟ้า วังน้ำเขียว ห้ามเข้าพื้นที่เกรงอันตราย

นายภาคภูมิ อยู่พูล หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังจากฝนตกหนักหลายชั่วโมงในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำท่วมขังภายในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย (ปราสาทหินพิมาย)และพื้นที่โดยรอบปราสาท ระดับน้ำสูงกว่า 20-30 เซนติเมตร จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฯ นำเครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง มาติดตั้งเพื่อเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังออกโดยเร็ว หวั่นมวลน้ำจะกระทบฐานรากโบราณสถานจนได้รับความเสียหาย รวมทั้ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเที่ยวชมโบราณสถานได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้ ปราสาทหินพิมายและโบราณสถานที่อยู่โดยรอบ ยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ให้ยกประตูระบายน้ำ คลองสายใหญ่ จำนวน 2 บาน , ประตูระบายน้ำลำน้ำเค็ม จำนวน 3 บาน และประตูระบายน้ำลำสะแทด จำนวน 1 บาน ให้ยกขึ้นเพื่อระบายมวลน้ำเหนือเขื่อนพิมาย ไปลงคลองระบายน้ำและคลองชลประทาน ให้ชาวบ้านและชาวนาในตำบลท่าหลวง ตำบลชีวาน ตำบลดงใหญ่ และตำบลกระชอน อำเภอพิมาย

ได้ดึงนำไปใช้อุปโภคและทำการเกษตร และส่วนหนึ่งไหลไปลงลำสะแทด กับลำน้ำเค็ม เข้าสู่ลำน้ำมูลในพื้นที่อำเภอชุมพวง ตามลำดับต่อไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำในลำน้ำมูล เอ่อเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจและพื้นที่โบราณสถานของอำเภอพิมาย

ที่บริเวณน้ำตกม่านฟ้า อุทยานแห่งชาติทับลาน บ้านสวนห้อม ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ลงพื้นที่ลุ่มต่ำและลำน้ำในพื้นที่ตำบลไทยสามัคคี จนเกิดปริมาณไหลหลากลงมายังบริเวณน้ำตกม่านฟ้า หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติทับลานที่ 13 (สวนห้อม) ภายในอุทยานแห่งชาติทับลาน

จากสถานการณ์ดังกล่าวนั้นทำให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่จนกว่าสถานการณ์น้ำหลากจะเข้าสู่สภาวะปกติ เพราะเกรงอันตรายที่อาจส่งผลต่อนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝน

SIAM NEW GEN STAR CHAMPIONSHIP 2025 เวทีแห่งการพัฒนาศักยภาพและความงามที่เป็นเอกลักษณ์ไทย

SIAM NEW GEN STAR CHAMPIONSHIP 2025 งานแข่งขันสยามนิวเจนแชมป์เปี้ยนชิพ 2025 เวทีแห่งการพัฒนาศักยภาพและความงามที่เป็นเอกลักษณ์ไทย เวทีที่ไม่ได้วัดกันที่แพ้หรือชนะ แต่เป็นเวทีที่ท้าทายให้ทุกท่าน ‘ชนะตัวเอง’

6 ก.ย.2025 ที่ผ่านมา งานเริ่มพิธีการเปิด 10.30 – 17.00 วัตถุประสงค์ของการจัดงาน เป็นการร่วมกันจัดงานโดยมิได้หวังซึ่งผลกำไรของสถานศึกษาโรงเรียนนอกระบบประเภทวิชาชีพด้านนวดสปาเพื่อส่งเสริมผู้เข้าแข่งขันให้เกิดทักษะและความร่วมมือในการพัฒนาวิชาชีพส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานระดับสากลสร้างชื่อเสียงและเป็น SOFT POWER THAILAND ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งแรกที่มีงานประเภทนวด และการตัดสินการให้คะแนนแบบตัดเกรดครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีการแข่งขันผู้เข้าแข่งขันโดยประมาณ 200 คน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้แข่งขันยกระดับการพัฒนาทักษะแบบรอบด้าน

