ปคบ.ทลายแหล่งขายเจลหล่อลื่นปลอมและเซ็กซ์ทอยออนไลน์ ยึดของกลางกว่า 1,500 ชิ้น

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.)บุกเข้าตรวจค้นและจับกุมแหล่งลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี โดยสามารถยึดของกลางเป็นเจลหล่อลื่นปลอมและเซ็กซ์ทอยจำนวนมาก

ปฏิบัติการในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทางออนไลน์ จากการสืบสวนพบว่า มีการลักลอบจำหน่าย เจลหล่อลื่นปลอม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นสถานที่เก็บสินค้า 2 จุด และพบของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย เจลหล่อลื่นปลอม 18 รายการ รวม 853 ชิ้น โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีการนำเลขอนุญาตเครื่องมือแพทย์ที่หมดอายุมาใช้เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค , เซ็กซ์ทอย 71 รายการ รวม 734 ชิ้น , อุปกรณ์โฆษณาและเอกสารที่เกี่ยวข้องอีก 15 ชิ้น

จากการสอบสวน นายพฤนท์ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ยอมรับว่าเป็นเจ้าของสินค้าทั้งหมด โดยได้ร่วมกับเพื่อนเปิดบริษัทเพื่อจำหน่ายสินค้าเหล่านี้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอ้างว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับเซ็กซ์ทอยในต่างประเทศมาก่อนจึงนำมาทำธุรกิจในประเทศไทยด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต. พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปคบ. กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดฐาน “ขายเครื่องมือแพทย์ปลอม” ตาม พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายเซ็กซ์ทอยมีความผิดฐาน “ขายวัตถุหรือสิ่งของลามก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต. พัฒนศักดิ์ ยังได้กล่าวเตือนประชาชนให้ระมัดระวังสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ และเตือนผู้ที่กระทำความผิดให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวทันที เพราะเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่อง หากพบจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ประชาชนที่พบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ. 1135 หรือเพจเฟซบุ๊ก “ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค”

ชาวบ้านฮือต้าน “สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพที่พังงา หวั่นไทยเป็นสมรภูมิ เสี่ยงเกิดสงครามใหญ่

ชาวบ้านและกลุ่ม “คนรักแผ่นดิน” รวมตัวหน้ากระทรวงกลาโหม ยื่นหนังสือค้านสุดตัว หากรัฐบาลไฟเขียวให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพเรือทับละมุ หวั่นไทยตกเป็นเป้าโจมตี หายนะจะมาเยือน ทั้งเศรษฐกิจและอธิปไตย

​จากกระแสข่าวลือที่สะพัดไปทั่ว ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีเงื่อนไขจะขอใช้ “ฐานทัพเรือทับละมุ” จังหวัดพังงา เป็นฐานปฏิบัติการสำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แลกกับการเจรจาภาษีการค้าที่ถูกตั้งกำแพงไว้ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดข่าวลือนี้ไม่ได้อยู่แค่ในวงแคบอีกต่อไป

​เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย. 68) กลุ่มชาวบ้านทับละมุและกลุ่ม “รวมพลคนรักแผ่นดิน” ได้รวมตัวกันที่หน้ากระทรวงกลาโหม เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงกลาโหม

โดยเริ่มตั้งขบวนจากบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง เดินเท้ามุ่งหน้าสู่ศาลหลักเมือง ก่อนที่แกนนำจะเข้ายื่นจดหมาย 2 ฉบับ เพื่อส่งเสียงคัดค้านและแสดงความกังวลอย่างถึงที่สุด

​นายวัฒนา มีเต้ม แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ต้องการใช้ฐานทัพเรือที่พังงา อาจไม่ใช่แค่เพื่อ “รักษาความมั่นคงในภูมิภาค” อย่างที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าในระดับภูมิภาคที่กำลังทวีความรุนแรง และตั้งคำถามว่า “เราจะได้ประโยชน์อะไรจริงหรือ?”

​นายวัฒนา ยังได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ที่ผ่านมาของหลายประเทศที่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพ ว่าแรกเริ่ม สหรัฐฯ จะเสนอการช่วยเหลือทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคนิค แต่สุดท้ายประเทศเจ้าบ้านกลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล และบางครั้งยังถูกบังคับให้ซื้อ “อาวุธมือสอง” ในราคาที่สูงลิ่ว

​ผลประโยชน์ที่หายไป! พันธมิตรที่ทิ้งกันยามวิกฤต

​นายวัฒนา ยังได้กล่าวต่อไปว่า แม้แต่ในเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีช่วยเหลือ หรือแม้แต่ให้การสนับสนุนทางวาจา ในทางกลับกันกลับมองว่าไทยเป็นฝ่ายทอดทิ้งชาวกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าการเป็น “พันธมิตร” กับสหรัฐฯ นั้น ไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับประเทศไทยเลย

​“หากสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ตั้งกองกำลังเคลื่อนที่บุกรุกอย่างเสรีที่ฐานทัพพังงา จะก่อให้เกิดหายนะร้ายแรงต่อประเทศไทย” นายวัฒนากล่าวทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจในครั้งนี้จะทำลายสมดุลในภูมิภาค และทำให้ไทยตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นสมรภูมิ หากเกิดสงครามในระดับภูมิภาคขึ้นมาจริงๆ

​ชาวบ้านกลุ่มนี้แสดงความกังวลว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง จะทำให้กองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดในประเทศไทย และอาจนำไปสู่การแทรกแซงกิจการภายใน รวมถึงกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของชาติในระยะยาว.

ธุรกิจครอบครัว!กระยาสารทสูตรโบราณขายปลีก-ส่ง รายได้สุดปัง

ทำมาหากิน!สืบสานยึดอาชีพทำขนมไทยกวนกระยาสารทพื้นบ้านโบราณขายเป็น ธุรกิจครัวเรือน ขายปลีก – ส่ง สร้างรายได้สุดปัง!ได้วันละ3,000บาท เป็นอาชีพพึ่งตนเองและเลี้ยงดูลูก-เมียครอบครัวได้ดี บริการจัดการดูแลด้วยตนเองไม่มีหนี้สิน  ระบุในช่วงเทศกาลสารทพวน สารทลาว และสารทไทยนี้ ยิ่งความต้องการสูงลิบลิ่ว

เมื่อวันที่  6 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี พบเรื่องดีดีของคนที่ขยันทำมาหากินในการพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องเป็นมนุษย์เงินเดือน  ได้รับแจ้งในเทศกาลแห่งเทศกาลสารทพวน สารทลาว และสารทไทยนี้  มีครอบครัวของนายฉลอง –  นางขวัญจิต ทองวัน 2สามีภรรยา  ชาวบ้านบ้านตรอกปลาไหล หมู่ที่ 6 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ทำมาหากินพึ่งพาตนเองสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ด้วยลำแข้งไม่เป็นหนี้สิน  โดยยึดการประกอบอาชีพทำขนมไทย ๆ  โดยการกวนกระยาสารทพื้นบ้านแบบโบราณขายสร้างรายได้สุดปัง!วันละ 3,000 กว่าบาท/วัน   ทำส่งขายตามตลาดนัด  และส่งร้านค้าขาประจำ  ทั้งปลีก – ขายส่ง เป็นธุรกิจในครัวเรือน ขายดีแทบมีแรงจะทำขาย 

บนความชำนาญขนมไทยกะยาสารทนี้  มีโรงเรียนเชิญให้ไปเป็นวิทยากรทำกระยาสารทให้เป็นวิทยาทานกับครู-นักเรียนอีกด้วย และทางโรงเรียนได้มอบวุฒิบัตรภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรม ประเพณีบุญข้าวสาก เป็นเกียรติแก่ครอบครัวอีกด้วย ซึ่ง “บุญข้าวสาก” เป็นชื่อเรียกประเพณีสารทของคนไทยเชื้อสายลาว   จะทำบุญในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 

การทำบุญในวันนี้จะเรียกว่า ทำบุญวันสารทลาว ซึ่งเป็นวันแรกที่พระยายม เปิดขุมนรกให้ดวงวิญญาณจากนรกได้กลับมายังมนุษย์โลก จนถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ดวงวิญญาณเหล่านั้นก็จะกลับไปนรกอีกครั้งหนึ่งการทำบุญให้ดวงวิญญาณในวันสุดท้ายนี้จะเรียกว่า ทำบุญข้าวสาก บางท้องถิ่นจะจัดให้มีการถวายสลากภัตร เพื่อเป็นอุทิศส่วนบุญไปให้เหล่าปวงญาติที่ตายไปแล้ว

ส่วนการทำบุญเดือน 10 ของภาคกลาง   เรียกว่าวันสารทไทย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ประมาณปลายเดือนกันยายน–ตุลาคม มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตามที่ปรากฏหลักฐานในหนังสือของนางนพมาศเนื่องจากศาสนาพราหมณ์เผยแผ่เข้ามาในประเทศไทย คนไทยจึงรับประเพณีนี้มาจากศาสนาพราหมณ์ โดยภาคกลางจะมีขนม 4 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับประเพณีวันสารท คือ ขนมข้าวยาคู ข้าวมธุปายาส ขนมข้าวทิพย์ และขนมกระยาสารท ซึ่งเป็นขนมที่นิยมทำบุญในวันสารทมาแต่โบราณ

ขนมกระยาสารท เป็นขนมที่ทำจากข้าวคั่ว ถั่ว งา และน้ำตาล เชื่อว่าเกิดขึ้นจากการที่ลองนำของที่ใช้ในการทำขนมข้าวทิพย์มาทำ โดยชื่อก็เชื่อว่ามาจากคำว่า ข้าวกระยาคู กับสารท เป็นกระยาสารท ขนมกระยาสารทเป็นขนมที่นิยมกินคู่กับกล้วยไข่

นายฉลอง ทองวัน อายุ 56 ปี และ  นางขวัญจิต ทองวัน อายุ 54 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 38/2 บ้านตรอกปลาไหล กล่าวว่า   ครอบครัวได้ทำกระยาสารทพื้นบ้านขายมานานแล้ว   โดยใช้แรงงานในบ้าน ทำขายให้กับคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียง 

ต่อมาขยายพื้นที่ทางการตลาดกว้างขึ้น  ยังส่งขายในหมู่บ้านใกล้เคียงและตามตลาดนัดต่าง ๆเพิ่มอีกด้วย   การทำแต่ละครั้งไม่พอขายเนื่องจากความต้องการของตลาดและผู้บริโภคสูง  โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสารทพวน สารทลาว และสารทไทยนี้ยิ่งความต้องการสูงลิ่ว

