มาทำความรู้จัก!ความเป็นมา “หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา”

มาทำความรู้จัก ความเป็นมา”หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี โบราณวัตถุอีก 1หลักฐานชัดเจน  ที่ระบุว่า “ไทย – กัมพูชา” ได้ปักปันเขตแดนแล้วตั้งแต่สมัย ร.5  ไม่ใช่เพิ่งปักปัน ตามวาทกรรมนักการเมือง!

เพลง มณฑลบูรพา (บทร้องหลังสิ้นสุดกรณีพิพาทอินโดจีน)
…  มณฑลบูรพา เคยเป็นแดนของเรา..
เสียมราฐ พระตะบอง
บ้านพี่เมืองน้องมาช้านาน แต่ครั้งโบราณก่อนเก่า
ไทย ชาติไทยใจเศร้า
เลือดเนื้อเชื้อเผ่า เขามาพรากจากไป
คอย ไทยเราเฝ้าคอย
สามสิบปีไทยน้อย เฝ้าคอยหงอยเหงา
ต้องทุกข์ต้องรอ ปี พ.ศ. แปดสี่
ดินแดนแห่งนี้ ได้อยู่คืนหลังดั่งเก่า
ครั้นเสร็จสงคราม ทุกข์ยังตามมา
คอยฉุดคอยคร่า เพื่อนบูรพา พรากไปเสียจากไทย
พี่น้องบูรพา ร่วมแผ่นพสุธา
ต้องอยู่ดังว่า ตราบดินฟ้าสิ้นไป …

ข้างต้นนี้  เป็นบทเพลง “มณฑลบูรพา” เป็นเพลงปลุกใจที่แต่งโดยหลวงวิจิตรวาทการ เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงความเสียใจและความหวังที่จะได้ดินแดนในอดีตของไทยกลับคืนมา โดยเฉพาะดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลบูรพา ได้แก่ เสียมราฐ พระตะบอง และ  เมืองอื่นๆ ในปัจจุบันอยู่ในประเทศกัมพูชา

และ   เมื่อเร็ว ๆนี้  เพจของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี : Prachinburi National Museum  พร้อมภาพถ่ายหลักเขตแดนไทย – กัมพูชาที่ 50  ได้ระบุข้อความอธิบายประกอบภาพว่า …   กรณีที่ปรากฏกระแสข่าวเกี่ยวกับหลักเขตแดนไทย -กัมพูชา นั้น  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอนำเสนอบทความที่เคยตีพิมพ์ไว้แล้ว เมื่อปีพ.ศ. 2564 เรื่อง”หลักเขตแดนที่ 50”  โบราณวัตถุชิ้นล่าสุดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี …

…   “หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เป็นโบราณวัตถุชิ้นอีก 1หลักฐานชัดเจน  ที่ระบุว่า “ไทย – กัมพูชา” ได้ปักปันเขตแดนแล้วตั้งแต่สมัย ร.5 ไม่ใช่เพิ่งปักปัน ตามที่นักการเมืองทั้งหลายกล่าวอ้างวาทกรรมกัน และหลักเขตไทยที่ตั้งอยู่ที่ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วปัจจุบันไม่ใช่ดินแดนกัมพูชาล้วนเป็นของไทยในปัจจุบัน

นางสาววัชรี ชมภู  ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กล่าวว่า    “หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา เป็นโบราณวัตถุชิ้นล่าสุด    ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี    มีขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร หนา 40 เซนติเมตร สูง 123 เซนติเมตร

สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรับมอบจากจาก ทายาทของ พลเอกมังกร  พรหมโยธี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559ต่อมาได้ส่งมอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 16กันยายน 2564

หลักเขตแดนกรุงสยาม – กัมพูชา     กั้นชายแดนระหว่างกรุงสยาม และกัมพูชาฝรั่งเศส โดยการดำเนินการปักปันเขตแดน ระหว่างปี พ.ศ. 2451 – 2452  ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยม ปลายตัดแหลม  มีข้อความ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย เขมร อังกฤษ และฝรั่งเศส ปรากฏอยู่ทั้ง 4 ด้าน

มีจำนวน  73  หลัก  เริ่มต้นหลักที่ 1 ที่ บริเวณช่องเกล หรือช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีษะเกษ ไปทางทิศตะวันตกตามแนวเทือกเขาบรรทัดลงไปทางทิศใต้จนกระทั่งสิ้นสุดลงที่หลักที่ 73 บริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด กับบ้านจามเยียม จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันหลักเขตเหล่านี้มีอายุ 117 ปี นับจากปีที่เริ่มการปักปันเขตแดน

สำหรับ   หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา เดิมตั้งอยู่ที่ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 กองทัพฝรั่งเศสเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดนไทย ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม  วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2484 ไทยประกาศสงครามกับฝรั่งเศส    แม่ทัพคือพลเอกมังกร พรหมโยธี ทัพไทยเปิดแนวรบโดยกองพลพายัพ กองทัพอีสาน กองทัพบูรพา กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ร่วมกันโจมตีอินโดจีนของฝรั่งเศสในทุก ๆ ด้าน

ในที่สุดฝ่ายไทยมีท่าทีว่าจะชนะเด็ดขาด  ญี่ปุ่นซึ่งมีฐานทัพอยู่ในอินโดจีนเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ยด้วยเกรงว่าหากไทยชนะจะเป็นอุปสรรคต่อการที่ญี่ปุ่นจะรุกรานลงใต้ ผลจากการไกล่เกลี่ย ฝรั่งเศสยินยอมยกดินแดนที่เคยยึดไปจากไทยสมัยรัชกาลที่ 5 คืนให้ฝ่ายไทย    โดยมีการลงนามในอนุสัญญา 3 ฝ่ายระหว่างไทย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น  เมื่อวันที่9พฤษภาคม พ.ศ. 2484 หลักเขตแดนไทย-กัมพูชาที่อรัญประเทศจึงถูกยกเลิกหลักเขตหมายเลข 49 และ 50 ถูกถอนออก

จากการรบในสงครามอินโดจีนครั้งนั้นทำให้ไทยสูญเสียกำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน จำนวน 59 คน ต่อมาภายหลังรัฐบาลไทยจึงสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติ เทิดทูนวีรกรรมของผู้สละชีวิตในการปกป้องประเทศ

นางสาววัชรี ชมภู  ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

สำหรับหลักเขตหมายเลข 49ได้มอบไว้แก่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์  ส่วนหลักเขตหมายเลข 50 พลเอกมังกร พรหมโยธี ได้รักษาไว้และตกทอดสู่ทายาท ซึ่งภายหลังทายาทพลเอกมังกร พรหมโยธี ได้แก่ คุณเจตกำจร  พรหมโยธี คุณกำจรเดช  พรหมโยธี  คุณอภิภู พรหมโยธี  และคุณองคฤทธิ์ พรหมโยธี ได้มอบไว้ให้กรมศิลปากรเพื่อดูแลรักษา และเป็นสาธารณประโยชน์ในเผยแพร่ประวัติศาสตร์ชาติไทยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

และที่ จ.ปราจีนบุรียังมีค่ายพรหมโยธี เป็นชื่อค่ายทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ พันเอก หลวงพรหมโยธี (มังกร พรหมโยธี) อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองแม่ทัพบก และแม่ทัพภาคบูรพา ค่ายแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์กองพลทหารราบยานเกราะที่สมบูรณ์แบบในประเทศแห่งแรก  นางสาววัชรี กล่าว

บนหลักฐานชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ทั้งโบราณวัตถุ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนี้ บ่งชี้ชัดเจนดินแดนไทย – กัมพูชา นั้น ได้ปักปันกันเสร็จสิ้นจบแล้ว ตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 5  ยังมีปมอันใดในการเรียกร้อง เพื่อปักปันเขตแดนอีก? … หรือไทยเราจะยอมให้ถูกเฉือนดินแดนไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของลูกหลายพระยาละแวกมัน!…

“หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี  ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี จึง เป็นโบราณวัตถุอีก 1  ในหลักฐานชั้นต้น (Primary sources) เป็นหลักฐานที่มาจากยุคสมัยของเหตุการณ์นั้น ๆ (กรณีพิพาทอินโดจีน) หรือ สร้างขึ้นโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง   ที่ระบุชัดเจนว่า  ไทย – กัมพูชาปักปันเขตแดนแล้ว   ตั้งแต่สมัย ร.5 ไม่ใช่เพิ่งปักปัน!

รวมถึงหลักฐานเอกสารต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์  อาทิ อนุสัญญา ระหว่าง สยามกับฝรั่งเศสแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแห่งสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทรศก 112 (ค.ศ. 1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่น ๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 122 (ค.ศ. 1904)  ,  สนธิสัญญา ระหว่าง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม กับ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ค.ศ. 1907) กับ พิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดน แนบท้ายสนธิสัญญา ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ค.ศ. 1907)

และแผนที่ ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม กับ อินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส”

เป็นการตอกย้ำ!  ยืนยันถึงในอดีตที่ผ่านมา ไทยกัมพูชา ได้มีการปักปันเขตแดนจบสิ้นสมบูรณ์ไปแล้วโดยสรุปมีหลัก เขตแดน ทั้งสิ้น 73 หลัก ตลอดแนวพรมแดน ไทยกัมพูชาดังกล่าว

ปัญหาที่คนในชาติกลัวคือ   คือ MOU 43  MOU 44    เป็นการรื้อฟื้นการปักปันเขตแดนไทยกัมพูชาขึ้นมาทำใหม่ หรือไม่ซึ่งจะส่งผล กระทบ ทำให้เกิดพรมแดนเส้นเขตแดนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมเกิดขึ้นภายหลัง การปักปันเขตแดน ยิ่งจะทำให้ ปัญหาเรื่องพรมแดน ปะทุเป็นความขัดแย้งตลอดแนวพรมแดนไทยกัมพูชา เพิ่มยิ่งขึ้น   เพราะที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน  กัมพูชานั้นต้องการเคลมดินแดนขยายเขตแดนเพิ่มพื้นที่อาณาเขตของตน การรื้อฟื้นการปักปัน เขตแดน ตามMOU 43  MOU 44    ไม่เป็นผลดี ต่อประเทศไทยแน่

อนึ่ง    MOU 43 (พ.ศ. 2543)  เป็นกรอบ “สำรวจ–ปักปันเขตแดนทางบก” และตั้ง คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กำหนดให้ยึดเอกสารสนธิสัญญา 1904–1907 และหลักเขตเดิม 73 ตำแหน่งเป็นฐาน พร้อมทั้ง ห้ามทั้งสองฝ่ายทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายแดน เว้นแต่ภารกิจสำรวจร่วม

ส่วน  MOU 44 (พ.ศ. 2544)   ว่าด้วย พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area: OCA) ในอ่าวไทย มีลักษณะเป็น “provisional arrangements / agreement to agree” เพื่อหาทางออกทั้งการแบ่งเขตกับการพัฒนาร่วม—ไม่ใช่เอกสารที่ยกอธิปไตยหรือปักเขตเด็ดขาดทันที และสอดคล้องหลักกฎหมายทะเลที่ให้คู่กรณีทำข้อตกลงชั่วคราวระหว่างเจรจา

โดย…มานิตย์ สนับบุญ – ราย  /  ณัฐนันท์ – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

รมว.ยุติธรรม ลุยยกระดับคุมเข้มท่าเรือสินค้า สกัดสารตั้งต้น-ยาเสพติด ชายแดนตาก

จับตาชายแดน! “พ.ต.อ.ทวี”  รมว.ยุติธรรมพร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเข้มท่าข้ามสินค้า จ.ช่องแคบ อ.พบพระ สกัดสารตั้งต้น-ยาเสพติด แนวชายแดนตาก

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 .พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง “บิ๊กวี”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ท่าข้ามสินค้าชายแดนที่ 28 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก  โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย “ผู้ว่าฯต้น”  ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก, นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา “รองเสา” รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก , เจ้าหน้าที่ ปปส. – เจ้าหน้าที่กรมราชทันฑ์  และหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง

และฝ่ายความมั่นคง ในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ   ทั้งนี้การลงพื้นที่ของ รมว.ยุติธรรม เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ผลิตยาเสพติด โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ตรงข้ามเมืองใหม่ไท่ฉางของกลุ่มทุนจีน และอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA

ก่อนหน้านี้ ปปส.ภาค 6 ได้เจรจากับผู้แทน DKBA เพื่อสร้างความร่วมมือสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสารเคมีตั้งต้น และป้องกันยาเสพติดที่ผลิตแล้ว กลับเข้าประเทศอย่างเข้มงวด ขณะที่ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมาจังหวัดตาก ได้ยกเลิกการผ่อนผันให้ใช้ช่องทางอื่นนอกทางอนุมัติ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้นำเข้า–ส่งออกสินค้า ต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 วัน พร้อมมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงร่วมตรวจสอบ

นอกจากนี้ ทางจังหวัดได้ระงับการใช้งานช่องทางบ้านแม่กุหลวง (ท่า 48) ม.1 ต.แม่กุ อ.แม่สอด หลังตรวจพบเป็นจุดลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ ทั้งยาบ้า 18 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 250 กิโลกรัม และเคตามีน 300 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนในรถบรรทุก ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับได้ที่จังหวัดนครสวรรค์

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการเฝ้าระวังและป้องกันยาเสพติดชายแดน พร้อมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า–ส่งออกสารตั้งต้นและยาเสพติดอย่างจริงจัง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบเงิน และกระเช้าของขวัญ ให้ กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวณชายแดน ร้อย 346 ( ตชด. 346.) แม่สอด ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยมี ร.ต.อ.ยงยุทธ เตสะเส็ด “ผู้กองโม่” นายตำรวจปฎิบัติการ ตชด.346 เป็นตัวแทน พ.ต.ท.อัครพล ฤทธิ์เลื่อน ผู้บังคับกองร้อย ตชด.346.แม่สอด ในการรับมอบ ณ.ท่าข้ามสินค้าชายแดน ท่าที่ 28 ชายแดนไทย-เมียนมา ริมแม่น้ำเมย อำเภอพบพระ จ.ตาก

ขาดทุนยับ!อพยพหนีภัยชายแดน 15 วัน กลับมาพริกตายเรียบ

จากสถานการณ์การปะทะกันตามแนวชายแดนของทหารไทย-กัมพูชาในช่วงวันที่ 24 ก.ค.-28 ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ต้องอพยพหนีกระสุนปืนใหญ่ไปอยู่ตามศูนย์พักพิงต่างๆเพื่อความปลอดภัย กว่าเหตุการณ์จะสงบและทางราชการจะอนุญาตให้กลับเข้าพื้นที่ได้ก็ใช้ระยะเวลานานถึง 15 วัน ทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชผักไว้ซึ่งกำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิต เสียหายอย่างมากมาย เช่น สวนแตงโม สวนฟักทอง สวนถั่วฝักยาว สวนพริก

นางสาวอาทิตยา มั่งคั่ง อายุ 40 ปี ชาวบ้านศรีสวาย ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เกษตรกรผู้ปลูกพริกเป็นอาชีพหลัก เล่าว่า พริกแปลงนี้พื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน โดยปกติตนจะปลูกพริกเป็นรุ่นๆหมุนเวียนกันไป พอแปลงนี้เริ่มวายแปลงต่อไปก็จะให้ผลผลิตพอดี ทำให้มีพริกเก็บขายตลอดทั้งปี โดยแต่ละรุ่นจะใช้เนื้อที่ปลูกประมาณ 1 ไร่ หรือ1 ไร่กว่าๆ แต่โชคร้ายพริกแปลงที่เห็นนี้กำลังจะเก็บขายได้เพียง 3 รอบ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.68 ก็เกิดการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเสียก่อน ทำให้ต้องอพยพหนีตายไปอยู่ศูนย์พักพิง กว่าจะได้กลับมาก็วันที่ 8 ส.ค.68

ทำให้พริกขาดการดูแลแห้งตายหมดทั้งแปลงตามที่เห็น ซึ่งปกติพริกแปลงนี้จะเก็บขายได้ประมาณ 5 เดือน ผลผลิตเก็บไปเรื่อยๆจนพริกวายก็จะอยู่ที่ประมาณ 5 ตัน ราคาก็ตามจังหวะท้องตลาดไม่แน่นอน แต่ช่วงนี้ราคาอยู่ที่ 50 บาท/กก. หรือตันละ 50,000 บาท หลังจากกลับมาเห็นสภาพแปลงพริกก็รู้สึกเสียดาย ยังขายไม่ได้ทุนคืนเลย จะปลูกใหม่ต้นกล้าพริกที่เพาะไว้ก็ตายหมดแล้ว อีกทั้งสถานการณ์ชายแดนก็ยังไม่แน่นอน คงต้องพักไปก่อน ส่วนการเยียวยาก็ยังไม่มีหน่วยงานใหนเข้ามาสำรวจอะไรเลย

นกกระทาอั่วอบโอ่ง” เมนูพื้นบ้านรสเด็ดลูกค้าแห่จองคิวแน่นร้าน

หากเอ่ยถึงเมนู “นกกระทาอั่วสมุนไพรอบโอ่ง” เชื่อว่าหลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่ที่บ้านหารแก้ว อ.หางดง #เชียงใหม่ มีร้านหนึ่งกำลังสร้างปรากฏการณ์ให้เมนูหากินยากกลายเป็นของดังที่คนแห่มาตามหา โดยร้าน “พ่อครัวหัวร้อน” เปิดขายเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์ แต่กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนต้องสั่งจองล่วงหน้ากันเป็นแถว

ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บ้านหมู่ 1 ต.หารแก้ว อ.หางดง พบกับบรรยากาศคึกคักที่ร้านพ่อครัวหัวร้อน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเมนูอาหาร “อั่วอบโอ่ง” โดยเฉพาะ “นกกระทาอั่วสมุนไพร” เมนูเด็ดที่ใช้สมุนไพรตำสดๆ ตามสูตรเฉพาะของร้าน ยัดใส่ในตัวนกกระทา ก่อนนำเข้าอบในโอ่งดินเผาไฟแรงจนหอมกรุ่น เนื้อนกนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติไม่คาว กลายเป็นของโปรดของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว

นายพิบูลย์ จอมแปง เจ้าของร้าน เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากการทดลองทำอาหารยามว่าง โดยเริ่มจาก “ปลาทับทิมอั่วอบโอ่ง” ก่อนจะขยับมาลองเมนูที่หากินยากอย่าง “กบอั่วสมุนไพร” และล่าสุดคือ “นกกระทาอั่วอบโอ่ง” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับถล่มทลาย จากเดิมขายวันละ 20–30 ตัว ปัจจุบันขยับขึ้นไปเกิน 100 ตัวต่อวัน ต้องเพิ่มโอ่งจาก 2 ใบเป็น 8 ใบ เพื่อรองรับลูกค้าที่ต่อคิวแน่นร้าน

นอกจากจะมีนกกระทาอั่วอบโอ่ง ตัวละ 50 บาทแล้ว ทางร้านยังมีเมนูอื่นให้เลือกอีก เช่น กบอั่วสมุนไพรอบโอ่ง (ตัวละ 50–60 บาท), ปลาทับทิมอั่วอบโอ่ง (159–199 บาท), ซี่โครงหมูอบโอ่ง ขีดละ 50 บาท, โครงไก่อั่วสมุนไพรอบโอ่ง (30 บาท) และเมนูขายดีอย่างโครงไก่หมักน้ำผึ้งอบโอ่ง ไม้ละ 15 บาท ซึ่งทั้งหมดล้วนใช้วัตถุดิบสดใหม่และเน้นสมุนไพรเป็นหัวใจหลัก

กระแสความนิยมทำให้ร้านเล็กๆ หลัง ม.นอร์ทเชียงใหม่ กลายเป็นที่รู้จักกว้างขวาง หลังมีรายการทีวีมาถ่ายทำจนชื่อเสียงโด่งดัง ลูกค้าต่างจังหวัดยังโทรสั่งล่วงหน้า ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพ

สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อร้านพ่อครัวหัวร้อน โทร. 083-944-6206 หรือ Facebook “ช่างดี้ สล่าน้อย” รับรองว่าไปช้า มีอด!

เครดิต-ChiangmaiReport

แลนด์มาร์คแห่งใหม่เมืองเชียงใหม่!แห่ชมน้องฝูงห่านฝึกงานกำจัดวัชพืช

กำลังกลายเป็นขวัญใจเด็กๆ และนักท่องเที่ยว หลังฝูงห่านฝึกงานของเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2568 นับเป็นวันที่ 4 ของการฝึกงาน ทำให้เด็กๆ ตื่นกันแต่เช้ามาเฝ้าชมความน่ารัก ขณะที่เทศบาลนครเชียงใหม่จัดเก้าอี้ชุดใหญ่มาเสริมริมคูเมืองให้นั่งฟินดูห่านกันตลอดทั้งวัน

เข้าสู่วันที่ 4 ของการทดลองงานของน้องห่าน 10 ตัว ที่ทางเทศบาลนครเชียงใหม่นำมาทดลองด้วยวิธีธรรมชาติให้ฝูงห่านช่วยกำจัดวัชพืช แต่กลายเป็นว่าผลตอบรับดีเกินคาด แม้จะไม่ได้ตรงกับวัตถุประสงค์หลัก แต่ฝูงห่านนี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของชาวเชียงใหม่ นักท่องเที่ยว รวมทั้งโลกโซเชียลไปแล้ว

แม้จะเป็นเช้าวันอาทิตย์ แต่เด็กๆ ชาวเชียงใหม่ยอมตื่นแต่เช้าให้พ่อแม่ผู้ปกครองพามาชมความน่ารักของฝูงห่าน ที่คูเมืองใกล้กับประตูเชียงใหม่ ซึ่งเช้านี้การจราจรไม่แออัดมากนักเพราะเป็นเช้าวันอาทิตย์ แต่ตรงจุดที่ฝูงห่านอยู่ก็ยังคงคึกคัก วันนี้เจ้าหน้าที่ของเทศบาลมาปล่อยน้องห่านตั้งแต่เช้า ตอกบัตรเข้างานก่อน 8 โมง แต่ที่เช้ากว่าคือบรรดาเด็กๆ และผู้ปกครองที่มาเฝ้ารอชม รวมทั้งผู้ที่ออกมาทำกิจกรรมยามเช้า ทั้งมาออกกำลังกาย มาจ่ายตลาด หรือบางครอบครัวที่มาอาหารเช้ารับประทานที่ตลาดประตูเชียงใหม่ก็จะต้องแวะมาเช็กอินถ่ายรูปน้องห่านกันก่อน

ขณะที่เช้าวันอาทิตย์นี้ฝูงห่านยังคงออกหาอาหารกินริมคูเมือง เล็มหญ้า และหาหอย หาปลาที่อยู่ริมน้ำกินเป็นอาหาร ก่อนที่จะพากันแหวกว่ายในน้ำ อวดความสวยงาม เป็นภาพที่ทำให้บรรยากาศในคูเมืองเชียงใหม่มีชีวิตชีวามากขึ้น
น้องข้าวหอม ด.ญ.รมิดา ธนัญชยานนท์ ชวนครอบครัวตื่นแต่เช้าเพื่อจะมาดูความน่ารักของฝูงห่าน บอกว่าชอบความน่ารักเป็นธรรมชาติ ทำให้ตรงจุดนี้กลายเป็นที่เช็กอินใหญ่ของเด็กๆ แต่ก็ห่วงว่าเด็กๆ ที่มากับผู้ปกครองต้องระวังรถราด้วยเพราะอยู่ติดกับถนน และห่วงน้องห่านว่าหากวิ่งลงไปบนถนนก็อาจจะทำให้ถูกรถชนได้

ทางด้านทางเทศบาลนครเชียงใหม่เอาใจคนรักห่าน นำเก้าอี้ยางจำนวน 4 ตัว มาตั้งไว้ริมคูเมืองตรงจุดที่ปล่อยฝูงห่าน ทำให้ตรงนี้กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเชียงใหม่ ใครมาชมห่านก็สามารถนั่งฟินๆ ได้ทั้งวัน แม้คืนที่ผ่านมาเชียงใหม่ฝนตกต่อเนื่องจนถึงเช้ามืด แต่พอช่วงเช้าแดดออกท้องฟ้าเปิด อากาศสดใสเป็นอย่างมาก

อพท.น่าน เร่งฟื้นฟูชุมชน –เมืองเก่า ลุยขับเคลื่อน “เมืองสร้างสรรค์” สู่สากล

จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน 5 ตำบลในพื้นที่เมืองเก่าน่าน ประกอบด้วย  ตำบลในเวียง  ตำบลดู่ใต้ ตำบลบ่อสวก  ตำบลนาซาว  อ.เมืองน่าน  และตำบลม่วงตึ๊ด อ.ภูเพียง  ซึ่งได้รับผลกระทบโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม  ทำให้หลายฝ่ายต้องเร่งหาแนวทางฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ซึ่งสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองเก่าน่าน  หรือ อพท.น่าน ดูแลพื้นที่พิเศษ 5 ตำบล โดยได้มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบผ่านแผนเผชิญภาวะวิกฤต Business Continuity Plan : BCP การรับมือเหตุการณ์อุทุกภัย ของ อพท.น่าน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รายงานต่อผู้บังคับบัญชาทุก 12 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้กำหนดจุดรวมพลเพื่อให้การดำเนินงานด้านต่างๆ สามารถเป็นไปอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤต

พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ อพท.สุโขทัย ปฏิบัติหน้าที่ ผู้จัดการ อพท.น่าน  ได้กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นว่า อพท. ได้ระดมทุนและใช้เงินส่วนตัวของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจผู้ประสบภัย และสิ่งสำคัญคือการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มั่นใจและกลับมาในจังหวัดน่าน  ซึ่งจะสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนอีกครั้ง  จึงได้สำรวจความพร้อมของชุมชน เร่งวางแผนฟื้นฟู  พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยจัดเป็นกิจกรรมทดสอบการท่องเที่ยวหรือเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจอื่นๆ ซึ่งกิจกรรมส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษและการท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงประชาสัมพันธ์ผ่านกลุ่มบล็อกเกอร์  และผู้ประกอบการนำเที่ยว เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้รับรู้ถึงความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว และประสานสายการบินต่าง ๆ เพื่อพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวได้โดยเร็วที่สุด

นอกเหนือจากการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติแล้ว อพท. ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อน  “น่านเมืองสร้างสรรค์” ที่มุ่งเน้นการใช้มรดกทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เช่น ผ้าทอเมืองน่าน เครื่องเงินน่าน  งานจักสานและหัตถกรรมต่างๆ  แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ให้สามารถแข่งขันทางการตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

จังหวัดน่าน และจังหวัดสงขลา ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการสมัครเข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2568  โดยจังหวัดน่าน ได้เสนอชื่อในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Arts) และจังหวัดสงขลา เสนอชื่อในสาขาอาหาร (Gastronomy) ถือเป็นความสำเร็จจากการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนซึ่งประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ชุมชน และภาคีเครือข่ายจาก 33 หน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ได้มีการจัดทำ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนเมืองน่านสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ระยะ 5 ปี (2566 – 2570) ที่ถูกกำหนดขึ้นตามแนวทางการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาจังหวัดผนวกรวมกับความต้องการของชุมชน ซึ่งแผนดังกล่าวประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์, การพัฒนาศักยภาพและทักษะของคน, การสร้างสังคมการเรียนรู้ที่เท่าเทียม, การสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยเทคโนโลยี, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างสรรค์ และการสื่อสาร การสร้างเครือข่าย  จากแผนดังกล่าวฯ มีโครงการทั้งหมด  21 โครงการ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการสำเร็จไปแล้ว 13 โครงการ หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยมากกว่า 60%

นอกจากนี้ จังหวัดน่าน ยังได้รับรางวัลระดับโลก เช่น ชุมชนบ่อสวก ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน ได้รับรางวัลชุมชนท่องเที่ยวยอดเยี่ยมโลก (Best Tourism Village ) จากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Tourism ประจำปี 2567 และ ตำบลในเวียง เขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน  ได้รับรางวัล Green Destinations Gold Award 2024 ซึ่งเป็นเหรียญทองแรกของอาเซียน ซึ่งทั้ง 2 รางวัลที่จังหวัดน่านได้รับการรับรอง ถือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย

พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล  กล่าวว่า ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคการศึกษาในท้องถิ่น และประชาชนในชุมชน ซึ่ง อพท. เป็นหน่วยประสาน โดยเน้นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพยากรการท่องเที่ยว เพื่อให้ชุมชนเกิดความหวงแหนและร่วมกันดูแลรักษาอย่างยั่งยืน  ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของทุกภาคส่วน อพท. มั่นใจว่า “น่านเมืองเก่าที่มีชีวิต” พร้อมที่จะต้อนรับผู้มาเยือนให้กลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน ภายใต้ความเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งและมีรากฐานที่มั่นคง

ตลาดโรงเกลือฝ่าวิกฤติไทย-เขมรปิดด่าน เปิดร้านรอเวลา 2 ชาติทุบกำแพงขัดแย้ง

อยู่กัมพูชาชีวิตไม่ดีขึ้น มีแต่อดตาย แม่ค้าเขมรเป็น 1 ในหลายหมื่นยชีวิตต้องหนีกลับบ้านเกิด หลังคำขู่ของผู้นำประเทศจะยึดบ้าน ยึดที่ดิน หากไม่ยอมกับมาตุภูมิ จากปัญหาความขัดแย้งดินแดนกัมพูชา-ไทย แต่หลังเหตุการณ์คลี่คลาย เธอจึงตัดสินใจบินจากเขมรกลับมาเปิดร้านที่ตลาดโรงเกลือ แม้รู้ดีว่าการค้าขายในยุคพรมแดนไทย-กัมพูชา ปิดด่าน จะฟื้นตัวยาก แต่บางส่วนยังมีลูกค้าทางออนไลน์และยังมีความหวังว่าสถานการณ์จะกลับมาดีอีกครั้งในเร็วๆนี้

นางนอม ชาวจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา เล่าย้อนช่วงสถานการณ์ตึงเครียดแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ว่า ด้านตลาดโรงเกลือ บ้านคลองลึกอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตนและครอบครัวเดินทางกลับ ประเทศกัมพูชาทันที

หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย  ตนจึงตัดสินใจเดินทางกลับมาที่ตลาดโรงเกลืออีกครั้ง ทางเครื่องบินเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน โดยกลับมาเพียงคนเดียวเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย แม้ว่าหลังเปิดร้านจะค้าขายได้น้อยมากแต่ก็ยังดีกว่าไม่เปิดเลย ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตลาดโรงเกลือประกาศลดค่าเช่า 2 เดือน เป็นการช่วยผู้ประกอบการได้มากในสถานการณ์ที่ตลาดซบเซาแบบนี้

ด้านนางราตรี  ฟองเกิด แม่ค้าร้านน้ำชง ยืนยัน แม้สถานการณ์ตลาดจะฟื้นได้ยาก แต่พ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชา ตลาดโรงเกลือ ที่กลับไปแล้วจะหาทางกลับเข้ามาขายของอย่างแน่นอนไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ทั้งบินกลับมาทางเครื่องบิน หรือทางช่องทางธรรมชาติ เพราะร้านค้าตลาดโรงเกลือคือทั้งชีวิตของพ่อค้าแม่ค้ากัมพูชา หลายๆคน ที่ขายบ้านขายที่นา เพื่อนำมาลงหลักปักฐานที่ตลาดโรงเกลือ

พ่อค้าแม่ชาวกัมพูชามีความเชื่อมั่นว่าชีวิตที่นี่จะมีโอกาสมากกว่าที่กัมพูชาบ้านเกิดอย่างแน่นอน ยังไม่เคยเห็นใครกลับมาเพื่อเซ้งร้านหรือขายกิจการ เพราะคงหาคนรับซื้อ รับเซ้ง ได้ยาก ในสถานการณ์ แบบนี้ ทุกคนจึงต้องสู้ต่อไปจนกว่าทุกๆอย่างจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

Walking Street Pattaya ติดตั้งจอ LED ยักษ์สุดล้ำ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 เวลา 20.00 น. ที่ถนนคนเดินพัทยา (Walking Street Pattaya) เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดโครงการปรับปรุงจอ LED วอร์คกิ้งสตรีท พร้อมด้วย น.ส.ประภัสรา ศรีทอง ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดชลบุรี นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี น.ส.ขวัญเรือน ศรีจันทร์ ปลัดจังหวัดชลบุรี นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ตลอดจนภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ร่วมงานอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ ถนนคนเดินพัทยา ถือเป็นแลนด์มาร์กชื่อดังที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมาเยือน ด้วยบรรยากาศยามค่ำคืนที่คึกคักและมีเอกลักษณ์เฉพาะ แต่ป้ายและจอ LED บริเวณทางเข้าถนน ซึ่งใช้งานมานาน ได้เกิดการชำรุดทรุดโทรมจากสภาพอากาศและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง เมืองพัทยาจึงเดินหน้าโครงการปรับปรุงครั้งใหญ่ เปลี่ยนอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้าให้ทันสมัย เพิ่มความสวยงาม และยกระดับการประชาสัมพันธ์กิจกรรม การท่องเที่ยว และบริการของเมืองพัทยา

นายธวัชชัย กล่าวว่า การปรับปรุงครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์เมืองพัทยาให้ทันสมัยและทัดเทียมนานาชาติ แต่ยังสร้างแลนด์มาร์กถ่ายภาพแห่งใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยว และสร้างบรรยากาศที่สะท้อนความเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

ภายหลังพิธีเปิด ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมถนนคนเดิน พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ โดยย้ำว่า จังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยาจะมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวต่อเนื่อง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

‘ครัวแม่แหยม’ อุตรดิตถ์ เตี๋ยวโบราณ-หมูกรอบชิ้นยักษ์ ต้นตำหรับเมืองลับแล

ไม่ต้องเช่าอาคาร หรือตึกแถวทำเลทอง แค่ใช้พื้นที่หน้าบ้าน เปิดเป็นร้าน “ครัวแม่แหยม”ก๋วยเตี๋ยวโบราณ อาหารตามสั่ง ตั้งอยู่ริมบนถนนสายหลัก ทางไปน้ำตกแม่พูล หมู่ที่ 1 ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ก็มีลูกค้าแห่มาอุดหนุนเต็มร้านทุกวัน เพราะความอร่อยถูกปาก ราคาโดนใจ ประหยัดกระเป๋าตังค์

ร้านแห่งนี้บริหารงานโดย คุณแม่แหยม สุขวัฒนกุล อายุ 80 ปี และน.ส.ฉวีวรรณ สุขวัฒนกุล หรือ เจ๊ต้น ลูกสาวที่จัดสรรเมนูให้ลูกค้าตามออร์เดอร์อย่างถูกต้อง ทั้งลงทำเอง เสิร์ฟเอง ทำไปยิ้มไป เพื่อไม่ให้ลูกค้าคอยนาน นอกเหนือจากป้ายรายการอาหารตามสั่ง และก๋วยเตี๋ยวแล้ว

ยังมีอีกจุดขายที่ทำให้ลูกค้าเลือกเมนูได้ง่ายขึ้นนั่นคือ การจัดวาง ‘หมูกรอบชิ้นยักษ์’ โชว์ให้เห็นแบบไม่มีกั๊กเป็นการยืนยันว่า ซิกเนเจอร์ของ “ครัวแม่แหยม” คือ หมูกรอบฉ่ำๆ ลูกค้าสั่งปุ๊ป ตัด หั่น ลงกระทะ ลงหม้อ ใส่จาน จัดเสิร์ฟทันที

น.ส.ฉวีวรรณ บอกว่า ครัวแม่แหยมเปิดมากว่า 50 ปี ขายอาหารตามสั่งและก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ ในส่วนของอาหารตามสั่งมีเมนูกะเพราหมูกรอบที่ลูกค้าบอกว่า เด็ดจริง คือ “หมูกรอบ” หอมกรอบนอกนุ่มในฉ่ำๆ เลยทีเดียว เป็นเมนูที่ลูกค้าสั่งแทบทุกโต๊ะ คุณแม่ ลงมือผัดเองจานต่อจาน ใช้พริกแห้ง กะเพราบ้าน ที่หอมทั้งพริกแห้งและกะเพรา รสจัดจ้าน นอกจากนี้ ยังมีอาหารจานเดียว เช่น หมูกรอบผัดพริกแกง หมูกรอบผัดพริกสด หมูกรอบผัดพริกเกลือ และที่ไม่ใช้หมูกรอบก็มีให้เลือกรับประทาน

สำหรับใช้หมูสามชั้นสด 10 กิโลกรัม สูตรที่คุณยายแหยมได้รับการส่งต่อมาจากคุณทวด ต้มด้วยน้ำร้อน ใช้ส้อมจิ้ม สังเกตเวลาจิ้ม หนังจะเริ่มตึงจนเปื่อยและนุ่ม จากนั้นหมักหมูสามชั้นด้วยเกลือและน้ำส้มสายชูแล้วนำตากแดดให้แห้ง 1 วัน แล้วนำมาทอดน้ำมันที่ร้อนให้เหลืองกรอบมีกลิ่นหอม.กว่าจะผ่านมาเป็นหมูกรอบที่แสนอร่อย ทำ 2 วัน 2 คืน จากสามชั้น 10 กิโลกรัม ทอดจะเหลือเพียง 6 กิโลกรัม

น.ส.ฉวีวรรณ กล่าวอีกว่า ส่วนตนทำเมนูก๋วยเตี๋ยวเอาใจคนรักเส้นด้วยก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ ที่รับช่วงมาจากคุณแม่แหยม โดยน้ำซุปสูตรสามเกลอที่เข้มข้น ซิกเนเจอร์ของร้าน คือ ต้มยำโบราณหมูกรอบและเย็นตาโฟหมูกรอบที่เดียวใน อ.ลับแล ทางร้านรับประกันความอร่อยที่มาครั้งแรกแล้วจะต้องแวะมาอีกอย่างแน่นอน ราคาอาหารที่ใส่หมูกรอบเริ่มต้น 60 บาท ไม่มีหมูกรอบ 40 บาท

ร้านเปิดตั้งแต่ 07.00 น. เป็นต้นไป จนถึงช่วงบ่ายๆ เมื่อของหมดจะปิดร้านทันที โทร.08-4075-2668..

“ไก่”ฟอร์มดุบุกไล่จิก”เรือใบ”2-0 คาถิ่นเอติฮัดศีกพรีเมียร์ อังกฤษ

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ สัปดาห์ที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2568 “เรือใบสีฟ้า”แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดสนามเอติฮัด สเตเดียมรับการมาเยือนของ “ไก่เดือยทอง “สเปอร์”

เปิดเกมมาครึ่งแรก เป็นทีมเยือนที่ได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ ริชาร์ลิซอน หลุดมาทางฝั่งขวา ก่อนเปิดเข้าเขตโทษ ให้ จอห์นสัน วิ่งเข้ามายิง เข้าไป แต่ผู้ตัดสินยกธงเป็นลูกล้ำหน้า แต่หลังจากเช็กวีเออาร์ ผู้ตัดสินตรวจสอบว่าไม่ล้ำหน้า และทำให้ทัพไก่เดือยทอง ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 34

หลังจากนั้นพวกเขานำห่าง 2-0 จากจังหวะความผิดพลาดของ เจมส์ แทร็ฟฟอร์ด นายด่านทีมเรือใบสีฟ้า ที่จ่ายบอลพลาดในเขตโทษตัวเอง และสุดท้ายบอลเข้าทาง เชา ปาลินญา ยิงเข้าไป ในนาที 45+2 ก่อนจะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ดังกล่าว

เปิดเกมมาครึ่งหลัง สเปอร์ ยังเล่นได้เยี่ยม ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ พยายามจะหาจังหวะจบสกอร์ หวังทวประตูคืน แต่สุดท้ายทำไม่ได้ จบเกม สเปอร์ บุกชนะ 2-0 คว้าชัยชนะสองเกมรวด เก็บไปแล้ว 6 แต้ม ในซีซันนี้ ส่วน แมนฯ ซิตี้ มี 3 แต้ม จากการเตะเท่ากัน