เนื่องจากแข่งขันคือการพัฒนาศักยภาพที่เร็วที่สุดก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญและแรงบันดาลใจการประกอบอาชีพ ประธานจัดงาน นางสาวอำภา ชาญรบ ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง โรงเรียนวิทยาการสุขภาพและความงามสยามอินเตอร์ 

ที่ปรึกษาการจัดงาน 
หม่อมหลวงปานวาด ศุขสวัสดิ์ / อาจารย์ปาณิสรา ศรีสำราญ / ศึกษาธิการนนทบุรี /อาจารย์จตุรพร แซ่ก๋ง อาจารย์กิจการนักศึกษา คณะศิลปะศาตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ /คณะผู้ร่วมจัดงานและร่วมส่งผู้เข้าแข่งขัน 
– โรงเรียนวิทยาการสุขภาพและความงามสยามอินเตอร์ (จังหวัดนนทบุรี) 
– โรงเรียนปาณินวดแผนไทย (จังหวัดอุดรธานี /จังหวัดนครราชสีมา)
 – โรงเรียนสอนนวดแผนไทยพระนคร(จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
 – โรงเรียนรุ่งฤทธิ์วิทยาการนวดแผนไทย(จังหวัดสมุทรสาคร) 
– โรงเรียนนวดไทยวรชาติ(จังหวัดศรีษะเกษ) 
– โรงเรียนเสริมสวยพรพนา (จังหวัดกาญจณบุรี)
 – ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร 
– มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 
– มหาวิทยาลัยชินวัตร 
– ศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน ความร่วมมือแลกเปลี่ยนเทคนิค ระหว่างประเทศ อาจารย์ด้านการความงาม จากประเทศเกาหลี พิลิปิน นอร์เวย์ อังกฤษ อิงแลนด์ อเมริกา ประเภทการแข่งขัน ประเภทนวดหน้า ประเภทนวดไทย /นวดเท้า ประเภทนวดน้ำมัน

คณะผู้ดำเนินงาน
นางสาวสลิตา ศรีเกตุสุข
นางสาวปาริชาต นิลวรรณ
นางสาววรรณกร กองเมือง

กรรมการประเภทนวดน้ำมัน
1. ศุภกร ขำวิไล
2. พรชนัน นุชวงค์ 
3. ภูกิจ บุญสิริวรโชต
4.สุภาพร เสนารักษ์
5.ทวีศักดิ์ คำแพง
6.เมธาพร  ศรีรัตนา
7.จีระนันท์  ถิรสมบูรณ์สิน
8.ธนาการ บู๊ค
9.มะลิวรรณ  เทินกระเกษ

กรรมการประเภทนวดไทย
1.เกียรติกมล กล่อมแก้ว
2.ธนกร เพ็ชร์ปานกัน
3. ธนพร โพธิ์นุช 
4. ณภัสวรรณ เกียรติ์วิมล
5. ชวภณ พุ่มพงษ์
6. อภิรัช ประชาสุภาพ
7. ปรียากมล มีอยู่เต็ม
8.ปุญญพัฒน์  วิภพสิริศักดิ์
9.ยศวัฒน์  พรมจรรย์
10 ปาริชาติ ยอดสาย


กรรมการประเภทนวดหน้า
1.วารี ขำวิลัย 
2.ภัคนภัสส์ ภารกุล
3. ฐิติพรรณ ขันอาษา
4. กิติมา จันทโรจน์
5. กาลดาว รักษาธิกรณ์
6 อัคคเอื้อ เชาวลิต 
7 ณฐมน  เจริญสุข

สปอนเซอร์สถาบันสุขภาพและความงามชั้นนำ
สปอนเซอร์ 
1.Prosource – ผู้จำหน่ายอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ครบวงจรสำหรับธุรกิจสปาและความงาม 
2. Local for you – ผู้นำด้านการตลาดสำหรับร้านนวดและร้านอาหารไทย 
3. Aquarich Thailand – สอนว่ายน้ำและแอโรบิคในน้ำเพื่อสุขภาพ 
4. ทิพย์ไพรทอง – ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพและความงาม 
5. ไฮด์ นวดเพื่อสุขภาพ – คลินิกนวดผ่อนคลายและบำบัดสุขภาพครบวงจร 
6. World Massage Federation – สมาคมนวดระดับโลก ส่งเสริมมาตรฐานและการฝึกอบรมด้านนวด 
7. บ้านกดสิว นวดหน้า ปทุมธานี by ต่าย – คลินิกดูแลผิวหน้าและกดสิวโดยผู้เชี่ยวชาญ