จึงต้องกวนกระยาสารทขายทุกวัน เฉลี่ยแล้ววันละ 15-16 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 180 บาท/กก.   และเพื่อความสะอาดน่าบริโภค  ได้แพ็คทำใส่ถุงซีนแบ่งขายถุงละ 100 บาท และ 50 บาท  เพื่อให้ลูกค้าได้ซื้อหากระยาสารทได้รับประทานสะดวกมากกว่าสมัยเดิม    สามารถ มีรายได้จากการขายกระยาสารทเฉลี่ยวันละ 3,000 บาทเศษ หักค่าลงทุน 1,800 บาท   ได้กำไรวันละ 2,000 กว่าบาท / วัน  ไม่ต้องเป็นมนุษย์เงินเดือนสามารถบริหารตนเองและเวลาแก่ครอบครัวได้ไม่มีหนี้สินให้เป็นภาระ

วิธีทำกระยาสารทยึดตามแบบโบราณเป็นหลัก   จะซื้อข้าวตอก ถั่วลิสง น้ำตาลปี๊บ งาดำ มะพร้าวอ่อน เมื่อได้วัตถุดิบครบแล้วก็จะจะนำน้ำตาลปี๊บมากวนในกระทะใบบัว ใช้เวลาการกวนน้ำตาลปี๊บให้ข้น 2 ชั่วโมง จากนั้นก็จะหยดน้ำตาลที่กวนลงในน้ำเปล่า หากน้ำตาลเกาะตัวกันเป็นยางแสดงว่าใช้ได้แล้ว 

จากนั้นก็จะนำวัตถุดิบลงใส่กระทะใบบัวแล้วกวนคลุกเคล้าให้เข้ากันราว 3 นาทีจากนั้นทิ้งไว้ให้ 15 นาที บรรจุใส่ถุงซีนไว้รอจำหน่ายให้กับลูกค้าซื้อไปรับประทานได้เลย    ในช่วงเทศกาลสารทพวน  สารทลาว หรือสารทไทยนี้    สนใจซื้อหากระยาสารทฝากญาติ เพื่อนบ้านราคาเป็นกันเอง  หวานมันอร่อยทำใหม่ๆสดๆ  มีบริการทุกวันติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์084-871-4229 รับประกันความอร่อย

โดย…มานิตย์  สนับบุญ- ข่าว /ทองสุข  สิงห์พิมพ์ / ปราจีนบุรี 

12 ฟาร์มยักษ์สุกรไทยรวมกลุ่มควบคุมการเลี้ยงหมูรักษาเสถียรราคายั่งยืน

นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า  กรมปศุสัตว์ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ พร้อมประชุมคณะทำงานรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ครั้งที่ 2/2568

ทั้งนี้มีนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ครั้งที่ 2/2568 พร้อมด้วยนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสิรมและพัฒนาการปศุสัตว์ นายณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะทำงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน

ในการนี้กรมปศุสัตว์ยังร่วมเป็นพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคภายในประเทศระหว่าง สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ จำนวน 12 ราย ตามแผนการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อควบคุมปริมาณสุกรขุน ด้วยการตั้งต้นที่การควบคุมปริมาณแม่พันธุ์สุกร ให้อยู่ในปริมาณสมดุล ซึ่งจะส่งผลถึงปริมาณผลผลิตสุกรขุนให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ เพื่อลดความผันผวนทางด้านราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงสุกรในภาพรวมทั้งประเทศ

นายปรีชา กล่าวอีกว่า กรมปศุสัตว์ ได้มีโครงการควบคุมมาตรฐานการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร กับกลุ่มผู้เลี้ยงและการค้าสุกร 12 บริษัทฟาร์มสุกรารายใหญ่ของประเทศ โดยแต่ละบริษัทได้ร่วมลงนาม ทั้งนี้เพื่อรักษามาตรฐานและราคาเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมอยู่กันได้ในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืน

สำหรับโครงการ คือการควบคุมแม่พันธุ์สุกรที่มีอยู่ในกรอบประมาณ 1.2 ล้านตัว เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งรายรายเล็ก และรายขนาดกลาง ที่ได้เกิดผลกระทบที่ต่อเนื่องตลอดมา จากการที่ได้ลงทุนการเพิ่มขึ้นจนล้นตลาดและผลกระทบต่อราคา และในที่สุดต่อผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย รายเล็ก และรายขนาดกลางต้องยุติกิจการไปเป็นจำนวนมาก

นายปรีชา กล่าวว่า  โครงการควบคุมมาตรฐานการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร  ทางกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ และขั้นตอนต่อไปก็จะขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในในฐานะผู้ดูแล

“โครงการควบคุมแม่พันธุ์สุกร 1.2 ล้านตัว จะสามารถผลิตสุกรได้ประมาณ 30 ล้านตัว / ปี ซึ่งจะบาลานซ์กับการบริโภคไม่ขาดตลาดและล้นตลาด”

นอกนั้นนอกจากโครงการควบคุมฯ แล้ว จะต้องมีมาตรการที่เข้มข้นต่อเนื่องในการควบคุมการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ.

“เมื่อได้ดำเนินการโครงการผู้เลี้ยง และผู้ค้า และผู้บริโภคก็จะไปกันได้” นายปรีชา กล่าว.

หอการค้าใต้ฝาก “รัฐบาลใหม่” เร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจวูบ-พืชผลเกษตรตกต่ำ

นายกรกฎ เตรานนท์ ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร) เปิดเผยว่า ภาคใต้เศรษฐกิจตัวสำคัญต่างตกต่ำและชะลอตัวทั้งการท่องเที่ยวเรื่องการเกษตรผลไม้ ข้าว ปศุสัตว์ อีกทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ของแรงงาน ซึ่งต่างได้ส่งผลต่อกำลังซื้อที่มีผลทำให้เศรษฐกิจต้องอ่อนแอลง

“เศรษฐกิจการเกษตรฤดูผลไม้ ข้าว ราคาต่างตกต่ำเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 50 %  เช่น ข้าวประมาณ 10,000 บาท / ตัน ที่มาเหลืออยู่ประมาณ 5,000 บาท / ตัน ฯลฯ จะผลต่อฤดูทำนาถัดไป ซึ่งก็ต้องชะลอจำนวนหนึ่งหากหยุด 1 ฤดู ก็ต้องว่างงานประมาณ 4 เดือน แรงงานกลุ่มการเกษตรต้องเกิดการว่างงาน แล้วจะสนับสนุนช่วยเหลือกันอย่างไร” นายกรกฎ กล่าว และว่า

เรื่องภาษีกับสหรัฐที่จะมีการแลกเปลี่ยน เช่นการนำเข้าอาหารสัตว์ กากถั่ว ข้าวโพด ซึ่งราคาจะต่ำกว่าของไทย และในขณะที่เงินบาทแข็งค่าก็สามารถนำเข้าเก็บได้ปริมาณมาก แต่จะส่งผลต่อเกษตรกรไทย จึงจะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้

“ส่วนพืชการเกษตรของไทยที่ส่งออกไปจีน อีกทั้งโครงการที่ภาคเอกชนเสนอไปยังรัฐบาลที่แล้ว จะแก้ไขดำเนินการอย่างไรและจะเดินต่ออย่างไร ภาคเอกช ผู้ประกอบการ จึงมีคำถามที่เสนอถึงรัฐบาลใหม่จัดตั้งแล้วเสร็จ ที่จะต้องมีภาระทันที”

ทางด้าน ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่  รายงานการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยจากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าสิ่งที่คาดหวังและต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

ซึ่งประชาชนและนักวิชาการได้เสนอแนะต่อรัฐบาล 1.มีความคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่นลดราคาพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า แก๊ส และควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น ตลอดถึงลดการผูกขาดตลาดสินค้าเกษตรและพลังงาน พร้อมทั้งปรับโครงสร้างภาษีน้ำมัน พลังงานและภาษีอื่น ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อลดภาระรายจ่ายและควบคุมค่าครองชีพ

2. ต้องการให้ออกนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นระบบ ปรับโครงสร้างหนี้จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย รวมถึงให้ความรู้ทางการเงินเพื่อป้องกันการเกิดหนี้ในอนาคต

3.ให้ช่วยหาแนวทางเพื่อยกระดับรายได้สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยการปรับค่าแรงขั้นต่ำอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสร้างงานสาขาใหม่ เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยีสีเขียว และพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันจัดให้มีการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อให้มีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

4. และต้องการให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับภาคเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศ โดยการส่งเสริมสนับสนุนในการทำเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตเพิ่มคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง ตลอดจนส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรแปรรูป เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มหาตลาดเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์.

อานิสงส์ “วันสาร์ทจีน”ดันยอดขายกลุ่มกล้วยหอมพัทลุงพุ่ง 10 เท่า

“วันสาร์ทจีน” กลุ่มกล้วยหอมพัทลุงยอดขายพุ่ง 10 ตัน 3 วัน ออกสู่ตลาดต่างจังหวัด  เงินสะพัดในกลุ่ม 500,000 บาท / เดือน ระบุ  ราคาผันผวนวูบลง 10 บาท / กก. จาก 25 บาท / กก.  กล้วยหอมทองปริมาณมาก  “เพชรบุรี” รายใหญ่ของไทยแซงทะลักเข้าสู่ตลาดทางภาคใต้

ที่สวนนายประทีป หีมเกตุ หมู่ที่ 9 ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง นายปรีชา นวลน้อย รอง ผวจ.พัทลุง เป็นประธานเปิดงานกล้วยหอมทองพืชมูลค่าสูงสู่ความสำเร็จยั่งยืน พร้อมกิจกรรมตัดกล้วยหอมทองปฐมฤกษ์เพื่อจำหน่ายในเทศกาลสาร์ทจีน วันที่ 6 กันยายน  2568 ให้กับ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ในนามแม็คโคร ภายใต้โครงการ “Direct From Farm”

สำหรับ จ.พัทลุง โดยล่าสุดมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองประมาณกว่า  500 ไร่  โดยปลูกประมาณ 400 ต้น / ไร่ ส่วนการตลาดกล้วยหอมทอง จ.พัทลุง ตลาดที่รับซื้อมี 3 แห่ง 8nv 1 บริษัทแม็คโคร  2  ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวน  600  สาขา  และ 3 ตลาดในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทั่วประเทศ

และกล้วยหอมทองที่ส่งออก บริษัท แม็คโคร เป็นผลผลิตของ จ.พัทลุง ประมาณร้อยละ  60-70  นอกนั้นที่เหลือจะเป็นกล้วยหอมทองวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองและไม้ผลปลอดภัยบางแก้ว ซึ่งเป็นผู้ประกอบการการส่งออกกล้วยหอมทองรายใหญ่ จ. พัทลุง ที่ได้รับซื้อกล้วยหอมทองมาจากต่างจังหวัดมี จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.เพชรบุรี  เพื่อให้ผลผลิตกล้วยหอมทอง จ.พัทลุง เพียงพอต่อการส่งออกไปยังทั่วประเทศ

“กล้วยหอมทอง จ.พัทลุง โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมสนับสนุนส่งเสริมการปลูกเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น”

นายประทีป หีมเกตุ เจ้าของสวนกล้วยหอมทอง กล่าวว่า ตนปลูกในระยะแรกปลูกกล้วยหอมทองจำนวน 400 ต้น ซึ่งราคากล้วยหอมทองขณะนั้นอยู่ในราคาที่สูง ซึ่งสามารถสร้างรายได้มากถึง 160,000 บาท / ปี  จึงได้ปลูกเพิ่มอีก 1 แปลง อีกจำนวน 470 ต้น 

ทางด้านนายอาคม ดิษฐสุวรรณ เจ้าของสวนลุงคมสวนผลไม้ปลอดภัย ต.โคกสัก อ.บางแก้ว จ.พัทลุง เปิดเผยว่า สถานการณ์กล้วยหอมทอง ราคาได้ปรับตัวลงมาประมาณ 2 เดือน และขณะนี้สำหรับในสวนลุงคม รับซื้อไซซ์เกรด A ราคา 10 บาท / กก. และตกเกรด A ราคา 5-6 บาท / กก. จากเดิมราคาที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ 18-25 บาท / กก.

“ปัจจัยที่ราคากล้วยหอมทองตกต่ำลงมา เนื่องจากกล้วยหอมทองมีปริมารมากจากนอกพื้นที่ เช่น จ.เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ฯลฯ  โดยเฉพาะกล้วยหอมทองที่เข้าสู่ตลาดทางภาคใต้ โดยบางช่วงมีราคา 5 บาท / กก.”  จึงส่งผลกระทบต่อการตลาดกล้วยหอมทองที่ตลาดการซื้อขายได้หันไปซื้อกล้วยหอมทองเพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองรายใหญ่ที่ปลูกขนาดแปลงใหญ่ ตั้งแต่ 80 ไร่ 100 ไร่ 200 ไร่ ฯลฯ จากที่ได้ราคาต่างกัน

นายอาคม กล่าวอีกว่า แต่สำหรับในกลุ่มเครือข่ายกล้วยหอมทองลุงคม ที่มีเครือข่ายกล้วยหอมทองอยู่ประมาณ 100,000 ต้น ตั้งแต่ จ.พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล และ จ.กระบี่บางส่วน ประมาณ 300 ราย ยังมีการรับซื้อขายตามปกติเพื่อรักษาฐานการผลิตเอาไว้ และกล้วยหอมทองในห่วงระยะ 2-3 วันนี้ ซึ่งจะเข้าวันสาร์จีนในวันที่ 6 กันยายน 2568 ในกลุ่มจะมีการขายออกได้ประมาณ 10 ตัน จะเป็นเงินประมาณ 100,000 บาท โดยภาพรวมสวนลุงคมจะส่งออกขายประมาณ 50-60 ตัน / เดือน เป็นขั้นต่ำ ภาพรวมประมาณ 500,000 บาท / เดือน โดยราคา 10 บาท / กก.

“และแนวโน้มราคากล้วยหอมทองจะมีการปรับตัวขึ้นเพราะกำลังจะเข้าสู่ช่วงไฮต์ซีซั่น โดยขณะนี้ฝั่งเกาะสมุย เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี กล้วยหอมทองได้ทยอยส่งเพื่อบริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว”

นายอาคม กล่าวอีกว่า กล้วยหอมทอง จ.พัทลุง ปลูกประมาณ 400 ต้น / ไร่ มีผลผลิตประมาณ 6,000 กก. / ไร่ มูลค่าประมาณ 60,000 บาท /  จำนวน 8 เดือน ราคา 10 บาท / กก. เฉพาะในกลุ่มเครือข่ายสวนลุงคม มีประมาณ 100,000 ต้น จำนวน 250 ไร่ มีเงินหมุนสะพัดประมาณ 15 ล้านบาท / ปี (8 เดือน).

