ร่วมด้วยช่วยกัน ซีพีเอฟอยู่เคียงข้างทุกวิกฤต ร่วมกับโรงครัวซีพีอาสา เร่งช่วยชาวปางอุ๋ง อ.แม่แจ่ม

“น้ำมาเร็วมาก น้ำป่าไหลท่วมจนดินสไลด์ ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน หลายคนไม่ทันรู้ตัว โชคดีที่ได้หลายหน่วยงานรีบยื่นมือเข้ามาช่วย” คำบอกเล่าจากชาวบ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่ต้องอพยพออกมาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว หลังอิทธิพลพายุคาจิกิทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่

แม้เหตุการณ์เกิดขึ้นฉับพลันยากเกินตั้งรับ แต่สิ่งที่ชาวบ้านได้รับกลับเต็มไปด้วยน้ำใจจากหลายทิศทาง “ซีพีเอฟอยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” ก็เป็นหนึ่งในพลังที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยผนึกกำลังเครือซีพีร้อยเรียงความดี เข้ามาร่วมเสริมภารกิจโรงครัวซีพีอาสา

 ที่โรงครัวกลางบ้านปางอุ๋งโรง วัดนักบุญยวงบัปติสตา หรือโบสถ์ปางอุ๋ง ซึ่งเป็นโรงครัวจิตอาสาเริ่มเดินเครื่องตั้งแต่วันแรก ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟได้จัดเตรียมวัตถุดิบอาหารคุณภาพ ทั้งหมูบด ไก่สับ ไข่ไก่สด และน้ำดื่ม ส่งตรงถึงทีมครัว พร้อมทั้งระดมจิตอาสาซีพี-ซีพีเอฟจากหลายหน่วย ทั้งมูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิปริสุทโธ และชาวชุมชน ที่เข้าร่วมมาช่วยกันปรุงอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัยทั้งจากมูลนิธิกระจกเงา

วันนี้ ควันไฟจากโรงครัวยังคงลอยคลุ้งกลางหมู่บ้าน เป็นสัญญาณของความร่วมแรงร่วมใจ อาหารหลากหลายเมนูถูกส่งถึงมือผู้ประสบภัยและอาสาสมัครในพื้นที่ ไม่เพียงเติมเต็มความอิ่มท้อง แต่ยังเป็นกำลังใจที่ส่งผ่านไปกับทุกกล่องอาหาร เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจร่วมฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ซีพีและซีพีเอฟตอกย้ำเจตนารมณ์ “อยู่เคียงข้างสังคมไทยในทุกวิกฤต” พร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

“รักษ์ลำน้ำมูล” ซีพีเอฟ จับมือชาวโคราช ปลุกพลังรักษ์ป่า ปั้นเยาวชนเป็น “นักสืบสายน้ำ”

วันนี้อุทยานแห่งชาติทับลาน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ไม่ได้มีแค่เสียงนกก้องป่า แต่ยังมีความคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อคนทุกวัยที่มีหัวใจรักธรรมชาติ มารวมพลังทำกิจกรรม “รักษ์ลำน้ำมูล” เพื่อดูแลและฟื้นฟูแม่น้ำสายสำคัญของอีสาน “ลำน้ำมูล” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนตั้งแต่นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จนถึงอุบลราชธานี

 เพราะการดูแลแม่น้ำสายนี้ ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของทุกคน ที่จะส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลานได้ใช้ชีวิตอย่างสดชื่นในอนาคต

“การปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ‘โครงการรักษ์ลำน้ำมูล’ ของซีพีเอฟ เป็นตัวอย่างชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และชุมชน ที่ช่วยฟื้นฟูป่า อนุรักษ์แหล่งน้ำ และปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพราะลำน้ำมูลไม่ใช่เพียงแค่แม่น้ำ แต่คือสายใยชีวิตของพี่น้องชาวโคราช” นายพีรวัฒน์ ธีระวัฒนา นายอำเภอครบุรี กล่าว

“โครงการรักษ์ลำน้ำมูล”จากความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 16 ปี ที่ซีพีเอฟ โดยโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา ริเริ่มขึ้น โดยตลอดระยะทางมีภาครัฐ และชุมชน เป็นพลังสำคัญในความสำเร็จตลอดมา กิจกรรมล่าสุด เป็นการปลูกต้นไม้ 2,000 ต้น และปล่อยพันธุ์ปลาพื้นถิ่นกว่า 85,000 ตัว ลงเขื่อนมูลบน ทั้งปลาตะเพียน ยี่สก ปลาหมอ และปลาสร้อยขาว เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

น้องฝ้าย – ด.ญ.อัญชิสา ช่วยชุม รร.จอมทองวิทยา เล่าอย่างภูมิใจพร้อมรอยยิ้มกว้างว่า “หนูชอบมากที่ได้มาปลูกป่ากับเพื่อนๆ รู้สึกว่าบ้านเราจะมีป่าสมบูรณ์ขึ้น แถมยังได้เรียนรู้วิธีปลูกต้นไม้ที่ถูกต้องจากพี่ๆ ซีพีเอฟ แล้วก็ยังได้ปล่อยปลาด้วย อยากชวนทุกคนมาทำกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ เพราะได้ทั้งความสนุกและใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์ด้วย”

ขณะที่ นายอภิศักดิ์ สุขประเสริฐ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน บอกว่า “การเข้ามาของซีพีเอฟช่วยเติมเต็มสิ่งที่พื้นที่ยังขาด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกและบำรุงรักษาป่า รวมถึงการปล่อยปลาเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารให้ชุมชน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน จากผืนป่าเสื่อมโทรมกว่า 100 ไร่ที่เคยแห้งแล้ง กลับฟื้นคืนเป็นป่าเขียวชอุ่มอีกครั้ง ปริมาณปลาก็เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีอาหารบริโภคได้ตลอดทั้งปี”

“รักษ์ลำน้ำมูล” ไม่ได้สร้างแค่ป่าและปลา แต่ยังสร้าง “พลังร่วม” ของรัฐ เอกชน และชุมชน ที่จับมือกันดูแลแม่น้ำสายชีวิตให้คงความอุดมสมบูรณ์ หลักปรัชญา “3 ประโยชน์” ของเครือซีพี ‘ประโยชน์ต่อประเทศ ประโยชน์ต่อประชาชน ประโยชน์ต่อบริษัท’ โดยเฉพาะในด้านประโยชน์ต่อประเทศชาติและต่อประชาชน จึงถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่จริง ที่วันนี้กลายเป็นทั้ง ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ ครัวธรรมชาติ ห้องเรียนกลางแจ้ง และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ไปพร้อมกัน

 ไม่หยุดแค่ปลูกป่า–ปล่อยปลา ซีพีเอฟยังเดินหน้าต่อยอดด้วย “โครงการนักสืบสายน้ำ” ปีที่ 13 ถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนได้เรียนรู้การตรวจสอบคุณภาพน้ำ เข้าใจคุณค่าของป่าต้นน้ำ และปลูกหัวใจสีเขียวให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาช่วยดูแลธรรมชาติด้วยตัวเอง จนถึงปัจจุบันมีน้องๆ เยาวชน ร่วมเป็นนักสืบสายน้ำแล้วกว่า 2,500 คน

ตลอด 16 ปีแห่งความต่อเนื่อง โครงการนี้ไม่เพียงฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังสร้างความสามัคคี ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และความภูมิใจของทุกภาคส่วน “รักษ์ลำน้ำมูล” จึงไม่ใช่แค่การดูแลธรรมชาติ แต่คือการ “ปลูกหัวใจ” ให้ผู้คนเติบโตพร้อมความรักและความหวงแหนสิ่งแวดล้อม

ที่สุดแล้ว…นี่คือ “ความดีที่ส่งต่อได้” จากรุ่นสู่รุ่น และตราบใดที่สายน้ำยังไหล ลำน้ำมูลก็จะยังคงเล่าเรื่องราวของความร่วมมือ ความรัก และความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ตำรวจพัทยาจับแก๊งคอกม้าจีนร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฉ้อโกปชช.

ตำรวจพัทยาจับแก๊งคอกม้าจีน คอลเซ็นเตอร์ร่วมกันฉ้อโกประชาชน มีคนจีนคุมถอนเงินที่ธนาคาร ศูนย์ War Room ตามอายัดได้ทัน

War Room ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้รับข้อมูลจากธนาคารว่ามีบัญชีม้าถอนเงินที่ธนาคารแห่งหนึ่งในพัทยา จึงส่งข้อมูลให้ สภ.เมืองพัทยา สืบสวนติดตามจนสามารถจับกุมแก๊งคอกม้าจีนได้ โดยพบนายอำพล บัญชีม้าพร้อมสมุดบัญชี 3 เล่ม มีเงินค้างในบัญชี จำนวน 790,000 บาท และพบคนจีน 2 คน พร้อมเงินสด 100,000 บาท ที่ถอนออกมาจากบัญชีนายอำพล