8. Laya Massage Aroma Therapeutic – ศูนย์นวดผ่อนคลายด้วยอโรมาเทอราพี ผสมศาสตร์นวดไทยและตะวันตก 
9. โรงเรียนปาณินวดแผนไทย – สถาบันสอนนวดแผนไทยครบวงจร เน้นคุณภาพและมาตรฐานมืออาชีพ 10. เลดี้ Thai Massage and Spa สโลวาเกีย – ร้านสปาและนวดไทยในต่างประเทศ มอบประสบการณ์ผ่อนคลายแบบไทยแท้ 
11. ณ. อนันต์ธา Massage and Spa – ศูนย์สปาและนวดเพื่อสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกายและผ่อนคลาย 
12. ร้านคำสมศรีโฮมมาร์ท – ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง
13. ดีบี แชมพูและครีมนวดผม สมุนไพร – ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมด้วยสมุนไพรไทยแท้ 
14. ริเวอร์พลาซ่า – ศูนย์การค้าและ Lifestyle Hub รวมร้านค้า บริการ และร้านอาหาร

“ในนามผู้จัดงาน Siam New Jen Star Championship 2025 และสปอนเซอร์สถาบันสุขภาพและความงามชั้นนำ ขอต้อนรับทุกท่านด้วยความอบอุ่นใจ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นทุกท่านให้ความสนใจและมารวมตัวกันในวันนี้ เพื่อแสดงพลังแห่งสุขภาพและความงามของความเป็นไทย และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนวดไทยสู่ระดับสากล”

เจ้าของฟาร์มไก่ระยองน้ำตาตกน้ำท่วมโรงเลี้ยงไก่ตาย5หมื่นตัวเจ๊งกว่า10ล้าน

เจ้าของฟาร์มไก่เมืองระยองน้ำตาตก ไม่ทันจับไก่ขาย ถูกน้ำท่วมโรงเลี้ยงไก่ ทำไก่ตายห้าหมื่นตัว เสียหายกว่า 10 ล้านบาท

นายกฤต ศิลปชัย สส.ระยอง พร้อมทีมงานได้เดินทางไปตรวจสอบ และให้การช่วยเหลือหลังได้รับแจ้งจากนางอภิรดี เจ้าของฟาร์มไก่รัชดาทิพย์ ที่เลี้ยงไก่เนื้อจับขายในพื้นที่ ม.1 ต.กะเฉด อ.เมือง จ.ระยอง ว่าได้น้ำป่าได้หลากเข้าท่วมโรงเลี้ยงไก่ จำนวน 2 โรง ทำให้ไก่ตาย จำนวน 50,000 ตัว จากการตรวจสอบพบไก่ลอยตายในน้ำเกลื่อนโรงเลี้ยง โดยยังพบว่ามีน้ำท่วมขังสูงกว่า 30 ซม.

นางอภิรดี เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ก่อนที่ในเวลา 05.00 น. จะมีน้ำหลากไหลมาอย่างรวดเร็วเข้าท่วมโรงเลี้ยงไก่ทั้ง 2 โรงที่อยู่ใกล้กัน โดยโรงแรกไก่ลอยตายในน้ำยกโรง อีกโรงไก่ตายเกือบหมดโรง รวมจำนวน 50,000 ตัว ซึ่งไก่ชุดที่เลี้ยงไว้ดังกล่าว กำลังจะจับขายในวันที่ 18 ก.ย.นี้แล้ว โดยมูลค่าความเสียหายดังกล่าวประมาณ 8-10 ล้านบาท อย่างไรก็ตามครั้งนี้ ถือว่าครั้งที่ 2 แล้วที่โรงเลี้ยงไก่ถูกน้ำท่วม ครั้งแรกถูกน้ำท่วมเมื่อปี 65 ได้รับความเสียหายมากกว่านี้

ด้านนายกฤต ศิลปชัย สส.ระยอง เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางท้องถิ่นควรจะต้องลงมาสำรวจความเสียหายในลำดับแรกก่อนและต้องแจ้งไปยังทางจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ประกาศเป็นพื่นที่ประสบภัยพิบัติ ให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

ราชทัณฑ์นำตัว “ทักษิณ” ขึ้นรถตู้เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางขึ้นรถตู้ หลังฟังคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยศาลฎีกาฯ มีคำสั่งระบุว่า การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ทักษิณกลับเข้ารับโทษในเรือนจำ เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจะนำตัวเข้าเรือนจำในวันนี้ทันที

เป็นที่สังเกตว่า นายทักษิณ ได้ถอดสูท ถอดเนคไทสีเหลือง ที่ใส่มาตอนเข้าฟังคำสั่งศาลฯ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาว อีกทั้งยังปลดกระดุมเสื้อด้านบนด้วย

หลังคำสั่งศาล นายทักษิณโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กผ่านทีมงานช่วงหนึ่งว่า “ผมขอน้อมรับและพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามคำพิพากษาในวันนี้” และย้ำว่า “จากวันนี้แม้ผมจะไร้อิสรภาพ แต่ยังมีเสรีภาพทางความคิดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ผมจะรักษาความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ รับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แผ่นดินไทย และประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะในสถานะใดนับจากนี้”

ขณะที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระบุว่า เป็นประวัติศาสตร์อีกเรื่อง ที่มีนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องจำคุก โดยยืนยันว่า ครอบครัวกำลังใจดี ภูมิใจที่คุณพ่อสร้างประวัติศาสตร์มากมายให้ประเทศ ย่อมเป็นห่วงในฐานะลูก

ล่าสุด 11.54 น. รถตู้ราชทัณฑ์ นำตัว “ทักษิณ ชินวัตร” ถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว เข้าสู่กระบวนการแรกรับ ตรวจร่างกายทั่วไป

“คุณเรียม ปัทสีสร้อย” ชูวิสัยทัศน์”พัฒนาสวนพริกไทยเป็นชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน”

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนที่ชาวสวนพริกไทย อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จะได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย ในวันที่ 28 กันยายน 2568 นี้ นายคูณเรียม ปัทสีสร้อย ผู้สมัครหมายเลข 2 กลุ่มสวนพริกไทยพัฒนา ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนตามชุมชนต่างๆ เน้นเบอร์และชูนโยบายแนวทางพัฒนา”กล้าคิด กล้าทำ กล้าพัฒนา” พัฒนาตำบลสวนพริกไทยเป็นชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

นายคูณเรียม ปัทสีสร้อย หรือ (อดีต สจ.โจ๊ะ) อดีตสมาชิกสภาจังหวัดปทุมธานี ที่คร่ำหวอดในวงการการเมืองท้องถิ่น ที่โดดเด่นด้วยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ ใจถึง พึ่งได้ พบง่าย ใช้คล่อง มีจุดแข็งที่ชัดเจนจากผลงานในอดีตที่สร้างไว้ในสมัยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดปทุมธานี อย่างมากมาย โดยเฉพาะการนำงบประมาณมาพัฒนาในพื้นที่รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ อาทิ การสร้างถนน สร้างสะพานข้ามคลอง และไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งสร้างความพึงพอใจในกลุ่มประชาชนในพื้นที่

โดยใช้กลยุทธ์เดินเคาะประตูบ้านเพื่อเข้าถึงประชาชนแบบตัวต่อตัวตั้งแต่เริ่มเปิดรับสมัคร เป็นภาพลักษณ์ที่ใกล้ชิดประชาชน เข้าถึงง่าย และการใช้โซเชียลมีเดียช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนในพื้นที่ตำบลสวนพริกไทยได้เป็นอย่างดี

นายคูณเรียม ปัทสีสร้อย ผู้สมัครหมายเลข 2 เปิดเผยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาตนและทีมกลุ่มสวนพริกไทยพัฒนา ลงพื้นที่อย่างจริงจัง รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาจากประชาชนอย่างเต็มที่ ประกอบกับประสบการณ์ในการทำงานท้องถิ่นจึงทำให้รู้ปัญหาและศักยภาพของตำบลสวนพริกไทยเป็นอย่างดี ว่าควรจะแก้ไขและพัฒนา ไปในทิศทางไหน

โดยมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดตามความต้องการของแต่ละชุมชนในพื้นที่ตามบริบทนั้นๆ อาทิ นโยบายเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนเพื่อพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับอบต. ให้ชุมชนมีส่วนร่วมสร้างความเข้มแข็งสร้างเศรษฐกิจสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมตลาดชุมชน  มีการจัดบริการสาธารณะให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วถูกต้องทั่วถึงโปร่งใสและคุ้มค่า

เรามีนโยบายโรงเรียนผู้สูงอายุ ส่งเสริมการศึกษากีฬาประเพณีวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ส่งเสริมสนับสนุนด้านกีฬาให้เยาวชนผู้สูงอายุและประชาชน ส่งเสริมด้านการศาสนาอนุรักษ์วัฒนธรรมรวมถึงอัตลักษณ์ของชุมชนทั้งไทย  อิสลาม และ คริสต์ ส่งเสริมพัฒนาสินค้า OTOP ให้เข้มแข็งและเพิ่มช่องทางการตลาดเพื่อเป็นรายได้เข้าสู่ชุมชน

นโยบายพัฒนาการคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงภูมิทัศน์เส้นทางสาธารณะไฟส่องสว่างบนผิวจราจรเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีตให้ทั่วทั้งพื้นที่ ปรับปรุงฟื้นฟูด้านสิ่งแวดล้อม จัดการปัญหาน้ำท่วมขังอย่างมีระบบและยั่งยืน จัดการขยะอย่างเป็นระบบ  ดูแลบริหารจัดการมลพิษทางน้ำและทางอากาศ ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม ขับเคลื่อนในการดำเนินงานและกิจกรรมด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ดูแลผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสอย่างทั่วถึง วันนี้ตนเองพร้อมแล้วที่จะเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย นายคูณเรียม กล่าวทิ้งท้าย

ด้านประวัติการศึกษา จบการศึกษาปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิตมหาวิทยาลัยปทุมธานี ประวัติการทำงาน อดีตรองนายก อบต.สวนพริกไทย อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี อดีตประธานสภาเทศบาลเมืองบางกะดี(ในขณะนั้นยังเป็นเทศบาลตำบลบางกะดี)

คูณเรียม ปัทสีสร้อย ผู้สมัครหมายเลข 2 กล่าวต่ออีกว่า ตนเองลงพื้นที่ทุกวัน มีความพร้อมในทุกด้าน และพร้อมที่จะทำงานรับใช้ให้กับพี่น้องประชาชน  มีความต้องการที่จะอาสาเข้าไปรับใช้ประชาชนชาวตำบลสวนพริกไทย มั่นใจว่าวันที่  28 กันยายน นี้ จะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวสวนพริกไทยให้ตนเองเข้าไปเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย และนำพาตำบลสวนพริกไทยเป็นชุมชนที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน ไปด้วยกัน

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา /ปทุมธานี

‘ทักษิณ’ไม่รอด ศาลฎีกาฯสั่งคุก 1 ปี ปมป่วยทิพย์‘ชั้น14’

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีนัดอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หลังนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการบังคับโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาฯมีคำสั่งเรียก นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และนายทักษิณ เข้าฟังคำสั่งในวันนี้ เวลา 10.00 น.

ล่าสุดมีรายงานว่า ศาลฎีกา สั่งจำคุกทักษิณ 1 ปี ตามคำพิพากษา ระบุ การส่งตัวรักษา รพ.ตำรวจ ขัดต่อกฎหมาย ทั้งระเบียบ ราชทัณฑ์  ระเบียบรพ.ตำรวจ  ชี้ทักษิณ มีส่วนรู้เห็น  ได้รับประโยชน์

ศาลให้ประกันตัว “ชลธิชา”หลังพิพากษาคุก 2 ปี 8 เดือนคดี ม.112

พิพากษาคุก 2 ปี 8 เดือนคดี ม.112 “ชลธิชา” ก่อนศาลให้ประกันชั้นอุทธรณ์ เจ้าตัวยันคำปราศรัยมีกฎหมาย-หลักการรองรับ เป็นความปรารถนาดีต่อสถาบันฯ พร้อมสู้คดีต่อ

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี เขต 3 พรรคประชาชน เดินทางมาตามนัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 ข้อหาการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมี สส.พรรคประชาชน หลายคน รวมถึง ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจในวันนี้ด้วย

โดยก่อนการขึ้นรับฟังคำพิพากษา ชลธิชาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีการเตรียมความพร้อมในทุกกรณี ไม่ว่าตนจะสามารถออกมาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อได้หรือไม่จากคำพิพากษาในวันนี้ แต่ตนก็ขอให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจได้ว่าจะมีผู้แทนจากพรรคประชาชนทำหน้าที่ดูแลประชาชนต่ออย่างเต็มที่แน่นอน
.
ส่วนเรื่องของคดีความนั้น ตนค่อนข้างมั่นใจ เนื่องจากทุกคำปราศรัยของตนต่างมีกฎหมายรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตนมองว่าเป็นการขยายพระราชอำนาจ หรือเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณที่มีคำอภิปรายของเพื่อนอดีต สส.พรรคก้าวไกล เบญจา แสงจันทร์ ที่อภิปรายไว้ค่อนข้างดี และทำให้สังคมเห็นชัดเจนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น ทุกคำปราศรัยที่ตนปราศรัยไปในช่วงเวลานั้น เป็นคำปราศรัยที่มาจากความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจ ที่มีความปรารถนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อยากเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ยืนยงมั่นคงในประเทศไทย

ชลธิชายังกล่าวต่อไปว่าในช่วงที่มีการสืบพยานระหว่างการสู้คดี ตนก็ได้ทำหน้าที่ในการต่อสู้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการเตรียมข้อเท็จจริงต่างๆ รวมถึงหลักการ เหตุผล และข้อกฎหมาย ที่เกิดขึ้นจากการปราศรัยของตน ดังนั้นจึงไม่ได้ห่วงกังวลแต่อย่างไร และไม่ว่าคำพิพากษาในวันนี้จะออกมาในลักษณะใด ตนก็ได้มีการเตรียมตัวทั้งในเรื่องการประกันตัวไว้แล้ว ด้วยคาดหวังว่าอย่างน้อยศาลจะให้สิทธิในการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้การพิพากษาในวันนี้ยังเป็นเพียงศาลชั้นต้น ยังมีชั้นอุทธรณ์และฎีกาอีก ซึ่งตนก็คาดหวังว่าสิทธิในการประกันตัวจากศาลชั้นต้นเพื่อต่อสู้คดีความระหว่างอุทธรณ์จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ตนจะได้รับ
.
อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิพากษาจำคุกชลธิชา 2 ปี 8 เดือน ซึ่ง ปิยรัฐ จงเทพ สส.กรุงเทพฯ เขต 23 พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น โดยระบุว่าในคดีนี้ศาลได้อ่านคำพิพากษาให้ชลธิชารับโทษจำคุก 4 ปี  แต่เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์จึงมีเหตุลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดนฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนได้ดำเนินการเพื่อยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยการวางหลักทรัพย์แล้ว

ทั้งนี้ พรรคประชาชนเชื่อมั่นว่าศาลจะใช้ดุลยพินิจอย่างเป็นธรรม อีกทั้งกระบวนการที่ผ่านมาชลธิชาได้ให้ความร่วมมือกับศาลมาโดยตลอด และมาฟังคำพิพากษาตามนัดในวันนี้ นอกจากนี้คดีนี้ยังเป็นคดีที่สองของชลธิชา ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลธัญบุรีก็เคยมีคำพิพากษาจำคุกมาก่อนหน้า และชลธิชาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนั้น จึงมั่นใจว่ารอบนี้ก็จะไม่มีปัญหาเช่นกัน
.
หลังทนายความยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลชั้นต้นได้พิจารณาให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ โดยต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวชลธิชาในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้