ระทึก! พายุฤดูร้อนถล่มศรีสะเกษ ซัดร้านก๋วยเตี๋ยวหลังคาปลิว ลูกค้า–เจ้าของวิ่งหนีตาย ถนนศรีสะเกษ-อุบลฯจม

ศรีสะเกษ- ระทึก พายุฤดูร้อนถล่มเมืองศรีสะเกษ ซัดร้านก๋วยเตี๋ยวหลังคาปลิว ลูกค้า–เจ้าของวิ่งหนีตาย เสียหายยับกว่าแสน น้ำท่วมขังในหลายจุดสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ถนนสายศรีสะเกษ–อุบลฯ จม

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 เวลาประมาณ 15.30 น. เกิดเหตุพายุฤดูร้อนพัดถล่มหลายพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองศรีสะเกษ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และน้ำท่วมขังในหลายจุด สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างหนัก

บริเวณถนนสายศรีสะเกษ–อุบลราชธานี ช่วงตลาดยูเทิร์น พบว่ามีปริมาณน้ำฝนสะสมจำนวนมากจนระบายไม่ทัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ หลายคันต้องชะลอความเร็ว บางคันเสี่ยงเครื่องยนต์ดับ ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน พายุยังสร้างความเสียหายให้กับร้านอาหารในพื้นที่ โดยเฉพาะร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อ “พรก๋วยเตี๋ยว” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ถูกแรงลมพัดกระหน่ำอย่างรุนแรงจนหลังคาร้านเปิดออก ฝนสาดเข้าภายในร้าน ข้าวของเครื่องใช้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก อีกทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ใกล้ร้านยังถูกแรงลมโค่นล้ม ทับบริเวณร้านและสร้างความเสียหายเพิ่มเติม รวมถึงรถกระบะที่จอดอยู่ใกล้เคียงก็ได้รับความเสียหายไปด้วย

จากการสอบถามเจ้าของร้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมีลมพัดมาเป็นระยะ ก่อนที่ฝนจะตกหนักและลมแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรกตั้งใจจะปิดร้าน แต่ยังมีลูกค้านั่งรับประทานอยู่ 2 คน จึงตัดสินใจรอดูสถานการณ์ กระทั่งลมพายุพัดรุนแรงจนหลังคาถูกยกเปิดออกอย่างกะทันหัน

เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ปลอดภัย เจ้าของร้านรีบคว้ากระปุกเงิน วิ่งหนีออกจากร้านเพื่อหาที่หลบภัยทันที ขณะที่ลูกค้าทั้ง 2 คน ต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปคนละทิศละทาง ท่ามกลางความโกลาหล อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ถือว่าเคราะห์ดีอย่างมาก

ภายหลังพายุสงบ เจ้าของร้านได้กลับเข้ามาตรวจสอบความเสียหาย พบว่าหลังคาร้าน โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ครัว และวัตถุดิบ ได้รับความเสียหายจากน้ำฝนเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นคาดว่ามูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบต่อไป

คนอำนาจเดือดร้อนสาหัส!ปั๊มเชลล์ ปิดไม่มีกำหนด น้ำมันทุกชนิดหมดเกลี้ยง

ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า “ปั๊มเชลล์ อำนาจเจริญ” ปิดไม่มีกำหนด น้ำมันทุกชนิดหมดเกลี้ยง  เอเย่นต์รายใหญ่ไม่ขนส่งมาให้ วอนภาครัฐเข้าให้การช่วยเหลือเร่งด่วน

นางนิยม  เจริญรัตน์  หนึ่งในผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมัน ปั๊มเชลล์ อำนาจเจริญ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ผ่านมา ปั๊มก็ได้ปิดครึ่งวัน มาวันนี้ ปิดเต็มวันไท่ทีกำหนดเนื่องจากไม่มีน้ำมันจำหน่าย และจะปิดไปเรื่อยๆโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากทางเอเย่นต์ใหญ่ ไม่ส่งน้ำมันมาให้ จำเป็นทางปั๊มต้องปิดไปโดยปริยายและไม่มีกำหนด ตนสงสารแต่ เด็กปั๊ม และ ประชาชน ผู้มาใช้บริการเติมน้ำมัน ต้องประสบกับความเดือดร้อน ซึ่งในขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เดือดร้อนไปทั่ว ทุกหย่อมหญ้า

นางนิยม  เจริญรัตน์  หนึ่งในผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมัน ปั๊มเชลล์ อำนาจเจริญ

นางนิยม ยังกล่าวต่ออีกว่า จากการที่มีคนออกมาพูดว่า ประชาชนพากันตื่น ออกมาแห่กันเติมน้ำและนำน้ำมันไป กักตุนนั้นไม่เป็นความจริง มัน มาจากสาเหตุน้ำมันไม่พอจำหน่าย จะกล่าวหาว่าทางปั๊มกักตุนหรือทาง ผู้มาใช้บริการน้ำมัน เติมไปเก็บกัดตุนก็ไม่ถูกต้อง เพราะแต่ละวันมีประชาชนมาเติมน้ำมันตามปกติ

แต่น้ำมันไม่เพียงพอได้มาล่าสุดทางเอเย่นต์รายใหญ่ก็ไม่ส่งน้ำมันมาให้เลยอย่างเช่นวันนี้ ตนต้องปิดปั๊มตลอดทั้งวัน สร้างความเสียหายให้กับปั้มของตน เป็นอย่างมาก แต่ถึงยังไงก็ตามตนก็ยังจ่ายเงินเดือนเด็กปั๊มเต็มตามจำนวนทุกประการ ก็เพราะสงสารอยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว ตนอยากให้ทางรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้ อย่างเร่งด่วน

โดยถือว่าเรื่อวน้ำมันเป็นปัญหาสำคัญ อย่างยิ่งที่ต้องรีบแก้ไข เพราะน้ำมันเป็นตัวหลักสำคัญ ในการดำรงชีวิตของคนเราก็ว่าได้  ส่วนปั๊มของตน คงต้องปิดไปอีกนาน เพราะไม่มีวี่แววว่าเอเย่นใหญ่จะ ส่งน้ำมันให้เมื่อไรฝากถึงผู้ รักผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจในบ้านในเมือง เล่นแก้ไขปัญหา เรื่องน้ำมันโดยด่วน ขอบพระคุณมากค่ะ

ภาพ/ข่าว:ทิพกร   หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ  

‘บิ๊กต๋อง’ นำทีมทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ รวบ 6 ผู้ต้องหา พร้อมยึดเงินสดกว่า 10 ล้าน

“บิ๊กต๋อง” นำทีมทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ รวบ 6 ผู้ต้องหา ยึดเงินสดกว่า 10 ล้านบาท พร้อมขยายผลยึดทรัพย์อีกกว่า 14 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1  พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ และ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผบช.ภ.1, พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี , พ.ต.อ.ปิยวุฒิ แก้วมณี รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี , พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก. สภ.ปากเกร็ด และ พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี ร่วมแถลงผลการขยายผลคดีแก๊ง Call Center ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ภายหลังชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.นนทบุรี ดำเนินการสืบสวนขยายผลจากคดีของ สภ.ปากเกร็ด จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ และจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติจีนและไทยรวม 6 ราย พร้อมเงินสดจำนวน 7 ล้านบาท ขณะร่วมกันถอนเงินสดภายในธนาคารกสิกรไทย สาขาไอคอนสยาม

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ก.ย.68 ผู้เสียหายซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ถูกคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาล แจ้งให้ดำเนินการคุ้มครองบัญชีเงินบำนาญ โดยอ้างว่าหากไม่ดำเนินการจะไม่สามารถดูสลิปเงินเดือนได้ พร้อมทั้งขอข้อมูลส่วนตัวและแจ้งว่าจะดำเนินการขอรหัส OTP ให้ล่วงหน้า ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 คนร้ายได้ติดต่อมาอีกครั้ง อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง ให้ผู้เสียหายแอดไลน์เพื่อรับเอกสาร PDPA ซึ่งมีข้อมูลบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย ก่อนหลอกให้เปิดแอปพลิเคชันธนาคารและกรอกข้อมูลตามคำสั่ง โดยให้ใส่เลขเอกสารแทนหมายเลขบัญชี และกรอกรหัสสาขาแทนจำนวนเงิน ส่งผลให้ผู้เสียหายโอนเงินออกจากบัญชีโดยไม่รู้ตัวรวม 2 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 762,995 บาท เหตุเกิดภายในบ้านพักพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด

ภายหลังทราบว่าถูกหลอก ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความออนไลน์ พนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด รับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินคดี จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าการโอนครั้งแรกจำนวน 642,995 บาท เข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ของผู้ต้องหาชาวไทย ก่อนมีการถอนเงินสดออกไป 2 ครั้ง รวม 650,000 บาท ส่วนการโอนครั้งที่สองจำนวน 120,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่ง จากนั้นมีการโอนต่อผ่านบัญชีและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หลายทอดไปยังบัญชีของผู้ร่วมขบวนการทั้งชาวไทยและชาวจีน

นอกจากนี้ยังพบว่าในวันเดียวกันมีผู้เสียหายที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกันอีกกว่า 20 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท ชุดสืบสวนจึงเร่งตรวจสอบพิกัด GPS จากรายการเดินบัญชีของผู้ต้องหาชาวจีน จนพบว่ามีการใช้บ้านพักภายในหมู่บ้านกรานต์วดี ถนนพุทธมณฑลสาย 3 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เป็นฐานปฏิบัติการ ก่อนเฝ้าติดตามพฤติการณ์พบว่าผู้ต้องหาจะขับรถไปถอนเงินสดตามธนาคารต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แล้วนำเงินสดไปส่งมอบให้หัวหน้าขบวนการบริเวณปากซอยเพชรเกษม 26 เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ภายในบ้านพักย่านเพชรเกษม

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับและหมายค้น กระทั่งวันที่ 16 มีนาคม 2569 ได้วางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหาชาวจีน 3 ราย ได้แก่ Mr. ZHENQIU CHEN, Mr. SHIXIONG XU และ Ms. CHUQING ZHOU รวมทั้งสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้อีก 1 ราย ขณะถอนเงินสดภายในธนาคารกสิกรไทย สาขาไอคอนสยาม คือ Mr. WANG QINSEN พร้อมของกลางเงินสดจำนวน 7,000,000 บาท นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ร่วมขบวนการชาวไทยที่ทำหน้าที่รับเงินสดจากการถอนเงินได้อีก 2 ราย คือ นายซูเซิน ซู ที่บ้านพักเลขที่ 72–74 ซอยเพชรเกษม 24 และ น.ส.ธารทิพย์ (ขอสงวนนามสกุล) ที่บ้านพักภายในหมู่บ้านกรานต์วดี ซึ่งมีพฤติกรรมร่วมกันขับรถไปถอนเงินสดตามธนาคาร ก่อนนำเงินไปส่งต่อให้หัวหน้าขบวนการ

จากการตรวจค้นบ้านพักและจุดเกี่ยวข้องรวม 3 จุด เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดทรัพย์สินจำนวนมาก อาทิ เงินสดรวมกว่า 10,820,360 บาท รถยนต์จำนวน 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน บ้านเดี่ยว 2 ชั้น 1 หลัง และเครื่องประดับอีกหลายรายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 14,000,000 บาท  ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางการเงินเพิ่มเติม

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาที่จับกุมได้ทั้ง 6 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ และตรวจสอบเครือข่ายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

มทภ.4 สั่งยกระดับคุมเข้มช่วงฮารีรายอป้องคนร้ายป่วนเมืองซ้ำรอยสุโหงปาดี

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 รุดติดตามเหตุยิงก่อกวน ชคต.ริโก๋ และจุดตรวจฉัตรวาริน อำเภอสุไหงปาดี ปิดกั้นพื้นที่ ตรวจสอบหลักฐาน ค้นหาผู้กระทำผิดอย่างเร่งด่วน พร้อมเข้มมาตรการความปลอดภัยช่วงฮารีรายอ

จากกรณีเหตุเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 20.55 น. เกิดเหตุยิงก่อกวนเพื่อสร้างสถานการณ์ จำนวน 2 จุด ณ บริเวณชุดคุ้มครองตำบลริโก๋ และจุดตรวจฉัตรวาริน ตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ล่าสุดวันนี้ (20 มีนาคม 2569) พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามและรับฟังรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานด้านความมั่นคง ณ บริเวณชุดคุ้มครองตำบลริโก๋ และจุดตรวจฉัตรวาริน

โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงได้ปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลฮารีรายอ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความศรัทธา และการพบปะของครอบครัวพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ พฤติการณ์ของคนร้ายเป็นการกระทำที่มุ่งสร้างสถานการณ์รุนแรง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงที่สังคมไม่อาจยอมรับได้

ด้านแม่ทัพภาคที่ 4 เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่เทศกาลฮารีรายอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในการประกอบศาสนกิจ และดำเนินชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสหรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งเบอร์สายด่วน กอ.รมน. ภาค 4 สน. โทร. 1341 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันปกป้องชุมชน และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงสร้างความเดือดร้อนต่อสังคมอีกต่อไป.

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ตำรวจบุกจับ 2 พระมหาวัดดังเจริญกรุง!หลอกตุ๋ยสามเณรถ่ายคลิปลับ เหยื่อพุ่งกว่า 30 ราย

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ต.นนทพัทธ์ กาวชู สว.กก.1 บก.ปคม., พ.ต.ต.ก่อเกียรติ เกียรติตั้ง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม.ร่วมกันจับกุมพระครูสังฆรักษ์ชนแดน หรือพระตูน ขอสงวนนามสกุล อายุ 24 ปี ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 320/2569 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 ข้อหาข้อหาข่มขืนกระทำชำเราอื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ, กระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก อายุยังไม่เกินสิบห้าปี,,ข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำอนาจารซึ่งกระทำต่อเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ

หรือผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์หรือความอนุบาล, และจับพระมหาศิวาบุตร หรือพระต้า ขอสงวนนามสกุล อายุ 24 ปี ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 321/2568 ลงวันที่ 17พฤศจิกายน 2568 ข้อหาข่มขืนและกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี,, บันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเราหรือการกระทำอนาจารนั้นไว้ เพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น , ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ ,และบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็ก ประพฤติตนไม่สมควร จับพระทั้งคู่ได้ที่วัดชื่อดัง ย่านเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี  ร้องเรียนตำรวจ บก.ปคม. ว่ามี สามเณรในวัดชื่อดังกลางกรุง จำนวน 3 รูป ถูกพระภายในวัดกระทำการที่ไม่เหมาะสมทางเพศ สร้างความกังวลและกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กในศาสนสถานเป็นอย่างยิ่ง ตำรวจกก.1.บก.ปคม. จึงลงพื้นท่่สืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน

จากการสืบสวนพบว่า มีพระในวัดดังกล่าว 2 รูป เป็นพระปกครองและเป็นพระรุ่นพี่ที่มีอำนาจในการดูแลและควบคุมสามเณรภายในวัด อาศัยตำแหน่งหน้าที่และความเป็นเด็กของสามเณรแต่ละรูป หลอกล่อให้มายังกุฏิ อ้างว่าจะให้ยืมโทรศัพท์มือถือเล่นเกม ซึ่งเป็นเรื่องที่สามเณรไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากวัดมีข้อกำหนดไม่อนุญาตให้สามเณรใช้โทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็เป็นการเสนอให้เงิน 5 ร้อยบาทถ้าสามเณรยินยอม

เมื่อสามเณรหลงเชื่อเข้าไปยังกุฏิ จะถูกพระดังกล่าว ข่มขืนและกระทำอนาจารตลอด รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง  นอกจากนี้ยังพบว่า พระทั้งสองรูปยังมีพฤติการณ์แอบถ่ายภาพและคลิปวิดีโออนาจารของสามเณรช่วงเวลาที่สามเณรนอนหลับและไม่รู้ตัว เก็บไว้จำนวนมาก เป็นการกระทำที่ซ้ำเติมความเสียหายต่อผู้เสียหายอย่างร้ายแรง

ต่อมาตำรวจ กก.1 บก.ปคม. รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ก่อนจะนำกำลังปูพรมตรวจค้นกุฏิภายในวัด จับกุมพระทั้ง 2 รูป ได้ ตรวจค้นกุฏิพบอุปกรณ์เล่นการพนัน ถุงยางอนามัย เจลหล่อลื่น และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในตู้เย็นเป็นจำนวนมาก รวมถึงตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีก 3 เครื่อง ภายในมีภาพและคลิปวิดีโอของสามเณรในลักษณะอนาจารมากกว่า 100 คลิป

ทั้งนี้ระหว่างการตรวจค้น ยังมีสามเณรอีก 4 รูป เข้ามาให้ข้อมูลตำรวจว่า เคยถูกพระผู้ต้องหากระทำในลักษณะเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการคุ้มครองผู้เสียหาย และขยายผลการสืบสวนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สอบสวนพระทั้ง 2 รูป ให้การรับสารภาพ พร้อมสมัครใจลาสิขา ก่อนนำตัวส่ง กก.1 บก.ปคม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทลายคลังน้ำอ่างทอง!พบซุกสต็อก”เบนซิล-แก๊สโซฮอลล์”ขายเกินราคา ยึดกว่า 3 แสนลิตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (กก.2 บก.ปคบ.) สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่พาณิชย์และพลังงานจังหวัด เข้าตรวจสอบบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ต.ตลาดกรวด อ.เมืองอ่างทอง หลังได้รับร้องเรียนพฤติการณ์จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเกินราคาและกักตุนสินค้า

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ หจก.เพรียว ปิโตรเลียม ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา หลังพบว่ามีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 41 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดอย่างผิดปกติ จากการสอบสวนเจ้าของปั๊มระบุว่า รับซื้อน้ำมันมาจากบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในราคาลิตรละ 40.50 บาท โดยมีหลักฐานการโอนเงินยืนยันชัดเจน

ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 มี.ค. เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันดังกล่าวใน จ.อ่างทอง โดยมี นายสินชัย คชช้าง อายุ 57 ปี ผู้จัดการคลังเป็นผู้นำตรวจ ผลการตรวจสอบพบน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลซุกซ่อนอยู่ภายในถังเก็บรวมกว่า 331,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 12,520,400 บาท

จากการสอบถามพนักงานขายของบริษัทฯ ยอมรับว่าได้จำหน่ายน้ำมันให้กับลูกค้าในเขตพื้นที่ จ.สิงห์บุรี และจังหวัดใกล้เคียงในราคาลิตรละ 40.50 บาทจริง โดยอ้างว่าทางบริษัทรับซื้อมาในราคาสูงถึงลิตรละ 39.50 บาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกตรวจสอบเอกสารการซื้อขายและหลักฐานการชำระเงิน กลับไม่สามารถนำมาแสดงได้แม้แต่รายการเดียว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อมูลและรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของการจำหน่ายสินค้าเกินราคา และการตรวจสอบที่มาของน้ำมันว่าถูกต้องตามระเบียบของกรมสรรพสามิตและกรมธุรกิจพลังงานหรือไม่ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานมีความผันผวนต่อไป

ตำรวจลุยกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์บนห้างดังกลางกรุงยกระดับความเชื่อมั่นตลาดการค้าไทย

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุม

1.นายอยุทธ์ ฯ อายุ 51 ปี 

2.นางสาวธัญพร ฯ อายุ 63 ปี

3.นายพีระพล ฯ อายุ 37 ปี

4.นางสาววลัญช์สรณ์ ฯ อายุ 54 ปี

5.นางสาวจิระญา  ฯ อายุ 41 ปี

6.นางสาวจันทร์นิภา ฯ อายุ 34 ปี

ฐานความผิด  “เสนอจำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร”

สถานที่จับกุม ร้านค้าบริเวณชั้น 1 ,ชั้น 3 และชั้น 4 ภายในห้างสรรพสินค้า ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

พร้อมตรวจยึดของกลาง

1.น้ำหอมที่ปลอมเครื่องหมายการค้า

2.เสื้อและกางเกงกีฬา หมวก, กระเป๋า, เข็มขัดที่ปลอมเครื่องหมายการค้า

3.เคสโทรศัพท์,เคสหูฟังที่ปลอมเครื่องหมายการค้า

4.เครื่องประดับ ปลอมเครื่องหมายการค้า

จากรายงาน Notorious Markets ประจำปี 2568 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ประกาศรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลก โดยประเทศไทยยังคงมีพื้นที่เฝ้าระวังอยู่ 

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยมุ่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้น จริงจัง และต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

ล่าสุด นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ,พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ได้ร่วมบูรณาการกำลังทำการลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาภายในศูนย์การค้าชื่อดังในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พบการกระทำความผิดในลักษณะเดิมยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตรวจพบการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าจำนวนมาก

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเคยถูกกวาดล้าง ตรวจค้น และจับกุมมาแล้วหลายครั้ง จึงได้มีการบูรณาการกำลังเข้าตรวจค้นอย่างเข้มข้นอีกครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยปละละเลย และดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้รวม 6 จุด ตรวจยึดของกลางได้รวมจำนวนหลายพันรายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้กระทำความผิด ส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา 

การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความเข้มข้นในการกวาดล้างและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมหารือศูนย์การค้าเข้มงวดกับผู้เช่า รวมทั้งจัดมาตรการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอและรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และต่อต้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาภายในศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง

โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ยังมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการ ไม่ให้จำหน่ายสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายมีความผิดทางอาญา

กล้วยหอมทองเสิงสางเร่งจด GI ปักหมุดโคราชสู่ตลาดโลก ดันส่งออกญี่ปุ่นทะลุพันตันต่อปี

บรรยากาศการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา เริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อ นายอภิชัย จันทร์มา นายอำเภอเสิงสาง นำทีมสำนักงานเกษตรอำเภอเสิงสาง ผนึกกำลังสำนักงานพาณิชย์จังหวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองเสิงสาง ร่วมประชุมหารือผลักดัน “กล้วยหอมทองเสิงสาง” เข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

การขอขึ้นทะเบียน GI ครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองใน 3 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี และ อำเภอหนองบุญมาก โดยมีการลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลเชิงลึกจากเกษตรกรและแปลงปลูกในตำบลสุขไพบูลย์ เพื่อรวบรวมหลักฐานด้านคุณภาพ ลักษณะเฉพาะ และอัตลักษณ์ของผลผลิต เตรียมยื่นขอรับรองตามขั้นตอนของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา

สร้าง “เกราะมาตรฐาน” เพิ่มอำนาจต่อรอง

นายเชิดชัยชนะ ยุทธกล้า เกษตรอำเภอเสิงสาง เปิดเผยว่า กล้วยหอมทองของพื้นที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ทั้งในด้านรสชาติและคุณภาพ จุดเด่นคือเนื้อนุ่ม รสหวานหอม เหนียวหนึบ รับประทานแล้วติดใจผู้บริโภค

“หากขึ้นทะเบียน GI สำเร็จ จะทำให้แหล่งผลิตมีความชัดเจนเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ และที่มา เกษตรกรจะได้ประโยชน์โดยตรง ทั้งด้านราคาและโอกาสทางการตลาด” นายเชิดชัยชนะกล่าว

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองในทั้ง 3 อำเภอรวมกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ไร่ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกกล้วยหอมทองขนาดใหญ่ของประเทศ ผลผลิตส่วนหนึ่งจำหน่ายในจังหวัดนครราชสีมาและกระจายสู่ต่างจังหวัด ขณะเดียวกันตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น มีการนำเข้าแล้วมากกว่า 1,000 ตันต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ปั้นแบรนด์ท้องถิ่น สู่เวทีโลก

การผลักดันขึ้นทะเบียน GI ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อเสียงของสินค้า แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สร้าง “แบรนด์ท้องถิ่น” ให้มีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดโลก

หากกระบวนการสำเร็จ “กล้วยหอมทองเสิงสาง” จะไม่ได้เป็นเพียงผลไม้จากผืนดินโคราช หากแต่จะกลายเป็นสินค้าที่มีตรารับรองคุณภาพ เชื่อมโยงแหล่งกำเนิดกับอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างชัดเจน เป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจาการค้า และขยายตลาดส่งออกในอนาคต

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ การยกระดับสินค้าการเกษตรด้วยเครื่องมือทรัพย์สินทางปัญญา อาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ “กล้วยหอมทองเสิงสาง” ไม่เพียงเติบโตในไร่ แต่เติบโตในมูลค่า และยืนหยัดบนเวทีการค้าระดับนานาชาติอย่างสง่างาม

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

อุกอาจกลางดึก!คนร้ายซุ่มดักยิงถล่มรถ ‘กมลศักดิ์’สส.นราธิวาส รอดตายปาฎิหาริย์

คนร้าย ลอบยิงถล่มรถ “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ขณะเดินทางกลับบ้าน จากประชุมสภาฯ บาดเจ็บ 2 ราย จนท.เร่งช่วยเหลือ นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ก่อเหตุลอบยิงรถยนต์ของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ บริเวณหน้าบ้านพักในพื้นที่ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

จากการตรวจสอบเบื้องต้น คนร้ายใช้รถยนต์กระบะ 4 ประตู สีขาว เป็นพาหนะ ก่อนใช้อาวุธปืนซุ่มยิงใส่รถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ขณะเดินทางกลับจากปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ผู้โดยสารในรถได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ได้แก่ นายอุชลัมห์ โกะเลาะ อายุ 55 ปี ผู้ขับขี่ และ ดาบตำรวจหริรักษ์ หีมมิหนะ อายุ 43 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตาม

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้เข้าระงับเหตุและให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เร่งนำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงโดยเร็ว พร้อมจัดกำลังดูแลความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเข้มงวด ขณะที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ปลอดภัย

พฤติการณ์ของคนร้ายในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่มุ่งสร้างสถานการณ์ความไม่สงบและหวังทำลายชีวิต โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงที่สังคมไม่อาจยอมรับได้

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงได้ปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสหรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. โทร. 1341 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันปกป้องชุมชน และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงสร้างความเดือดร้อนต่อสังคมอีกต่อไป

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

20 มีนาฯ วันสุขภาพช่องปากโลก ตะลึงคนไทย 60 ปี เหลือฟันเฉลี่ย 19 ซี่

วันสุขภาพช่องปากโลกประจำปี 2026   นี้มีแคมเปญ “A Happy Mouth is… A Happy Life”  เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ชี้สุขภาพช่องปากคือรากฐานคุณภาพชีวิต ย้ำ! แค่ ‘แปรงฟัน’ ยังไม่พอ ต้อง ‘ลดหวาน-เลิกน้ำตาล-เติมกากใย’ ควบคู่กันเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ด้าน จ.พัทลุง เดินหน้าลดหวาน แก้ปัญหาฟันผุ–NCDs เผยเด็กโตเสี่ยงสูงสุด กินหวานพุ่งเกือบ 30% 

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน  กล่าวว่า เรื่องของสุขภาพช่องปากไม่ใช่แค่เรื่องฟันเพียงอย่างเดียว ตามที่สหพันธ์ทันตกรรมโลก มองการดูแลช่องปากไม่ใช่เรื่องแยกส่วนแต่เป็นส่วนสำคัญที่แยกไม่ได้จากชีวิตประจำวัน  แต่เป็นรากฐานของความสุขและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ  กว่า 13 ปีที่ สหพันธ์ทันต กรรมโลกได้รณรงค์เรื่องสุขภาพในช่องปาก และกำหนดให้วันที่ 20 มีนาคมของทุกปีเป็นวันสุขภาพช่องปากโลก โดยปี 2026 มุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการดูแลรักษาช่องปากในทุกช่วงชีวิต

ปัญหาฟันผุในเด็กไทยยังน่าห่วง เนื่องจากน้ำตาลเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของฟันผุ น้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก เกิดกรดทำลายเคลือบฟัน นำไปสู่ฟันผุ เหงือกอักเสบ ซึ่งทั้งหมดส่งผลถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ฟัน” แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาหาร และพฤติกรรมบริโภคของเด็กไทยและคนทุกวัย  เพราะปัญหาฟันผุ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเด็กเท่านั้น และแต่เกิดกับคนทุกช่วงวัย 

ทั้งนี้ฟัน 20 ซี่ คือเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อให้เราเคี้ยวอาหารได้ปกติ แต่คนไทยวัย 60 ปีในปัจจุบันกลับมีฟันเหลือไม่ถึงเกณฑ์นี้ เฉลี่ยอยู่ที่  19 ซี่ เราจึงตั้งเป้าหมาย ’80:20′ คือ ทำให้ผู้สูงอายุวัย 80 ปี มีฟันเหลือในปากไม่น้อยกว่า 20 ซี่ให้ได้ร้อยละ 50 ของประชากร 

“ฉะนั้น ในวันสุขภาพช่องปากโลก จึงไม่ใช่แค่การออกมารณรงค์เรื่องของการแปรงฟันเท่านั้น แต่จะมีการรณรงค์เรื่องของการกินอาหารที่ไม่ทำให้เกิดโรคฟันผุ โรคในช่องปาก และประเด็นการบริโภคหวาน การบริโภคน้ำตาลเกินพอดีควบคู่กันไปด้วย” ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าว

ด้าน ทพญ.ชนิฎาภรณ์ สอนสังข์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า2569 ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากเด็ก คือ “ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพัฒนาการสมวัยและฟันดีไม่มีผุ (Cavity Free)  เป็นการบูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากเข้ากับงานพัฒนาการเด็ก เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการทันตสาธารณสุขเชิงคุณภาพ

และสร้างเสริมศักยภาพคนไทยให้มีสุขภาพดี การเริ่มต้นที่เรื่องของการแปรงฟัน ควรเริ่มที่เด็ก และทำให้เร็วที่สุด ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น ขณะที่ทันตบุคลากร 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อปี 2568 ก็มีการทำข้อตกลงร่วม การป้องกันฟันผุในเด็กปฐมวัย (southern oral health charter)

เนื่องในวันสุขภาพช่องปากโลก ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม  สสจ.พัทลุง ผนึกกำลังกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วจังหวัดพัทลุง   จัดกิจกรรม “แปรงฟัน กินฉลาด พัฒนาการสมวัย” ผ่านระบบออนไลน์ โดยชูภาพลักษณ์การแก้ปัญหาฟันผุจากต้นทาง พร้อมการให้คำแนะนำด้านโภชนาการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้ปกครอง ในการดูแลสุขภาพช่องปากและพัฒนาการของเด็กเล็กให้สมวัย

ด้าน ภก.ณัษฐพงษ์ พัฒนพงศ์  เภสัชกรเชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง เปิดเผยถึงสถานการณ์สุขภาพช่องปากของประชาชนในพื้นที่ว่า ปัญหาฟันผุยังคงอยู่ในระดับน่ากังวล โดยพบในทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 30–40 และมีแนวโน้มทรงตัวในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญยังคงมาจากพฤติกรรมการบริโภคหวานโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กโตที่มีพฤติกรรมกินหวานสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีอัตราการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 และสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดฟันผุ ขณะที่เด็กเล็กอายุ 0–3 ปี มีอัตราการบริโภคน้ำตาลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14–15 ซึ่งจำเป็นต้องเร่งหามาตรการจัดการในทุกกลุ่มวัย

ทั้งนี้ได้บูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณสุข ออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจสุขภาพช่องปากในชุมชน พร้อมติดตามพฤติกรรมการบริโภคในทุกช่วงวัย ขณะเดียวกัน ยังมีการขับเคลื่อน “โครงการอ่อนหวาน” ในสถานพยาบาลและโรงเรียน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม  

ขณะที่ภาคประชาชนจำเป็นต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อเลือกบริโภคอย่างเหมาะสม เช่น เรามีการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย รวมถึงการขยาย “ร้านกาแฟอ่อนหวาน” มากกว่า 100 แห่งในพื้นที่ ถือเป็นต้นแบบการสร้างสิ่งแวดล้อมอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ และเป็นอีกก้าวสำคัญในการลดการบริโภคน้ำตาลของประชาชนในระยะยาว” รอง สสจ.พัทลุง เน้นย้ำ

.