เศรษฐกิจซบเซา วันจ่ายเทศกาล “วันสารทเดือนสิบ” สงขลาเงียบเหงา

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานวา บรรยากาศวันจ่ายวันสารทเดือนสิบครั้งแรก โดยเฉพาะที่ตลาดทรัพย์สินพลาซ่า อ.เมือง จ.สงขลา  ประชาชนได้ออกมาจับจ่ายซื้อขนมเดือนสิบไม่มากและซื้อแบบประหยัด เพื่อเป็นการรักษาประเพณีและวัฒนธรรม การทำบุญเดือนสิบให้สามารถคงอยู่ตลอดไป

สำหรับวันสารทเดือนสิบประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความสนใจการทำบุญเดือนสิบครั้งที่ 2 มากกว่าซึ่งถือเป็นการทำบุญใหญ่คือ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันที่ 22 กันยายน 2568 อีกทั้งในช่วงนี้ สภาพเศรษฐกิจยังไม่ค่อยจะดี ทำให้ประชาชนจำเป็นต้องใช้จ่ายแบบประหยัดและออกมาจับจ่ายซื้อขนมเดือนสิบน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ในวันนี้บรรดาแม่ค้านำขนมเดือนสิบมาวางจำหน่ายให้ประชาชนได้เลือกซื้อเป็นจำนวนมาก ทั้งขนมลา ขนมต้ม ขนมเจาะหู ขนมพอง ขนมบ้าและขนมเทียนเพื่อเตรียมนำไปใช้ในการทำบุญวันสารทเดือนสิบบุญแรกที่วัดในวันพรุ่งนี้ (8 ก.ย.68)

อย่างไรก็ตาม ราคาขนมเดือนสิบในปีนี้ราคายังคงเดิม ขนมต้มราคาร้อยละ400 บาท ขนมเจาะหู ราคาร้อยละ 120 บาท ขนมเทียนอันละ 4  บาท ขนมพอง ชิ้นละ 4 บาท และขนมลากิโลกรัมละ 140 บาท ซึ่งยังคงเป็นราคาเดิม และแม่ค้าจะจัดเป็นชุดให้มีขนมครบทุกชินด ชุดละ 35 บาทสำหรับราคาผลไม้ องุ่นไร้เมล็ด กก.ละ 100 บาท ส้มไต้หวัน กก.ละ 100 บาท  แอปเปิลผลละ 35 บาท

สำหรับประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นงานบุญประเพณีของคนภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2466 เป็นต้นมา ที่ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์โดยมีการผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา      

โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชน และญาติที่ล่วงลับ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกที่ตนต้องจองจำอยู่เนื่องจากผลกรรมที่ตนได้เคยทำไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเริ่มปล่อยตัวจากนรกภูมิในวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์โดยมีจุดประสงค์ในการมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง ที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ก็จะกลับไปยังนรก ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10

ช่วงระยะเวลาในการประกอบพิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบจะมีขึ้น 2 ครั้ง คือ ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 และวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ของทุกปี แต่สำหรับวันที่ชาวใต้มักจะนิยมทำบุญกันมาก จะเป็นการทำบุญครั้งที่ 2 ถือเป็นการทำบุญใหญ่คือ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10

ฝนถล่มนาข้าวอีสานล่มอำนาจเจริญจมน้ำแล้ว500ไร่

ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำสำคัญของจังหวัดอำนาจเจริญ เพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง เข้าท่วม พื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวกว่า 500 ไร่ สร้างความเสียหาย เป็นวงกว้างในหลายอำเภอ หลังเกิดเหตุการณ์ฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ในขณะที่ กรมอุตุฯ เตือนภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ รับมือฝนถล่ม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก

 สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอำนาจเจริญ หลังฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่ง และลำน้ำสำคัญอย่างลำเซบายและลำเซบกเพิ่มขึ้นจนไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรอย่างหนัก จากการสำรวจพบว่ามีนาข้าวถูกน้ำท่วมขังรวมแล้วกว่า 500 ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลนาหมอม้า อำเภอเมือง และบางส่วนของอำเภอหัวตะพาน ซึ่งถูกน้ำจากลำเซบายที่มีปริมาณน้ำเกินความจุไหลเข้าท่วมนาข้าวกว่า 300 ไร่ เช่นเดียวกับพื้นที่อำเภอลืออำนาจ ที่น้ำจากลำเซบกได้เอ่อล้นเข้าท่วมนาข้าวอีกกว่า 100 ไร่

ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักของอำเภอเมืองอำนาจเจริญมีดังนี้ 1.อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน ปริมาณน้ำ 17.173 ล้าน ลบ.ม. (ร้อยละ 88.86 ของความจุ) 2.อ่างเก็บน้ำห้วยโพธิ์ ปริมาณน้ำ 4.280 ล้าน ลบ.ม. (ร้อยละ 57.53 ของความจุ) 3.อ่างเก็บน้ำร่องน้ำซับ ปริมาณน้ำ 0.440 ล้าน ลบ.ม. (ร้อยละ 103.28 ของความจุ) และ 4.อ่างเก็บน้ำห้วยสีโท ปริมาณน้ำ 11.702 ล้าน ลบ.ม. (ร้อยละ 110.39 ของความจุ)

ปีละครั้งขนมเดือนสิบ แม่ค้าชาวตรังเร่งทำขายรับเทศกาลคึกคัก

ชาวบ้านหนองเหรียง หมู่ที่ 2 ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง กว่า 10 ครัวเรือน ทั้งที่มีบ้านอยู่ริมถนน และแม้บ้านไม่ได้อยู่ริมถนน แต่ได้ออกมาสร้างแผง เพื่อทำขนมและขายขนมเดือนสิบ ทั้งขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า และขนมดีซำ (ขนมรู) เนื่องจากใกล้จะถึงช่วงเทศกาลสารทเดือนสิบ เทศกาลทำบุญครั้งใหญ่ของพี่น้องชาวพุทธในพื้นที่ภาคใต้แล้ว ซึ่งขนมทั้งหมดดังกล่าวเป็นขนมที่จำเป็นจะต้องใช้ประกอบพิธี

ชาวบ้านหนองเหรียง  จะยกกระทะ และอุปกรณ์ มาทำขนมกันที่แผงริมถนน เพราะเป็นอาชีพประจำที่ทำรายได้ให้กันทุกปี ตั้งแต่ก่อนถึงและตลอดเทศกาลเป็นระยะเวลานานนับเดือน จนถือเป็นแหล่งทำขนมเดือนสิบแหล่งใหญ่ในจังหวัดตรัง ภาพบรรยากาศจึงคึกคัก ทั้งคนที่แวะเวียนมารับขนม หรือมาซื้อขนม รวมทั้งชาวบ้านที่ต้องนั่งทำขนมกันทั้งวัน เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า โกยรายได้เข้าสู่ชุมชนแห่งนี้ปีละจำนวนมาก

 สำหรับวิธีการทำขนมลา จะยังคงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการผสมแป้ง แล้วนำใส่ภาชนะที่ทำจากกะลามะพร้าว โดยเจาะเป็นรูด้านล่างหลายๆ รู จากนั้นเมื่อเอาแป้งหยอดใส่ลงไป แล้วนำไปเคาะในลักษณะวนไปวนมา ลงในกระทะที่มีน้ำมัน ใช้เวลาไม่นานก็สามารถยกขึ้น ก่อนนำไปวางบนถ้วยเล็กๆ และแต่งขอบให้สวยงาม ก็จะได้ลากรอบ (ลา-กรอบ) ที่สวยงาม ทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะหยิบบรรจุลงเข่งเก็บไว้อย่างมิดชิด รอส่งลูกค้า

 ส่วนวิธีการทำขนมพองนั้น จะใช้ข้าวเหนียวล้วน โดยแต่ละครัวเรือนก็จะทำแผ่นขนมพองเก็บเอาไว้ตั้งแต่ปลายปี เพราะต้องตากแดดให้แห้งและเก็บไว้อย่างดี ซึ่งมีทั้งแผ่นสีขาว และแผ่นสีอื่นๆ ซึ่งใช้สีผสมอาหารที่ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เพื่อเพิ่มสีสัน จากนั้นก็เอามาหย่อนลงในกระทะ ทอดทีละแผ่น ใช้เวลาไม่กี่วินาทีขนมก็จะพองลอยตัวขึ้นมา ก็ตักไปพักให้สะเด็ดน้ำมัน และวางให้เย็น จากนั้นก็เอาบรรจุลงในลัง เพื่อรอส่งขาย โดยเคล็ดลับคือ การทอดทีละแผ่น เพราะหากทอดพร้อมกันหลายๆ แผ่น ขนมพองจะแตกหัก เสียรูปทรง ได้แผ่นไม่สวย