จากการสอบถามแล้วนายอำพล ให้ข้อมูลว่า เปิดบัญชีที่กรุงเทพได้รับการติดต่อจากคนไทยนายหน้าให้เดินทางมาเป็นบัญชีม้าที่พัทยา โดยมีคนจีน 2 คนคุมและเมื่อมีเงินจากการหลอกลวงเข้าบัญชี คนจีนได้พาให้ไปถอนเงินออกมา 100,000 บาท ส่งมอบให้คนจีน ต่อมามีเงินจากการหลอกลวงเข้าอีก 790,000 บาท คนจีนได้ให้นายอำพลไปถอนเงินอีกแต่ War Room อายัดไว้ได้ทันและแจ้ง สภ.เมืองพัทยา ติดตามจนสามารถจับกุมได้ และดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, บัญชีม้า ธุระจัดหาบัญชีม้า, ฟอกเงิน และอั้งยี่

การตรวจสอบเงินที่เข้าบัญชีม้านายอำพล พบว่ามาจากผู้เสียหายรวม 3 คน เท่าที่ติดต่อได้ถูกหลอกให้ลงทุนในแพลตฟอร์มเทรดทองคำที่ไม่มีอยู่จริง จึงได้ประสานงานเพื่อให้ผู้เสียหายแจ้งความและมารับเงินคืนจากตำรวจต่อไป

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เตือนคอกม้าและบัญชีม้า การรับงานเป็นบัญชีม้าถอนเงินและคุมม้าถือเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งคอนเซ็นเตอร์ มีโทษหนัก และที่ผ่านมา War Room ได้ร่วมมือกับทุกธนาคารในการปราบปรามแก๊งคอกม้าถอนเงิน สามารถจับกุมได้เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ และจะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อตัดวงจรการเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทหารไทยตรึงชายแดนแม่สอดเข้มหลังกองทัพเมียนมาโจมตีกะเหรี่ยงหนัก

ทหารไทย เฝ้าระวังชายแดน ตะวันตก หลัง กองทัพเมียนมา โจมตีกะเหรี่ยง หนัก หวังยึดพื้นที่คืน เสียงปืนดังสนั่น รุกคืบใกล้ถึงเมียวดี- ยุทธการรบ ใช้โดรนทั้งระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา กองทัพรัฐบาลเมียนมายังคงทุ่มกำลังทหารบุกโจมตีอย่างหนักเพื่อหวังยึดเมืองเมียวดี ในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับ อ.แม่สอด จ.ตาก คืนจากทหารกะเหรี่ยง แต่ได้รับการต่อต้านจากกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army–KNLA) ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU)และกองกำลังกลุ่มพันธมิตร เช่น กองกำลังพิทักษ์ประชาชน ( People’s Defence Force: PDF) โดยการสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาซึ่งได้ยินเสียงปืนชัดเจน ถึงชายแดนฝั่งไทย

ศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง (Karen Information Center-KIC) รายงานว่า กองทัพเมียนมาต้องเผชิญความสูญเสียอย่างหนักและขบวนทหารแตกพ่าย หลังถูกกองกำลัง KNLA และPDF ร่วมกันซุ่มโจมตีในหลายจุด เช่นบริเวณใกล้หมู่บ้านหย่านโก๊ก บนถนนสายเก่าข้ามภูเขาดอน่า เชื่อมระหว่างเมืองกอกาเร็กและเมียวดี

โดยทหารพม่าเริ่มยิงปืนใหญ่จากฝั่งหย่านโก๊กตั้งแต่ประมาณ 5 ทุ่มคืนวันที่ 1 กันยายน พอรุ่งเช้าวันที่ 2 กองทัพพม่าได้เคลื่อนขบวนขึ้นมา 3 ทิศทาง แต่ถูกกองกำลังฝ่ายต่อต้านตัดกำลังจนต้องถอยกลับไปทางหมู่บ้านหย่านโก๊ก ทิ้งทั้งศพทหารและผู้บาดเจ็บไว้ในสนามรบโดยไม่สามารถเก็บกู้กลับไปได้

KIC รายงานว่า กองกำลังทหารเมียนม่าที่ถอยกลับจากแนวรบได้เคลื่อนกำลังกลับเข้าพื้นที่อีกครั้ง โดยมีการยิงปืนใหญ่จากฐานในเมืองไฮ่งวายสนับสนุนแนวรบฝั่งหมู่บ้านหย่านโก๊กและหล่ายเซ็งอย่างต่อเนื่อง

กองทัพเมียนมาเคลื่อนกำลังจากหย่านโก๊กเพื่อกลับไปเก็บศพที่ทิ้งไว้แถวสะพานญีหน่องและหล่ายเซ็ง บางศพเป็นนายทหารระดับสูง” แหล่งข่าวท้องถิ่นจากเมืองกอกาเร็ก รัฐกะเหรี่ยง

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 จนถึงวันนี้ กองทัพเมียนม่าได้ระดมกำลังจากกองบัญชาการยุทธการพิเศษเขต 12 เปิดยุทธการเต็มรูปแบบในหลายแนวรบ ทั้งถนนสายใหม่, ถนนสายเก่าข้ามดอน่าภู และพื้นที่แนวเมืองเมียวดี-ซิงยันญีน่อง โดยใช้ปืนใหญ่ขนาด 120 มม. “Howitzer” และจรวดหลายลำกล้อง “Mizine” ยิงถล่มต่อเนื่อง พร้อมเคลื่อนกำลังภาคพื้นดินกว่า 500 นายเข้าสู่แนวรบ

รายงานข่าวแจ้งว่า ทหารเมียนมาได้ใช้ โดรนแบบพลีชีพ (Kamikaze Drone) โจมตีใส่โรงเรียนสอนภาษากะเหรี่ยงของกระทรวงการศึกษาและวัฒนธรรม (KECD) ในความดูแลของ KNU พื้นที่กองพลที่ 7 รัฐกะเหรี่ยง ขณะที่นักเรียนกำลังเรียนหนังสือ โดยโดรนลำหนึ่งพุ่งชนและระเบิดภายในบริเวณโรงเรียน เป็นเหตุให้ ครูชาย 1 ราย ครูหญิง 1 ราย และนักเรียนอีก 1 คน ได้รับบาดเจ็บ
โดยมีโดรนบินเข้ามา 3 ลำ แต่ที่ตกลงมาระเบิดจริง ๆ มีเพียงลำเดียว มีครูบาดเจ็บ 2 คน กับนักเรียน 1 คน ส่วนความเสียหายของอาคารเรียนยังไม่ทราบแน่ชัด” แหล่งข่าวในพื้นที่กล่าวกับ KIC

KIC ยังมีรายงานอีกว่า ทหารเมียนมา ได้ใช้โดรน 4 ลำทิ้งระเบิดโจมตีด่านตรวจของกองกำลังปลดปล่อยประชาธิปไตยกะเหรี่ยง (DKBA) บริเวณทางแยกถนนกอกตวาน-กอกปะนอ ในเขตรัฐมอญ โดยระเบิดตกใส่รถโดยสารที่กำลังผ่านบริเวณดังกล่าว ทำให้ผู้โดยสารชาย 1 รายเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย ซึ่งรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายหนึ่งกล่าวว่า เนื่องจากเป็นบริเวณด่านตรวจ รถทุกคันต้องชะลอความเร็ว ตอนนั้นเองที่ระเบิดตกลงมา พวกเราต้องรีบพาผู้บาดเจ็บ 4 รายส่งโรงพยาบาลในมะละแหม่ง แต่มี 1 รายที่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล อีก 3 รายอาการสาหัส ส่วนผู้บาดเจ็บคนอื่น ๆ ถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น

ก่อนหน้านี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กองพันทหารราบเคลื่อนที่เร็วที่ 208 ซึ่งอยู่ภายใต้กองบัญชาการภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของกองทัพพม่าได้ เคยใช้โดรนทิ้งระเบิดโจมตีด่าน DKBA บริเวณสะพานซัมเปียกู ส่งผลให้พลเรือนในรถโดยสาร 3 คันได้รับความเสียหาย

ขณะที่แหล่งข่าวจากฝั่งไทย ระบุว่า ทหารเมียนมา ค่ายไหล่วะ ได้ทำการยิง อาวุธหนัก เป็นระยะ ๆ เข้าไปยังเป้าหมายบริเวณพื้นที่ บ้านทีมูทะ , บ้านนุโพ , บ้านแม่กะไน และ บ้านโด่งตะดา อ.เมียวดี จ.เมียวดี ด้านตรงข้ามบ้านริมเมย หมู่.2 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เคลื่อนไหว ของกองกำลังกลุ่มต่อต้าน

แหล่งข่าวระบุว่า ในวันเดียวกันนี้กองกำลังกลุ่มต่อต้านที่นำโดย KNU ได้ปะทะกับ ทหารพม่าหน่วยขึ้นตรง กองพลทหารราบเบาที่ 55 บริเวณพื้นที่ เขากะแนคอคี เขตกอกาเร็ก ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาในการปะทะกัน ประมาณ 30 นาที ซึ่งการสู้รบอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยด้านแม่น้ำเมยไปประมาณ 8 กิโลเมตร

รายงานข่าวแจ้งว่า หมู่บ้านห้วยส้านซึ่งเป็นชุมชนคนไทยพลัดถิ่น ใน จ.เมียวดี ชาวบ้านได้ยินเสียงปะทะกันตลอดทั้งวัน ล่าสุดพม่าได้เข้ามาปักหลักที่บ้านทีมูทะกว่า 200 นาย ห่างจากตัวเมืองเมียวดี เพียงแค่ 16 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ยังคงวางกำลังเฝ้าตรวจ ติดตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย

สส.ลงมติ 311 ต่อ 152 หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

สภาผู้แทนฯ ลงมติเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32 ชนะ “ชัยเกษม” ด้วยเสียงโหวต 311 ต่อ 152 เสียง

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาวาระให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยนายไชยาแจ้งต่อที่ประชุมว่าการเสนอชื่อและวิธีการลงคะแนนจะทำโดยเปิดเผย ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ หรืออย่างน้อย 247 เสียง

หลังจากนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนนายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยทั้งสองรายชื่อมีผู้รับรองครบถ้วน

ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายสนับสนุนหรือแสดงความเห็นต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งสองราย หลังจากสมาชิกอภิปรายครบแล้ว ได้มีการเปิดให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย ด้วยการขานชื่อ สส.ตามลำดับตามอักษร

ผลการลงมติปรากฏว่า สส.ลงมติเลือกนายอนุทิน 311 เสียง นายชัยเกษม 152 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง เป็นอันว่านายอนุทินได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

“วราวุธ” พร้อมคณะที่ปรึกษาคณะอนุกมธ.ศาสนา ฯ อวยพรวันเกิด “ดร.ฉวีวรรณ คำพา” นายกสมาคมส่งเสริมมหกรรมวัฒนธรรมฯ

“วราวุธ” พร้อมคณะที่ปรึกษาคณะอนุกมธ.ศาสนา ฯ อวยพรวันเกิด “ดร.ฉวีวรรณ คำพา” นายกสมาคมส่งเสริมมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย 2568”

ผศ.ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริธรรม  นำคณะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศาสนาฯ  อวยพรวันเกิด ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ณ สโมสรฉวีวรรณกรุ๊ป (แห่งใหม่)ตั้งอยู่ใน ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมจัดพิธีสืบชะตาแบบล้านนาเพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ดร. ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ของไทย ได้จัดพิธีทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุวัฒนมงคล  ณ สโมสร ฉวีวรรณกรุ๊ป (แห่งใหม่) ตั้งอยู่ในตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมจัดพิธีสืบชะตา แบบล้านนา เพื่อความเป็นสิริมงคล

โดยได้นิมนต์เจ้าพระคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)  เจ้าคุณธงชัย  เจ้าคณะใหญ่หนกลาง  กรรมการมหาเถรสมาคม  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วย งานเอกชน ประชาชน ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ และหน่วยงานต่างๆ จากทั่วประเทศ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ดร ฉวีวรรณ ทั่วสารทิศ เดินทางเข้าอวยพรวันเกิดเป็นจำนวนมาก

นอกจากการจัดพิธีทำบุญและพิธีสืบชะตาแบบล้านนาที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีแล้ว ในทุกวัน คล้ายวันเกิด อายุวัฒนมงคล ดร ฉวี วรรณ คำพา จะมอบทุนบำรุงสถานศึกษา ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นประจำทุกปี และในปีนี้โรงเรียนและสถานศึกษาที่ขอทุน เกือบ 2 ล้านบาท

ในการนี้ (จากภาพ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริธรรม  นำคณะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศาสนาฯ ประกอบด้วย  ดร.รัษฎา วิชัยดิษฐ.  ดร.เดชาวัต คงคาน้อย, ดร.ภู่พิทักษ์ ภู่ประกิจ, นายปิยะศักดิ์ พงศ์อัมพรศักดา, นางสาวปวีณาพร กรุดทองกุล,นางบุษยาธร เขียวภักดี และนางวิชชุดา ทองสุทธิ์ เดินทางเข้าอวยพรวันเกิด ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ณ สโมสรฉวีวรรณกรุ๊ป (แห่งใหม่)ตั้งอยู่ใน ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

ฝนตกหนักหลายชั่วโมง น้ำป่าทับลานถล่มวังน้ำเขียวอ่วม

หลังฝนตกหนักหลายชั่วโมง น้ำป่าทับลาน ถล่มตำบลอุดมทรัพย์ วังน้ำเขียว อ่วม
 
อุทยานแห่งชาติทับลาน ในเขต อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงสายของวานนี้ (4 กันยายน 2568) นานหลายชั่วโมง ทำให้มวลน้ำฝนที่ตกสะสม ไหลหลากจากบนเขาทับลาน

กลายเป็นน้ำป่าไหลหลากลงสู่ลำธารธรรมชาติในพื้นที่หมู่บ้านด้านล่างบริเวณบ้านซับพลู บ้านซับเต่า และบ้านหนองโสมง อย่างฉับพลัน ในช่วงเย็นประมาณ 16.00 น.

ทำให้บริเวณจุดท่องเที่ยว เล่นน้ำที่บริเวณแก่งมะค่า ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่มีน้ำไหลผ่าน กลายเป็นลำธารสีแดงขุ่น และมีกระแสน้ำค่อนข้างรุนแรง ไม่สามารถเดินข้ามฝั่งได้
 
ขณะเดียวกัน น้ำป่าจากอุทยานแห่งชาติทับลานก้อนนี้ ยังคงไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างที่อยู่ถัดลงไปอย่างต่อเนื่อง ทางเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลอุดมทรัพย์และผู้นำชุมชน จึงได้เตรียมเครื่องกั้น และป้ายสัญญาณเตือน มาเตรียมไว้ตามบริเวณเส้นทางที่สายน้ำจะไหลผ่าน

สลด!ลุง เอาข้าวไปโยนเลี้ยงปลาขอบสระ ลื่นจมน้ำดับ

อุทัยธานี- สลด!!ลุง เอาข้าวไปโยนเลี้ยงปลาขอบสระ ลื่นจมน้ำดับ มือกำทัพพี-รองเท้าแน่น

เมื่อเวลา 11.00.น.ของวันที่ 05 กันยายน 2568 สถานีตำรวจภูธรลานสัก ได้รับแจ้งเหตุว่ามีลุงวัย 66 ปี จมน้ำเสียชีวิตใกล้ขอบสระ หมู่ 13 บ้านสวนใหม่ ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี จึงได้ประสานไปยังสารวัตรเวรตำรวจ พร้อมกู้ภัยอุทัยธานี จุดลานสัก ไปยังที่เกิดเหตุขณะที่ชาวบ้านยืนมุงใกล้กับขอบสระ พบสระน้ำกว้างประมาณ 1 งาน ลึกประมาณ 2 เมตร อยู่ห่างจากบ้านผู้เสียชีวิตประมาณ 20 เมตร

พบผู้เสียชีวิตเป็นชายผู้สูงวัย นอนตะแคงจมอยู่ในน้ำใกล้กับขอบสระ ในสภาพมือข้างซ้ายกำทัพพีและรองเท้าแน่น จนท.จึงได้นำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นมาบนฝั่ง พร้อมกับประสานไปยังแพทย์เวรโรงพยาบาลลานสัก ตรวจสอบสภาพศพ เบื้องต้น ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย คาดว่าจมน้ำเสียชีวิตมาตั้งแต่ช่วงวาน ขณะเอาข้าวไปโยนให้ปลากิน พลาดท่าลื่นจมน้ำเสียชีวิตขณะที่ไม่มีคนมาพบเห็น

ทราบชื่อผู้เสียชีวิตนายสุดใจ  อายุ 66 ปี ม.13 ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี จากการสอบถามน้องสาวผู้เสียชีวิตชื่อนางประหยัด วัสแสงอายุ 59 ปี เปิดเผยว่า ผู้ตายอยู่บ้านเพียงลำพัง และไม่ยอมไปอยู่กับตนเอง เนื่องจากผู้ตายนั้นเป็นห่วงหมา และรักหมามาก ตนเองก็ต้องเทียวไปเทียวมาคอยเอาข้าวเอาปลามาให้ผู้ตายทุกเช้าทุกเย็น

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นหลังจากที่ตนเองเอาข้าวมาให้ผู้ตายแล้ว ตนเองก็กลับ เห็นว่าผู้ตายกางมุ้งเตรียมจะเข้านอน จนกระทั่งมาถึงช่วงเช้า ตนเองก็ได้เอาข้าวมาให้ผู้ตาย แต่ก็ไม่เห็นพูดตายนั่งรอข้าว โดยประตูบ้านเปิดทิ้งไว้ ตนเองจึงได้เดินออกตามหาผู้ตายพร้อมกับญาติๆจนกระทั่งไปพบร่างผู้ตายลอยอยู่ในสระน้ำ ทั้งนี้ตนเองและญาติๆไม่ติดใจการเสียชีวิตจึงได้นำศพไปทำพิธีตามศาสนาต่อไป

ททท.ขนทีมผู้ประกอบการไทยบุกเวียดนาม หวังดึงนักท่องเที่ยว 9 แสนคนปี’69

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แท็กทีมผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน International Travel Expo Ho Chi Minh City 2025 (ITE HCMC 2025) มหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของเวียดนามและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในวันที่ 4–6 กันยายน 2568 ณ Saigon Exhibition & Convention Center (SECC) นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการรักษาฐานตลาดเดิม และการส่งเสริมการเดินทางแบบ Two-Way Travel ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมรุกตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่องด้วยแคมเปญ “Thái Lan, càng hiểu càng yêu -ไทยแลนด์ ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ” ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 900,000 คนภายในปี 2569

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. เปิดเผยว่า ททท. เข้าร่วมงาน International Travel Expo Ho Chi Minh City 2025 (ITE HCMC 2025) งานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวและเวทีเจรจาธุรกิจที่สำคัญของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4–6 กันยายน 2568 ณ Saigon Exhibition & Convention Center (SECC) นครโฮจิมินห์ โดยการเข้าร่วมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม รวมทั้งรักษาฐานตลาดเดิม และส่งเสริมการเดินทางแบบ Two-Way Travel ในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน โดยงาน ITE HCMC 2025 เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ และเป็นเวทีส่งเสริมให้ภาคเอกชนได้พบปะกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะมีหน่วยงานภายใต้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าร่วมมากกว่า 520 แห่ง และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 28,000 คน ตลอดการจัดงาน

พิธีเปิดงาน ITE HCMC 2025 ได้รับเกียรติจากนาย Mai Van Chinh รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นประธานในการเปิดงาน โดยมี นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย นางสาววีรกา มุทิตาภรณ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เข้าร่วมและร่วมงานสัมมนา High Level Tourism Forum ภายใต้หัวข้อ Shaping the Future of Tourism: Embracing Digital and Green Transformation” พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศอาเซียน ในโอกาสนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ยังได้ร่วมหารือกับนาย Phyo Zaw Soe รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน

โดยการเข้าร่วมงาน ITE HCMC 2025 ครั้งนี้ ททท. ได้เชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยจำนวน 6 ราย ครอบคลุมทั้งบริษัทนำเที่ยว โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว Fun & Entertainment ได้แก่ MAPLE HOTEL กรุงเทพฯ, Urbana Langsuan Hotel กรุงเทพฯ, Lark Holidays Co.,Ltd. กรุงเทพฯ, Chiang Mai Night Safari เชียงใหม่, Phuket Jet Tour Co., Ltd. ภูเก็ต และ SAii Hotels & Resorts Thailand and Santiburi Koh Samui Hotels & Resorts สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมเจรจาธุรกิจแบบ Business to Business (B2B) รวมถึงนำเสนอขายตรงสู่นักท่องเที่ยวในรูปแบบ Business to Consumer (B2C) นอกจากนี้ ททท. ยังเตรียมกิจกรรมถ่ายทอดเสน่ห์วัฒนธรรมไทยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสใกล้ชิด อาทิ การสาธิตงานศิลป์จากผ้าลายอย่างเมืองเพชรบุรี ได้แก่ การเขียนลายทองด้วยยางมะเดื่อและปิดทองคำเปลวแท้ รวมถึงกิจกรรม DIY ประดิษฐ์ดอกกุหลาบตูมจากผ้าลายอย่าง พร้อมมุมแต่งชุดไทยเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจตลอดระยะจัดงาน

ตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามนับเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 27 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเวียดนามแล้วกว่า 473,645 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มครอบครัว, กลุ่มมิลเลนเนียล และกลุ่มไมซ์ ซึ่งมีพฤติกรรมนิยมเดินทางมาประเทศไทยปีละ 3–4 ครั้ง อีกทั้งยังมีทัศนคติที่ดีต่อการท่องเที่ยวไทย โดยนิยมเดินทางช่วงมิถุนายน -สิงหาคม ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียน และเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต ขณะเดียวกันยังมีการกระจายการเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา (เขาใหญ่) และพังงา เพิ่มมากขึ้น  โดยในปี 2568 ตลาดเวียดนามยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากหลายปัจจัยสนับสนุน

ไม่ว่าจะเป็น ทั้งศักยภาพของเส้นทางบินตรง 5 เส้นทางจาก 6 เมืองในเวียดนาม ได้แก่ โฮจิมินห์ ฮานอย ดานัง นาตรัง ฟูก๊วก และไฮฟอง เชื่อมเข้าสู่ 3 เมืองหลักของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยมีจำนวนเที่ยวบินตลอดปี 2568 จำนวน 13,417 เที่ยวบิน เฉลี่ยประมาณเดือนละ 1,128 เที่ยวบิน/เดือน นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อสูงขึ้น รวมทั้งมุมมองที่ดีของนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เห็นประเทศไทยเป็น LGBT-Friendly Destination รวมถึงจุดแข็งเดิมของไทย ทั้งการเดินทางสะดวกสบายโดยไม่ต้องใช้วีซ่า ระบบขนส่งในกรุงเทพฯ ที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวด้วยตนเอง ความหลากหลายของการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืน ตลอดจนมิตรไมตรีของคนไทย

ททท. เดินหน้าส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างสรรค์และส่งมอบประสบการณ์ผ่านกลยุทธ์ 5 Must Do in Thailand นำเสนอวิธีการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถ ราง หรือเรือ การอำนวยความสะดวกต่อการเปิดเส้นทางการบินใหม่ร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ สายการบินแอร์เอเชีย เส้นทางกรุงเทพฯ – ไฮฟอง เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ให้บริการ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์)  อีกทั้งการจัดกิจกรรม “Thái Lan, càng hiểu càng yêu – ไทยแลนด์ ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ” เพื่อสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ในปี 2569 เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวเวียดนาม 500 คน จากปัจจัยเหล่านี้ ททท. คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 900,000 คน ในปี 2569

เปิดวิสัยทัศน์ “ดร.ศุภวรรณ” ผอ.ทีเส็บ ชูพลังขับเคลื่อนไมซ์ไทยยั่งยืนในอุตสาหกรรม

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดตัว ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ในฐานะผู้อำนวยการคนใหม่ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์และแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Change That Matters” เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำไมซ์ระดับโลก และสร้างประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่โลกให้ความไว้วางใจ

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า การกลับมาทำงานที่ทีเส็บครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการกลับมาทำงานที่เดิม แต่เป็นเพราะมี passion และภารกิจที่ยิ่งใหญ่รออยู่ ประสบการณ์กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาในการทำงานที่สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจ “Real Sector หรือ ภาคธุรกิจที่แท้จริง” ซึ่งสะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงตระหนักว่า ไมซ์ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมการจัดงาน แต่คืออุตสาหกรรมที่สร้างคุณค่าและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ “Change That Matters” คือต้องมีผลกระทบที่สำคัญและมีความหมายให้กับ Real Sector

สำหรับวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงาน ดร. ศุภวรรณ ได้กำหนดให้ทีเส็บขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “Global-Asia’s Trusted Gateway” หรือ ประตูสู่เอเชียที่ทั่วโลกให้ความไว้วางใจ โดยมีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ให้เกิดผลกระทบสูง (high-impact) และส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและยั่งยืน (transformative, high-value, sustainable experiences) และขับเคลื่อนไมซ์ให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ เพราะไมซ์ช่วยสร้างโอกาสสำหรับต่อยอดทางธุรกิจและการพัฒนาวิชาชีพให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจมากกว่ารายได้ในรูปแบบการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว วิสัยทัศน์นี้จะขับเคลื่อนด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ G-L-O-C

Global Reach: มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์จุดหมายปลายทาง การประมูลงานไมซ์ระดับนานาชาติอย่างชาญฉลาด (Smart Bidding) การขยายตลาดในต่างประเทศ และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อดึงงานที่มีผลกระทบสูงเข้ามาจัดในประเทศ

Local Strength: การพัฒนาคลัสเตอร์เมืองไมซ์ (MICE City Clusters) ใน 10 เมือง รวมถึงเมืองรองอื่น ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างกิจกรรมเรือธง (Flagship Events) ที่สามารถยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกได้

Organisation Transformation: มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อรองรับการเติบโต ซึ่งครอบคลุมถึงการพัฒนาบุคลากร (People Transformation) โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เต็มไปด้วยความไว้ใจและปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) การเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัล (Digitalisation) ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) และที่สำคัญคือการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

Capabilities Excellence: การยกระดับบทบาททีเส็บให้เป็นผู้กำหนดนโยบาย (Policy Shaper) และการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไมซ์ของอาเซียน และการขับเคลื่อนนวัตกรรมและความยั่งยืนในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ดร. ศุภวรรณ ยังย้ำด้วยว่า ทีเส็บให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวทันสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนและโจทย์ที่ท้าทายในระดับสากล โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือการพัฒนาระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมไมซ์ไทยให้มีความเข้มแข็งและเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อจะได้มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยด้วยพลังของการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย