ธ.ก.ส. สาขาบาเจาะ เตรียมแผนฉุกเฉินบริการผู้สูงวัยป้องซ้ำรอยคนร้ายบึ้มตู้ ATM

หัวหน้าหน่วยอำเภอ ธ.ก.ส. สาขาบาเจา จ.นราธิวาส เผย เตรียมแผนฉุกเฉิน บริการกลุ่มผู้สูงอายุ  ห้วง  9 – 10 ก.ย. 68 นี้ หลัง คนร้ายลอบวางระเบิดตู้ ATM ได้รับความเสียหาย

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำโดยนายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง และเจ้าหน้าที่เยียวยา ศอ.บต. เข้าตรวจสอบความเสียหายของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ถนนเพชรเกษม ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดจำนวน 1 ลูก ทำให้ตู้ ATM  เงินฝากและเงินถอน ทั้ง 2 ตู้ และบริเวรพื้นที่โดยรอบของธนาคารได้รับความเสียหาย

นายจิรายุทธ มกรพฤติพงศ์ หัวหน้าหน่วยอำเภอธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบาเจาะ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนและความลำบากให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากธ.ก.ส.ในพื้นที่อำเภอบาเจาะมีจุดเดียว และเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังหล่าวขึ้น ทำให้ประชาชนต้องเดินทางไกลกว่า 15 กิโลเมตร เพื่อไปใช้บริการอาจจะทำให้ไม่สะดวกและปลอดภัยต่อการเดินทาง

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ในห้วงวันที่ 9 – 10 กันยายน 2568 นี้ กลุ่มผู้สูงอายุจะต้องเดินทางมาใช้การในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนกว่าพันคน ตอนนี้ตู้ ATM ได้รับความเสียหายทั้ง 2 ตู้ ทำให้กดเงินสดไม่ได้ ต้องใช้สมุดบัญชีมาถอนเป็นเงินสดเท่านั้นอาจจะก่อให้เกิดความล่าช้าและความแออัดไม่สะดวกต่อการได้รับบริการ

ด้วยเหตุนี้ ทางธนาคารได้เตรียมแผนฉุกเฉินไว้ คือจะเปิดให้บริการที่สาขายี่งอ ซึ่งเป็นสาขาย่อย และส่วนที่ 2 คือทางธนาคารอาจจะเปิดจุดบริการลูกค้าไว้ชั่วคราว โดยมีเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกให้บริการกับประชาชนอย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตามหากพื้นที่ตรงนี้ได้รับตรวจสอบความปลอดภัยและเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนตามปกติ

จากนั้นผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ได้เดินทางเข้าตรวจสอบความเสียหายของตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย ภายในปั้มน้ำมันปตท.บ้านกำปงบือแน ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา หลังคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องมาวางไว้ที่ตู้ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนและความลำบากให้กับชาวบ้านที่มาใช้บริการตู้ ATM แห่งนี้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากตัวเมืองกว่า 10 กิโลเมตร จึงทำให้มีประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงและที่สัญจรไปมา มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น อาจจะทำให้ต้องเดินทางไปใช้บริการไกลกว่าส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความยากลำบากของประชาชน

นอกจากนี้ ที่โรงพยาบาลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ร่วมกับนายอำเภอสุไหงปาดี ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ศูนย์เยียวยาจังหวัด/อำเภอ เข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบนถนนหมายเลข 4056 ใกล้จุดตัดทางรถไฟ เขตเทศบาลตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน  2 ราย ได้แก่ นายอาซูดิง กูเร็ง อายุ 32 ปี (ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 อำเภอจะแนะ) ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก และใจสั่น

และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ฟัสรี มะมิง อายุ 28 ปี (พลขับรถผู้ใหญ่บ้าน) ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก และใจสั่น และจากเหตุการณ์ระเบิดเสาไฟฟ้า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 (บริเวณจุดเดิม) ขณะกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย ได้แก่ จ.ส.อ.เปรมชนะ คุ้มใหญ่โต (จนท EOD) อายุ 48 ปี ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก ใจสั่น และ พลอาสาสมัคร สิทธิศักดิ์ แดงดง อายุ 34 ปี ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก และใจสั่น

ทั้งนี้ ได้ชี้แจงสิทธิการช่วยเหลือเยียวยาและพร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ผู้ได้รับผลกระทบฯ ซึ่งการช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปตามเอกสารรับรองแพทย์ระบุระดับความรุนแรงการบาดเจ็บ และจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป.

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

เปิดตัว “ชุดทีมไทย” จับมือ Anew Golf ใส่ทำศึก กอล์ฟทีม ฮันฮวา ไลฟ์พลัส”

ฮันฮวา ไลฟ์พลัส ได้เปิดตัวชุดแข่งขันอย่างเป็นทางการของทีมในแต่ละประเทศ เพื่อทำศึกกอล์ฟทีม ฮันฮวา ไลฟ์พลัส อินเตอร์เนชันแนล คราวน์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ในปลายเดือนตุลาคม โดยร่วมมือกับ Anew Golf แบรนด์เครื่องแต่งกายกอล์ฟระดับโลก เน้นความภูมิใจของชาติ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การแข่งขันกอล์ฟทีมหญิงรายการใหญ่ “ฮันฮวา ไลฟ์พลัส อินเตอร์เนชันแนล คราวน์” ครั้งที่ 6 ที่สนามนิว โคเรีย คันทรี คลับ เมืองโกยาง จังหวัดกยองกี ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม 2568 มี 8 ทีมเข้าร่วมแข่งขันประกอบไปด้วยทีมสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ไทย สวีเดน จีน และ ทีมเวิลด์

ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 ได้มีการเปิดตัวชุดแข่งขันอย่างเป็นทางการของทีมในแต่ละประเทศ โดย Anew Golf แบรนด์กอล์ฟแฟชั่นชั้นนำของเกาหลีใต้  โดยเน้นสีสันสดใส ผสานการใช้งานจริง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของผู้เล่น เข้ากับสไตล์ที่เหมาะสมกับการแข่งขันระดับโลก แตกต่างจากชุดแข่งขันบุคคล ซึ่งบรรดานักกอล์ฟหญิงชั้นนำของโลกจะสวมชุดทีม ที่แสดงถึงความภาคภูมิใจชาติตัวเอง และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทีม

ฮันฮวา ไลฟ์พลัส อินเตอร์เนชันแนล คราวน์ ในปีนี้มีนักกอล์ฟระดับชั้นนำเล่นให้กับทีมประเทศตัวเองทั้ง “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือ 1 ของโลกทีมไทย เนลลี คอร์ดา มือ 2 ของโลกทีมสหรัฐอเมริกา ลีเดีย โค มือ 3 ของโลกจากนิวซีแลนด์เล่นให้ทีมเวิลด์ อี มินจี มือ 4 ของโลกทีมออสเตรเลีย หยิน ยัวหนิง มือ 5 ทีมจีน มิยู ยามาชิตะ มือ 6 ทีมญี่ปุ่น คิม ฮโย-จู มือ 8 ทีมเกาหลีใต้ และ มายา สตาร์ก มือ 13 ทีมสวีเดน

เครดิตภาพ:  LPGA

พช.อำนาจเจริญลุยแก้ปัญหานี้สินครัวเรือน สร้างอาชีพ สร้างรายได้

อำนาจเจริญ-  พช.อำนาจเจริญ Kick off  การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย แก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างวินัยส่งเสริมกลุ่มอาชีพ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีอย่างยั่งยืน

จังหวัดอำนาจเจริญ พช.อำนาจเจริญ : จัดกิจกรรม Kick off  การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย นโยบายเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างเป็นระบบกิจกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างวินัยการใช้จ่าย ในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี

นางฐิติวรดา เทพเสนา ประธานแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย นโยบายเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างเป็นระบบกิจกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างวินัยการใช้จ่าย ในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ณ ศูนย์จัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP หมู่ที่ 1 ตำบลนาหว้า อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมี นายอำเภอปทุมราชวงศา หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

 ด้วยกลุ่มอาชีพทอผ้าพื้นเมือง บ้านตาดใหญ่ สมาชิกกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม คือ การทอผ้าด้วยสีธรรมชาติ การมัดหมี่ การย้อมฝ้าย และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้า ซึ่งได้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จำนวน 60,000 บาท ปัจจุบันไม่มีหนี้ค้างชำระและสามารถผลิตและจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเฉลี่ย 30,000 บาท/เดือน ส่งผลให้ได้รับรางวัลกลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีดีเด่น ระดับเขตตรวจราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2567

 และกิจกรรมในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย นโยบายเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างเป็นระบบกิจกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างวินัยการใช้จ่าย ในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในวันนี้ ประกอบด้วย การสาธิตกิจกรรมทอผ้า การย้อมสีธรรมชาติ การมัดหมี่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้า

ในการนี้ นายชัยยงค์ ผ่องใส พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้มอบหมายให้ นางสาวรักนิกร แสนทวีสุข ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมด้วยพัฒนาการอำเภอทุกอำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ภาพข่าว ทิพกร   หวานอ่อน /อำนาจเจริญ  รายงาน

ชาวนาโคราชเตรียมเฮ ธกส.เตรียมเงินกว่า 2 พันล้านบาทจ่ายเยียวยาไร่ละพัน

ชาวนาโคราชเตรียมเฮ ธกส.เตรียมเงินกว่า 2 พันล้านบาท ช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปรัง-นาปีไร่ละพันบาทไม่เกิน 10 ไร่ โอนนาปีรอบแรก 3 ก.ย.นี้ กว่า 337 ล้านบาท
 
ภายหลังจาก ครม. ได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ด้วยวงเงินรวมกว่า 45,204 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากราคาข้าวตกต่ำ ซึ่งโครงการนี้มุ่งสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังและนาปี ด้วยอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน หรือ 10,000 บาท ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 4.61 ล้านครัวเรือน

โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนการผลิตและส่งเสริมการปรับโครงสร้างการเกษตรให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดย ธ.ก.ส.มีกำหนดโอนเงินให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนไว้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป แต่ปรากฏว่า เมื่อวานนี้ (1 กันยายน 2568) มีเกษตรกรหลายรายที่ยังไม่ได้รับเงินโอนเข้าบัญชี จึงสร้างความผิดหวังเป็นอย่างมาก

ล่าสุด วันนี้ (2 กันยายน 2568) นายจักรภพ ศรีสุวรนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า “โครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท เพื่อลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการปรับโครงสร้างการเกษตรให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด จังหวัดนครราชสีมาได้เริ่มโอนเงินช่วยเหลือข้าวนาปรังรอบแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 มีผู้ได้รับสิทธิ์ ประมาณ 13,000 ราย เป็นเงินรวมกว่า 100 ล้านบาท ส่วนข้าวนาปี รอบแรกจะทำการโอนในวันที่ 3 กันยายน 2568

สำหรับพื้นที่ภาคอีสานทั้งตอนบนและตอนล่าง จังหวัดนครราชสีมา มีเกษตรกรได้รับสิทธิ์ 38,897 ราย คิดเป็นเงิน 337 ล้านบาท ตนยืนยันว่าเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวและผ่านการประชาคมแล้ว จะได้รับเงินชดเชยครบถ้วนทุกราย สำหรับรายที่มีปัญหาเรื่องบัญชี เช่น บัญชีถูกปิด สามารถไปติดต่อแก้ไขได้

และจะมีการโอนเงินให้หลังจากตรวจสอบแล้ว ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้โอนเงินในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมาให้เกษตรกร ประมาณ 240,000 ราย คิดเป็นเงินประมาณ 2,057 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่า จะมีจำนวนเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยใกล้เคียงกับปีที่แล้ว คือประมาณ 240,000 ราย เป็นเงินรวมกว่า 2,100 ล้านบาท

“ผู้เสียหาย“ บุกร้อง ”ดีเอสไอ“ ขอความเป็นธรรม ผลสั่งคดี – พิจารณาคืนทรัพย์ถูกอายัด

“ผู้เสียหาย“ บุกร้อง ”ดีเอสไอ“ ขอความเป็นธรรม ผลสั่งคดี – พิจารณาคืนทรัพย์ถูกอายัดในคดีโกงเงินธนาคารทหารไทย ยืนยันความบริสุทธิ์ใจไม่เคยทำธุรกรรมกู้เงินธนาคารโดยตรง เพียงยืมเงินนิติบุคคลใช้หมุนเวียนธุรกิจส่วนตัว ปัดร่วมขบวนการโกง-ฟอกเงิน พ้อคดีนาน 9 ปีสิ้นเนื้อประดาตัว ขณะที่ทรัพย์สินอาคารพาณิชย์กว่า 5 คูหาในพระราม 3 ที่ถูกอายัดกลับถูกคนนอกสวมสิทธิใช้ประโยชน์ทำสมาคมกีฬาแข่งนกพิราบ เก็บกินค่าเช่า

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. นายกฤษฎา อินทามระ หรือทนายปราบโกง ได้พา น.ส.ทิพาวรรณ สุขภา อายุ 61 ปี ผู้ต้องหาที่ 7 ในคดีพิเศษที่ 97/2559 กรณี นายสมศักดิ์ เจริญกิจนภา กับพวกรวม 12 คน ร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและร่วมกันใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฟอกเงินและซ่องโจร โดยมีมูลค่าเงินที่เกี่ยวข้องในคดีกว่า 2,500 ล้านบาท เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลการพิจารณาสั่งฟ้องคดี เนื่องจากเวลาล่วงเลยมากกว่า 9 ปี

แต่คดีกลับมีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และทุกวันนี้คดียังอยู่ในชั้นดีเอสไอดังเดิม เรื่องยังไม่ขึ้นสู่ชั้นศาลเพื่อตัดสินให้ความเป็นธรรม อีกทั้งรายการทรัพย์สินจำนวนมากที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ อาทิ อาคารพาณิชย์ 5 คูหา และบ้านพักห้องแถว รวมมูลค่าประเมินทรัพย์สินหลายสิบล้านบาท ก็ถูกคำสั่งยึดอายัดไว้โดยอำนาจของพนักงานสอบสวน คดีพิเศษ แต่กลับมีกลุ่มบุคคลนอกเข้าไปใช้ประโยชน์และเก็บค่าเช่า ทั้งที่เป็นทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้แล้ว จึงประสงค์ขอความเป็นธรรมจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้คดีมีความโปร่งใส และเสร็จสิ้นกระบวนการ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง

โดย ทนายกฤษฎา เปิดเผยว่า  น.ส.ทิพาวรรณ สุขภา อายุ 61 ปี เป็น 1 ใน 12 ผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 97/2559 กรณี ร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและร่วมกันใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฟอกเงินและซ่องโจร โดยมีมูลค่าเงินที่เกี่ยวข้องในคดีกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรงเป็นอย่างมาก และในจำนวนผู้ต้องหาเหล่านี้มีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่ในส่วนของ น.ส.ทิพาวรรณ ตามพยานหลักฐานแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงเงินของธนาคารทหารไทย ซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีดังกล่าว เนื่องด้วย น.ส.ทิพาวรรณ มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเรื่องเส้นทางการเงินกับบุคคลในคดีเดียวกัน

โดยเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจส่วนตัวเท่านั้น แต่ น.ส.ทิพาวรรณ ไม่เคยทำเรื่องขอกู้ยืมเงินโดยตรงกับธนาคารทหารไทยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีเอกสารสัญญาเงินกู้ใดทั้งสิ้น แต่กลับถูกเอาชื่อเข้าไปอยู่ในสำนวนเป็นผู้ต้องหา เพียงเพราะพนักงานสอบสวนเล็งเห็นเส้นทางการเงินที่เธอไปเกี่ยวข้องกับบุคคลในคดี และปักใจเชื่อว่าเธออยู่ในขบวนการฟอกเงินด้วย เพราะมันเป็นเหมือนว่าเอาเงินจากธนาคารมาแล้วไม่ได้มีการประกอบธุรกิจจริง มีการเอาเงินไปหมุนเวียนระหว่างกัน ธนาคารจึงจับได้ว่าเป็นการหลอกเอาเงินจากธนาคารไป ตนหวังว่าคดีดังกล่าวนี้ เนิ่นนานมาตั้งแต่การรับเป็นคดีพิเศษในปี 2559 จวบจนถึงปัจจุบัน

แม้มีการนัดหมายให้ไปรับทราบคำสั่งคดีกับพนักงานสอบสวน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ต้องหารายนี้ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเข้าพบพนักงานสอบสวนตลอด แต่เมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ทางพนักงานอัยการก็ได้มีการส่งกลับสำนวนให้พนักงานสอบสวน โดยแจ้งว่า พนักงานอัยการได้มีคำสั่งคืนสำนวนการสอบสวนให้ดีเอสไอไปดำเนินการตาม ป.วิ อาญา มาตรา 20 เนื่องจากมองว่าผู้ต้องหาได้ร่วมกันกระทำความผิดกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักรถือว่าคดีเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฏหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร

ทนายกฤษฎา เล่าย้อนเหตุการณ์ว่า คดีนี้เป็นคดีพิเศษในปี 2559 และดีเอสไอส่งฟ้องไปที่พนักงานอัยการในวันที่ 20 ก.ค.62 ซึ่งพนักงานอัยการได้นัดหมายให้ผู้ต้องหาไปฟังคำสั่งคดีในวันที่ 20 ก.ย.62 จากนั้นในวันที่ 20 ก.ย.62 ดังกล่าว อัยการส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหากลับที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะมองว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักร จึงต้องดำเนินการตาม ป.วิ อาญา มาตรา 20 จึงทำให้ตัวผู้ต้องหาก็ต้องกลับมาอยู่ที่ดีเอสไอ ตนจึงสงสัยว่าเหตุใดไม่พูดกันให้ชัดเจน เพราะมันมีการส่งตัวไป-กลับ ผู้ต้องหาก็ต้องมารอหลายชั่วโมงว่าพนักงานสอบสวนจะทำอย่างไร กระทั่งมีการออกเอกสารนัดหมาย โดยดีเอสไอได้นัดให้ผู้ต้องหามารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 16 ธ.ค.62 ซึ่งผู้ต้องหาได้เดินทางไปพบตามนัด

จากนั้นดีเอสไอก็ปล่อยตัวไปโดยไม่มีวันนัดหมายครั้งต่อไปให้รับทราบ และเรื่องก็เงียบหายไป 2 ปี 5 เดือน จากนั้นปรากฏว่าดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในปี 2565 โดยอ้างว่าพบเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้องในส่วนของการฟอกเงินอีก 700 ล้านบาท และหลังจากนั้นคดีก็เงียบหายไปอีก 1 ปี 6 เดือน ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มอีก โดยคราวนี้เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์เป็นเงินเกือบ 3,000 ล้านบาท (จากเดิม 2,500 ล้านบาท) ซึ่ง น.ส.ทิพาวรรณ ได้มาเข้าพบพนักงานสอบสวนตามนัด แต่พนักงานสอบสวนกลับแจ้งว่าผู้ต้องหาไม่ต้องเซ็นชื่อลงในเอกสาร ตนได้แต่ตั้งข้อสงสัยว่าหากเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาทำไมจึงไม่ให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อ อย่างไรก็ตาม เรื่องก็เงียบหาย จึงสืบทราบว่าในระหว่างที่คดีเงียบหายไปนั้น พนักงานสอบสวนได้นำคดีที่มีมูลเหตุแห่งคดีและข้อหาเดียวกันนี้ไปฟ้องที่ศาลอาญา

ต่อมาศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.952/2568 ระหว่างพนักงานอัยการคดีพิเศษ 5 สำนักงานอัยการสูงสุด โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่ามีการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงตั้งข้อสงสัยว่าพอศาลอาญามีคำพิพากษาเช่นนี้ เรื่องคดีจึงเงียบไป เป็นเพราะคำพิพากษาของศาลหรือไม่ แต่สำนวนของคดีและชื่อผู้ต้องหารายนี้ก็ยังค้างอยู่ในชั้นของดีเอสไอ

ทนายกฤษฎา เผยอีกว่า แม้ว่า น.ส.ทิพาวรรณ ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ศาลอาญา แต่ก็ต้องถูกอำนาจพิเศษของดีเอสไอยึดอายัดทรัพย์สินหลายรายการโดยเฉพาะทรัพย์สินเหล่านั้นก็ติดจำนองกับสถาบันการเงินด้วย จึงทำให้สถาบันการเงินต้องฟ้องคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้วในปี 2567 ทั้งนี้ มองว่าทางคดีก็ไม่มีความแน่นอน ว่าจะยุติหรือจะสั่งฟ้องอย่างไร เพราะถ้าหากดีเอสไอจะมีการยุติดำเนินคดี น.ส.ทิพาวรรณ ในส่วนของทรัพย์ที่มีการยึดอายัดไปนั้นก็ต้องคืนกลับมาให้ผู้เสียหายด้วย โดยเฉพาะเราได้มีการมาติดต่อประสานงานกับดีเอสไอแล้วถึงสองครั้ง ซึ่งล่าสุดทางดีเอสไอได้มีเอกสารตอบกลับว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และจะสั่งคดีด้วยความเป็นธรรม

โดยจะแจ้งผลให้ทราบภายในวันที่ 30 มิ.ย.68 แต่จบจนวันนี้ผ่านมา 2 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ทราบผลการดำเนินการที่ชัดเจนว่าดีเอสไอจะดำเนินการอย่างไรกันแน่ จึงต้องมาติดตามทวงถาม เพราะผู้เสียหายเดือดร้อนมานานหลายปีแล้ว ค้างคาแต่ก็เงียบกริบ ประชาชนเขาไม่รู้กฎหมายขั้นตอน ก็อยากขอความเป็นธรรมจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย โดยตนได้ทำหนังสือขอให้ทางดีเอสไอตอบกลับภายใน 7 วัน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ น.ส.ทิพาวรรณ หากจะมีการสั่งคดีก็จะได้มีการควบคุมตัวส่งฟ้องอัยการและส่งฟ้องศาลตามลำดับ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ต้องหาต้องอยู่กับความคลุมเครือเช่นนี้

ด้าน น.ส.ทิพาวรรณ สุขภา กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกรรมกู้เงินกับทางธนาคารทหารไทย แต่ทางดีเอสไอก็เอาตนเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมองว่ามีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับนิติบุคคลที่เป็นผู้ต้องหาในคดี ที่มีการกู้เงินกับทางธนาคารโดยตรง และเมื่อตนเข้าพบพนักงานสอบสวน ตนก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและให้การชี้แจงทุกอย่างแล้วว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทางพนักงานสอบสวนก็บอกเพียงให้ตนไปแก้ในชั้นศาลแทน ตนเป็นเพียงคนที่ประกอบธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านรังสิต เงินที่ไปเกี่ยวข้องก็คือการหยิบยืมมาหมุนเวียนในธุรกิจ จำนวนประมาณ 10 ล้านบาท ไม่ได้ไปร่วมโกงเงินธนาคารกับเขาด้วย ตนเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว

ผ่านเวลานานแบบนี้ก็เกิดความเครียดพอสมควร เพราะไม่สามารถทำมาหากินได้แล้ว ทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพาณิชย์ที่ตนมีก็ถูกอายัดไว้ ตนก็ไม่ใช่คนแข็งแรง เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่สอง มีรายได้เพียงเงินจากประกันสังคม เดือนละประมาณ 3,000 กว่าบาทเท่านั้น จึงอยากขอความเป็นธรรมจากดีเอสไอด้วย นอกจากนี้ ตนยังพบว่า อาคารพาณิชย์ของตนที่ถูกพนักงานสอบสวนยึดและอายัดไว้นั้น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ถนนพระราม 3 กลับถูกกลุ่มบุคคลภายนอกเข้าไปใช้ประโยชน์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างที่ถูกอายัด ในลักษณะเป็นสมาคมกีฬาแข่งนกพิราบ

และยังมีการปล่อยเช่าข้างล่าง ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทรัพย์สินนั้นเป็นชื่อของตนและกำลังถูกอายัดอยู่ เหตุใดจึงมีกลุ่มคนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ รวมแล้วราคาประเมินทรัพย์สินที่ตนถูกอายัด และโดนธนาคารฟ้องล้มละลายมีมูลค่าประมาณ 178 ล้านบาท การมาในวันนี้เพื่ออยากขอความเป็นธรรมจากดีเอสไอ เพื่อบรรเทาทุกข์และขอทราบความเคลื่อนไหวในคดีพิเศษนี้อย่างตรงไปตรงมา.

วช. จัดโชว์สิ่งประดิษฐ์คิดค้น กว่า 200 ผลงาน ในการประกวดเพื่อขอรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ 2569

วันที่ 1-2 กันยายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม จัดงานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2569 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งงานจัดขึ้น ณ อาคาร วช. 8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ส่งเสริมและยกย่องนักวิจัยผ่านรางวัลด้านการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างผลงานคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศ โดยในปีนี้มีผลงานกว่า 200 ผลงาน ใน 9 สาขาวิชาการ ผลงานที่นำเสนอครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความตั้งใจของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ที่ได้รับคำแนะนำและต่อยอดจนเกิดคุณภาพที่สูงขึ้น หลายผลงานมุ่งตอบโจทย์การแก้ปัญหาสำคัญของประเทศและสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตอีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนา การบรรยาย และการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
วันที่ 1 กันยายน 2568
– การเสวนา เรื่อง “เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นเงินล้าน : จากเวทีรางวัลสู่เวทีธุรกิจ“ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อริย์ธัช สนัย จากบริษัท ดับเบิ้ลยูแอล 333 จำกัด

– การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ บาล์มน้ำหอมกลิ่นกุหลาบ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “เพ้นท์พวงกุญแจจากเรซิ่น” โดย นางสาวธนัชภัค จิรมงคลรัช
วันที่ 2 กันยายน 2568
– การเสวนา เรื่อง “ส่องเทรนด์โลก เทรนด์สิ่งประดิษฐ์ที่จะเปลี่ยนโลกในทศวรรษหน้า” โดย นายจีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ โรงเรียนสาธิตเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม นายณัฐพล คุปเสถียรวงศ์ บริษัท ไพร์ม นาโนเทคโนโลยี จำกัด
– การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “คุกกี้จากดอกไม้ทานได้พร้อมเพ้นท์น้ำตาลไอซิ่ง” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศไนย จารุวัฒนพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

– การบรรยาย เรื่อง “NRIIS: GPS นำทางนักวิจัยสู่ทุน โอกาส และความสำเร็จ“ โดย นางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
– การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ช่อดอกไม้จากลวดกำมะหยี่” โดย ดร.ไอรดา สุดสังข์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
– การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “D.I.Y กิ๊บติดผม/เข็มกลัด จากผ้าสักหราด” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ อริยะเครือ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

ทั้งนี้ งานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมนักวิจัย – นักประดิษฐ์ไทย เปิดเวทีแสดงผลงาน สร้างแรงบันดาลใจ และ ต่อยอดงานวิจัยสู่นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประเทศ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 2 กันยายน 2568 ณ อาคาร วช. 8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

โครงการ สู้ต่อไป และ กิจกรรมดีดีในเดือนรักแม่

กับการร่วมกิจกรรม ส่งคลิปร้องเพลง สู้ต่อไป ใจเกินร้อย ส่งเป็นกําลังใจให้ทุกคนที่ท้อแท้ ประสบปัญหาในทุกๆด้าน เป็นกิจกรรมที่ดี ที่ประสบความสําเร็จเป็นอย่างมากต่อสังคม ได้ทําให้ทุกคนได้หันมา สู้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นทหารที่ปกป้องรั้วชาติ หรือจะเป็นผู้พิการ

ทุพพลภาพ เมื่อได้ฟังเพลงดีดี เนื้อหาที่ดี มีความหมาย ในกิจกรรมนี้แล้ว กลับหันมามีพลังเพื่อที่จะสู้ชีวิต และสู้ต่อไป ในอนาคต

ขอขอบคุณ โครงการ และ กิจกรรมดีดีนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้เพลงดีดี เนื้อหาฟังแล้วเพิ่มพลังใจกับ เพลงสู้ต่อไป ซึ่งได้รับอนุญาตให้นํามาใช้ เผยแพร่ โดย คุณ รัตน์ โอสถานุเคราะห์ (ผู้แต่งเนื้อร้องทํานอง) Feat. เสก โลโซ

และ ขอขอบคุณ

  • สํานักข่าว เอเชียมอร์นิ่ง
  • สมาคม ผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย
    และ ประธานสมัชชาภาคีเครือข่ายสร้างสรรค์สังคมไทย ( ตรินัยน์ ธีรเลิศทินันท์ )
    ที่ช่วยผลักดัน และส่งเสริมโครงการดีดีนี้ ให้เกิดขึ้นได้ในซีซั่นแรก
  • บ้าน MY MADAM (Tiktok Thailand)
  • เอก ( เล่าเป็นเรื่อง )

(รอฟังกิจกรรมดีดีต่อไป ที่ช่วยสร้างสรรค์สังคมไทยในเดือนตุลาคมนี้)

รวบทันควันหนุ่มเมียนมาฉุนเพื่อนร่วมชาติพูดไม่เข้าหูจ้วงไส้ทะลัก

“แม่สอด 1.” สั่ง ตำรวจสายตรวจ จับ ทันควัน หนุ่มเมียนมา หลัง นั่งซดสุรากับเพื่อน คุยกันไม่ลงตัว คว้ามีดจ้วงแทงอีกฝ่าย จนไส้ทะลัก 

พ.ต.อ.รัง ดาวดึงษ์ “แม่สอด 1.” ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สอด จังหวัดตาก ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 สถานีตำรวจภูธรแม่สอด ว่ามี 2 ชาวเมียนมา นั่งดื่มสุรา จนเมา และก่อเหตุทะลุแทงกัน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจปฎิบัติการ ทั้งสายตรวจรถยนต์และสายรถจักรยานยนต์ เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พอไปถึงที่เกิดเหตุพบ 2 ชายชาวเมียนมา พร้อมรถจักรยานอีก 1 คันอยู่บริเวณริมถนนสายเอเชีย แม่สอด-ริมเมย หน้าสถานีวิทยุกระจายเสียงเดิม ระบบ AM

ทั้งนี้ชายที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกแทงนั่งอยู่บนฟุตบาทเอามือกุมท้องน้อยไว้มีเลือดไหลซึมออกมาทราบชื่อภายหลังคือนายอาเมียว ไม่มีนามสกุล สัญชาติเมียนมา อายุ 34 ปี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสานหน่วยกู้ชีพกู้ภัยพิทักษ์กาญจน์แม่สอด เร่งนำตัวส่งไปรักษายังโรงพยาบาลแม่สอด

ส่วนมือแทงรายนี้ คือ นายหม่องเอ อายุ 32 ปี ชาวเมียนมา นั่งอยู่ข้างถนนขอบทางด้วยอาการเมาสุรา เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังพร้อมทั้งน้ำตาว่า ตนเองนั่งดื่มสุรากับเพื่อนที่บ้านพัก แล้วทะเลาะกันมีปากเสียง กัน ในเรื่องบางเรื่อง ที่คุยกันแล้ว ไม่ลงตัว จนเกิดบันดานโทสะด้วยฤทธิ์น้ำเมา จึงคว้ามีดที่พกมาจ้วงแทงนายอาเมียว จนได้รับบาดเจ็บ

แต่มานึกขึ้นได้ว่านายอาเมียวเป็นเพื่อน เลยพานายอาเมียวซ้อนท้ายจักรยานจะปั่นพาไปหาหมอและมีผู้เห็นเหตุการณ์แล้วแจ้งตำรวจ ในขณะที่ได้เล่านั้น นายหม่องเอก็ได้ร้องไห้โฮเนื่องจาก คิดว่า เพื่อนเสียชีวิตแล้ว 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัวนายหม่องเอ ใส่กุญแจมือนำขึ้นรถยนต์กระบะพร้อมรถจักรยาน นำส่งยัง พ.ต.ต.บุญเลิศ ทิพย์ศรีบุตร พนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด เพื่อสืบสวนสอบสวนและดำเดินคดีตามกฎหมายต่อไป

GCAP GOLD ชี้ 3 ปัจจัยในสหรัฐฯ ป่วน หนุนราคาทองเด้ง

บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ชี้ราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งสูง จากความ ไม่แน่นอนรอบด้านในสหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยหลัก อาทิ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตด้านนโยบายการค้า – เฟดถูกแทรกแซงทางการเมือง – ตัวเลขแรงงานในสหรัฐฯ ชะลอตัว ส่งสัญญาณบวก  ดันราคาทองทะยานต่อ พร้อมแนะกลยุทธ์รอจังหวะย่อตัวเข้าซื้อที่ $3,445 / $3,415

นางสาว อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะพุ่งขึ้นต่อและผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนรอบด้าน ล่าสุดชี้ 3 ปัจจัยหลักให้นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินและแนวโน้มของทองคำ ได้แก่

1. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า : โดยศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า มาตรการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ  โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่วนใหญ่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ยังอนุญาตให้บังคับใช้ต่อไปชั่วคราว พร้อมส่งเรื่องกลับไปศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม ดังนั้นจึงคาดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดภายใน 14 ต.ค. 2568 ทำให้อนาคตนโยบายการค้ายังคงไม่แน่นอน โดยความเสี่ยงดังกล่าวจะกดดันตลาดหุ้นและค่าเงินดอลลาร์ ขณะที่ทองคำจะได้แรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

2. ความปั่นป่วนภายในเฟด : จากกรณี นางลิซา คุก กรรมการเฟด  ที่ถูก ทรัมป์ สั่งปลดจากตำแหน่งและกำลังต่อสู้คดีในศาล สร้างความกังวลว่าการทำงานของเฟดอาจถูกแทรกแซงทางการเมือง ล่าสุดศาลยังไม่ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้ตำแหน่งของ ลิซา คุก ยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และด้วยความไม่แน่นอนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และอาจเป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยาที่ทำให้ทองคำได้รับความสนใจมากขึ้น

3. ตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ ชะลอตัว : โดยตลาด จับตาการประกาศตัวเลขการจ้างงาน เดือนสิงหาคมในช่วงท้ายสัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเพียง 75,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานอาจขยับขึ้นแตะ 4.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี 
สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ถึงแม้ว่าเฟดยังคงกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ตลาดมองว่า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอย ส่งผลให้เฟดอาจต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไป ซึ่งถือเป็นบวกต่อราคาทองคำ

จากประเด็นดังกล่าว ฝ่ายวิจัย GCAP GOLD แนะนำกลยุทธ์ “รอย่อตัวเข้าซื้อ” ที่แนวรับ $3,445 และ $3,415 เนื่องจากภาพรวมราคาทองคำปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก หลังจากสามารถเบรกกรอบสามเหลี่ยมด้านบน โดยมีแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ $3,445 / $3,415 ซึ่งราคาทองคำไทยอาจอยู่ประมาณ 52,800 / 52,500 บาท โดยการเข้าซื้อในรอบนี้มีจุดเฝ้าระวังคือราคาไม่ควรหลุด $3,400 (ราคาทองคำไทยประมาณ     52,300 บาท) เพราะหากย่อแล้วหลุดถือเป็นการเบรกหลอก

ขณะที่แนวต้านสำหรับทำกำไรอยู่ที่ $3,500 / $3,535 หรือราคาทองคำไทยจะอยู่ประมาณ 53,500–53,800 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับทิศทางค่าเงินบาท หากปัจจัยการเมืองในประเทศที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าในระยะสั้น อาจเห็นราคาทองคำไทยขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 54,000 บาท ได้เช่นกัน

History of King’s Cup : ย้อนประวัติถ้วย พระราชทาน “คิงส์ คัพ”

ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งแรก เริ่มจัดขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2511 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานถ้วยรางวัล สำหรับทีมที่ชนะเลิศการแข่งขัน โดยชาติแรกที่คว้าถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ไปครอง คือ ทีมชาติ อินโดนีเซีย

ฟุตบอลคิงส์ คัพ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยมีหลากหลายชาติเข้าร่วมแข่งขัน จนกระทั่งในปี พ.ศ.2540 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) ได้ออกกฎใหม่ถึงทัวร์นาเมนต์ที่นอกเหนือจากฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์ระดับทวีป จะต้องมีทีมเข้าร่วมไม่เกิน 4 ทีม ทำให้ต้องลดจำนวนทีมจนถึงปัจจุบัน

ในปัจจุบัน ถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อการแข่งขัน ครั้งที่ 48 ในปี พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา

สำหรับ ชาติ ที่เข้าร่วมมากที่สุดหากไม่นับทีมชาติไทยที่เป็นเจ้าภาพ คือ เกาหลีใต้ ที่เข้าร่วมมาแล้วถึง 15 ครั้ง แบ่งเป็น ทีมเกาหลีใต้ ชุดใหญ่ 10 ครั้ง ทีมเกาหลีใต้ ชุดยู 23 ปี 2 ครั้ง และ ทีมชาติเกาหลีใต้ ชุดบี 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีสโมสรจากประเทศเกาหลีใต้ เคยเข้าร่วมฟุตบอลคิงส์ คัพ อีกด้วย

ฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นชาติที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุด 16 ครั้ง ขณะที่ชาติอื่นๆ ที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุดนอกเหนือจากทีมชาติไทย คือ ทีมชาติเกาหลีใต้ ที่คว้าแชมป์ได้ 7 ครั้ง ตามด้วย มาเลเซีย และ สวีเดน ที่ได้ 4 ครั้งเท่ากัน

สำหรับ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์ คัพ ครั้งที่ 51 เป็นการแข่งขันระดับ FIFA International ‘A’ Match และมีการนับคะแนนฟีฟ่าแรงกิ้ง ในระดับ Tier 1 และถือเป็นการแข่งขันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเงินรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ 2,000,0000 บาท และ ทีมรองชนะเลิศ 1,000,000 บาท นอกจากนี้ทุกนัดจะนำเทคโนโลยี VAR ช่วยในการตัดสิน โดยจะทำการแข่งขัน ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (กลีบบัว) ตามโปรแกรมดังนี้

รอบรองชนะเลิศ วันที่ 4 กันยายน 2568 

เวลา 16.00 น. ทีมชาติอิรัก พบ ทีมชาติฮ่องกง 
เวลา 20.00 น. ทีมชาติไทย (เจ้าภาพ) พบ ทีมชาติฟิจิ

รอบชิงชนะเลิศ และ ชิงอันดับ 3 วันที่ 7 กันยายน 2568 

เวลา 16.00 น. รอบชิงชนะเลิศ อันดับ 3
เวลา 20.00 น. รอบชิงชนะเลิศ

ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐทีวี HD32, BG SPORTS และ True Visions Now 

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทย #KingsCup51st #คิงส์คัพครั้งที่51