‘สว.เปรมศักดิ์’ ห่วงโครงการรถไฟความเร็วสูง กระทบชุมชนขอนแก่นกว่า 1,200 ครัวเรือน จี้นายกฯ เร่งหามาตรการเยียวยา

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งกระทู้ถามในการประชุมวุฒิสภาถามนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับผลกระทบจากโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ – หนองคาย ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดขอนแก่นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายแพทย์เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินการของการรถไฟฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการไล่รื้อหรือขอคืนพื้นที่จากชุมชนหลายแห่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เช่น ชุมชนมิตรภาพ ชุมชนหลักเมือง ชุมชนเทพารักษ์ 1–5 ชุมชนโนนหนองวัด ชุมชนพัฒนาเทพารักษ์ ชุมชนหนองแวงตาชู รวมทั้งพื้นที่ในเขตตำบลในเมือง เมืองเก่า และศิลา รวมกว่า 1,204 หลังคาเรือน โดยประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย และขาดทางเลือกในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในระบบปกติ แม้ว่าการรถไฟฯ จะมีโครงการจัดระเบียบพื้นที่ตามกรอบของรัฐวิสาหกิจ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีแนวทางเยียวยาที่ชัดเจน หรือการจัดหาที่อยู่อาศัยทดแทน รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างการเคหะแห่งชาติ หรือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

ทั้งนี้ อยากให้ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.นโยบายของรัฐบาล ในการดูแลประชาชนรายได้น้อยที่ถูกไล่รื้อและสูญเสียที่อยู่อาศัยจากโครงการรถไฟความเร็วสูง 2.มาตรการจัดหาที่อยู่อาศัยทดแทนหรือการเยียวยาที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีตามหลักสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญ 3.การสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วม ในการออกแบบและใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟฯ และพื้นที่โดยรอบโครงการ เพื่อป้องกันการไล่รื้อที่ไร้ทางเลือกและลดความเหลื่อมล้ำ

“สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำสั่งไล่รื้อ แต่คือทางออกที่ชัดเจนและเป็นธรรม” ส.ว.เปรมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมตระหนักถึงความเดือดร้อน และมีแผนดูแลประชาชนโดยแบ่งผู้ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่มีสัญญาเช่ากับ รฟท. จะได้รับการจัดหาพื้นที่เช่าใหม่ หรือสามารถยกเลิกสัญญาได้ตามความสมัครใจ 2.กลุ่มที่ไม่มีสัญญาเช่า (ประชาชนยากจนที่อยู่อาศัยมายาวนาน) จะมีการตั้งอนุกรรมการหลายกระทรวงร่วมกันพิจารณา เพื่อหาทางออก เช่น จัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ ร่วมกับการเคหะแห่งชาติและพอช. โดยพยายามให้ใกล้เคียงพื้นที่เดิมที่สุด และหากมีที่ดินว่างของ รฟท. ก็จะให้สิทธิ์กับผู้เดือดร้อนก่อน

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

รมช.คมนาคม ย้ำว่า รัฐบาลจะจัดสรรเงินเยียวยา ครอบครัวละ 72,000 บาท พร้อมวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และคุณภาพชีวิต โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2570 รัฐบาลยืนยันว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจะต้องควบคู่ไปกับการดูแลประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน แก้ไขสัญญาเช่าที่ไม่เป็นธรรม และไม่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สกนช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ต้นแบบระบบพ่นปุ๋ยน้ำและสารเคมีแบบอัตโนมัติสำหรับติดตั้งพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์” ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับการทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลแปลงอ้อยในประเทศไทย

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้คิดค้นและพัฒนาระบบนี้ เปิดเผยว่า นวัตกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนแรงงานและเวลา เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยในการทำงานของเกษตรกร โดยระบบถูกออกแบบมาสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก 25-30 แรงม้า ซึ่งเป็นรุ่นที่เกษตรกรนิยมใช้งานอย่างแพร่หลาย

จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือแขนพ่นที่สามารถกางได้กว้างถึง 180 องศา และปรับระดับความสูงให้เหมาะกับความสูงของต้นอ้อยและพืชอื่นๆ ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมจากตำแหน่งคนขับ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยม

ในด้านสมรรถนะ ระบบนี้มาพร้อมถังบรรจุขนาด 200 ลิตร สามารถพ่นได้ประมาณ 5 ไร่ต่อการเติม 1 ครั้ง และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 6.5 ลิตรต่อชั่วโมง

ล่าสุด ได้มีการส่งมอบเครื่องต้นแบบให้กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง 4 ภาค ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชลบุรี และอุดรธานี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้าศึกษาดูงานและทดลองใช้งานจริง

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นวัตกรรมนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยให้ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อศูนย์ฯ ในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเข้าชมและขอรับคำแนะนำได้แล้ววันนี้ 

“เพชรศรีวิชัย”ลุยหนักเตรียมเปิดรง. น้ำมันปาล์มเฟส2กันยา รองรับตลาดโต

บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์  (PCE) เปิดแผนและยุทธศาสตร์ครึ่งหลังปี 68 เปิดโรงสกัดปาล์มเฟส 2  ในเดือน ก.ย.นี้ ดันกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะ 3,600 ตัน/วัน ก่อนขยายเฟส 3 เพิ่มอีก 1,440 ตัน/วัน กลางปี 69 รับดีมานด์ส่งออก-อากาศเอื้อ หนุนผลผลิต ฟากผู้บริหาร “พรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล”ระบุมั่นใจรายได้ปีนี้ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท All Time High ตามนัด  พร้อมสยายปีกลงทุนร่วมกับพันธมิตร เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ดันผลงานเติบโตยั่งยืนและมีเสถียรภาพ

นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)  (PCE) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 2568 มีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลผลิตปาล์มที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย โอกาสในการขยายตลาดส่งออก รวมทั้ง บริษัทฯ มีการขยายกำลังการผลิตโรงสกัดน้ำมันปาล์มที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2568 เป็นต้นไป ส่งผลให้การบริหารจัดการต้นทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังคงรักษาสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ด้วยโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโต โดยอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะถัดไป

พรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย 

สำหรับโรงสกัดน้ำมันปาล์มเฟส 2 มูลค่าลงทุน 180 ล้านบาท  มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเริ่มดำเนินงานได้ภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ โดยโรงงานใหม่มีกำลังการผลิตประมาณ 1,800 ตันต่อวัน เมื่อรวมกับกำลังการผลิตโรงงานเดิมอยู่ที่ 1,800 ตันต่อวัน จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 3,600 ตันต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว และมีแผนขยายเฟส 3 เพิ่มเติมในกลางปี 2569 เพิ่มกำลังการผลิตอีกประมาณ 1,440 ตันต่อวัน เมื่อครบ 3 เฟสแล้ว สามารถรองรับผลผลิตได้ประมาณ 5,040  ตันต่อวัน เพื่อรองรับผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีการเติบโตต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งผลดีต่อ Economy of Scale หรือการเพิ่มความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 

PCE ใช้ความแข็งแกร่งจากโครงสร้างธุรกิจครบวงจรขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มโลกเติบโต พร้อมกับภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยในไตรมาส 2/2568 ประกอบกับผลผลิตภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากคู่ค้า ซึ่งสนับสนุนให้รายได้รวมของกลุ่มบริษัทเติบโตอย่างโดดเด่น โดยกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้หลักรวม 11,173.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.7% จากงวดเดียวกันปีก่อน และ 105.5% จากไตรมาส 1/2568 ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากปริมาณการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ลงกว่าระดับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยตลาดต่างประเทศมีความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากภาวะการหดตัวของอุปทานปาล์มในตลาดโลก

นอกจากนี้ ราคาขายของไทยในปัจจุบันมีความสามารถในการแข่งขันสูง อีกทั้งประเทศไทยยังได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม “ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ” ตามเกณฑ์ของระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป จึงช่วยส่งผลให้ ในไตรมาส 2/2568 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่จำนวน 133.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% จากงวดเดียวกันปีก่อน และ 381.1%จากไตรมาส1/2568 และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 1.2%

ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงมองหาโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ผ่านการขยายการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้ และกระจายความเสี่ยงธุรกิจ สนับสนุนแนวโน้มผลการดำเนินงานในอนาคตเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น

ขณะเดียวกันในเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2568 เป็นปีแรกในอันดับที่ 327 จากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune เพื่อคัดเลือก 500 บริษัทที่มีรายได้สูงสุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงได้ในปี 2567 สะท้อนถึงศักยภาพทางการเงินและการยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัทฯ สู่เวทีในระดับภูมิภาคและระดับโลก 

การติดอันดับ Fortune ครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของผลประกอบการและความทุ่มเทของทีมงาน ภายใต้การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมตอกย้ำบทบาทสำคัญของบริษัทฯ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

ต่อยอดภูมิปัญญา”ขนมเปี๊ยะพริกไทย”เมนูอัตลักษณ์ตรัง สร้างอาชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ขนมเปี๊ยะพริกไทยตรังได้รับคัดเลือกเป็นเมนูประจำจังหวัดตรัง ภายใต้โครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป” ปีงบประมาณ 2568 จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม หลังได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากประชาชนทั่วประเทศ โดยเมนูนี้โดดเด่นด้วยไส้ถั่วพริกไทยเข้มข้น ผสมผสานวัตถุดิบพื้นถิ่นและสูตรโบราณที่สะท้อนวัฒนธรรมชาวจีนฮกเกี้ยนในตรังได้อย่างลึกซึ้ง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเตรียมผลักดันต่อยอดเป็นสินค้าชุมชนและอาชีพในอนาคต เพื่อสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ขนมเปี๊ยะพริกไทยตรัง ได้รับการคัดเลือกเป็นเมนูประจำจังหวัดตรัง ในโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป (The Lost Taste)” ประจำปีงบประมาณ 2568 จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม หลังจากได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากประชาชนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 17 – 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม”

ขนมเปี๊ยะพริกไทยตรัง ถือเป็นของว่างพื้นถิ่นที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน มีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากไส้พริกไทยผัด ปรุงด้วยวัตถุดิบพื้นถิ่น และยังสะท้อนรากวัฒนธรรมอาหารของชาวตรังที่ได้รับอิทธิพลจากชาวจีนฮกเกี้ยนได้เป็นอย่างดี

สำหรับวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการทำขนมเปี๊ยะพริกไทยตรัง ได้แก่ ถั่วเขียวซีกกระเทาะเปลือก 5,000 กรัม, น้ำมันหอมเจียว 1,000 กรัม, พริกไทยตรังบดละเอียด 175 กรัม และน้ำตาลทรายขาว 2,500 กรัม

ขั้นตอนการทำไส้ เริ่มจากนำถั่วเขียวต้มจนสุกเปื่อยแล้วปั่นละเอียด จากนั้นเติมน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำมันพืชตามสูตร ใส่ลงในกระทะแล้วกวนด้วยไฟปานกลาง เติมน้ำมันหอมเจียวและพริกไทยตรัง ผัดต่อเนื่องประมาณ 8 ชั่วโมง จนส่วนผสมแห้งและเข้ากันดี

ในส่วนของแป้ง แบ่งเป็น 2 ชั้น แป้งชั้นนอก ใช้แป้งสาลีตราบัวแดง 1 ส่วน ผสมน้ำเปล่าครึ่งส่วน ไข่ไก่ 1 ฟอง และน้ำมันพืช 1 ส่วน นวดให้เข้ากันจนแป้งเซตตัว แล้วพักไว้ 2 ชั่วโมง แป้งชั้นใน ผสมแป้งสาลีกับน้ำมันพืชตามสัดส่วนที่เหมาะสม แล้วนวดจนเนียน เมื่อแป้งพร้อม ให้นำแป้งชั้นในห่อด้วยแป้งชั้นนอก แล้วคลึงเป็นแผ่นบางเพื่อนำมาห่อไส้ถั่วพริกไทย ขนาดประมาณ 18 กรัม พร้อมไข่แดงนึ่งครึ่งซีก จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมแล้วอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 นาที 2 รอบ ก่อนนำออกมาทาไข่เพื่อเพิ่มความเงางามและความน่ารับประทาน

นางธมลวรรณ รักษ์สังข์ วัฒนธรรมจังหวัดตรัง กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับเมนูขนมเปี๊ยะพริกไทยตรังที่ได้รับคัดเลือกเป็น 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ประจำปี 2568 ซึ่งนับว่าเป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดตรัง โดยเมนูนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากขนมเปี๊ยะทั่วไป คือการใช้พริกไทยตรัง ซึ่งมีชื่อเสียงด้านคุณภาพและกลิ่นรสเฉพาะตัว ผสมผสานเข้ากับสูตรดั้งเดิม ทำให้ได้ขนมเปี๊ยะที่อร่อย แปลกใหม่ และน่าจดจำ”

ทั้งนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตรังมีแผนต่อยอดเมนูนี้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การนำไปจัดแสดงในงานวัฒนธรรมต่าง ๆ การส่งเสริมให้เป็นสินค้าเด่นของชุมชน รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มแม่บ้าน เยาวชน หรือผู้สนใจ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาชีพหรือผลิตภัณฑ์ประจำจังหวัดในอนาคต

“อาหารท้องถิ่น คืออัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เมนูพื้นบ้านไม่เพียงสะท้อนวัฒนธรรมการกิน แต่ยังบ่งบอกถึงตัวตนของชุมชน ดังนั้นการรักษาและส่งต่อรสชาติเหล่านี้ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นของตนเอง ถือเป็นภารกิจสำคัญที่เราทุกคนควรร่วมมือกัน” นางธมลวรรณกล่าว

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตรังได้ขอบคุณประชาชนทั่วประเทศที่ร่วมกันโหวตและส่งกำลังใจ จนทำให้ขนมเปี๊ยะพริกไทยตรังก้าวสู่การยกย่องในระดับประเทศ พร้อมเดินหน้าสืบสานอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

“น้องนกรณ์”สาวน้อยวัย 11 ระเบิดฟอร์มสุดฮ็อตคว้าทริปเปิลแชมป์ซอฟต์เทนนิสหญิงเดี่ยว

น้องนกรณ์ เกตุมะยูร สาวน้อยวัย 11 ปีจากนครนายกระเบิดฟอร์สุดฮ้อทคว้าทริปเปิลแชมป์หญิงเดี่ยว 12 ปี , หญิงเดี่ยว 15 ปีและหญิงคู่ 15 ปี ส่วน”น้องข้าวปุ้น” น.ส.ธัญพิชชา สมสนิท  เน้นประเภทคู่คว้า 3 แชมป์เช่นกันจากหญิงคู่ 20 ปี , คู่ผสม 20 ปี และคู่ผสมทั่วไปใน”มหาชัยเกมส์”การแข่งขันกีฬาชิงชนะเลิศแห่งจังหวัดสมุทรสาคร ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร

วานนี้ ( 24 ส.ค.68 ) ที่สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร วันสุดท้ายของการชิงชัยกีฬาซอฟท์เทนนิสการแข่งขันกีฬาชิงชนะเลิศแห่งจังหวัดสมุทรสาครประจำปี 2568 หรือ”มหาชัยเกมส์” โดย สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย มม , ชมรมซอฟท์เทนนิสจังหวัดสมุทรสาคร จัดการแข่งขันในระหว่างวันที่ 23 – 24 ส.ค.68 โดยการสนับสนุนจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย , กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ , สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดสมุทรสาคร และมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร

โดยมี อ.ประเสริฐ อักษรทับ เลขาธิการสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรสาคร , นายพิสิฐ สุวรรณชัย สมาชิกสภาจังหวัดสมุทรสาคร , นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายบรรลือชัย ผิวสานต์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย , นายสุรศักดิ์ นาคนาคา เลขาธิการสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย , นางสุภาพร นาคนาคา กรรมการบริหารสมาคมฯ และนายธรรมนูญ คุ้มสุด นายกสมาคมเทนนิสและซอฟท์เทนนิสจังหวัดราชบุรีร่วมชมและเป็นกำลังใจตลอดการแข่งขัน และให้เกียรติมอบรางวัลชนะเลิศลำดับต่างๆให้กับนักกีฬาดังนี้

รุ่นเยาวชนหญิงเดี่ยวอายุไม่เกิน 12 ปี ด.ญ.นกรณ์ เกตุมะยูร จากนครนายกคว้าแชมป์ด้วยการชนะด.ญ.ชาลิสา มีแสง 3 : 2 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม ด.ญ.สยงค์สิทธรา กุลวานิช นาสคาร์ และ ด.ญ.วรัญญา ศรีเพ็ง

รุ่นเยาวชนชายเดี่ยวอายุไม่เกิน 12 ปี ด.ช.ปิยะวัฒน์ มั่งคล้าย จากพิจิตรคว้าแชมป์หวดชนะ ด.ช.นนท์ปวัฒน์ คำจริง 3 : 0 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม ด.ช.ศักดิ์สิทธิ์โชค นาคพเจริญทรัพย์ และ ด.ช.ชวนากร ธนีภาพ
     
รุ่นเยาวชนหญิงเดี่ยวอายุไม่เกิน 15 ปี ด.ญ.นกรณ์ เกตุมะยูร คว้าแชมป์ที่สองหลังหวดชนะ ด.ญ.กันยกร เกิดแก้ว 3 : 0 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม ด.ญ.วาเลนไทน์ เกอะประสิทธ์ และ ด.ญ.ใบบุญ ไกรโชค
     
รุ่นเยาวชนชายเดี่ยวอายุ 15 ปี นายธนกฤษ พงศ์เศวต กำลังใจดีจากครอบครัวที่มากันจากพิษณุโลกคว้าแชมป์ด้วยการหวดชนะ นายปุณพัฒน์ ภักดี จากชลบุรี 3 : 2 ไทร์เบรก 7 : 3

หญิงคู่อายุ 15 ปี ด.ญ.นกรณ์ เกตุมะยูร สาวน้อยวัย 11 ปีจับคู่ ด.ญ.ใบบุญ ไกรโชค คว้าแชมป์ที่ 3 ด้วยการหวดชนะสองพี่น้อง ด.ญ.ชาลิสา มีแสง และ ดู.ญ.ชาคลิยา มีแสง 3 : 1 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม ด.ญ.ธิดาพร เดชศรี จับคู่กับ ด.ญ.กัญญาภัทร คำสอน และ ด.ญ.สวรส สุวรรณาประทีป จับคู่กับ ด.ญ.กัลยรัตน์ ศิริโมทย์
     
รุ่นเยาวชนหญิงเดี่ยวอายุ 20 ปีแชมป์เป็นของ ด.ญ.เบลินด้า เอนจิ สาวน้อยลูกครึ่งไทย-กาน่าจากพิจิตรฉลองอายุครบ 14 ปีเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมาด้วยการคว้าแชมป์หลังหวดชนะ น.ส.จิราพัชร เจนชัยมงคล นักหวดสาวสมุทรสาครเจ้าถิ่น 3 : 1 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม น.ส.ชฎามาส ไตรตระกูลสินธุ์ และ น.ส.ชยาภาณ์ จันทร์คำ
     
รุ่นเยาวชนชายเดี่ยวอายุ 20 ปี น้องมาเฟียนายภูมิภัทร เธียรชัยพงษ์ คว้าแชมป์เพิ่มให้ จ.พิจิตร หลังหวดชนะ นายปิยะสุวรรณ มั่งคล้าย 3 : 1 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม ดี.ช.คณิศร พูนผลจากพิษณุโลกและนายปุญญพัฒน์ ภักดี จากชลบุรี

รุ่นหญิงเดี่ยวทั่วไป

น.ส.แพรวา จงจิตร อดีตมือ 1 ทีมชาติกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์หลังหวดชนะ น.ส.ชฎามาส ไตรตระกูลสินธุ์ 3 : 0 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม ด.ญ.เบลินด้า เอนจิ และ น.ส.จิราพัชร เจนชัยมงคล
     
รุ่ยชายเดี่ยวทั่วไปนายภควัต สมสนิท คว้าแชมป์หลังหวดชนะ นายกาญจน์ กาญจนะศักดิ์ดา 3 : 1 อันดับสองร่วมด.ช.คณิศร พูนผล จากพิษณุโลกและนายคงภัค คำทวีจากสมุทรสงคราม
     
คู่ผสมทั่วไปเป็นศึกสายเลือดพี่ปะทะน้องแชมป์เป็นของนายภัคพล เธียรชัยพงษ์ ( พี่ชาย ) ที่จับคู่กับ น.ส.ธัญพิชชา สมสนิท เอาชนะคู่ผสมจากพิจิตร นายภูมิภัทร เธียรชัยพงษ์ ( น้องชาย ) ที่จับคู่กับ ด.ญ.เบลินด้า เอนจิ 3 : 1 รองชนะเลิศอันดับสองร่วม นางสาวณัชชา กล่อมกมล จับคู่กับนายภควัต สมสนิท และ นางสาววรรณิกา เพ็งประไพ จับคู่กับ นายภาสวีร์ ปลื้มใจ โดย”น้องข้าวปุ้น”น.ส.ธัญพิชชา สมสนิท นังคว้าอีก 2 แชมป์จากหญิงคู่ 20 ปีจับคู่กับ น.ส.วรรณิกา เพ็งประไพ และแชมป์คู่ผสม 20 ปี จับคู่กับนายกฤติธี ปลื้มใจ

หลังพิธีมอบรางวัลนางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมการจัดการแข่งขันรายการนี้ว่า”เป็นการเพิ่มสมาชิกนักกีฬาซอฟท์เทนนิสให้กับทางสมาคมฯ เพราะได้เห็นลูกๆหลานหนักกีฬาหน้าใหม่ๆเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ขอขอบคุณนักกีฬา , ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำให้การแข่งขันสำเร็จลงด้วยดี พร้อมกล่าวเชิญชวนสมัครเข้าร่วมแข่งขันในรายการ”ซอฟท์เทนนิสชิงชนะเลิศแห่งจังหวัดมหาสารคาม”ในระหว่างวันที่ 26 – 27 ส.ค.68 เป็นรายการต่อไป

ซ้ำเติมคนพิการ!จนท.เทศบาลพิจิตรแสบสวมสิทธิทำบัตรเครดิตถูกฟ้องดำเนินคดี

อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย(สคช.พิจิตร)ลงพื้นที่สืบเสาะหาข้อเท็จจริงเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้พิการที่ถูก 3 สาวเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลวังบงค์ ต.สำนักขุนเณร อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร ซ้ำเติมผู้พิการ-ผู้ป่วยติดเตียง-ผู้มีรายได้น้อย ด้วยการขอเอกสารอ้างเอาไปทำเรื่องช่วยเหลือแต่สุดท้ายนำไปสมัครบัตรเครดิตกดเงินสด สุดท้ายความทุกข์ ความเดือดร้อนตกอยู่ที่ผู้พิการถูกธนาคารฟ้องเป็นจำเลยต้องชดใช้หนี้ที่ตนเองไม่ได้ก่อ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568  นายเอนก ถนอมจิตร์ อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร มอบหมายให้ นายประเสริฐ ใจสนธิ์ อัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายฯจังหวัดพิจิตร (สคช.พิจิตร) และ นางสาวสุจิรา เบิกสว่าง  ผอ.ศูนย์บริการคนพิการ จ.พิจิตร , นายวรพล โหมดชัง นิติกร สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พิจิตร , นายนเรศ  แก่นเพิ่ม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.วังกรด อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ร่วมกันลงพื้นที่ไปที่บ้านของนายสมชาย (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นผู้ขาพิการที่ตกเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ผบE3176/2568 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ศาลสั่งปิดหมายตกเป็นจำเลย โดยมีธนาคารแห่งหนึ่ง เป็นโจทก์ฟ้องในคดีแพ่ง ซึ่งเป็นหนี้โดยที่ตนเองไม่ได้ก่อหนี้

โดย นายประเสริฐ ใจสนธิ์ อัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายฯจังหวัดพิจิตร (สคช.พิจิตร) ได้ชี้แจงถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า มาเพื่อช่วยเหลือทางคดีเนื่องจากเป็นความผิดที่เราไม่ได้ก่อให้เกิดหนี้ขึ้น ในส่วนของ สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายฯจังหวัดพิจิตร(สคช.พิจิตร) จะส่งทนายมาประสานงานและให้ความช่วยเหลือทางคดี โดยการไปต่อสู่คดีแทนในชั้นศาล แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้พิการรายนี้ต้องลงนามแต่งตั้งทนายและทำเรื่องขอความช่วยเหลือจากสนง.อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายฯจังหวัดพิจิตร(สคช.พิจิตร)เพื่อขอรับการช่วยเหลือ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่สามารถช่วยเหลือได้เนื่องจากจำเลยรายนี้เป็นผู้พิการติดเตียงและไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการเดินทางที่จะไปขึ้นศาลได้ จึงขอให้มั่นใจในขบวนการยุติธรรมและการช่วยเหลือในครั้งนี้

  ในส่วนของ นางสาวสุจิรา เบิกสว่าง  ผอ.ศูนย์บริการคนพิการ จ.พิจิตร , นายวรพล โหมดชัง นิติกร สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พิจิตร อธิบายถึงเหตุที่เกิดขึ้นว่าเนื่องจากมีผู้นำข้อมูลของผู้พิการไปใช้ทำบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด จากนั้นก็ให้ชื่อ-ที่อยู่ ในการทวงหนี้โดยส่งเป็นหนังสือไปยัง ชื่อ-ที่อยู่ ขอบุคคลที่ทำการแอบอ้างสิทธิ เมื่อธนาคารทวงหนี้จึงไม่ได้รับรู้ข่าวสารมารู้อีกครั้งก็ตกเป็นจำเลยในศาลดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ สนง.พม.พิจิตร ก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือดูแลผู้พิการที่ต้องตกเป็นจำเลยในเคสของ 3 สาวเจ้าหน้าที่เทศบาลวังบงค์ ต.สำนักขุนเณร อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร สวมสิทธิทำบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ซึ่งเคสนี้เป็นเคสแรกหลังจากที่กองปราบและ ป.ป.ท. บุกรวบผู้ต้องหาทั้ง 3 สาว ดังกล่าวนี้

  ในส่วนของ นายสมชาย (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นผู้ขาพิการที่ตกเป็นจำเลย ระบายความในใจว่ามีความทุกข์มาก ไม่นึกเลยว่าชีวิตคนพิการนอกจากจะใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากแล้วยังต้องมาถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ตนเองคิดว่าเป็นที่พึ่งกลับมาหลอกลวงต้มตุ๋นจนตกเป็นจำเลยถึงสองคดี ซึ่งคดีแรกฝ่ายเจ้าหนี้ทราบข้อเท็จจริงจึงไม่ฟ้องศาล  ส่วนคดีที่อัยการ(สคช.พิจิตร) มาช่วยครั้งนี้เป็นคดีที่ สอง ตนเองกลุ้มใจมากยอมรับว่าเบื่อหน่ายกับชีวิตที่ต้องมาเจอวิบากกรรมเช่นนี้ จนบางครั้งอยากคิดฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงเหตุที่เกิดจาก 3 สาวเจ้าหน้าที่เทศบาลวังบงค์ ต.สำนักขุนเณร อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร สวมสิทธิทำบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด  โดยมีการจับกุมทั้ง 3 คน ภายในสำนักงานเทศบาลตำบลวังบงค์ ต.สำนักขุนเณร อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร พร้อมของกลางใบแจ้งหนี้จากธนาคารต่างๆ ระบุชื่อบุคคลอื่น 507 ฉบับ ,บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดของบุคคลอื่น 116 ใบ,สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลอื่น 35 ชุด เครื่องคอมพิวเตอร์   2 เครื่อง

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก (ข้อมูลการแถลงข่าวจากกองปราบ)  เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 68 พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป.   ,  พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. ,  พ.ต.ท.เจษฎา แก้วจาเครือ รอง ผกก.4 บก.ป. ,  พ.ต.ต.จิรัฎฐวัฒน์ กิจรุ่งเรืองเดช สว.กก.4 บก.ป.  และ นายณภัทร เทอดไทย ผู้แทนของธนาคารเกียรตินาคิน ร่วมกันแถลงข่าว ที่กองบังคับการกองปราบ (บก.ป.) จับกุม น.ส.นุชรีย์ อายุ 42 ปี เจ้าหน้าที่แผนก นักวิชาการเงินและบัญชี กองการคลัง น.ส.จุฬาพร อายุ 55 ปี เจ้าหน้าที่นักจัดการงานทั่วไป และน.ส.อมรรัตน์ อายุ 51 ปี ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล

ทั้งหมดสังกัดสำนักงานเทศบาลตำบลวังบงค์ ต.สำนักขุนเณร อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร ตามลำดับหมายจับศาลอาญา ที่ 3106-308 /2568 ลง 27 พ.ค.68 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง ,ปลอมและใช้เอกสารปลอม , มีไว้ใช้และใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ” ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ทำงานอยู่ที่เทศบาลตำบลวังบงค์ มีพฤติการณ์ออกไปพบกับกลุ่มชาวบ้านที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้มีรายได้น้อย อ้างว่าจะทำเอกสารขอสิทธิรับเงิน หรือสิ่งของช่วยเหลือจากทางราชการให้ พร้อมขอเอกสารประจำตัว บัตรประชาชน ข้อมูลบัญชีธนาคาร และเอกสารอื่นๆ

 จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันทำเอกสารปลอมตัดต่อภาพใบหน้าจากบัตรประชาชนไปใส่เครื่องแบบข้าราชการออกหนังสือรับรองเงินเดือนว่าเป็นพนักงานข้าราชการรวมทั้งปลอมรายการเดินบัญชีว่ามีเงินหมุนเวียนหลายหมื่นบาท โดยส่งข้อมูลไปยังธนาคารต่างๆเพื่อขออนุมัติบัตรสินเชื่อเงินสด(บัตรเครดิต,บัตรกดเงินสด) จนเมื่อมีการอนุมัติบัตรแล้วและส่งบัตรกดเงินสดในนามของเหยื่อมาที่เทศบาลที่ผู้ต้องหาทั้ง3ทำงาน ก่อนจะนำบัตรดังกล่าวไปกดเงินสดออกมานำไปใช้จ่ายส่วนตัว

 ต่อมาธนาคารเกียรตินาคินภัทรและธนาคารกสิกรไทย ตรวจพบกลุ่มลูกค้าที่มีสถานที่ทำงานอยู่ในสำนักงานเทศบาลเดียวกันที่ จ.พิจิตร ประมาณ 40 ราย ที่ยื่นขอสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสด พบข้อพิรุธว่าอาจมีการทุจริต ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าผู้ที่ขอสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่มีรายได้น้อย ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ไม่ได้เป็นผู้สมัครสินเชื่อดังกล่าวจริง จึงเข้าแจ้งความกองปราบฯพ.ต.อ.เอกสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า  พฤติกรรมของกลุ่มผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุมาตั้งแต่ปี 67 เมื่อได้บัตรมาจะนำไปกดเงินสดออกมาจนเต็มวงเงินที่ได้ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 5 หมื่นบาท ความเสียหายที่พบในขณะนี้ประมาณ 2 ล้านบาท สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้ธนาคารตรวจจับความผิดปกติของบัญชี กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีชำระหนี้อัตราขั้นต่ำเพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบจากธนาคารอีกด้วย

จากการสอบสวน  น.ส.นุชรีย์  รับสารภาพว่า ต้องการหาเงินไปใช้หนี้นอกระบบบางส่วนนำเอาไปเล่นพนันหวยออนไลน์ ส่วน น.ส.จุฬาพร และ น.ส.อมรรัตน์ ให้การปฏิเสธ จึงนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ดำเนินคดีต่อไป

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/ 

สายบุญทั่วสารทิศเกือบหมื่นคนแห่กราบไหว้พระ”คเณศรจตุรถี”อายุกว่า 1.4 พันปี

ปราจีนบุรี- สายมู!ทั่วสารทิศกว่า 5,000 คนแน่นเต็มพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรีไม่ถอยปิดท้ายงาน…เทศกาล“คเณศรจตุรถี”…วันคล้ายวันประสูติพระพิคเณศร มาสักการะขอพรพระพิฆเนศโบราณเก่าแก่ที่สุดในประเทศ อายุ 1,400 ปี ขอพร-หน้าที่การงาน- เลขเด็ดก่อนวันหวยออก ในกิจกรรม “PRACHINBURI” Night at TheMuseum ครั้งที่ 3 ในระหว่าง วันที่ 22-24 สิงหาคม 2568เวลา 15.00-21.00 น. จน จนท.ต้องต่อเวลางานยาวต้องเลื่อนเลิกงานยาวต่อไปจรดดึก

ช่วงดึกเมื่อเวลา 22.55 น.วันนี้ 24 ส.ค.68  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีช่วงกลางดึกนี้ พบบรรยากาศตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจรดกลางดึกนี้ งานท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนในกิจกรรม “PRACHINBURI” Night at TheMuseum ครั้งที่ 3 ในระหว่าง วันที่ 22-24 สิงหาคม 2568เวลา 15.00-21.00 น. ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี

สายมูทั่วสารทิศใกล้ไกลแห่มาสักการะขอพรพระพิฆเนศโบราณอายุ 1,400 เก่าแก่ที่สุดในประเทศ ในเทศกาล“คเณศรจตุรถี”วันคล้ายวันประสูติพระพิคเณศร ย้อนรอยอดีต “ปราจีนบุรี” จากทวารวดี…สู่รัตนโกสินทร์กว่า 5,000 คน จนแน่นเต็มในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เป็นคืนสุดท้าย…ในเทศกาล“คเณศรจตุรถี”…วันคล้ายวันประสูติพระพิคเณศรสักการะขอพรพระพิฆเนศโบราณพากันมาขอพร-หน้าที่การงาน- เลขเด็ดก่อนวันหวยออกจนถึงเวลา 21.00 น.ยังไม่พอต้องต่อเวลาเลิกงานให้ออกยาวต่อไปจรดดึกให้ นนท.ได้สักการะขอพรไปอีก

นางสาววัชรี ชมพู ผอ. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กล่าวว่า   พระพิคเณศรศิลาโบราณนี้พบจากโบราณสถานหมายเลขที่ 22 แหล่งโบราณคดีเมืองศรีมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี  จากการศึกษา พระพิฆเนศรองค์นี้ พบในยุคทวารวดีเก่าแก่ประมาณ 1,400 ปี  ขนาดสูงและเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย 1.70 ม.

ลักษณะพระคเณศ ประทับนั่งบนฐานดอกบัวรองรับด้วยฐานโยนี ข้อแตกต่างในช่วงที่พบในประเทศอินเดีย พระคเณศเข้ามาในภูมิภาคนี้ผสมผสานกับวัฒนธรรมขอมสร้างเลียนแบบช้างธรรมชาติโดยพระเศียรเหมือนช้างธรรมชาติ ร่างกายเหมือนบุรุษเพศชายที่มีร่างกายกำยำส่วนงาด้านหน้านี้เหลือเพียงข้างเดียวใส่ Smooth ถ้าสมบูรณ์คือข้างขวาถึองาที่หักข้างซ้ายจะถือถ้วยขนมเราคุ้นเคยกันว่าขนมโมทกะ

โดยวันประสูติพระพิคเณศร ตามคติความเชื่อฮินดูในทุกปีท่านจะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์มาประทานพรให้กับผู้ที่บูชาองค์ พระคเณศ เป็นเวลา 7 วัน เรียกวันคเณศจตุรถี คือประสูติในช่วงเวลานี้  เราจะมีการเฉลิมฉลอง บูชา ปีนี้ตรงกับวันที่ 26 สิงหาคม  ที่ผ่านมาพบมีคนถูกหวยตั้งแต่อัญเชิญมาประดิษฐานที่นี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการตอนนั้นได้รับโชคไป ส่วนประชาชนที่มีความเชื่อและศรัทธา มักประสพความสำเร็จเรื่องการงาน การค้าขาย อาชีพได้รับ ผลสำเร็จและกลับมาที่นี่มาบูชาใหม่อีกครั้งก็มี

สำหรับวันนี้เป็นวันสุดท้ายหลังจากงาน พบประชาชนสนใจหนานานตลอดทั้งวันดึกนี้   อละแม้หมดกิจกรรมคืนนี้แล้วพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ยังเปิดบริการตั้งแต่วันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 9:00 น.-  16.00 น.  กรมศิลปากรมีนโยบายให้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเปิดให้บริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์เฉพาะ  เพราะฉะนั้น สะดวกวันไหนสามารถมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้เลยสำหรับผู้สูงอายุหรือนักเรียนนักศึกษาเข้าชมฟรี นางสาววัชรี กล่าว

ด้านนางสมทรง  อายุ 65 ปี กล่าวว่า   มาจากจ.ลพบุรี มากันประมาณ 5-6 คน  มีญาติอยู่จังหวัดปราจีนบุรี  พากันมาสักการะขอพรพระพิฆเนศรโบราณเก่าแก่ที่สุดในประเทศ อายุ 1,400 ปี   ให้มีสุขภาพแข็งแรง โชคลาภและความประทับใจทำให้รู้ที่มาที่ไปประวัติศาสตร์คนสมัยก่อนเมืองทราวดี ลพบุรีต่อเนื่องกันมาทำให้เราลุ่มหลงศิลปะโบราณวัตถุในชาติ  นางสมทรง  กล่าว

ขณะนางกำไร คำวิสัย อายุ 68 ปี ชาว อ. ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี  กล่าวว่า    ลูกดูจากเพจรวมข่าวปราจีนบุรีNews   จึงได้พามามาสักการะขอพรพระพิฆเนศร รู้สึกตื่นเต้นประทับใจมาก  ลูกพามาก็ขับรถเองไม่ได้หลัง เก็บร้านขายของกลางคืนแล้วก็มาไม่คิดว่าจะมีพิพิธภัณฑ์มาอยู่ด้านในนี้   ไม่เคยเห็นความรู้สึกตื่นเต้น และประทับใจมาก ปีหน้าจะมาอีก  นางกำไร กล่าว

ด้านนางแอ๋ว กล่าวว่า  มาพร้อมกับครอบครัวพ่อแม่ลูก 3 คนหลังเลิกงานที่  อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรีรู้การจัดงานจากเพจข่าวปราจีนบุรี   มีความรู้สึก ประทับใจ ไม่คิดว่าจังหวัดปราจีนบุรีจะจัดงานได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้  ความรู้สึกตื่นเต้นมาก นางแอ๋ว กล่าว

นางสาวโอปอ กล่าวว่า มาจากกรุงเทพฯ มาขายของในงานนี้    อธิษฐานว่าอยู่ลึกขนาดไหนก็ขอให้มีคนมองเห็น  ขอเรื่องหน้าที่การงาน ขอเรื่องขายของ    ขายได้ 5,000 -10,000 บาท ต่อวัน   ได้ตามที่เราขอ   ถ้ามาที่นี่ เมื่อไรก็จะขอทุกครั้ง   มาขายเป็นครั้งที่ 2 แล้ว   น.ส.โอปอ  กล่าว

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์ – ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

ยิงชนเสา-พลาดจุดโทษ! สุดท้าย”ผีแดง”บุกเจ๊า”เจ้าสัว”ศึกพรีเมียร์ลีก

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 คืนวันที่ 24 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ระหว่างทีม “เจ้าสัวน้อย ” ฟูแล่ม พบกับทีม “ปิศาจแดง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามคราเวน ค็อทเทจ 

เปิดเกมมาเพียง 2 นาที “ปีศาจแดง” เกือบได้เฮก่อน เมื่อ มาเตอุส กุนญ่า ยิงเน้นๆ แต่บอลดันชนเสาอย่างน่าเสียดาย จากนั้น นาทีที่ 10 บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้โอกาสซัดไกลเต็มข้อ บอลพุ่งแรงตรงกรอบ แต่ยังเจอ แบร์นด์ เลโน่ ซูเปอร์เซฟเอาไว้ได้

นาทีที่ 13 ฟูแล่ม เกือบพลิกขึ้นนำ ไรอัน แซสเซอญง จ่ายทะลุให้ จอช คิง หลุดเข้าเขตโทษด้านซ้าย ก่อนพยายามดีดหนี อัลตาย บายินดีร์ แต่ยังติดเซฟปลายเท้า

นาทีถัดมา ยูไนเต็ดได้โอกาสทองอีกครั้ง เมื่อ บายินดีร์ วางบอลยาวให้ กุนญ่า หลุดเดี่ยวไปดวลกับ เลโน่ แต่ก็ยังถูกนายทวารชาวเยอรมันปัดออกหลังได้หวุดหวิด

นาทีที่ 34 มีสัญญาณ VAR ให้ผู้ตัดสินเช็กจังหวะ คัลวิน บาสซี่ย์ เหวี่ยงใส่ เมสัน เมาท์ ก่อนชี้เป็นจุดโทษให้ทีมเยือน แต่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กลับซัดข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดายในนาทีที่ 38

ช่วงท้ายครึ่งแรก ฟูแล่มได้ลุ้นจากลูกเตะมุมต่อเนื่อง นาทีที่ 45+1 บายินดีร์ ออกมาตัดบอลพลาด กาสตาญ ได้ยิงแต่ยังเจอ มัทไธส์ เดอ ลิกต์ ยืนบล็อกไว้บนเส้นพอดี ทำให้จบครึ่งแรกเสมอกัน 0-0

เปิดเกมมาครึ่งหลัง นาทีที่ 48 อาหมัด ดิยัลโล่ ได้ปั่นด้วยซ้ายในกรอบเขตโทษ แต่ก็ยังไปตรงตัว เลโน่ เซฟได้

อย่างไรก็ตามนาทีที่ 58 แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0 จากลูกเตะมุมทางขวา ไบรอัน เอ็มเบอโม่ เปิดเข้าไปกลางประตู เลนี่ โยโร่ โหม่งไปชน โรดรีโก้ มูนิซ เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง

แต่ ฟูแล่ม ไม่ยอมง่ายๆ นาทีที่ 73 อเล็กซ์ อิโวบี้ เปิดจากฝั่งซ้าย บอลหลุดมาถึง เอมิล สมิธ โรว์ ตัวสำรองที่เพิ่งลงสนาม ก่อนชาร์จจ่อๆ ตีเสมอเป็น 1-1

นาทีที่ 88 ยูไนเต็ดเกือบได้ประตูชัย จากลูกเตะมุม เอ็มเบอโม่ เปิดให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งเต็มแรง แต่หลุดกรอบไปนิดเดียว

จบ 90 นาที ฟูแล่ม เปิดบ้านเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 ทำให้ “ปีศาจแดง” เก็บได้เพียง 1 แต้มจาก 2 นัดแรกของฤดูกาล

ทลายร้านขายลำโพง-หูฟังปลอม ยึดของกลางกว่า 6 แสนบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ., เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ Marshall ได้ร่วมกันตรวจค้นสถานที่ภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง พื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 6 จุด  จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย

ทั้งนี้ได้นำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีในฐานความผิด “เสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร” ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 พร้อมตรวจยึดของกลาง ประเภทลำโพง, หูฟัง ยี่ห้อ Marshall รวม 206 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย กว่า 6 แสนบาท

พฤติการณ์ เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1บก.ปอศ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิทรัพย์สิน ทางปัญญา ยี่ห้อ Marshall ว่ามีร้านค้าภายในศูนย์การค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการจำหน่าย สินค้าประเภทลำโพง และหูฟัง ซึ่งปลอมเครื่องหมายการค้ายี่ห้อดังกล่าว

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ Marshall เปิดปฏิบัติการ เข้าตรวจสอบร้านค้าภายในศูนย์การค้าชื่อดัง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมทั้งสิ้นจำนวน 6 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย

พร้อมตรวจยึดสินค้ารวมจำนวนกว่า 206 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากว่า 6 แสนบาท โดยสินค้าที่ตรวจยึดได้เป็นสินค้าประเภทลำโพง และหูฟัง ยี่ห้อ Marshall ซึ่งปลอมเครื่องหมายการค้า จึงได้ร่วมกันตรวจยึดสินค้าที่ปลอมและไม่ได้มาตรฐาน พร้อมกับจับกุม บุคคลที่เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหน้าร้าน นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ. ดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนประชาชนควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทลำโพงและหูฟังที่มีราคาต่ำผิดปกติหรือวางจำหน่ายตามร้านค้าที่ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามักผลิตจากวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ขาดการควบคุมคุณภาพ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการใช้งาน

เช่น ไฟฟ้าลัดวงจรความเสียหายต่ออุปกรณ์ เกิดขึ้นได้ง่าย อายุงานใช้งานสั้น นอกจากนี้ การซื้อสินค้าปลอมยังทำให้ผู้บริโภคเสียสิทธิในการ รับประกันสินค้าเรียกร้องความเสียหายได้ยากและยังเป็นการสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการที่สุจริต อีกทั้ง ผู้จำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังต้อง ถูกดำเนินคดีอีกด้วย

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและเพื่อร่วมกันลดปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประชาชนควรเลือก ซื้อสินค้าจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าของแท้จากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ธีร์ ภูมิธนะวัชร์ นำทีม ตั้ม กรกรรณ / จิ๊บ กัญญลักษณ์ และ ช่อผกา โสภิพันธ์ เปิดตัว ภาพยนตร์ 3 เรื่อง 3 รส

วันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค 68  หจก.นาวาเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ร่วมกับ วางเวฬา สตูดิโอ จับมือกันสร้างสรรค์ผลงานสุดจึ้ง solf power ถึง 3 เรื่อง 3 รส  ได้แก่ ผัดไทยบ๊อกซิ่ง /E13 /และ ปอบ 5g  โดยมีดารานักแสดง ระดับต้นๆ ของเมืองไทยมาร่วมแสดงกันอย่างมากมาย โดยทั้ง 2 บริษัท ได้ ตกผลึก งานทั้ง 3 ชิ้นนี้  คาดว่าจะใช้เวลา ผลิตผลงานตั้งแต่ช่วงปลายปี 68 – สิ้นปี 69  น่าจะได้ชมกันอย่างแน่นอน

และที่สำคัญได้นักแสดง มากฝีมืออย่าง เอ พศิน/แอ๊ว อำภา ภูษิต/ครูชาไทย และนักปั้นมือทอง อุ๊บ วิริยะ ที่รันทั้ง 3 เรื่อง จะมีเปิดกอง ผัดไทยบ็อกซิ่ง เป็นเรื่องแรกก่อนในเดือน พฤศจิกายนนี้

เรื่องผัดไทยบ็อกซิ่ง จะเป็นเรื่องของ มวยไทย อาหารและศิลปะวัฒนธรรมของไทย ที่จะสะท้อน ให้คนทั่วโลกได้เห็นถึง ความเป็นไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก ผ่านตัวละครที่คัดสรรค มาอย่างลงตัว โดยการสนับสนุนจาก PK COSMETIC และผู้ใหญ่ใจดีอีกหลายท่าน

เรื่อง E13 หลอนซ่อนตาย จะมีเนื้อหา ความหลอนของที่นั่งในโรงภาพยนตร์ แถว E 13 ถ้าอยากรู้ว่าทำไมถึงหลอนและซ่อนตายแบบไหนรอชมพร้อมกัน

ในส่วนของเรื่อง ปอบ 5G ตำนานผีไทย สู่ยุคสมัยใหม่ เพิ่มความทันสมัยของผี แต่จะมีอะไรพิเศษต้องรอติดตาม

ฝากติดตามผลงานได้เรื่อยๆจากช่องทาง 
FB : Nava channel ตั้ม กรกรรณ
Tiktok: Nava entertainment