สลด! กลางตลาดเมืองเพชร 3 ศพ ดาบตำรวจบุกจ่อยิง 2 ผัวเมียขายไข่ดับคู่

เพชรบุรี – สลด! กลางตลาดเมืองเพชร 3 ศพ หลังดาบตำรวจจ่อยิง 2 ผัวเมียขายไข่ดับคู่ ก่อนใช้ปืนจ่อขมับตัวเองปลิดชีพหนีความผิด บริเวณใจกลางตลาดเมืองเพชร ถนนสุรินฤาชัย

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2568 พ.ต.ต.(หญิง) สุนันทา รอดเพชร สารวัตร(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี รับแจ้งเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตที่ร้าน(ล้านไข่หน้าวิก) ซึ่งอยู่บริเวณใจกลางตลาดเมืองเพชร ถนนสุรินฤาชัย หรือถนน 18 เมตร หน้าโรงภาพยนตร์วิกเพชรบุรีราม่าเก่า จึงรายงานไปยัง พ.อ.โชคชัย เนียลเซ็น ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี เพื่อทราบ แล้วนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมประสาน แพทย์เวรโรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพชรบุรี อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน จังหวัดเพชรบุรี รวมสนับสนุน

ที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือด อยู่ภายในร้านขายไข่ จำนวน 2 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย ทุ้งคู่เป็นสามีภรรยากัน และเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายไข่ไก่ สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้นภายในร้าน ทราบชื่อคือ นางสาว ศิวพร จงปัญญาประพันธ์ หรือจุ๊ อายุ 31 ปี ชาว อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นาย กฤษดา เกตุแก้ว หรือเอิร์ธ อายุ 33 ปี ชาว อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โดยทั้งคู่ถูกอาวุธปืน ซิกซาวเออร์ p320 ขนาด 9 มม. ยิงเข้าที่ศีรษะสมองกระจาย

ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร ซึ่งอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้าวิกหนัง พบศพผู้ก่อเหตุเป็นชาย 1 ราย ใช้อาวุธปืนจ่อยิงที่ศีรษะตัวเอง 1 นัด เพื่อหนีความผิด ทราบชื่อต่อมาคือ ดาบตำรวจสมศักดิ์ เพิ่มทรัพย์ ผบ.หมู่(ป.) สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี และพบอาวุธปืน ซิกซาวเออร์ p320 อยู่ที่มือขวา 1 กระบอก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบ ดาบตำรวจ สมศักดิ์ฯ และคู่กรณีเคยมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันเรื่องค้าขายไข่ไก่มาก่อน เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว จนกระทั่งเมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ซึ่งเป็นวันไหว้มีประชาชนพลุกพร่านเนื่องจากเป็นตลาดสกและผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของกันในวันไหว่สารทจีน โดยนางตุ๋ย แม่ค้าขายดอกไม้ที่อยู่ร้านติดกันกับร้านขายไข่ที่ถูกยิงเสียชีวิตเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นผู้ก่อเหตุเดินมาไม่พูดไม่จากับใครก่อนเกินขึ้นไปแล้วก่อเหตุโดยตนไม่เห็นตอนที่จ่อยิงแต่ได้ยินเสียงปืน และเห็นว่านายเอิร์ธล้มลงก่อนที่ จุ๊ ภรรยาของ เอิร์ธจะส่งเสียงเรียกถามว่าเอิร์ธเป็นอะไร หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุได้ยิงใส่ จุ๊ คนล้มลงเสียชีวิตทั้งคู่

ส่วนดาบตำรวจ สมศักดิ์ฯ ภายหลังก่อเหตุแล้วได้เดินขึ้นไป อาคารโรงหนังเก่าซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 เมตร และใช้อาวุธปืนยิงตัวเองตายเพื่อหนีความผิด

พ.อ.โชคชัย เนียลเซ็น ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจ เบื้องต้นทราบข้อมูลมาว่าผู้ก่อเหตุและสามีภรรยาที่เสียชีวิต เป็นคนบ้านเดียวกัน และมีอาชีพขายไข่ไก่เหมือนกัน แต่ก็มีการทะเลาะวิวาทกันอยู่เป็นประจำในเรื่องการขายไข่ตัดราคากัน สาวนประเด็นอื่นยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติม เบื้องต้นสาเหตุน่าจะเกิดจากบาดหมางกันในเรื่องของการขายไข่ตัดราคากัน ซึ่งจะต้องดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงกับญาติ ๆ ของทั้งสองฝ่ายเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เร่งช่วยเหลือ! ซีพีเอฟ จังมือซีพีอาสา เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดต่อเนื่อง

พายุ “คาจิกิ” สร้างความเสียหายในหลายจังหวัด ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม พี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนทั้งด้านความเป็นอยู่และการเข้าถึงอาหาร

 ซีพีเอฟ ยืนยันเจตนารมณ์ “อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายซีพีอาสา เร่งระดมกำลังนำโรงครัวซีพีอาสา ลงพื้นที่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์, บ้านปางอุ๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และ บ้านผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อนำวัตถุดิบอาหารทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด และน้ำดื่ม ส่งมอบแก่โรงครัวในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ คือหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน ด้วยมวลน้ำจากแม่น้ำป่าสักและพื้นที่ใกล้เคียงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศบาลตาลเดี่ยวและเทศบาลเมืองหล่มสัก ทีมตอบโต้ภัยพิบัติมูลนิธิเพชรเกษมไม่รอช้า ยกกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ และอีกหลายสาขา ขนอุปกรณ์ครบครันขึ้นยักษ์แดงเพชรเกษม เดินหน้าโรงครัวเคลื่อน เคลื่อนพลฝ่าสายน้ำมุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดตั้งโรงครัวเพื่อประชาชนอย่างทันท่วงที

 ทันทีที่เต้นท์โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษมประกอบเสร็จ บริเวณโรงเรียนหยกฟ้า อ.หล่มสัก เมื่อค่ำวานนี้ ประสิทธิ์ ใส้เพี้ย นำทีมจิตอาสาซีพีเอฟ ร่วมร้อยเรียงความดี กับทีมซีพีอาสา เร่งลำเลียงไข่ไก่ 2,100 ฟอง และเนื้อไก่ 500 กิโลกรัม ส่งมอบถึงมือทีมงานมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงครัวฯ ในการผลิตข้าวกล่องเพื่อผู้ประสบภัย ตั้งเป้าผลิตวันละ 10,000 กล่อง กระจายลงพื้นที่น้ำท่วมช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ทุกเมนูอาหารเติมพลังใจที่ส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่เกิดเหตุดินสไลด์ ซีพีและซีพีเอฟยังเดินหน้าสนับสนุนวัตถุดิบอาหาร ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ รวมถึงน้ำดื่ม ให้แก่ทุกโรงครัวในพื้นที่ อาทิ โรงครัวกลางบ้านปางอุ๋ง วัดนักบุญยวงบัปติสตา (โบสถ์ปางอุ๋ง), โรงครัวมูลนิธิปริสุทโธ, โรงครัวมูลนิธิกระจกเงา ตลอดจนมอบผ่านศูนย์บริจาค เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ของกิ่งกาชาดอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม ที่จะกระจายวัตถุดิบทั้งหมดไปยังโรงครัวต่างๆ

ขณะที่ บ้านผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก ทำให้ประชาชนใน 55 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน เครือซีพี ร่วมกับทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เร่งจัดถุงกำลังใจพร้อมวัตถุดิบอาหารเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเอกวิทย์ มีเพียร เป็นประธานในการส่งมอบถุงกำลังใจ ซึ่งซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด และน้ำดื่ม มอบให้โรงครัวกลางใช้ปรุงเป็นอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัยและอาสาสมัครอย่างทั่วถึง

“อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” ไม่ใช่แค่คำมั่น แต่คือการลงมือทำจริงของเครือซีพีและซีพีเอฟ เพราะเรามีความเชื่อว่า การส่งอาหารคือการส่งพลังใจ ความช่วยเหลือจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมส่งแรงใจให้พี่น้องประชาชนและอาสาสมัครทุกคน…

เดือดไม่ยั้ง! “กุหลาบดำ” ไล่อัดทุบแต้ม “ฟิลิปเป” ศึก ONE ลุมพินี 123

ศึก ONE ลุมพินี 123 มอบความบันเทิงเต็มอิ่มให้แฟนกีฬาต่อสู้ใน 195 ประเทศทั่วโลก โดยนักสู้ทั้ง 24 คน พร้อมใจกันแสดงฝีมือสุดความสามารถ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา)

คู่เอก “ฟิลิปเป โลโบ” ผู้ท้าชิงอันดับ 3 ของแรงกิง ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) วัย 32 ปี จากบราซิล วัดแกร่ง “กุหลาบดำ สจ.เปี๊ยกอุทัย” ยอดมวยฟอร์มร้อนแรง วัย 26 ปี จากสุรินทร์ ในกติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต

หลังเช็กของด้วยการแลกแข้งกันในยกแรก “กุหลาบดำ” เริ่มเดินเครื่องเบียด “ฟิลิปเป” ที่ดักจังหวะโต้กลับอย่างรัดกุม เกมค่อย ๆ ร้อนขึ้นทีละน้อยและเดือดสุดในยกตัดสิน เมื่อ “กุหลาบดำ” บุกชิงจังหวะออกหมัดและเตะซ้ายเล่นงาน “ฟิลิปเป” เข้าเป้าหลายดอก ครบ 3 ยก “กุหลาบดำ” คว้าชัยด้วยคะแนนเอกฉันท์ เก็บชัยต่อเนื่องเป็นไฟต์ที่ 4  

ส่วนคู่เอกภาคอินเตอร์ “ดอนคิงส์ โยธารักษ์มวยไทย” นักสู้ไฟแรง วัย 24 ปี จากระนอง เสริมอาวุธครบเครื่องดวล “รุสตัม ยูนูซอฟ” ดาวรุ่งฟอร์มสด วัย 18 ปี จากรัสเซีย ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต

ยกแรก “ดอนคิงส์” เปิดเกมบุกยืนแลกเดือดกับ “รุสตัม” อย่างสูสี ส่วนช่วงที่เหลือ นักสู้จากแดนหมีขาวแก้เกมดี โดยเร่งจังหวะบวกแถมโชว์ลูกเล่นทั้งศอกกลับและหมุนตัวเตะเข้าโจมตี แม้ “ดอนคิงส์” จะพยายามฮึดสู้ แต่ช้ากว่าจนเสียเปรียบชัดเจน ครบ 3 ยก กรรมการเห็นพ้องให้ “รุสตัม” เป็นฝ่ายชนะคะแนนเอกฉันท์ ยืดไร้พ่ายไฟต์ที่ 5 ในรายการ  

ตลอดการแข่งขันในค่ำคืนนี้ ปรากฏว่ามีนักสู้เพียงรายเดียวที่แสดงฝีมือโดดเด่นถูกใจบิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ได้แก่ “อายัด อัลบัด” ได้รับเงินรางวัลโบนัสพิเศษไปทันทีจำนวน 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาท) ไม่รวมค่าตัว

สรุปผลการแข่งขันทุกคู่ ONE ลุมพินี 123  
คู่เอก กุหลาบดำ สจ.เปี๊ยกอุทัย ชนะคะแนนเอกฉันท์ ฟิลิปเป โลโบ (บราซิล) (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต)
คู่รอง เด็ดดวงเล็ก ทีเด็ด99 ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ บัวเขียว ป.เปาอินทร์ (มวยไทย 138 ป.)
กฤษณะ ดาวเด่นมวยไทย ชนะคะแนนเอกฉันท์ คมอาวุธ เอฟเอ.กรุ๊ป (มวยไทย 140 ป.)
อายัด อัลบัด (อิรัก) ชนะน็อก เหนือเพชร ทีเด็ด99 นาทีที่ 2:36 ของยกแรก (มวยไทย 128 ป.)
ขุนพล เอกเมืองนนท์ ชนะคะแนนเอกฉันท์ เอดิลสัน รอดริเกส (ฝรั่งเศส) (มวยไทย 129 ป.)
ชบาแก้ว ส.แก่นจันทร์ชัย ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ กัสจัง แฟร์เท็กซ์ (มวยไทย 110 ป.)

รุสตัม ยูนูซอฟ (รัสเซีย) ชนะคะแนนเอกฉันท์ ดอนคิงส์ โยธารักษ์มวยไทย (มวยไทย รุ่นฟลายเวต)
ทาอิมุ ฮิซาอิ (ญี่ปุ่น) ชนะคะแนนเอกฉันท์ จาง จิงเทา (จีน) (มวยไทย 140 ป.)
โยชิดะ โคเซอิ (ญี่ปุ่น) ชนะคะแนนเอกฉันท์ โตฟาน โนเปียน (อินโดนีเซีย) (คิกบ็อกซิ่ง 131 ป.)
สานิตย์ ลูกถ้ำเสือ ชนะน็อก เอซากุ โอกาซาวาระ (ญี่ปุ่น) นาทีที่ 0:41 ของยก 2 (มวยไทย 129 ป.)
เดนิส อันดรีฟ (รัสเซีย) ชนะทีเคโอ อาดิเลต คาเลนเดรอฟ (คีร์กีซสถาน) นาทีที่ 4:33 ของยกแรก (MMA รุ่นแบนตัมเวต)
โมอิซิส โลอิส อิโลกอน (ฟิลิปปินส์) ชนะคะแนนเอกฉันท์ บาย หลินโป (จีน) (MMA รุ่นสตรอว์เวต) 

เชสเตอร์ สานต่อ ‘ปันรัก ปันน้ำใจ’ ปีที่ 12 ส่งมอบอาหาร สร้างรอยยิ้มน้อง “มูลนิธิออทิสติกไทย” 

เชสเตอร์ เติมเต็มความสุขด้วยหัวใจ สานต่อ ‘ปันรัก ปันน้ำใจ’ ปีที่ 12 ส่งมอบอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น  สร้างรอยยิ้มให้เด็กน้อยในมูลนิธิออทิสติกไทย

นางสาวลลนา บุญงามศรี กรรมการผู้จัดการ  บริษัท เชสเตอร์ ฟู้ด จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เชสเตอร์ (Chester’s) ในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัท ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสุขให้แก่สังคมผ่านโครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ”  เป็นปีที่ 12

 ล่าสุดในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาได้นำทีมพนักงานจิตอาสากว่า 80 คน พร้อมด้วยเมนูคุณภาพของเชสเตอร์ ส่งมอบมื้อกลางวันแสนอร่อย ส่งต่อความรักและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ และเจ้าหน้าที่ ณ มูลนิธิออทิสติกไทย รวมกว่า 200 คน

กิจกรรมในครั้งนี้ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของน้องๆ โดยมีไฮไลต์คือ กิจกรรมวาดภาพ “เชสตี้” มาสคอตประจำแบรนด์เชสเตอร์ บนกระเป๋าผ้า ซึ่งเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้แสดงออกถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสันทนาการสนุกๆ อย่างการเล่นเกมบิงโก เพื่อสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองให้กับทุกคน

 “ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขและโอกาสให้กับสังคม การได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ทั้งจากการวาดภาพเชสตี้และเสียงหัวเราะจากการเล่นกิจกรรมร่วมกัน สะท้อนให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการให้ ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงสร้างรอยยิ้ม แต่ยังปลูกฝังให้พนักงานของเราได้ตระหนักถึงการแบ่งปันและการทำประโยชน์เพื่อสังคม ภายใต้หลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นสร้างสิ่งดีๆ ต่อไป”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้กับมูลนิธิ มูลค่ารวมกว่า 120,000 บาท ซึ่งมาจากเงินบริจาคของพนักงานเชสเตอร์และลูกค้าทั่วประเทศ ที่ร่วมสมทบทุนผ่านกล่องรับบริจาคกว่า 200 สาขา เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานและสร้างประโยชน์ให้กับน้องๆ และเจ้าหน้าที่ในมูลนิธิฯ อีกด้วย

โครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยเชสเตอร์ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งโรงพยาบาล มูลนิธิ และสถานสงเคราะห์ต่างๆ มุ่งเน้นส่งมอบอาหารคุณภาพ และการจัดกิจกรรมสันทนาการ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน