ททท.สานพลังนวัตกรรมท่องเที่ยว ดันเติบโตแบบยั่งยืน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “TAT Travel Tech Startup Networking : Together for Future Travel” ภายใต้โครงการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมสยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมเปิดงาน เพื่อสร้างเวทีเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการ Travel Tech Startup และภาคธุรกิจท่องเที่ยว เสริมศักยภาพและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ททท. จึงมุ่งประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน

ทั้งผู้ประกอบการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม และผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดำเนินงาน (Travel Tech Startup) เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว และเกิดการพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวมูลค่าสูง  ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลกอีกด้วย โดยกิจกรรม “TAT Travel Tech Startup Networking : Together for Future Travel” ในครั้งนี้ ได้ต่อยอดนำผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกจากกิจกรรม TAT Travel Tech Startup ที่ ททท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 3 รุ่น มาพบปะสร้างเครือข่ายพันธมิตร ทั้งกับกลุ่มผู้ประกอบการด้วยกันและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมร่วมโครงการ

กิจกรรม “TAT Travel Tech Startup Networking : Together for Future Travel” ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ TAT Vibe Talk หัวข้อ “Reboot Tourism with Innovation : ไม่ใช่แค่ฟื้น แต่ต้องเปลี่ยน” ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและการท่องเที่ยว โดย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว,  ดร. อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ Travel Link สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน),      นายสุรวุฒิ ศรีสถิต ผู้จัดการฝ่ายบริการเสริมและความสัมพันธ์ บริษัท Thai AirAsia & Thai AirAsia X, นายทัศวิท อินทสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท กอล์ฟดิกก์ จำกัด และ นายอานันท์ ประเสริฐรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง AIRPORTELs luggage storage and delivery และกิจกรรม Networking Session ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ที่ชนะการประกวดที่ผ่านมาและผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ที่สนใจเข้าร่วมงาน ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ กิจกรรม TAT Travel Tech Startup ได้มีการจัดแข่งขันผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่องจำนวน 3 รุ่น  โดยผู้ประกอบการที่ชนะการแข่งขันได้รับโอกาสในการเสริมศักยภาพทางธุรกิจ และเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายหรือกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. โดยสำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ Travel Tech Startup แพลตฟอร์มออนไลน์ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ททท. ในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของ TAT Travel Tech Startup ได้ที่ Page Facebook: TAT Startup Thailand

บางมุมชีวิตประมงพื้นบ้านริมคลองตุยง “อาชีพคนขายปลา”

วิถีชีวิตคนขายปลา ครอบครัวของชาวประมงพื้นบ้าน ริมคลองตุยง อ.หนองจิก ที่ผูกพันกับสายน้ำแห่งมายาวนาน โดยหัวหน้าครอบครัว เป็นคนออกหาปลาในทะเลอ่าวไทย ย่านบางตาวา แต่บางครั้งชีวิตไม่ได้ดั่งใจอย่างที่คิดว่า จะหาปลา ปู กุ้ง หอย กั้งได้ทุกวัน ชีวิตขึ้นอยู่ดวงชะตาฟ้าลิขิต

“ยา” ยึดอาชีพขายปลาในย่านชุมชนท้องถิ่น ริมคลองตุยงบอกว่าวันไหนที่หาปลา ปูมาได้เยอะก็สร้างรายได้ เข้าสู่ครอบครัว หากวันไหนหาปลาไม่ได้ ไม่คุ้มค่าน้ำมัน ต้องเฉลี่ยกันไป ได้บ้าง อาจไม่ได้บ้าง แต่อาศัยที่ค้าขายปลามายาวนาน มีลูกค้าประจำบ้างที่คอยมาซื้อช่วยอุดหนุน  ยิ่งช่วงนี้ปลาจ้องม่อง (ปลากระเบนชนิดหนึ่ง) จับมาได้เยอะขายกับลูกค้ารับซื้อโลละ 100 บาท (ขนาดปลาตัวใหญ่) ถ้าปลาตัวเล็กราคาลดลงมา  ซึ่งชาวใต้นิยมซื้อมาผัดเผ็ด ย่างทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือนำปลามาซุปแป้งทอด

ยิ่งช่วงนี้ปลาจ้องม่อง ค่อนข้างที่ติดอวนเยอะ เนื่องจากช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ชาวประมงนิยมจับปูม้า ปูตากว้างได้มาเยอะ ส่วนปลาลิ้นหมา ปลาตาเดียวพอหาได้ นิยมนำมาทอดหรือแกงส้มแบบปักษ์ใต้ บางวันพอขายได้ ถ้าโชคดีหน่อยขายปูม้าได้ 10-15 กิโลกรัม ถือว่าคุ้มแล้ววันนี้

ยิ่งการออกทะเลไปจับปลา  จับปูช่วงนี้ ยังมีอุปสรรคมรสุมพัดเข้ามาบ้างในบางวัน ลมแรงมาก ต้องหยุดเดินเรือ อย่างชาวประมงจะออกไปทะเลหาปลากันตั้งแต่ 16. 00น. เป็นต้นไป จะนำเรือเข้ามาฝั่งอีกครั้งช่วง 09.00 น. วันถัดไป หน้าที่แม่บ้านจะนำปลาที่ไปหามาได้ไปขายตามชุมชน แต่บางวันจะมีคนมาซื้อที่บ้าน

อาชีพค้าขายปลา ขึ้นอยู่กับแต่วันละวันได้ปลา ปู หอย มาได้มากแค่ไหน ซึ่งไม่มีความแน่นอน ที่ชาวประมงจะจับปลามาได้เยอะทุกวันคงยาก บางวันได้น้อย ต้องเฉลี่ยกันไป เพราะชาวประมงต้องใช้ทุนการซื้อน้ำมัน แบ่งให้ลูกเรือบ้าง ค่าอวน อีกทั้ง ต้องเจอกับประมงพื้นบ้านอีกมากมาย ที่ออกหาปลาอยู่กลางทะเล  ชีวิตเจอฝน ฟ้า ลมแรง บางครั้งเสี่ยง

ถึงกระนั้นอาชีพประมงพื้นบ้าน สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ต้องสู้กันต่อไป ถ้ามีความขยัน สามารถเงินหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้

ม.เกษตรศาสตร์ จับมือเม็กเท็ค เปิดตัว MEKTEC Classroom ปฏิวัติการเรียนรู้วิศวกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรมอนาคต

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จับมือ “เม็กเท็ค” เปิดตัว “MEKTEC Classroom” ปฏิวัติการเรียนรู้วิศวกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรมอนาคต เดินหน้า 3 ความร่วมมือใหญ่: AR/VR/MR – Smart Maintenance – พลังงานคาร์บอนต่ำ

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัว “MEKTEC Classroom” และลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท เม็กเท็ค แมนูแฟ็คเจอริ่ง คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ณ อาคาร 6 ชั้น 19 โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี และ ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ยอดสุดใจ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมเป็นประธาน พร้อม คุณโกวิทย์ จันทร์วัฒนากุล ผู้จัดการทั่วไป และ คุณอภิรัฐ พลเยี่ยม รองผู้จัดการทั่วไป รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากเม็กเท็คเข้าร่วมเป็นสักขีพยานMEKTEC Classroom คือห้องเรียนต้นแบบที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ซึ่งนำเทคโนโลยีจากสายการผลิตจริงเข้าสู่การเรียนการสอนแบบบูรณาการ ผ่านจอข้อมูลกระบวนการและอุปกรณ์จริง ช่วยให้นิสิตฝึกวิเคราะห์ แก้ปัญหา ออกแบบนวัตกรรม และเชื่อมต่อสู่โครงงาน ฝึกงาน และการทำงานร่วมกับวิศวกรของบริษัทได้ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโลกการศึกษาและโลกการทำงานจริง เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมในอนาคต”

ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ยอดสุดใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “MEKTEC Classroom คือก้าวสำคัญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ในการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ทันสมัยและใกล้ชิดกับเทคโนโลยีจริงที่สุด เพื่อให้บัณฑิตพร้อมทำงานทันทีเมื่อก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรม”
เสียงจากภาคอุตสาหกรรม

คุณโกวิทย์ จันทร์วัฒนากุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เม็กเท็ค แมนูแฟ็คเจอริ่ง คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำให้เราเชื่อมต่อ ‘เทคโนโลยีจริง’ เข้ากับ ‘การเรียนรู้จริง’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม เราตั้งใจนำองค์ความรู้จากโรงงานของเรา มาร่วมพัฒนา AR/VR/MR สำหรับฝึกทักษะหน้างาน สร้างแพลตฟอร์ม Predictive Maintenance ที่ใช้ข้อมูลจริง และขับเคลื่อนโครงการ ประสิทธิภาพพลังงานเพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality ให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งกับนิสิต คนทำงาน และอุตสาหกรรมโดยรวม”“เราเชื่อว่า MEKTEC Classroom จะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างคน เทคโนโลยี และการใช้งานจริง ช่วยย่นระยะ ‘จากห้องเรียนสู่ไลน์ผลิต’ และยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมของไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล”

3 แกนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•Immersive Technology (AR/VR/MR): ร่วมพัฒนาสื่อและอบรมหลักสูตรจำลองสถานการณ์ สภาพเครื่องจักรหน้างาน ครอบคลุมความปลอดภัย การซ่อมบำรุง และการตั้งค่าเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดทักษะจากผู้เชี่ยวชาญสู่ผู้ปฏิบัติงาน
•Smart Maintenance Platform: สร้างต้นแบบระบบเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องจักร สำหรับวางแผนการซ่อมบำรุง คาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ด้วยการประยุกต์ AI/ML ติดตามสภาพเครื่องจักร และแจ้งเตือนผ่านแดชบอร์ดที่สามารถเรียกดูได้จากทุกอุปกรณ์ ทั้งผู้ปฏิบัติงานและฝ่ายบริหาร
•Energy Efficiency & Carbon Neutrality: ทำ Energy Audit กำหนด Baseline/Target ทดลองใช้ Digital Twin/Smart Controls เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และจัดทำ Roadmap มุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายใต้กรอบ ESG/SDGs

ประโยชน์ต่อผู้เรียนและอุตสาหกรรม
•ผู้เรียนได้ ประสบการณ์จากของจริง ฝึกวิเคราะห์ปัญหาและลงมือปฏิบัติบนข้อมูลและอุปกรณ์อุตสาหกรรม
•สร้าง ท่อส่งบุคลากรคุณภาพ ผ่านโครงงานร่วม ฝึกงาน และการจ้างงานกับบริษัทชั้นนำ
•ภาคอุตสาหกรรมมี แพลตฟอร์มทดลองนวัตกรรม ทั้งด้านซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์และการจัดการพลังงานคาร์บอนต่ำ

รองปลัดกระทรวงแรงงาน ผลักดันโครงการ INDE-REGIS ขยายเครือข่ายคุ้มครองแรงงานอิสระทั่วประเทศ ประจำปี 2568

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเปิดโครงการสัมมนาเพื่อขยายเครือข่ายแรงงานอิสระและส่งเสริมการขึ้นทะเบียนในระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายเกริกไกร นาสมยนต์ ที่ปรึกษากฎหมาย และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในงาน นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่า

ตามนโยบายหลักของ ท่านพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในการผลักดันการคุ้มครองแรงงานอิสระ เนื่องจากแรงงานอิสระเป็นแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง ซึ่งจะมีความแตกต่างจากแรงงานในระบบ หรือแรงงานที่ทำงานในสถานประกอบการ ดังนั้น การกำหนดนโยบายหรือการบริหารจัดการแรงงานอิสระ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 21 ล้านคน หลากหลายกลุ่มอาชีพ จำเป็นต้องมีข้อมูลและตัวตนของแรงงานอิสระ จึงเป็นที่มาของการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานอิสระ ภายใต้ชื่อ ระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS รวมถึง ส่งเสริมให้แรงงานอิสระขึ้นทะเบียนในระบบฯ โดยใช้เครือข่ายแรงงานอิสระได้แก่ อาสาสมัครแรงงาน บัณฑิตแรงงาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 81,143 คน ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ในการประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อแรงงานอิสระได้ขึ้นทะเบียนในระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS โดยระบุตัวตน ระบุความต้องการเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านแรงงาน ระหว่างที่รอให้ (ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ มีผลใช้บังคับ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ และส่งต่อการให้ความช่วยเหลือตามภารกิจของหน่วยงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ การส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาอาชีพ พัฒนาทักษะฝีมือ ความปลอดภัยในการทำงาน และสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม และหากกฎหมายมีผลใช้บังคับ นอกจากแรงงานอิสระจะได้รับสิทธิ และการส่งเสริมข้างต้นแล้ว ยังจะได้รับสิทธิในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง การเข้าถึงกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการประกอบอาชีพและดำรงชีพ นอกจากนี้ ยังมีการจัดให้มีประกันภัย การคุ้มครองสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ และมีพนักงานตรวจแรงงานอิสระ รับเรื่องร้องทุกร้องเรียนและไกล่เกลี่ยจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงานได้

“วันนี้ เรามีเป้าหมายการขยายเครือข่ายแรงงานอิสระ ไปยังประธาน/กรรมการชุมชน และผู้ประกอบอาชีพกลุ่มต่างๆ ที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่มนี้ กระทรวงแรงงานได้รับความร่วมมือจากกรุงเทพมหานคร ,สมาคมนักร้องลูกทุ่งแห่งประเทศไทย ,สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล , มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet) และศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้มีการเตรียมความพร้อมก่อนที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ 3 ประเด็น คือ

1.การจัดทำระบบแพลตฟอร์ม ภายใต้ชื่อ ระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS

2.กานประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์จากการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ และเชิญชวนขึ้นทะเบียนในระบบ และ

3.จัดทำกฎหมายลำดับรอง 31 ฉบับ ” นายสมาสภ์ฯ กล่าว

กยท. อัดงบ 2,800 ล้าน หนุนชาวสวนยางโค่นยางเอง จ่ายครบ 15 ก.ย.นี้

กยท. จัดสรรงบ 2,800 ล้านบาท หนุนชาวสวนยางโค่นปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนอนุมัติ ตั้งเป้าอนุมัติคำขอครบ พร้อมจ่ายเงิน ภายใน 15 ก.ย.นี้

ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้ยื่นคำขอรับการปลูกแทนและอยู่ระหว่างรอการอนุมัติให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนจำนวนมาก ซึ่ง กยท. ได้รวบรวมคำขอคงเหลือของผู้ขอรับการปลูกแทนรายที่เจตนาจะโค่นต้นยางและปลูกแทนโดยใช้ทุนตนเองก่อนได้รับอนุมัติ โดยมีแผนการโค่นและปลูกแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2568 ทั้งนี้ เกษตรกรได้ยื่นแบบขอโค่นและปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนได้รับอนุมัติ (แบบ กยท. 4) แล้วรวมทั้งสิ้น 36,283 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 346,685.90 ไร่

โดย กยท. ได้อนุมัติงบประมาณปี 2568 จากกองทุนพัฒนายางพารา ตามมาตรา 49(2) วงเงินรวม 2,860,431,552.20 บาท สำหรับโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทนโดยใช้ทุนของเกษตรกรก่อนได้รับการอนุมัติจาก กยท. ไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ กยท. ได้ดำเนินการอนุมัติคำขอฯ แล้ว เป็นพื้นที่สวนยาง จำนวน 302,452.10 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ส.ค. 68) คิดเป็น 87.24% ของคำขอฯ ทั้งนี้ จะสามารถอนุมัติได้ครบ 100% ภายในวันที่ 29 ส.ค.นี้

ดร.เพิก กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน กยท. ดำเนินการจ่ายเงินในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ยื่นขอโค่นและปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนได้รับอนุมัติกับ กยท. แล้ว จำนวน 46,142,294.21 บาท โดยจะจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กันยายน 2568 ทั้งนี้ เกษตรกรในโครงการฯ นี้ สามารถติดต่อขอรับเงินสนับสนุนได้ที่ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่ใกล้บ้าน

สำหรับโครงการฯ ดังกล่าว เป็นหนึ่งในโครงการที่ กยท. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการปลูกต้นยางใหม่ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้เกษตรกรนำไปบริหารจัดการสวนยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“รองโอ๋” ปล่อยแถวถวายความปลอดภัยกรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ ทรงเปิด “อาคารพีรยพัฒนเวช” พิษณุโลก

“รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก” ปล่อยแถวถวายความปลอดภัย ด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิด “อาคารพีรยพัฒนเวช”

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568. พ.ต.อ.มนต์ศักดิ์ แก้วอ่อน “รองโอ๋” รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก (รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก) และโฆษกตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ได้รับมอบหมายจากพล.ต.ต.นิคม เครือนพรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก เดินทางมาเป็นประธานในพิธีปล่อยแถวถวายความปลอดภัย ด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิด “อาคารพีรยพัฒนเวช” ณ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์

 และ “อาคารรักษ์สุขชีวิน” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์(ทุ่งกะโล่) และ เสด็จพระราชดำเนินมาทรง “ยกปลียอดทองคำเจดีย์พระบรมธาตุ” ณ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก มาเข้าแถวรับนโยบาย ก่อนออกปฎิบัติหน้าที่ โดยมีการปล่อยแถว ณ บริเวณลานด้านหน้าที่ทำการ ตำรวจภูธร (ภ.จว.)จังหวัดพิษณุโลก

“เตลังกานา”มรดกวัฒนธรรมอินเดียใต้ “พุทธวนัม”หลอมจิตวิญญาณชาวพุทธ

การท่องเที่ยวรัฐเตลังกานา โชว์มรดกวัฒนธรรมอันงดงามของอินเดียใต้  ชู “พุทธวนัม” จิตวิญาณของพุทธศาสนาเป็นไฮไลต์หลัก ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ชาวพุทธต้องไปสัมผัส สักครั้ง ในงาน PATA Travel Mart 2025 ที่กรุงเทพฯ โดยมี มร.นาเกจห์ ซิงห์  เอกอัครราชทูต และผู้แทนถาวรประจำ UNESCAP เป็นประธาน

การท่องเที่ยวรัฐเตลังกานาเข้าร่วมงาน PATA Travel Mart 2025 อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร

คณะผู้แทนของรัฐเตลังกานานำเสนอเสน่ห์ของรัฐผ่านการผสมผสานระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง โดยมี “พุทธวนัม” โครงการมรดกพุทธศาสนาที่ไม่เหมือนใคร เป็นจุดดึงดูดหลัก

บูธของการท่องเที่ยวรัฐเตลังกานาออกแบบให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์แบบครบวงจร ทั้งสถานที่ยอดนิยมและแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ไฮไลต์สำคัญคือ พุทธวนัม ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตพุทธองค์และหลักธรรมคำสอนผ่านนิทรรศการและสื่อเชิงโต้ตอบ ทำให้ผู้แทนจากนานาชาติได้เรียนรู้ถึงรากฐานพุทธศาสนาอันลึกซึ้งของภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ บูธยังนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวและโครงการใหม่ ๆ เช่น Culinary Tourism Accelerator ที่ชูรสชาติอาหารท้องถิ่นต้นตำรับ รวมถึง สะกินาลู (Sakinalu) ขนมพื้นบ้านขึ้นชื่อของรัฐ

“เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้กลับมาร่วมงาน PATA Travel Mart เพื่อเผยโฉมศักยภาพอันโดดเด่นของรัฐเตลังกานาในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก  รัฐของเรามอบประสบการณ์ที่ผสมผสานความยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์เข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ปีนี้เราภาคภูมิใจนำเสนอ ‘พุทธวนัม’ โครงการที่สะท้อนรากเหง้าพุทธศาสนาอันลึกซึ้ง พร้อมเปิดโอกาสสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ และเสริมความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก”นางครานธี กรรมการผู้จัดการ การท่องเที่ยวรัฐเตลังกานา(TSTDC) กล่าว

คณะผู้แทนเตลังกานาจะเข้าร่วมการประชุม B2B และกิจกรรมเครือข่าย เพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวหลากหลาย อาทิ

https://googleads.g.doubleclick.net/pagead/ads?client=ca-pub-8436522023929463&output=html&h=280&adk=632753314&adf=456326270&w=750&fwrn=4&fwrnh=100&lmt=1756439337&num_ads=1&rafmt=1&armr=3&sem=mc&pwprc=5127911321&ad_type=text_image&format=750×280&url=https%3A%2F%2Fthebangkoktimes.com%2F2568082903&fwr=0&pra=3&rh=188&rw=750&rpe=1&resp_fmts=3&wgl=1&fa=27&uach=WyJXaW5kb3dzIiwiMTAuMC4wIiwieDg2IiwiIiwiMTM5LjAuNzI1OC4xNDAiLG51bGwsMCxudWxsLCI2NCIsW1siTm90O0E9QnJhbmQiLCI5OS4wLjAuMCJdLFsiR29vZ2xlIENocm9tZSIsIjEzOS4wLjcyNTguMTQwIl0sWyJDaHJvbWl1bSIsIjEzOS4wLjcyNTguMTQwIl1dLDBd&abgtt=6&dt=1756439261298&bpp=2&bdt=1844&idt=2&shv=r20250827&mjsv=m202508260101&ptt=9&saldr=aa&abxe=1&cookie=ID%3D33c1c78dd1e0707c%3AT%3D1751797533%3ART%3D1756439242%3AS%3DALNI_MZ9oY6IV-4RQtn8umZu28AZq-RHbA&gpic=UID%3D0000114b9d4eb23c%3AT%3D1751797533%3ART%3D1756439242%3AS%3DALNI_MZ7ABOwVb2kVGuc2vwFV3wHTw84eg&eo_id_str=ID%3D00088178796979c3%3AT%3D1751797533%3ART%3D1756439242%3AS%3DAA-AfjaI5-lyIW2IcXhYAlAAxDFO&prev_fmts=0x0%2C360x280%2C360x280%2C360x280%2C360x280%2C360x280%2C360x280&nras=6&correlator=6553670127535&frm=20&pv=1&u_tz=420&u_his=7&u_h=768&u_w=1366&u_ah=728&u_aw=1366&u_cd=24&u_sd=1&dmc=4&adx=106&ady=8554&biw=1351&bih=607&scr_x=0&scr_y=6151&eid=31094105%2C31094295%2C42532523%2C95362656%2C95367554%2C95369706%2C95370343%2C95370631&oid=2&pvsid=6540374407334458&tmod=1899178201&uas=3&nvt=1&ref=https%3A%2F%2Fthebangkoktimes.com%2F&fc=1408&brdim=0%2C0%2C0%2C0%2C1366%2C0%2C1366%2C728%2C1366%2C607&vis=1&rsz=%7C%7Cs%7C&abl=NS&fu=128&bc=31&bz=1&td=1&tdf=2&psd=W251bGwsbnVsbCxudWxsLDNd&nt=1&ifi=2&uci=a!2&btvi=6&fsb=1&dtd=75804

•องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา: พุทธวนัม อุทยานมรดกทางพุทธศาสนา ครอบคลุมพุทธประวัติและคำสอน

•ท่องเที่ยวเชิงมรดก: ปราสาทโบราณ สุสาน และวัดสำคัญ เช่น รามัปปะ, ป้อมโกลกอนดา, สุสานกุตบ์ชาฮี และวัดพันเสา

•ท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณและธรรมชาติ: วัดและสถานที่สงบเงียบ พร้อมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

•วัฒนธรรมและอาหาร: งานหัตถกรรมท้องถิ่น และโครงการอาหารใหม่ ๆ ที่ทำให้รัฐเตลังกานาเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การเข้าร่วมงาน PATA Travel Mart 2025 เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐเตลังกานาในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสร้างสรรค์ โดยนโยบายการท่องเที่ยว 2568 – 2573 มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนโครงการใหม่

การท่องเที่ยวรัฐเตลังกานา ขอเชิญผู้แทน สื่อมวลชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเยี่ยมชมบูธตลอดสองวัน เพื่อร่วมค้นหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือ พร้อมเรียนรู้คุณค่าอันลึกซึ้งของ “พุทธวนัม”

เกี่ยวกับการท่องเที่ยวรัฐเตลังกานา:

https://googleads.g.doubleclick.net/pagead/ads?client=ca-pub-8436522023929463&output=html&h=280&adk=632753314&adf=4119678142&w=750&fwrn=4&fwrnh=100&lmt=1756439339&num_ads=1&rafmt=1&armr=3&sem=mc&pwprc=5127911321&ad_type=text_image&format=750×280&url=https%3A%2F%2Fthebangkoktimes.com%2F2568082903&fwr=0&pra=3&rh=188&rw=750&rpe=1&resp_fmts=3&wgl=1&fa=27&uach=WyJXaW5kb3dzIiwiMTAuMC4wIiwieDg2IiwiIiwiMTM5LjAuNzI1OC4xNDAiLG51bGwsMCxudWxsLCI2NCIsW1siTm90O0E9QnJhbmQiLCI5OS4wLjAuMCJdLFsiR29vZ2xlIENocm9tZSIsIjEzOS4wLjcyNTguMTQwIl0sWyJDaHJvbWl1bSIsIjEzOS4wLjcyNTguMTQwIl1dLDBd&abgtt=6&dt=1756439261304&bpp=1&bdt=1849&idt=1&shv=r20250827&mjsv=m202508260101&ptt=9&saldr=aa&abxe=1&cookie=ID%3D33c1c78dd1e0707c%3AT%3D1751797533%3ART%3D1756439242%3AS%3DALNI_MZ9oY6IV-4RQtn8umZu28AZq-RHbA&gpic=UID%3D0000114b9d4eb23c%3AT%3D1751797533%3ART%3D1756439242%3AS%3DALNI_MZ7ABOwVb2kVGuc2vwFV3wHTw84eg&eo_id_str=ID%3D00088178796979c3%3AT%3D1751797533%3ART%3D1756439242%3AS%3DAA-AfjaI5-lyIW2IcXhYAlAAxDFO&prev_fmts=0x0%2C360x280%2C360x280%2C360x280%2C360x280%2C360x280%2C360x280%2C750x280&nras=7&correlator=6553670127535&frm=20&pv=1&u_tz=420&u_his=7&u_h=768&u_w=1366&u_ah=728&u_aw=1366&u_cd=24&u_sd=1&dmc=4&adx=106&ady=11900&biw=1351&bih=607&scr_x=0&scr_y=9486&eid=31094105%2C31094295%2C42532523%2C95362656%2C95367554%2C95369706%2C95370343%2C95370631&oid=2&pvsid=6540374407334458&tmod=1899178201&uas=1&nvt=1&ref=https%3A%2F%2Fthebangkoktimes.com%2F&fc=1408&brdim=0%2C0%2C0%2C0%2C1366%2C0%2C1366%2C728%2C1366%2C607&vis=1&rsz=%7C%7Cs%7C&abl=NS&fu=128&bc=31&bz=1&td=1&tdf=2&psd=W251bGwsbnVsbCxudWxsLDNd&nt=1&ifi=3&uci=a!3&btvi=7&fsb=1&dtd=77714

เป็นหน่วยงานการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการของรัฐบาลรัฐเตลังกานา รับผิดชอบการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว มีพันธกิจผลักดันรัฐให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำ โดยนำเสนอวัฒนธรรม มรดกทางประวัติศาสตร์ ความงดงามทางธรรมชาติ และโครงการสำคัญอย่าง พุทธวนัม

มวลน้ำเหนือไหลสมทบน้ำยมทะลักท่วมปากแควเดือดร้อนหนัก

จากสถานการณ์น้ำในจังหวัดสุโขทัย ที่ระดับน้ำในแม่น้ำยมมีระดับเพิ่มสูงขึ้นมีความ เร็วและแรง ทำให้น้ำจากแม่น้ำยมได้ล้นพนังบริเวณด้านหลังวัดปากแคว ม.4 ต.ปากแคว ทำให้ น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วม วัดปากแคว และบ้านเรือนประชาชน บริเวณพื้นที่ ม.4 ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย

ล่าสุดกระแสน้ำได้ไหลข้ามถนนจรดวิถีถ่องตั่งแต่บริเวณโค้งการไฟฟ้า ผ่านวัดปากแคว ไปจนถึงสะพานน้ำไหล ทั้งสองฝั่งทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการปิดการจราจรเด็ดขาดทั้งสองฝั่งเนื่องจากกระแสน้ำไหลแรง นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ที่กำลังจะขับหนีน้ำออกจากวัดปากแคว แต่ไม่ทันถูกน้ำท่วมจนเห็นแต่หลังคารถ

ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ 2 ฝั่งถนนจรดวิถีถ่องด้านวัดปากแคว ต่างออกมาช่วยกันกรอกกระสอบทรายเพื่อนำไปวางเป็นแนวกั้นน้ำไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมในพื้นที่ของตน อีกทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยบางแก้วยังได้เข้าให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ที่อยู่ศูนย์อพยพวัดปากแควไปอยู่ที่ศูนย์อพยพวัดบางคลองแทน

คนจนทะลักรับแจกสิ่งของจากมูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการเทกระจาด

มูลนิธิร่วมกุศล สมุทรปราการ จัดพิธีทิ้งกระจาด แจกข้าวสาร อาหารแห้งให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส จำนวน 3,000 ชุด

วันนี้ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี แจกข้าวสาร อาหารแห้ง ให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส เนื่องในงานวันทิ้งกระจาด มหากุศล ประจำปี จำนวน 3,000 ชุด โดยมีนายไพวงศ์ ชำนินาวากุล ประธานมูลนิธิร่วมกุศล สมุทรปราการ สมัยที่ 25 คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ถาวร เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกุศล สมุทรปราการ ร่วมให้การต้อนรับณ มูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ ตำบลปกน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

ส่วนบรรยากาศช่วงเช้า นายไพวงศ์ ชำนินาวากุล ประธานมูลนิธิร่วมกุศล สมทรปราการ สมัยที่ 25 เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เนื่องในงานวันทิ้งกระจาด ประจำปี ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 โดยได้รับความเมตตาจากหลวงปูหัด วัดกลางวรวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  นำคณะพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์

จากนั้นนายสุดใจ จิรยาภากร ประธานบริหาร บริษัท โคมอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด และประธานที่ปรึกษา กก.ตร. จังหวัดสมุทรปราการ นายสิรภพ จิรยาภากร รองประธาน บริษัท โคมอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด และคณะผู้บริหารฯ ครอบครัวจิรยาภากร ร่วมมอบเงิน จำนวน 150,000 บาท  ให้แก่ผู้ยากไร้ คนละ 100 บาท และมอบเงินจำนวน 50,000 บาท รวมถึงข้าวสาร อีกจำนวน 17,500 กิโลกรัม ให้กับทางมูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ

โดยมีนายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ , พ.ต.อ.ศุภกร  บูรณะภักดีตระกูล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้แทนศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) พุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา ชลบุรี คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจน แขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ขณะที่ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส เข้าร่วมรับข้าวสารอาหารแห้ง กันจำนวนมาก

สมุทรปราการ สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์

เหนืออ่วมน้ำฝนลานสักฝนทิ้งช่วงอ่างเก็บน้ำทับเสลาน้ำลดวูบสันดอนโผล่

อุทัยธานี -ภาคเหนือชุมฉ่ำ ลานสักฝนทิ้งช่วงยาวนาน อ่างเก็บน้ำทับเสลาน้ำลดวูบ!!สันดินแห้งขอด นักตกปลาใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส แห่กันจับจองพื้นที่ริมเขื่อนหาปลาสร้างรายได้

เมื่อเวลา16.00.น.ของวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำทับเสลา ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้พบกับนักตกปลา แห่ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสพากันไปตกปลา จับจองพื้นที่ริมเขื่อนกันอย่างคึกคัก บางคนถึงขั้นกางเต็นท์พักแรมบริเวณเหนือเขื่อน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะมีผู้คนมารวมตัวกันนับร้อยรายต่อวัน ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติของปริมาณน้ำในอ่าง

เนื่องจากระยะนี้ น้ำในอ่างได้เริ่มลดลง แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนในช่วงเดือนพฤษภาคม จนมาถึงสิงหาคม แต่ระดับน้ำในอ่างกลับไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ขณะเดียวกันสภาพพื้นผิวดิน เริ่มแห้งขอด จนเกิดสันดินโผล่ขึ้นมาจนเห็นได้ชัด เป็นแนวยาวจำนวนมาก

ทั้งนี้ ชาวบ้านยังมีความหวังจากอิทธิพลมรสุม หากส่งผลให้ฝนตกลงมาในปริมาณมาก น้ำในอ่างก็จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ บริเวณผืนป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญที่ติดกับอ่างเก็บน้ำทับเสล