 ขณะที่วิธีการทำขนมรู เริ่มจากนำแป้งมาปั้น แล้วใส่ลงในกระทะ ทอดพอกรอบ ก็นำขึ้นมาพักไว้ และบรรจุในลังเก็บไว้รอส่งลูกค้าเช่นกัน ซึ่งจะเป็นออเดอร์ขนมเดือนสิบที่ถูกส่งไปขายต่อตามอำเภอต่างๆ ของจังหวัดตรัง โดยขนมพอง และขนมลา มีราคาเดียวกันคือ ขายปลีก แผ่นละ 10 บาท ขายส่ง แผ่นละ 7 บาท, ขนมบ้า และขนมรู (ขนมดีซำ) ขายราคาเท่ากันคือ ขายส่ง 100 ลูก 120 บาท แต่หากเป็นชุดรวมขนมทุกชนิด ชุดเล็ก 30 บาท ชุดใหญ่ 40 บาท นอกจากนั้น ขนมดีซำ (ขนมรู) และขนมบ้า ก็มีการขายปลีกหน้าร้านด้วย ราคากล่องละ 10 บาท

 นางวรรณี ราชพลี อายุ 59 ปี ชาวบ้านรายหนึ่ง บอกว่า ตนเองทำขนมเดือนสิบขายทุกปี เช่นเดียวกับชาวบ้านรายอื่นๆ ในชุมชนไม่ต่ำกว่า 10 ครัวเรือน ส่วนตัวคาดว่าปีนี้จะขายดี จึงทำเตรียมไว้มากกว่าปีที่แล้ว เช่น ขนมพอง ทำเตรียมไว้ประมาณ 8,000 แผ่น ขนมลา ทำเตรียมไว้ประมาณ 5,000 แผ่น ส่วนราคาขายก็เท่ากับปีที่แล้ว ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด โดยปีที่แล้วขายได้ประมาณ 40,000-50,000 บาท ปีนี้คาดว่าน่าจะขายได้มากกว่า

 ส่วน นางสายพิน คงนคร อายุ 63 ปี ชาวบ้านอีกราย ก็บอกว่า ตนเองทำขนมเดือนสิบขายทุกปีเช่นกัน และปีนี้คาดว่าจะขายได้มากกว่าปีที่แล้ว หรือไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท ส่วนลูกค้าก็จะมีทั้งขาประจำที่สั่งไว้ข้ามปี และขาจร

 สำหรับขนมเดือนสิบ ซึ่งมีการทำแค่ปีละครั้งนั้น จะใช้ประกอบ 3 พิธีสำคัญคือ 1.ใช้ไหว้หรือบูชาบรรพบุรุษปู่ย่าตายายที่บ้าน หรือตั้งตายายที่บ้าน 2.ใช้ทำบุญเล็ก หรือรับตายาย ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 หรือวันที่ 8 กันยายน 2568 3.ใช้ทำบุญใหญ่ หรือส่งตายาย ซึ่งตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 หรือวันที่ 22 กันยายน 2568

ข่าว/ภาพ:คนิตา สีตอง

มารู้จัก! “ จ๋า-ธนนนท์ นิรามิษ”สตรีผู้เคียงข้าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32

น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ   หรือ “คุณจ๋า”  อดีตดรัมเมเยอร์  ของ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”  ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์  เป็นศิษย์ชาวโดม-ธรรมศาสตร์  เธอ สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    เป็นชาวจังหวัดระนอง เกิด 14 มกราคม พ.ศ. 2529 อายุ 39 ปี

ซึ่งวันนี้  “คุณจ๋า”   เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองชาวไทย เป็นคู่สมรสนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 32 (อนุทิน ชาญวีรกูล) และอดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย

ก่อนที่จะเดินทางมาศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้เรียนระดับมัธยม จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  จน ระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   เป็นสาวที่งดงาม จนทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องให้เธอเคยเป็นดรัมเมเยอร์ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์   ต่อมาเธอสำเร็จการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ. หรือมินิ วปอ.) รุ่นที่ 1 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 31  

น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ   หรือ “คุณจ๋า”   มีโอกาสได้พบนายอนุทิน ชาญวีรกูล  และรู้จักกัน ในช่วงที่นายอนุทิน ปฏิบัติภารกิจในฐานะรัฐมนตรี ได้มีโอกาสเดินทางมายังจังหวัดระนอง บ่อยครั้ง และได้รับการแนะนำจาก นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง จนได้รู้จักและเริ่มคบหาดูใจ จนมาเป็นคู่ชีวิต

ในส่วนของธุรกิจร้านกาแฟนั้น คุณจ๋า ธนนนท์  เป็นเจ้าของร้านกาแฟ JaJaa Coffee ซึ่งกำลังเป็นร้านกาแฟที่กำลังมีชื่อเสียง เพราะ คอการเมืองเริ่มนิยมชมชอบ  ปัจจุบันเธอคือ สตรี คู่กาย “ลมใต้ปีก”  Wind Beneath My Wings ของ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กองทัพเมียนมาส่งทหาร3พันนายเปิดศึกสู้รบเดือดกะเหรี่ยง ตาย-เจ็บอื้อ ยึดเมืองเมียวดีแล้ว

ชายแดน รัฐกะเหรี่ยง สู้รบหนัก  ตาย-เจ๊บ อื้อ   หลังเมียนมา ส่งกำลังทหาร 3 พัน เข้าไปยึดเมืองเมียวดี ตรงข้าม การค้าชายแดนกระทบ  -BGF ประกาศ สนับสนุนการเลือกตั้ง เพราะสามารถสร้างความสงบสุขและความมั่นคงให้ประชาชนได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา รัฐกะเหรี่ยง  สหภาพเมียนมา ตรงข้าม  อ.แม่สอด จ.ตาก  ได้มีการสู้รบปะทะกันอย่างดุเดือด ด้วยอาวุธปืนหนัก อาวุธปืนเล๊ก ฯลฯ ภายหลังกองทัพเมียนมา ได้ส่งกำลังทหารกว่า 3 กองพล 3,000 นาย เข้าโจมตีจุดที่มั่นทางทหารต่างๆที่กองกำลังร่วมชนกลุ่มน้อยตั้งฐานย่อย ตามถนนสายเอเซียไทย พม่า  จากจังหวัดเมียวดี – จังหวัดกองกาเรก รัฐกะเหรี่ยง

รวมทั้งเมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ โดยทหารเมียนมา  ได้มีการใช้ยานลำเลียงพล ปืนใหญ่เข้ามมาเป็นอาวุธหลัก สลับกับ แต่ถูกตอบโต้อย่างหนักของกลุ่มฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก ขณะที่มีการวางระเบิด ใช้อากาศยานไร้คนขับอย่างหว้างขวาง  การสู้รบส่งผลทำให้ทหารทั้ง 2 ฝ่ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ขณะที่ชายแดนฝั่งเมียนมาด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก นั้น มีประชาชนชาวเมียนมา หลบหนีจากภัยสงครามมารอดูสถานการณ์ที่จังหวัดเมียวกว่า 30,000  คน หากกองทัพเมียนมาเข้ายึดเมียวดีคาดว่า จะมีการสู้รบครั้งใหญ่ จนสร้างความแตกตื่นให้ประชาชนชาวเมียนมาข้ามมาฝั่งไทยจำนวนนับ 100,000 คน ล่าสุดกองทัพเมียนมาเข้ายึดเมืองเมียวดีได้แล้ว

ด้านการค้าชายแดนแม่สอด-เมียวดี  ไทย เมียนมา กระทบหนักรถสินค้าส่งไม่ได้กว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่าน ความเสียหายนับ 10,000 ล้านบาท (หมื่นล้าน) ไปแล้ว

ขณะที่ สำนักข่าวอิรวดี Ayeyarwaddy  ได้รายงานข่าวว่า   นายพลหม่องชิดตู่ ผู้บัญชาการทางทหาร กองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ BGF  และประธานบริหารเขตอิทธิพลจีน Karen State Border Guard (BGF) ประกาศว่า คณะกรรมาธิการทหารบีจีเอฟจะพยายามเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ในปลายปี 2568 นี้ อย่างแน่นอน เพราะจะนําไปสู่ประชาธิปไตยและสร้างความสงบสุขและความมั่นคงให้กับประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม

โดยไม่แบ่งแยกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่เรียกว่า นอกเหนือจากการรับรองว่าสิทธิเลือกตั้งจะไม่มีความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งในรัฐกะเหรี่ยงจะจัดขึ้นอย่างสันติ ยุติธรรม และส่วนรวม

ลุ้นเข้ารอบนัดหน้า!ทีมชาติไทย U23 เสมอ เลบานอน U23 2-2 ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026

วานนี้ ( 6 กันยายน 2568 ฉเวลา 19.30 น. ณ ธรรมศาสตร์ สเตเดียม จังหวัดปทุมธานี การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2026 รอบคัดเลือก กลุ่มเอฟ นัดที่สอง ทีมชาติไทย U23 ลงสนามพบกับ เลบานอน U23

โดยเกมแรก ไทย เอาชนะ มองโกเลีย 6-0 ส่วน เลบานอน เอาชนะ มาเลเซีย 1-0 เกมนี้ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอน ยังยึดแกนหลักจากนัดก่อน นำโดย เสกสรรค์ ราตรี กัปตันทีม, สิทธา บุญหล้า, อิคลาส สันหรน และ ยศกร บูรพา เป็นหน้าเป้า

เริ่มเกมนาทีที่ 9 ไทย ได้จังหวะลุ้นยิงประตูขึ้นนำ สิรภพ วันดี จ่ายบอลทะลุช่องมาให้ ยศกร บูรพา หลุดเข้ากรอบเขตโทษก่อนยิงด้วยขวาบอลไปชนเสาออกมา

ต่อมานาทีที่ 25 ไทย มีโอกาสลุ้นทำประตูอีกครั้งท่ามกลางสายฝน ธนกฤต โชติเมืองปัก เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้ากรอบเขตโทษมาถึง เสกสรรค์ ราตรี ได้โหม่งหลุดกรอบออกไปนิดเดียว

ก่อนที่นาทีที่ 35 ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกมชั่วคราว หลังฝนตกลงมาอย่างหนัก จนทำให้สภาพสนามไม่สามารถเล่นต่อได้

จากนั้นเกมกลับมาแข่งขันกันต่อหลังหยุดไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะจบครึ่งแรก ไทย ยังคงเสมอกับ เลบานอน 0-0

ครึ่งหลังนาทีที่ 48 เลบานอนมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากลูกเตะมุม และเป็น ฮัสซัน ฟาร์ฮัต ขึ้นโหม่งบอลเสียบเสาเข้าไป

นาทีที่ 51 ไทย เปลี่ยนผู้เล่นพร้อมกันสองคน ส่ง ชวัลวิทย์ แซ่เล้า และ คคนะ คำยก ลงมาเล่นแทน สิรภพ วันดี และ ธนกฤต โชติเมืองปัก

ถัดมานาทีที่ 53 ไทย มีจังหวะลุ้นยิงประตูตีเสมอ ชัยพล อดทน จ่ายบอลมาให้ อิคลาส สันหรน หลุดเข้ากรอบเขตโทษก่อนยิงด้วยขวาไปติดเซฟผู้รักษาประตูเลบานอน

นาทีที่ 68 ไทย เปลี่ยนตัวเพิ่ม ส่ง ชนภัช บัวพันธ์ และ พลเอก มณีกร ลงมาแทน สิทธา บุญหล้า และ ชัยพล อดทน

จากนั้นนาทีที่ 73 ไทย ตามตีเสมอเป็น 1-1 คคนะ คำยก เปิดบอลจากฝั่งขวาเข้ากรอบเขตโทษมาให้ เสกสรรค์ ราตรี ได้ยิงด้วยขวาที่เสาแรกเข้าไป

ต่อมานาทีที่ 84 เลบานอน มาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากลูกฟรีคิก และเป็น ฮัสซัน ฟาร์ฮัต ได้โหม่งบอลเข้าประตูไป

ก่อนที่นาที 88 ไทย ตามตีเสมออีกครั้งเป็น 2-2 จากลูกฟรีคิก วาริส ชูทอง เปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษก่อนจะมาถึง ชนภัช บัวพันธ์ ได้โหม่งเข้าไป

จบเกม ทีมชาติไทย U23 เสมอกับ เลบานอน U23 ไปด้วยสกอร์ 2-2 แบ่งกันไปทีมละหนึ่งคะแนน ต้องไปลุ้นเข้ารอบต่อไปในนัดสุดท้าย ส่วนผลอีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน มาเลเซีย U23 เอาชนะ มองโกเลีย U23 7-0

โปรแกรมนัดต่อไปของ ทีมชาติไทย U23 จะทำการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2026 รอบคัดเลือก กลุ่มเอฟ นัดที่สาม พบกับ มาเลเซีย U23 ณ ธรรมศาสตร์ สเตเดียม ในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 19.30 น. ถ่ายทอดสดทาง Thairath TV ช่อง 32, YouTube : BG Sports และ True Visions NOW

ชมพัฒน์ บุญเลิศ (GK), ชานนท์ ทำมา, เสกสรรค์ ราตรี (C), สิทธา บุญหล้า, ยศกร บูรพา, อิคลาส สันหรน, สิรภพ วันดี, วาริส ชูทอง, ชัยพล อดทน, พิชิตชัย เศียรกระโทก, ธนกฤต โชติเมืองปัก

📷 : Sony Alpha 1, Gmaster Lens Sony – Digital Camera Thailand

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทย #U23 #AFC #2026AFCU23AsianCup #ชิงแชมป์เอเชีย #เอเชียนคัพ

พิชิต “ภูสอยดาวหน้าฝน” ชมธรรมชาติทุ่งหญ้า ดอกไม้ สายหมอกกลางขุนเขา

ช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคมของทุกๆปี นักเดินทางสายธรรมชาติเริ่มเก็บกระเป๋า แพ็คเป้ เตรียมตัวเดินทางพิชิตป่าชมธรรมชาติ  กลางขุนเขา ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่ดอกไม้ ต้นไม้ เขตป่าร้อนชื้นงดงามมาก เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูฝน เตรียมย่างเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

หลายๆพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะแถบภาคเหนือช่วงนี้เริ่มมีอากาศที่เย็นสบาย เหมาะสำหรับนักเดินป่า สายธรรมชาติ เนื่องจากป่าไม้กำลังเขียวขจี หมอกยามเช้า ดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง เติมสีสันความงดงามให้ผืนป่า แต่บางช่วงต้อเผชิญกับลม ฟ้า อากาศเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด อาจเจอฝนตกบ้าง ที่เป็นอุปสรรคกับนักเที่ยวท่องเที่ยวบ้าง

“ภูสอยดาว” ถือว่าเป็นผืนป่า ยอดเขาที่สวยงามอีกแห่งที่บรรดานักเดินป่ามีความฝันอยากจะเดินทางไปพิชิต นอนกลางเต้นท์สัมผัสกับธรรมชาติสักครั้ง ซึ่ง “อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว” ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิษถ์ ที่มีอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมหลายอำเภอ บางแห่งเป็นพื้นที่ติดกับรอยตะเข็บอำเภอชาติตระกาล จังหวัดพิษณุโลก

นึกถึง “ภูสอยดาว” อีกมนต์เสน่ห์ที่ธรรมชาติรังสรรค์สวยงาม ทั้งผืนป่าสนธรรมชาติ ขึ้นเรียงรายสุดลูกหู ลูกตา ยามเช้ามาเมื่อสัมผัสสายหมอกขาวโพนจะมีความรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในเทพนิยาย  จะทำให้นักเดินป่าได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ดื่มดำกับธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม

อีกไฮไลท์หนึ่งที่พลาดไม่ได้ การเดินป่าพิชิตภูสอยดาว จะได้สัมผัสกับทุ่งดอกหญ้าที่ใหญ่สุดของเมืองไทย ยิ่งถ้าเดินทางมาในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน  เสมือนกับเดินอยู่ในสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ที่ดูสบายตา สบายใจ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนดอกไม้มีการเจริญเติบโตงดงาม บางชนิดดอกเบ่งบาน ไม่ว่าจะเป็นดอกหงอนนาค ดอกสร้อยสุวรรณ และดอกหญ้าหอม

ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูหนาว จะได้สัมผัสดอกกระดุมเงิน กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ บานสะพรั่ง ดื่มดำกับต้นเมเปิลผลัดใบสีแดง สัมผัสแสงแดดที่เบาบางส่องมายามเช้า พร้อมกับสายหมอกขาวๆ เหมือนภาพวาดในฉากละคร

ที่สำคัญนักเดินป่า ที่จะไปพิชิตภูสอยได้ ต้องมีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ เนื่องจากระยะทางเดินป่าภูสอยดาว รวมๆราว 7 กิโลเมตร ซึ่งบางช่วงเป็นภูเขาลาดชันบ้างในบางช่วง แต่นักเดินป่ามีความมุ่งมั่น ลุยป่า แต่บางช่วงมีที่พักริมทางให้หายเหนื่อย ดื่มน้ำ เติมพลังบ้าง ยิ่งเดินมายังเนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง และที่ทุกคนจะต้องจดจำไปทั้งชีวิต คือ “เนินมรณะ” เป็นช่วงที่ชันที่สุดของการพิชิตป่าภูสอยดาว แต่เมื่อถึงจุดหมายทุกคนหายปริทิ้ง ได้เห็นความงดงามวิว ทิวทัศน์ มองเห็นธรรมชาติด้านบนที่ดูแปลกตา แต่ชื่นใจกับความงดงาม

ซึ่งในระหว่างทางแต่ละเนินได้สัมผัส น้ำตกภูสอยดาวจนถึงจุดหมายปลายกางเต้นท์ จนมาถึง “ลานภูสอยดาว” เหมือนยืนอยู่อีกโลกหนึ่งของเมืองธรรมชาติงดงาม ร่มรื่น ท่ามกลางป่าสนทุ่งหญ้าเขียวขจี ซึ่งการเดินป่าแห่งนี้ อย่างน้อยพิชิตความทรหด พลังแห่งร่ายกาย ว่ามีความแข็งแรงแค่ไหน ถ้าประเภทมือใหม่ หัดเดิน ต้องเตรียมตัวกันสักนิดเรื่องสภาพร่างกาย

เพราะ “อุทยานภูสอยดาว” ดินแดนปราบเซียนของนักเดินป่า ที่บทพิสูจน์ถึงความโหด ความสนุกท้าทาย เพื่อแลกกับความสวยงามทางธรรมชาติอยู่เบื้องหน้า ท้าพิสูจน์ให้ทุกคนมาสัมผัสกัน 

เซอร์ไพรส์!มทภ.2 บุกให้กำลังใจ ตำส้มตำปลาร้า-ทอดไข่เจียว เสิร์ฟทหารชายแดน

แนวหน้าเซอร์ไพรส์ แม่ทัพภาคที่ 2 บุกให้กำลังใจทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูช โชว์ตำปลาร้า ทอดไข่เจียว กินกับข้าวเหนียว ทหารตั้งชื่อ “ไข่เจียวแม่ทัพ”

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลตรี วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เยี่ยมพบปะให้กำลังใจทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่กองกำลังสุรนารี ด้านจังหวัดบุรีรัมย์ และสุรินทร์

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2

โดย แม่ทัพภาคที่ 2 ชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม  พร้อมกับมอบสิ่งของบำรุงขวัญ รวมถึงความปรารถนาดีของผู้บังคับบัญชา พี่น้องประชาชนที่ส่งเป็นกำลังใจมาให้  และกล่าวชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติห้วงที่ผ่านมาได้อย่างดีเยี่ยมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน และขอให้ทหารทุกนายได้หมั่นฝึกซักซ้อมพัฒนาตามแผนอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความพร้อมที่สุด และที่สำคัญต้องไม่ประมาท

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้แสดงฝีมือทำอาหาร ส้มตำ ทอดไข่เจียว และร่วมรับประทานอาหารกับกำลังพลนายทหาร นายสิบ พลทหารในฐาน สร้างความอบอุ่นและเป็นกันเอง ตอกย้ำถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

สืบร่มเกล้าทลายแก๊ง “บังอี๊ดบางน้ำเปรี้ยว”ลักรถจยย.ส่งประเทศเพื่อนบ้าน

สืบร่มเกล้าบุกรวบ “บังอี๊ด บางน้ำเปรี้ยว” เครือข่ายลักรถจักรยานยนต์ ส่งประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมยึดของกลางแผ่นป้ายเพียบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.ร่มเกล้า ได้รับแจ้งเหตุ ว่ามีรถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125 สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 ขร 3801 กทม. ได้จอดไว้ที่บริเวณลานจอดรถจักรยานยนต์ เอื้ออาทรร่มเกล้า 2 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม.ที่จอดไว้ได้หายไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน จึงได้เไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด พบภาพผู้ก่อหลบหนี ไปบริเวณ ซอยกาญจนาภิเษก 25 แยก 1-6  จึงได้เฝ้าติดตาม

ต่อมาวันที่ 5 ก.ย.68 เวลาประมาณ 14.20 น.จากการตรวจสอบบริเวณดังกล่าว พบ รถจักรยานยนต์ทีได้แจ้งหายไว้จอดอยู่บริเวณหน้าห้องพัก ไม่มีเลขที่ ซอยกาญจนาภิเษก 25 แยก1-6 แขวงทับช้าง เขตสะพานสูง กทม.

ก่อนพบผู้ก่อเหตุได้เดินออกมาห้องพักดังกล่าว ฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดกับกุมจึงได้แสดงตัว เพื่อเข้าทำการตรวจสอบ ทราบชื่อคือ นายชลชาติ หรือดำ เกตุหอม อายุ 17 ปี และ นายณัชชานนท์ หรือว่าน วงศ์เครือสอน อายุ 17 ปี  ก่อเหตุลักรถจักรย์ยานยนต์ดังกล่าวมาจริง โดยได้ร่วมกับรุ่นพี่อีก 2 คน ชื่อรพีพัตน์ สมิงแก้ว อายุ 20 ปีหรือบังอี๊ด (หัวหน้าแก๊งค์) และ นายอาทิตย์ ลิเละ หรือซี อายุ 19 ปี

โดยบังอี๊ดและซี จะมีหน้าที่ไปตระเวนขโมยรถจักรยานยนต์ตามพื้นที่มีนบุรี ร่มเกล้า หนองจอก  ส่วนตนและดำนั้นมีหน้าที่หาซื้อเป้ากุญแจ หลังก่อเหตุขโมยได้แล้วก็จะมีรถตู้ทึบขับมารับตามจุดต่างๆที่นัด ก่อนจะนำรถที่ขโมยมาได้ไปส่งขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

การตรวจค้นพบห้องพักดังกล่าวพบแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ จำนวน 14 แผ่นป้าย พบอาวุธปืนแบงค์กัน Glock 19 gen 4 ขนาด 9*19 พร้อมแม๊กกาซีน กะสุนปืนแบงค์กัน จำนวน 8 นัด อาวุธปืนไทยลูกโม่ ขนาด .22 และเครื่องกระสุน ขนาด .22 อีกจำนวน 6 นัด รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ 125 ไอ สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หมายรถจักรยานยยนต์ ฮอนด้าเวฟ 125 ไอ สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ 125 ไอ สีเขียว กุญแจรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า จำนวน 6 ดอก กุญแจรีโมทรถจักรยานยนต์ ไม่ทราบรุ่น ยี่ห้อ จำนวน 1 ดอกฝาครอบท่อไอเสีย รถจักรยานยนต์ จำนวน 5 ชิ้น

รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนหน้านี้บังอี๊ดและซีที่เป็นหัวหน้าแก๊งได้ถูกจับไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อวันที่ 4 ก.ย.68 ที่ สน.หนองจอก ในข้อหาพกพาอาวุธ ส่วนป้ายทะเบียนของกลางดังกล่าวนั้นรถจักรยานยนต์บังอี๊ดและซีได้ขายไปก่อนหน้านี้แล้ว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมตรวจยึดของกลาง มาที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อทำการสืบสวนขยายผล และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ร่มเกล้า เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ปอท.บุกรวบอินฟลูฯ “สายล่าผี” โพสต์โปรโมตฯ เว็บพนัน รับรายได้ 5-8 หมื่นบาท/เดือน

ปอท.บุกรวบอินฟลูฯ “สายล่าผี” ผู้ติดตามกว่า 5 แสนคน โพสต์โปรโมตฯ เว็บพนัน รับรายได้เดือนละ 5-8 หมื่นบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้จับกุม นายนภสินธุ์ฯ อายุ 27 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามกว่าครึ่งล้านคนในเพจ“ล่าท้าผี“ ในข้อหาชักชวนให้ผู้อื่นเล่นพนันออนไลน์ ตรวจสอบพบยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 2 ล้านบาท

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท. สืบสวนพบเบาะแสจากเพจเฟซบุ๊กที่ไลฟ์สดพิสูจน์ความลี้ลับ ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมากทั้งประชาชนและเยาวชน แต่กลับมีการโพสต์ชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ผ่าน Line ID โดยใช้เทคนิคการโพสต์ลงในสตอรี่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่จึงขอหมายค้นจากศาลเข้าตรวจค้นบ้านของนายนภสินธุ์ฯ ใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และพบของกลาง 2 รายการ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ iPhone 16 Promax 1 เครื่อง , สมุดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ 1 เล่ม

ก่อนแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน มาตรา 12 ว่าด้วยการโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนัน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและผลการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ พบว่านายนภสินธุ์ฯ เป็นแอดมินเพจดังกล่าวและใช้ช่องทาง Line ID รวมถึงเว็บไซต์ในการชักชวนผู้คนให้เล่นพนันออนไลน์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้รับค่าจ้างโปรโมตเว็บพนันเดือนละ 50,000 – 80,000 บาท และทำมาแล้วเป็นเวลากว่า 2 ปี ซึ่งจากข้อมูลการทำธุรกรรมพบว่ามียอดเงินหมุนเวียนในบัญชีรวมกว่า 2 ล้านบาท

จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป