“บิ๊กเต่า “เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต”ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน

“บิ๊กเต่า” เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ใช้เงินบริจาคมหาศาลไม่ทัน จึงนำไปซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล ลงทุนในรูปของบริษัท ยอดหลักพันล้าน ยอมเผยข้อมูลส่วนตัว แต่ขอไปเทียบหลักฐานเพื่อให้ได้ความชัดเจนก่อน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยภายหลังเข้าไปร่วมสอบปากคำอดีตพระอลงกต และหมอบี ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ว่าวันนี้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานตรวจค้น 17 จุด การตรวจค้นขณะนี้ยังไม่เสร็จสิ้น อยู่ในขั้นรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยจะขอเปิดเผยเพียงเบื้องต้นเท่าที่ตัวเองทราบและได้สอบปากคำผู้ต้องหา ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวอีกครั้ง

ในส่วนของอดีตพระอลงกต หลังจากก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ล่าสุดให้ความร่วมมือให้ข้อมูลแล้วหลายเรื่องที่เป็นข้อสงสัย รวมถึงได้ยอมลาสิกขา ยินดีเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงแต่เจ้าหน้าที่พูดในเรื่องของคุณงามความดีและสิ่งที่ทิดอลงกตจะสามารถทำได้คือการทำนุบำรุงศาสนาต่อไป ซึ่งได้แยกพระธรรมวินัยกับเรื่องของกฎหมายบ้านเมืองออกจากกัน

โดยต้องยอมรับว่าในอดีตทิดอลงกตได้ทำในสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็มีบางสิ่งที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งเจ้าตัวได้รับสารภาพจนยอมสึกแล้ว ก่อนการสึกได้เทศนาสั่งสอนให้กับประชาชน และพระสงฆ์ที่มาร่วมทำพิธีลาสิกขานานกว่า 20 นาที เป็นในเรื่องของการใช้ชีวิต การปฏิบัติตน ซึ่งตำรวจได้มีการบันทึกภาพ และจะนำคลิปลงเผยแพร่และส่งให้กับสื่อมวลชนภายหลัง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกต่อว่า พฤติการณ์ของอดีตพระอลงกต หรือ ทิดอลงกต ก่อนหน้านี้หากพูดถึงเรื่องการสร้างความดีก็สร้างมาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น แต่ภายหลังต้องยอมรับว่ามีเงินบริจาคและทำบุญเข้ามาที่วัดเป็นจำนวนมหาศาล จึงเป็นต้นเหตุให้อดีตพระรูปนี้กระทำสิ่งที่ผิดจนยอมสำนึกผิดและยอมลาสิขาทั้งหมดมาจากปากของเจ้าตัวเองโดยไม่มีใครบังคับ

รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังได้อธิบายพฤติการณ์ต่อว่า เมื่อมีก้อนเงินเข้ามาที่วัดเป็นจำนวนมาก จนเกิดกิเลสไม่มีความยับยั้งชั่งใจ จนนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น ทั้งซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล และลงทุนในรูปแบบของบริษัท ซึ่งมีทั้งกำไร-ขาดทุน โดยยอดเงินที่ตรวจพบเป็นหลักประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ส่วนจะมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกหรือไม่ ขอให้ชุดสืบสวนตรวจสอบก่อน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่าการกระทำความผิดของพระสงฆ์ในรูปแบบนี้ล้วนมาจากจิตศรัทธาและเงินบริจาค ซึ่งช่วงหลังมีเงินบริจาคเข้ามาค่อนข้างเยอะ โดยพบว่าการกระทำความผิดเริ่มมานานกว่า 10 ปี โดยรายละเอียดตรงนี้ขอให้ชุดสืบสวนตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนที่จะเปิดเผยตั้งแต่วันที่เป็นจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ที่นำมาสู่การจับกุม

กลุ่มบริษัทเสนาจับมือธนาคารเกียรตินาคินภัทร ขับเคลื่อนอสังหาฯ ไทย เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทเสนา มุ่งมั่นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน โดยมีบริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดครบวงจร จากการเป็นผู้บุกเบิกทั้งโซลาร์รูฟ (Solar Rooftop)  และ โซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) รวมถึงติดตั้งในโครงการที่อยู่อาศัยเต็มรูปแบบรายแรกของไทย 

ล่าสุดได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โดยมี ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ ประธานสายสินเชื่อธุรกิจและประธานสายสินเชื่อบรรษัท ร่วมลงนาม เพื่อผลักดันโซลูชันพลังงานสำหรับทั้งภาคที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจอุตสาหกรรม 

รองรับกรอบ ESG และเป้าหมาย Net Zero ปี 2065 ความร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงวัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์การเติบโตอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (ดร.ยุ้ย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “ความร่วมมือระหว่างบริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด และธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ความยั่งยืน ทั้งด้านเทคโนโลยี การเงิน และการเข้าถึงพลังงานสะอาด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) 

อาทิ โรงแรม โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม และห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีการใช้พลังงานสูงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มนี้จะได้รับ Service Solution แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา สำรวจ และออกแบบ การติดตั้ง ทดสอบระบบ และการบริการหลังการขาย ไปจนถึงการเข้าถึงสินเชื่อที่สอดคล้องกับเกณฑ์ ESG สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”

สิ่งที่เสนาภูมิใจ ไม่ใช่เพียงการสร้างบ้าน แต่คือการส่งต่อ ‘Decarbonized Lifestyle’ ที่ทำให้ลูกบ้านใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ขณะเดียวกันก็มีส่วนร่วมดูแลโลกไปพร้อมกัน ตอกย้ำบทบาทเสนาในฐานะผู้นำด้านการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Leader)”

ชีวิตเปลี่ยน! สาว อสม.เลี้ยงไก่ไข่ออร์แกนิก ขายไข่เป็นกิโล โกยรายได้สุดปัง

สาว อสม. เมืองโคราช ใช้เวลาว่างเลี้ยงไก่ไข่แบบออร์แกนิก ได้ไข่ไก่คุณภาพดีวิตามินสูง ชั่งกิโลขายราคาถูกกว่าท้องตลาด ชาวบ้านชอบ ออร์เดอร์เข้าไม่ขาดสาย สร้างรายได้สุดปัง

นางติ๋ม งอบโคกกรวด  สาว อสม. เมืองโคราช ใช้เวลาว่างเลี้ยงไก่ไข่แบบออร์แกนิกส่งขายรายได้งาม ซึ่งนอกจากจะเป็นสาวพิมายเต็มขั้นแล้ว นางติ๋มยังเป็นประธาน อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ทำหน้าที่ดูแลด้านสาธารณสุขคนในหมู่บ้าน ดูแลติดตามผู้ป่วยที่รับยาให้ไปพบแพทย์ตามนัด ติดตามผู้ป่วยให้ไปตรวจโรคประจำปี และหากมีกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนอื่นๆ ก็จะเข้าร่วมไม่เคยขาด

นางติ๋ม อาศัยอยู่กับสามีและลูกอีก 2 คน ในบ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 18 บ้านสายชลพัฒนา ตำบลนิคม อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยหลังจากว่างเว้นจากการดูแลชาวบ้าน นางติ๋มได้ใช้พื้นที่ว่างบริเวณหลังบ้าน เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่แบบออร์แกนิก ใช้แหนแดง หญ้าเนเปียร์ และอาหารไก่ไข่ผสมกัน ทำให้ไก่ได้กินอาหารที่มีวิตามินสูง ไข่ที่ออกมาก็จะมีความสมบูรณ์ ไม่มีกลิ่นคาว ไข่แดงกับไข่ขาวจะแยกออกจากกันคุณภาพดี

ปัจจุบันไข่ไก่ของ นางติ๋ม เป็นที่ต้องการของลูกค้าในหมู่บ้านอย่างมาก เพราะคุณภาพดีและราคาถูก วิธีการขายก็จะแตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป โดยขายไข่ไก่เป็นกิโล แทนที่จะขายเป็นแผง ซึ่งโดยทั่วไปขายไข่ 1 แผง มี 30 ฟอง ราคา 120 บาท แต่เมื่อนำมาชั่งกิโลขาย จะขายกิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งจะทำไว้ถุงละ 2 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 120 บาทเท่ากัน แต่จะได้ไข่ไก่ 32-33 ฟอง เทียบราคาแล้วถูกกว่า และได้ไข่คุณภาพดี จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างมาก มีออร์เดอร์เข้ามาไม่ขาดสาย

นางติ๋ม บอกว่า ปกติอาชีพหลักของตนก็เป็นเกษตรกรเหมือนคนอื่นๆ ทำไร่ ทำสวน ปลูกผัก จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงไก่ไข่เริ่มจากกรมส่งเสริมการเกษตร โดยอำเภอพิมาย ได้มีโครงการส่งเสริมสัมมาชีพชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งแรกได้นำไก่ไข่มาแจกให้เลี้ยง 5 ตัว ตนจึงทดลองเลี้ยงดูเห็นว่าดี เพราะสามารถนำไข่มาประกอบอาหารในครัวเรือนได้ จึงคิดว่าถ้าเลี้ยงมากกว่านี้ จะสามารถนำไข่ไปขายได้ จึงค่อยๆ ทยอยซื้อไก่มาเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีไก่ประมาณ 200 ตัวแล้ว เลี้ยงในโรงเรือน 4 โรง โรงละ 50 ตัว ซึ่งไก่ในแต่ละรุ่น จะออกไข่ให้เราได้ประมาณ 3 ปี แต่ถ้าดูแลดี ก็สามารถออกไข่ให้เรื่อยๆ

“ทุกวันนี้ถึงแม้จะเหนื่อย แต่ก็มีความสุขมาก ได้ทำหน้าที่ อสม. ช่วยดูแลชาวบ้าน และสามารถสร้างรายได้เสริมจากการเลี้ยงไก่ไข่ นำมาใช้จ่ายในครอบครัวได้ถึงวันละ 700-800 บาท หรือเดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท ถือว่าพลิกชีวิตให้ดีขึ้นเลยทีเดียว ซึ่งการเลี้ยงไก่ไข่ก็มีต้นทุนเหมือนกัน เพราะต้องซื้อหัวอาหาร แต่ถึงอย่างไรก็มีกำไรคุ้มค่าแน่นอน ถ้าเลี้ยงไก่ไข่ในปริมาณที่มากพอและดูแลให้ดี”นางติ๋ม กล่าว

สำหรับกิจวัตรประจำวันของนางติ๋ม ช่วงเช้าจะดูแลชาวบ้าน ประสานงานกับแพทย์ในเรื่องนัดหมายตรวจสุขภาพ-รับยา หลังเสร็จภารกิจจะกลับบ้านมาเลี้ยงไก่ โดยให้หัวอาหารไก่ เช้า-เย็น วันละ 2 ครั้ง ช่วงเวลากลางวันก็จะหาพืชผักสีเขียวจำพวกหญ้าหรือเศษผักสวนครัวที่เรากิน ก็ให้ไก่กินเป็นอาหารเสริม ซึ่งเป็นธาตุอาหารให้ไก่ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ไก่ออกไข่ดีขึ้น.

นางติ๋ม กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากฝากถึงคนที่อยากเลี้ยงไก่ไข่ด้วยว่า หากต้องการจะเลี้ยงไว้กินในครัวเรือนก็ดี แต่ถ้าจะให้คุ้มค่าต้องเลี้ยงในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อจะทำให้สามารถเก็บไข่ขายได้ด้วย โดยโรงเรือนต้องทำให้โล่งโปร่ง ไม่แออัดเกินไป ไก่จะได้ไม่เครียด และออกไข่ให้เราดีขึ้น และต้องป้องกันศัตรูจำพวกหมาแมวที่จะเข้ามารบกวนไก่ เพื่อให้ไก่ได้อารมณ์ดีและออกไข่สม่ำเสมอ หากใครสนใจจะเลี้ยงไก่ไข่แบบตน ก็ยินดีให้คำปรึกษา โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-6243-6438

“ลิณธิภรณ์” ยันรัฐบาลเคารพศาล รธน. ปัดแทรกแซงคดี “แพทองธาร” พร้อมรับคำวินิจฉัย 29 ส.ค.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงจุดยืนของรัฐบาลในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานะของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยยืนยันว่ารัฐบาลและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่มีเจตนาจะก้าวล่วงหรือแทรกแซงอำนาจศาล น.ส.ลิณธิภรณ์ ระบุว่า รัฐบาลพร้อมรอติดตามและเคารพการลงมติของตุลาการตามกำหนดในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ เพราะการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นกลไกสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ต้องให้ความเคารพอย่างเคร่งครัด

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวย้ำว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่ต้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลัก นิติรัฐ และความสง่างามทางการเมืองของไทย พร้อมทั้งขอให้สังคมร่วมกันติดตามผลการวินิจฉัย เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และยืนยันว่านายกรัฐมนตรีมีกำลังใจในการทำงานอย่างเต็มที่ และพร้อมน้อมรับทุกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ที่ปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนาแนะอพยพด่วนกว่า 50 ครัวเรือนน่านเสี่ยงดินโคลนถล่ม

ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาแนะอพยพด่วนกว่า 50 ครัวเรือนเสี่ยงดินโคลนถล่ม–เตรียมแผนย้ายอยู่ชุมชนใหม่เมืองน่าน

พล.อ.วิจักขฐ์  สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา  ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังรับทราบสถานการณ์น่าเป็นห่วง  บ้านสบขุ่น หมู่ 7 ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน  เสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนจากดอยยาว ถล่มบ้านเรือนประชาชน ซึ่งปลูกบ้านอาศัยอยู่ในแนวสัน โดยเสี่ยงสูงมากกว่า  50 ครัวเรือนกว่า 200 คน  รวมถึงวัดและโรงเรียนในพื้นที่ ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง

โดยมีพ.อ.ปิยะพงษ์ พรดาผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 32  พร้อมด้วย นายอรรถวิทย์ ยุทธยศ ตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ สำนักบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายยุทธนา ดวงประภากรนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา  พร้อมด้วย นายธีระพันธ์ วาฤทธิ์ กำนันตำบลป่าคา และ นายปิติพงษ์ ธรรมลังกา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7  ร่วมให้ข้อมูล

ทั้งนี้พบว่า ที่ผ่านมามีบ้านเรือนประชาชนถูกดินสไลด์แล้วกว่า 10 หลังคาเรือน เมื่อช่วงพายุวิภาที่ผ่านมาชาวบ้านต่างต้องพากันนำเสาปูน ไม้ทำแนวกั้นดิน ป้องกันไม่ให้สไลด์เข้าทับถมตัวอาคารบ้านเรือน  ท่ามกลางความหวาดกลัวว่า หากฝนยังคงตกต่อเนื่อง ดินภูเขาอาจอุ้มน้ำไม่ไหวและเกิดการถล่มครั้งใหญ่ ซึ่งจะสร้างความเสียหายรุนแรงกว่านี้

นายปิติพงษ์ ธรรมลังกา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา  เปิดเผยว่า สำหรับบ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา ถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากอยู่ในแนวเชิงเขาของดอยยาว ซึ่งในช่วงฤดูฝนหากมีฝนตกหนักต่อเนื่องก็มักจะเผชิญกับปัญหาน้ำป่าไหลหลากเป็นประจำ

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องทำให้ดินอุ้มน้ำในปริมาณมาก จนไม่สามารถรองรับได้ เกิดการไหลหลากของน้ำป่าจากดอยยาวเข้าสู่หมู่บ้าน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่ฝนตกหนัก ชาวบ้านต่างต้องหวาดผวา และเฝ้าระวังกันตลอดทั้งคืน   ต้องการให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาศึกษาแนวทางป้องกันภัยพิบัติอย่างยั่งยืน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี

อย่างไรก็ตามหลังรับทราบข้อมูล และตรวจสอบจุดเสี่ยงดินโคลนถล่ม  ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา   ได้แนะนำในขั้นต้นในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด  โดยให้อพยพชาวบ้านหลังคาเรือนที่มีความเสี่ยงสูงไปอยู่อาศัยในพื้นที่ปลอดภัยในช่วงนี้ ซึ่งอาจมีฝนตกหนักและเกิดดินสไลด์ได้   และทำประชาคมคนในหมู่บ้านในการย้ายบ้านที่เสี่ยงภัยออกไปตั้งที่แห่งใหม่ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว ทั้งนี้จะนำข้อมูลที่ได้รับทราบไปหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป.

คุมตัว “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ”สอบปากคำปมเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

ตำรวจคุมตัว หมอบี สอบปากคำ ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงาน เบียดบังยักยอกทรัพย์  ปัดตอบสื่อ สีหน้าเคร่งเครียด 

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.68  เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม พนักงานสอบสวน ได้คุมตัว  นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ มาสอบปากคำ ปม เงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ โดยสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล และสวมกุญแจมือ มีผ้าดำคลุมไว้ สีหน้าเคร่งเครียด และปฏิเสธที่จะตอบคำถามของสื่อมวลชน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจะควบคุมตัวขึ้นไปที่กองกำกับการ 1 เพื่อสอบปากคำต่อไป

ทั้งนี้หมอบีได้จับกุมตัวในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงาน เบียดบังยักยอกทรัพย์ และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและร่วมกันฟอกเงิน

โดยหมอบีได้ถูกตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับกุมตัวที่บ้านพักย่าน จตุจักร เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ก่อนจะถูกควบคุมตัว และเข้าไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในอีก 17 จุด พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมมาประกอบสำนวนคดี

ชาวนารอเงินไร่ละพันหวังเอามาจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ลดต้นทุนปลูกข้าว

หลังจากทาง ครม.ได้มีการอนุมัติโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งจะเริ่มมีการโอนจ่ายเงินงวดแรกให้ในวันที่ 1 กันยายน นี้ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยกับ โครงการดังกล่าวเพราะเงินจากโครงการดังกล่าวนั้นจะนำมาจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง และอื่นๆที่เป็นต้นทุนในการผลิตเพราะในพื้นที่อำเภอพิมายกำลังเข้าสู่ช่วงนาปี

นางกับยา ฟอพิมาย อายุ 72 ปี เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บอกว่า เงินช่วยเหลือชาวนาที่รัฐบาลเตรียมที่จะจ่ายให้นั้นถ้าเปรียบเทียบกับต้นทุน การปลูกข้าวนั้นก็ถือว่าน้อยแต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้ เพราะจะนำเงินดังกล่าวไปจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิต

อย่างไรก็ตามอยากให้ทางรัฐบาลนั้นลงพื้นที่ มาดูชาวนาบ้างจะได้รับรู้ปัญหาของชาวนาว่าปลูกข้าวอย่างไรและมีปัญหาอย่างไรจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับชาวนาได้อย่างตรงจุด

ด้านนายนิพล กล้าหาญ อายุ 68 ปี ชาวนา ม.3 บ้านส่วย ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ซึ่งบอกว่า “ทำนาปรังปลูกข้าวหอมมะลิ กว่า 20 ไร่ ช่วงนี้โชคดีหน่อยที่มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ไม่เหมือนช่วงที่ผ่านมา ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงนาน นาข้าวที่หว่านเมล็ดพันธุ์เอาไว้ขาดน้ำ เมล็ดฝ่อ ลำต้นลีบ เกือบจะไม่รอด

พอฝนตกก็ต้นข้าวเริ่มฟื้นขึ้นมาบ้าง แต่ไม่รู้จะสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน อีกทั้งช่วงนี้ เขื่อนพิมายในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ เปิดประตูระบายน้ำ ส่งจ่ายมาให้เกษตรกร ได้สูบน้ำเข้านาและเติมลงบ่อน้ำในไร่นา จะได้สำรองไว้สูบมาเติมเข้านาข้าวในช่วงแล้ง

 แต่ในเรื่องของเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่นั้น ตนมองว่า เป็นเงินช่วยที่น้อยมาก เพราะต้นทุนการเพาะปลูกแต่ละครั้งจะสูงมาก อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อให้ชาวนาอยู่ได้ ไม่ต้องแบกภาระต้นทุนการผลิตที่หนักอึ้ง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไถ ค่าหว่าน ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเก็บเกี่ยว แพงทุกอย่าง ตอนนี้ย่ำแย่กันจริงๆ

บุหรี่เถื่อนทะลักแม่สอด ด่านศุลกากรตรวจยึดมูลค่ากว่า 63 ล้านบาท

ด่านศุลกากรแม่สอด ร่วมหน่วยงาน ทหาร-ตำรวจ-ปกครอง  แถลงข่าวจับบุหรี่เถื่อนและสินค้าหนีภาษี ยึดของกลางประเภทบุหรี่จํานวน 15,713,080 มวนมูลค่ากว่า 63 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568. นายพิชยา เจริญสันต์  นายด่านศุลกากรแม่สอด ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ได้แถลงข่าวกับนักข่าว-สื่อมวลชน ร่วมกับผู้แทนทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู –สถานีตำรวจภูธรแม่สอด-ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 346 (แม่สอด) –ฝ่ายปกครอง-ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก(ด่านแม่สอด)  ที่ด่านศุลกากรแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ถึงผลการปฎิบัติงาน การจับกุมการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้า

โดยผิดกฎหมาย  โดยได้แถลงถึงผลการจับกุมลักลอบนําเข้าสินค้าประเภทบุหรี่ ประจําปีงบประมาณ 2568 ตามนโยบายของนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นายคณิต มีปิด รองอธิบดี และนางสาว ประอรรัตน์ รัตนพรสมปอง ผู้อำนวยการศุลกากร ภาค 3(ศภ. 3 )

ภายใต้การสั่งการของนายพิชยา เจริญสันต์  นายด่านศุลกากรแม่สอด ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ,นายธนเสฏฐ์ พรพิชัยดํารงค์ ผู้อํานวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร (ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรแม่สอด)  โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรผู้ปฎิบัติ ได้เพิ่มมาตรการความเข้มงวดในการสืบสวนและ ปราบปรามการกระทําความผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นตามแนวชายแดน เพื่อป้องกัน ในการลักลอบ นําเข้า

หรือส่งออกสิ่งของผิดกฎหมาย ในปีงบประมาณ 2568 ด่านศุลกากรแม่สอดร่วมกัวมกับ ตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สอด ,ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ฝ่ายปกครอง ,ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก (ด่านแม่สอด)  และกองร้อยตํารวจตระเวนชายแดนที่ 346 (แม่สอด)ปฏิบัติภารกิจ ลาดตระเวนและเฝ้าระวัง ตามแนวชายแดน

รวมทั้งตรวจค้นสถานประกอบการขนส่งในพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทําผิดกฎหมาย โดยสามารถตรวจยึดของกลางประเภทบุหรี่จํานวน 15,713,080 มวน มูลค่ารวมกว่า 63 ล้านบาท ที่ลักลอบนําเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งเป็นความผิดฐานลักลอบนําเข้ามาซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการ ศุลกากรโดยถูกต้อง ตาม พ.ร.บ. ศุลกากรมาตรา 242 เป็นของอันพึงต้องริบตามมาตรา 166 ประกอบมาตรา 167 และมาตรา 252 และด่านศุลกากรจะดําเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ผลการจับกุมข้างต้น สืบเนื่องมาจากการที่ด่านศุลกากรแม่สอดได้มีการบูรณาการในการทํางาน ร่วมกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย เห็นผลเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกรมศุลกากรในการปกป้องและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

อุทยานดอยขุนตาลปิดชั่วคราวหลังฝนถล่ม-ลมแรง หวั่น นนท.ไม่ปลอดภัย

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรม เป็นการชั่วคราว  ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป หลังฝนตกหนักและลมกระโชกแรง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลจ.ลำพูน รายงานผ่านเพจ ว่า ฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ในพื้นที่เขตอุทยาน ส่งผลให้สภาพอากาศในพื้นที่เสี่ยงอันตรายต่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางวันนี้ ขอให้ประกาศปิดเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคมเป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวปกติ

จากการตรวจสอบข้อมูลกับทางอุทยานฯ และเช็กสภาพอากาศล่าสุด ก่อนเดินทาง เพื่อความปลอดภัย ขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมีแผนเดินป่า หรือค้างแรมในพื้นที่อุทยานในช่วงนี้

พายุ “ทาจิกิ”พัดผ่านฝนชุกช่วยเติมน้ำ 4 อ่างอำนาจเจริญตุนใว้หน้าแล้ง

อำนาจเจริญ- ปภ.และชลประทาน ออกสำรวจความเสียหายพร้อมเข้าให้การช่วยเหลือจากอิทธิพลพายุทาจิกิพัดถล่มบ้านเรือนเสียหาย เผย พายุ ทาจิกิ พัดผ่านฝนตกชุกในพื้นที่ช่วยเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งตุนใว้ใช้หน้าแล้ง

นางขนิษฐา  แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าววว่า ตนได้รับรายงานจากอำเภอเมืองอำนาจเจริญ และ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำปลีก และ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ  จังหวัดอำนาจเจริญ
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา  19.00 น.หลังจาก เกิดเหตุวาตภัยที่บ้านดอนดู่ ม.7 ต.น้ำปลีก อ.เมืองอำนาจเจริญ  จ.อำนาจเจริญ ส่งผลกระทบทำให้บ้านเรือน  ยุ้งข้าว และคอกสัตว์ ได้รับความเสียหายบางส่วน จำนวน  37 หลัง

ในเบื้องต้น ดังนึ้ มีบ้านเรือน ได้รับความเสียหายบางส่วน จำนวน  20 หลังคอกสัตว์ได้รับความเสียหายจำนวน 16 หลังยุ้งข้าว ได้รับความเสียหาย จำนวน  1 หลัง

นางขนิษฐา กล่าวอีกว่า การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำปลีก ได้ออกสำรวจตรวจสอบความเสียในเบ้องต้น และจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบฯต่อไป ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ด้านนายกันตสิษฐ์   ธนพนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน อำนาจเจริญ กล่าวว่า ในระหว่างช่วงที่มีพายุจิกิ พัดพาดผ่าน ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ จะมีฝนตกลงมา เป็นช่วงๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดี ที่อ่างเก็บน้ำต่างๆ ของชลประทาน จังหวัดอำนาจเจริญ สามารถรับน้ำเพิ่มขึ้น ได้อีกเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็จะเป็นการเพียงพอ ในการบริหารจัดการน้ำในหน้าแล้ง ที่จะมาถึงนี้

ขณะเดียวกัน บรรดาอ่างเก็บน้ำต่างๆทั้ง 4 แห่ง ก็ยังสามารถเก็บกักน้ำ ได้อีกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นผลดีอย่างยิ่ง ในการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการ เกษตร ได้เพิ่มขึ้น และนำไปผลิตเป็นน้ำประปา ให้ประชาชน ได้ ใช้ อย่างเพียงพอ ส่วนทางด้านอำเภอชานุมาน ที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง และสปป.ลาว ระดับน้ำโขง อยู่ในระดับปกติ ไม่มีการ ท่วมขัง ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง อีกต่อไป ซึ่ง การท่วมขัง ของน้ำโขงตามริมตลิ่ง และนาข้าวเป็นบางส่วน ที่ผ่านมานั้น

หลังจากน้ำลด บรรดาตะกอนต่างๆ ที่พัดมากับลำน้ำโขง กลับมา สร้าง เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ให้กับนาข้าว และพืชผลทางการเกษตร ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ทำให้นาข้าว กับเขียวชอุ่ม ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงพืชผลการเกษตร บรรดาพริกมะเขือที่ปลูกใหม่ กับได้ปุ๋ยธรรมชาติ จาก น้ำโขงที่พัดพามา เป็นอย่างดี ปลูกพืชผลทางการเกษตร อุดมสมบูรณ์ กว่าการ ใช้ปุ๋ยเคมีเสียอีกด้วย ซึ่งพอสรุปได้ว่า พายุจิกิที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ในครั้งนี้ นับว่า สร้าง ผลดี มากกว่าผลเสีย

ภาพข่าวทิพกร   หวานอ่อน/อำนาจเจริญ รายงาน