บุกรวบ “พระโอ”หนีคดีฉ้อโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหยื่อเสียหายกว่า 6 ล้านบาท

ปอศ.บุกจับ“พระโอ” หนีคดีฉ้อโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบความเสียหายกว่า 6 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.68 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าจับกุม นายโสภณฯ หรือ “พระโอ” ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งหลบหนีไปบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. สืบทราบว่า นายโสภณฯ หรือ “พระโอ” ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น

และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ได้หลบหนีคดีไปบวชเป็นพระที่วัดแห่งหนึ่งในตำบลแก่งหางแมว อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี โดยจากการตรวจสอบพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนกว่า 6 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.นพวัตติ์ ธารีจรัญพัฒน์ สว.กก.1 บก.ปอศ. จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบและสามารถจับกุมตัวได้ภายในบริเวณวัดดังกล่าว โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายจับและแจ้งสิทธิ จากนั้น นายโสภณฯ ได้ทำการลาสิกขาและถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เผยเคยถูกหลอกไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ

จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายโสภณฯ ให้การว่า ตนเคยถูกหลอกให้เปิดบัญชีธนาคารโดยได้รับค่าจ้าง 3,000 บาทต่อบัญชี และถูกชักชวนให้ไปทำงานที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยถูกเสนอค่าจ้างสูงถึง 2-3 หมื่นบาทต่อเดือน แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกนำตัวไปยังสถานที่ลับและถูกควบคุมตัวร่วมกับคนไทยคนอื่น ๆ ที่ถูกหลอกมาเช่นกัน โดยมีหน้าที่เพียงแค่สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในระบบคอลเซ็นเตอร์ และหากใครปฏิเสธหรือพยายามหลบหนีก็จะถูกทำร้ายร่างกาย หรือ “หายตัวไป” อย่างไร้ร่องรอย และเมื่อบัญชีถูกอายัดก็จะถูกปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนให้หาทางกลับประเทศไทยเอง

สืบตม.6 บุกรวบ2หนุ่มเลบานอนกลางเกาะสมุย ยึดยาเสพติดและเสื้อเกราะกันกระสุน

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2568  ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ภานุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6,พร้อมจนท.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ร่วมกันจับกุม  1.)นายอิฮับ อวารา หรือ MR.EHAB อายุ 38 ปี สัญชาติเลบานอน  และ2.)นายชาดี้ ไรเดน หรือ MR.CHADY อายุ 28 ปี สัญชาติเลบานอน โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอีและเมตแอมเฟตามีน), ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (เคตามีน,โคเคน) และยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (เห็ดขี้ควาย) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ”โดย สถานที่จับกุม ร้านบัฟฟาโล่จังเกิ้ล 440/1 ม.1 ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี 

พฤติการณ์กล่าวคือ ตามที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ขออนุมัติหมายค้น และต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเกาะสมุยที่ 33/2568 ลง 20 ส.ค. 2568 มาทำการตรวจค้นที่ร้านอาหารบับฟาโล จังเกิล เลขที่ 440/1 ม.1 ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวตามรายงานการสืบสวนที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำรายงานผู้บังคับบัญชามาก่อนหน้าที่จะได้เข้าค้น เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้พบชายชาวต่างชาติตรงตามรายงานการสืบสวนนอนอยู่ที่หน้าบ้านหลังดังกล่าว จึงได้ปลุกและสอบถามชื่อ ชายดังกล่าวได้แจ้งชื่อแก่เจ้าหน้าที่ว่าชื่อนายชาดี้ ไรเดน หรือ MR.CHADI ซึ่งตรงกับชื่อที่ทางสายลับได้มาเมื่อครั้งที่เข้าทำการซื้อยาเสพติดมาก่อนหน้าการจับกุม

 เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามปรากฎว่านายชาดี้ ฯ ได้แจ้งว่าตนเองเป็นผู้จัดการของร้านอาหารบับฟาโล จังเกิล เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายค้นพร้อมได้อ่านหมายค้นและเหตุแห่งการค้นให้นายชาดี้ ฯ ทราบผ่านล่าม พร้อมได้ให้นายชาดี้ ฯ ตรวจความละเอียดของหมายค้น และแสดงความบริสุทธิ์ใจเพื่อขอเข้าค้นบ้านหลังดังกล่าว ต่อมานายชาดี้ ฯ จึงได้นำเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเริ่มทำการค้น ระหว่างที่ทำการค้นได้พบว่าห้องพักอีกห้องมีชายต่างชาติได้นอนพักอาศัยอยู่บนเตียงนอนในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและสอบถามปรากฎว่าชื่อนายอิฮับ อวารา หรือ MR.EHAB ซี่งเป็นบุคคลที่ปรากฎในรายงานการสืบสวน 

เจ้าหน้าที่จึงได้ขอเข้าค้นในห้องที่นายอิฮับ ฯ นอนพักอยู่ ก่อนตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้นายอิฮับ ฯ ดูจนเป็นที่พอใจ ผลการตรวจค้นในห้องดังกล่าวพบเสื้อผ้าสิ่งของส่วนตัวของนายอิฮับ ฯ พร้อมกับของกลางยาเสพติด,ถุงพลาสติกใสไว้สำหรับแบ่งจำหน่ายยาเสพติด,เครื่องชั่งดิจิตัลไว้สำหรับชั่งยาเสพติดเพื่อแบ่งจำหน่าย ตามบัญชีของกลางจำนวนหลายรายการซุกซ่อนอยู่ในห้องที่นายอิฮับ ฯ นอนพักอยู่ในขณะเข้าทำการตรวจค้น และยังพบเสื้อเกราะกันกระสุนตามบัญชีรายการของกลาง ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ควบคุมตามกฎหมาย จำนวน 1 ชุด ซึ่งไม่พบว่าการอนุญาตนายอิฮับ ฯ ครอบครองแต่อย่างใด เมื่อสอบถามปรากฎว่านายอิฮับ ฯ แจ้งว่าได้ซื้อมาจากร้านค้าออนไลน์

ต่อมานายชาดี้ ฯ และนายอิฮับ ฯ ได้นำตรวจค้นห้องพักอื่นที่อยู่ในบริเวณร้านอาหารบับฟาโล จังเกิล พบตู้เซฟขนาดใหญ่อยู่ที่ห้องพักของอาคาร 2 ชั้นซึ่งตั้งอยู่ตรงกันกับร้านอาหารบับฟาโล จังเกิล เปิดตู้เซฟดังกล่าวพบด้านในตู้เซฟได้ซุกซ่อนกล่องเข็มและเข็มที่ใช้สำหรับฝังเข็มให้ลูกค้า และพบถ้วยแก้วและกระบอกสุญญากาศ ไว้สำหรับทำการรักษาแบบครอบแก้วให้กับลูกค้าตามที่ปรากฎในรายงานการสืบสวน สอบถามนายอิฮับ ฯ ให้การว่าตนเองเป็นหมอมีใบอนุญาตการรักษามาจากต่างประเทศ สามารถทำการรักษาวิธีการฝังเข็มหรือการครอบแก้วให้กับนักท่องเที่ยวได้ และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการตรวจยึดเข็มและถ้วยแก้ว กระบอกสุญญากาศ ไว้เพื่อเป็นของกลางในคดีตามรายการที่ปรากฎในบัญชีของกลาง 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการตรวจขอสารเสพติดจากปัสสาวะของนายชาดี้ ฯ กับชุดตรวจสารเสพติด ผลการตรวจแสดงผลเป็นผลบวก หรือ POSITIVE นายชาดี้ ฯ ได้รับว่าตนเองได้เสพมาก่อนการจับกุมครั้งนี้มาแล้วประมาณ 1 วัน ส่วนนายอิฮับ ฯ ไม่ยินยอมให้ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงบัตรประจำตัว เจ้าหน้าที่ ปปส. เพื่อขอตรวจสอบปัสสาวะด้วยมีเหตุอันควรเชื่อว่านายอิฮับ ฯ เสพยาเสพติดให้โทษ ในเคหะสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อให้ตรวจปัสสาวะแล้ว นายอิฮับ ฯ ไม่ยินยอมให้ตรวจจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ปปส.

ต่อมาจึงได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นของกลางในคดี และแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบว่าต้องถูกจับ แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอีและเมตแอมเฟตามีน), ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (เคตามีน,โคเคน) และยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (เห็ดขี้ควาย) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” ต่อมาจนท.ได้นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

ศอ.บต.ลงพื้นที่ตรวจความเสียหายเตรียมเยียวยาเหยื่อคาร์บอมบ์ศาลาใหม่

นราธิวาส – ศอ.บต. เข้าตรวจสอบความเสียหายด้านทรัพย์สิน พร้อมเตรียมช่วยเหลือเยียวยา  บ้านเรือนและยานพาหนะ จากเหตุระเบิด ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ

ที่ ชุดคุ้มครองตำบลศาลาใหม่ หมู่ที่ 1 ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศอ.บต. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเยียวยา ศอ.บต. ลงพื้นที่เข้าร่วมตรวจสอบความเสียหายด้านทรัพย์สิน และเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำชุดคุ้มครองตำบลศาลาใหม่ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567

คนร้ายขับขี่รถยนต์ รุ่น yaris สีดำ จำนวน 1 คัน ปล่อยไหลจากบริเวณศาลาริมทางหน้าร้านฉัตรชัยเฟอร์นิเจอร์ ไปชนบังเกอร์ด่านหน้าฐานชุดคุ้มครองศาลาใหม่ และเกิดระเบิดขึ้นทันที บริเวณหน้าชุดคุ้มครองตำบลศาลาใหม่ หมู่ที่ 1 ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยมีหน่วยงานในพื้นที่ ทหาร ตำรวจ และปกครองในพื้นที่ เข้าร่วมเยี่ยม

ในการนี้ นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผอ.กสม. ได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมในนาม เลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อเป็นขวัญกำลังแก่เจ้าหน้าที่ประจำชุดคุ้มครองตำบลศาลาใหม่

ส่วนการให้ความช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายด้านทรัพย์สินเบื้องต้น ประกอบด้วย อาคารบ้านเรือนของราษฎรเสียหาย จำนวน 11 หลังคาเรือน ยานพาหนะ จำนวน 2 คัน ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหายของทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อเตรียมดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาต่อไป.

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยม ฐานปฏิบัติการภูมะเขือให้กำลังใจ กำลังพล ย้ำทำงานอย่าประมาท

ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยม ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ย้ำ กำลังพลปฏิบัติงานเต็มความสามารถ ตั้งอยู่บนความปลอดภัย 

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.68 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) พร้อมพล.ท.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร เดินทางมาตรวจเยี่ยม และรับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของ ฐานการภูมะเขือ

โดยมีพลตรี สมภพ  ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พร้อมด้วย ฝ่ายเสนาธิการกองกำลังสุรนารี, ผู้บังคับหน่วย และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ และร่วมปฏิบัติภารกิจ
 
โดย ผู้บัญชาการทหารบก  ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ และการปฏิบัติงาน ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือกลาง พร้อมทั้งมอบ เครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับกำลังพลที่ปรับหน้าที่อยู่ฐานประการภูมะเขือ

โดยผู้บัญชาการทหารทัพบก ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ทุ่มเทการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้ปฏิบัติภารกิจอย่างปลอดภัย จากนั้นได้เดินดูบริเวณฐานธุรการและพื้นที่ต่างๆบนภูมะเขือ

DSI ตามจับบัญชีม้าเปิดรับโอนเงินคดี “อนาจารออนไลน์” ภัยคุกคามเด็กในโลกดิจิทัล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568) ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้จับกุม นายสิรภพ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 5501/2567 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 คดีพิเศษที่ 37/2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใดฯ เจ้าพนักงานชุดจับกุมได้แสดงหมายจับ แจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับและสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

รวมถึงแจ้งว่าต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับกุมและควบคุมตัวจนกระทั่งส่งมอบตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ   ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยจับกุมได้ที่ บริเวณริมทางหลวงชนบทหมายเลข 3208 น้ำพุห้วยไผ่ ตำบลน้ำพุ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม อยู่ระหว่างควบคุมตัวผู้ต้องหากลับที่ตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ และส่งมอบตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายสิรภพฯ เป็นหนึ่งในผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย ในคดีขบวนการผลิต เผยแพร่ และส่งต่อภาพ/คลิปวีดีโอลามกผ่าน Website และ Telegram มีพฤติการณ์เป็นผู้รับเปิดบัญชีเพื่อให้นายธนากรฯ ใช้รับโอนเงินจากการเผยแพร่คลิปอนาจารเด็ก (บัญชีม้า) ซึ่งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาผู้ร่วมขบวนการที่ถูกจับกุม ก่อนหน้านี้ไปแล้ว 2 ราย โดยตัดสินจำคุกนายธนากรฯ 1 ปี 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และริบของกลางทั้งหมด  ส่วนนายทรงวุฒิฯ ซึ่งเป็นบัญชีม้า ตัดสินจำคุกรวมทั้งสิ้น 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญาและริบของกลางทั้งหมด
               
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเตือนว่าการล่อลวงเด็กให้ถ่ายภาพโป๊เปลือย ถือเป็นการ “กระทำอนาจาร”

แม้ไม่เคยพบเหยื่อในชีวิตจริง แต่หากกระทำผ่านสื่อออนไลน์ก็มีความผิดและถูกลงโทษตามกฎหมาย  จึงขอให้ผู้ปกครอง ครู และสังคมทุกภาคส่วนร่วมกันเฝ้าระวัง และหากพบเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน DSI 1202 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ส่วนคดีละเมิดทางเพศเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับการคุ้มครองอย่างทันท่วงที

รอยยิ้มสู้ชีวิต!”น้องแบม”พิการการได้ยิน เปิดร้านกาแฟขาย อ่านปากออร์เดอร์

ตลอดทั้งวัน ที่ร้านพันไมล์ กาแฟสด ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองหอย หมู่ที่ 3 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเรื่องราวของหญิงสาวที่หัวใจไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา “น้องแบม” หรือ น.ส.พันไมล์ ปานยัง ที่มีความพิการทางการได้ยินมาตั้งแต่ 3 ขวบ แต่กลับสร้างสรรค์โลกของตัวเองให้เต็มไปด้วยสีสันของเครื่องดื่ม และความมุ่งมั่นในการแต่งเติมรสชาติความสุขให้กับทุกคน

นางจุฬาภรณ์ ปานยัง แม่น้องแบม เล่าว่า ชีวิตของน้องแบมต้องเผชิญกับบททดสอบอันหนักหน่วงตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบกว่า น้องเกิดอาการช็อกเฉียบพลัน ต้องไปอยู่โรงพยาบาลห้วยยอด ก่อนจะส่งต่อไปที่โรงพยาบาลตรัง นานประมาณ 20 วัน พอฟื้นขึ้นมา น้องก็มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทหู ต้องหาหมอที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลรามาฯ

ครอบครัวพาน้องไปรักษาอยู่นานหลายปี และต้องส่งน้องไปเรียนที่โรงเรียนภาษามือเพื่อสื่อสารกับโลก แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้หัวใจของน้องแบมย่อท้อเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเรียนจบชั้น ม.6

ด้วยการที่น้องแบม รักงานการบริการจึงเริ่มต้นจากร้านน้ำเล็กๆ ข้างร้านของคุณแม่ และคุณพ่อก็คอยให้การสนับสนุน น้องแบมอาศัยเพียงความรู้ไม่กี่เมนูที่ได้เรียนรู้จากยูทูบ แต่ด้วยหัวใจที่ใฝ่เรียนรู้และความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ ปัจจุบันร้านของเธอมีเมนูเครื่องดื่มกว่า 30 เมนู ทั้งชาไทยหอมกรุ่น กาแฟสดเข้มข้น ชาเขียว ชาเย็น โกโก้ และน้ำผลไม้นานาชนิด ราคาเริ่มต้นเพียง 20 บาท ไปจนถึง 45 บาท แก้วใหญ่ หวาน หอม สดชื่น ให้เยอะ คุ้มค่า จนมีลูกค้าประจำมากมายที่หลงใหลในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

“น้องแบม” จะใช้วิธีสื่อสารกับลูกค้าโดยการอ่านปาก หากประโยคยาวเกินไป สมุดเล็กๆ และปากกาจะกลายเป็นสะพานเชื่อมผ่านตัวหนังสือ รวมถึงเครื่องคิดเลขที่ใช้บอกราคาเครื่องดื่ม นอกจากนี้น้องแบมยังมีบริการส่งเครื่องดื่มให้ถึงโรงงาน สถานที่ราชการ และบ้านใกล้เคียงในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

“จากรายได้เริ่มต้นวันละ 700 บาท บางวันขายดีรายได้สูงถึง 2,500 บาท เฉลี่ยแล้วประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อเดือน รายได้เหล่านี้ไม่เพียงหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด น้องแบมไม่เพียงเป็นลูกสาวที่ภาคภูมิใจของครอบครัว แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของชุมชน เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้พิการคนอื่นๆ ที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ”

ใบหน้าสวยหวาน รอยยิ้มสดใส และอัธยาศัยดี คือมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดลูกค้าและหนุ่มๆ ให้แวะเวียนมาที่ร้านอยู่เสมอ แต่น้องแบมยังคงเลือกที่จะโสดสนิท เพราะความฝันของเธอยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการต่อยอดธุรกิจสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง เพื่อให้ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้ เป็นที่พึ่งเติมพลังใจและเติมความสุขให้ผู้คนในชุมชน

คุณแม่จุฬาภรณ์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “ภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก เพราะน้องสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง ไปซื้อของเองได้ ขายของหาเลี้ยงตัวเองได้”

เหลานี้คือเรื่องราวของ “น้องแบม” ผู้หญิงที่ต่อสู้กับโชคชะตาอย่างไม่ย่อท้อและใช้ชีวิต เป็นบทพิสูจน์ว่า แม้โลกจะเงียบงัน แต่หัวใจที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความรัก สามารถสร้างสรรค์เสียงแห่งความสำเร็จให้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งหัวใจ

พังงาเปิด“เส้นทาง Green Escape” เชื่อมเขาหลัก–เขาสก กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงกรีน ซีชั่น

พังงา-ททท.พังงา เปิด “เส้นทาง Green Escape” เชื่อมเขาหลัก–เขาสก กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงกรีน ซีชั่น สนุกล่องห่วงยางในคลองศก

นายอุทิศ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพังงา นำคณะสื่อมวลชนพังงา 25 รายลงพื้นที่สำรวจ “เส้นทาง Green Escape” เชื่อมโยงชายฝั่งทะเลอันดามันเขาหลักกับผืนป่าฝนเขตร้อนของอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เส้นทางนี้ออกแบบเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พำนักอยู่ในเขาหลัก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวยุโรปและออสเตรเลีย โดยเน้นการเดินทางที่ผสมผสานความสงบ ความสดชื่น และการฟื้นฟูสุขภาพกายใจผ่านธรรมชาติบำบัด สามารถเดินทางได้ตลอดทั้งปี ด้วยสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายและกิจกรรมที่เหมาะสมกับทุกฤดูกาล

ไฮ-ไลค์ คือ การล่องแก่งคลองศกด้วยห่วงยาง ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาเขาสก ซึ่งล่องผ่านธรรมชาติที่หลากหลาย น้ำคลองใสสะอาด ได้รับความตื่นเต้นสนุกสนานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ล่องเรือชมวิวทัศน์ที่ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด สะพานแขวนเขารูปหัวใจ ชมทัศนียภาพเขื่อนเชี่ยวหลาน อุทยานธรรมเขานาใน และเยี่ยมชมชุมชนท่องเที่ยวที่มีการจัดการอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ ททท. มุ่งส่งเสริม

นายอุทิศ ลิ่มสกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า เส้นทาง Green Escape ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่หลอมรวมความงามของทะเลและภูเขาไว้ในทริปเดียวโดยเชื่อมโยงชายหาดเขาหลัก และจบวันด้วยการพักผ่อนกลางผืนป่าที่เงียบสงบที่เขาสกเป็นอีกทางเลือกกิจกรรมการท่องเที่ยวที่นอกจะช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ

พร้อมสร้างความทรงจำที่มีความหมายแล้ว  ยังเป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มวันพักค้าง โดยเตรียมผลักดันเส้นทางนี้ผ่านแนวคิดการเดินทางที่เข้าถึงง่าย สะดวก “จากทะเลสู่ภูเขาในทริปเดียว“ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์เดินทางที่สนุก ได้เรียนรู้ และส่งเสริมชุมชนอีกด้วย

โดยจะร่วมกับ ททท.สำนักงานสุราษฎร์ธานี ผู้ประกอบการในพื้นที่เสนอขายแพ็กเกจ แบบ One-Day Trip และ Two-Day Experience  การสำรวจเส้นทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่เปิดมุมมองใหม่ให้กับสื่อมวลชน แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางทั่วโลกได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติเมื่อเลือกเขาหลักเป็นจุดหมายปลายทางพักผ่อนท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง

ปอศ. บุกทลายแก๊งขาย “แก๊สหัวเราะ”กลางเมืองกรุง

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าทลายเครือข่ายลักลอบนำเข้าและจำหน่าย “แก๊สหัวเราะ” หรือ ไนตรัสออกไซด์ (Nitrous Oxide) ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจับกุมวัยรุ่นชาวจีนและเวียดนามได้พร้อมของกลางจำนวนมาก

จากนโยบายของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ที่ต้องการปราบปรามสินค้าอันตรายที่เข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนได้ง่าย โดยตำรวจ บก.ปอศ. ได้รับเบาะแสว่ามีการลักลอบจำหน่ายแก๊สชนิดนี้ในหมู่กลุ่มปาร์ตี้วัยรุ่นชาวต่างชาติ ซึ่งมักอ้างว่าเป็นแก๊สสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร แต่แท้จริงแล้วผู้ซื้อจำนวนมากนำไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยการสูดดมเพื่อให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและหัวเราะอย่างผิดปกติ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงต่อระบบประสาทและระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. ได้สืบสวนจนทราบว่าจะมีนัดส่งมอบสินค้ากันที่บริเวณลานจอดรถสนามฟุตบอลหญ้าเทียม แขวงจอมพล เขตจตุจักร จึงเฝ้าสังเกตการณ์จนพบรถเก๋งต้องสงสัยที่บรรทุกของมาเต็มท้ายรถ เมื่อเข้าตรวจสอบพบ นายยู้ ชาวจีน อายุ 30 ปี เป็นคนขับ และพบ แก๊สไนตรัสออกไซด์ จำนวนกว่า 50 กระบอก บรรจุอยู่เต็ม สอบสวนเบื้องต้นนายยู้รับสารภาพว่าเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขนส่งสินค้าตามคำสั่งของนายจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Telegram และเพิ่งทำได้เพียง 1 เดือนก่อนจะถูกจับกุม

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการจับกุมไปยังคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงห้วยขวาง หลังจากขอหมายค้นจากศาลอาญา พบ นางสาวถิฯ ชาวเวียดนาม อายุ 31 ปี เป็นผู้พักอาศัยและพบแก๊สไนตรัสออกไซด์อีก 12 กระบอก พร้อมทั้งกระบอกที่กำลังเปิดใช้ในขณะเข้าตรวจค้นถึง 3 กระบอก แม้ผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธว่ามีไว้เพื่อใช้เอง ไม่ได้จำหน่าย แต่เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บก.ปอศ. ฝากเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังอันตรายจาก “แก๊สหัวเราะ” เนื่องจากเป็นสารที่ทำลายระบบประสาทและอาจถึงแก่ชีวิตได้ จึงไม่ควรหลงเชื่อหรือทดลองใช้โดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังย้ำเตือนว่าการลักลอบนำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าที่เลี่ยงภาษีก็มีบทลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

การเผยแพร่ข่าวครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตือนภัยสาธารณะให้ตระหนักถึงอันตรายที่แฝงมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ผู้ต้องหาทุกคนยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

กองทัพไทยนำคณะ IOT ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว พิสูจน์ ไทย-เขมร หยุดยิง

กองบัญชาการกองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวประจำประเทศไทย สังเกตการณ์การปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 บริเวณแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร จัดให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวประจำประเทศไทย ( INTERIM OBSERVER TEAM THAILAND : IOT THAILAND) ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจากประเทศสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทย ลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมี พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ให้การต้อนรับ

คณะผู้สังเกตการณ์ฯ นำโดย พลจัตวา ซัมซุล ริซัล บิน มูซา (Brigadier General Samsul Rizal bin Musa) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพฯ ในฐานะหัวหน้าคณะ IOT Thailand ขณะที่ฝ่ายกองทัพไทยมี พลตรี กรรณ บุญชัย รองเจ้ากรมข่าวทหาร เป็นหัวหน้าคณะ ฝ่ายกองทัพไทย

การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ คณะ IOT Thailand ได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ ณ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ เพื่อรับทราบข้อมูลด้านการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และรับทราบการละเมิด ข้อตกลงหยุดยิงในห้วงที่ผ่านมา จากนั้นได้เดินทางไปยังบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อสังเกตการณ์ การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ในพื้นที่จริง พร้อมทั้งรับฟังข้อมูลผลกระทบโดยตรงจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ นำเรียนต่อหน่วยเหนือของแต่ละประเทศอย่างตรงไปตรงมา

ในการนี้ กองทัพไทยได้อาศัยกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือระดับทวิภาคีของฝ่ายไทยและกัมพูชา เพื่อใช้หารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การพัฒนา และการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน ภายใต้กรอบข้อตกลงหยุดยิง

การดำเนินการในครั้งนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของกติกาสากลที่ถูกต้อง เปิดกว้างและโปร่งใสต่อการตรวจสอบจากนานาประเทศ ทั้งยังสะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างกองทัพไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดี และการประสานงานร่วมกันเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เสนาะ วรรักษ์รายงาน

เทศกาล“คเณศรจตุรถี”ปลุกท่องเที่ยวคึกคัก เงินสะพัดปราจีนบุรี

ปราจีนบุรี –  เปิดงานท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน สายมูแห่สักการะขอพรพระพิฆเนศโบราณอายุ 1,400 พรึ่บ! ในเทศกาล“คเณศรจตุรถี”วันคล้ายวันประสูติพระพิคเณศร  ย้อนรอยอดีต “ปราจีนบุรี” จากทวารวดี…สู่รัตนโกสินทร์ในระหว่าง วันที่ 22-24 สิงหาคม 2568เวลา 15.00-21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

ค่ำคืนวันที่ 22 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี  นางจารุณี กาวิล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  กิจกรรม “PRACHINBU RI” Night at The Museum ครั้งที่ 3 ในระหว่าง วันที่ 22-24 สิงหาคม 2568เวลา 15.00-21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ในเทศกาล“คเณศรจตุรถี”วันคล้ายวันประสูติพระพิคเณศร  ท่ามกลางนักท่องเที่ยวหนาแน่น   มาไหว้สักการะขอพรพระพิคเณศร และ ชมโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ฯยามค่ำคืน

นางจารุณี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีความยินดีที่ได้ร่วมจัดกิจกรรม “PRACHINBU RI” Night at The Museum ครั้งที่ 3 ซึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เป็นสถานที่ที่รวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ได้รวบรวมจากแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ของภูมิภาคตะวันออกและพื้นที่ใกล้เคียง ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่น่าสนใจ รวมถึงได้สักการะขอพรพระพิฆเนศโบราณ อายุ 1,400 ปี หนึ่งเดียวในประเทศไทย ถือว่าเป็นหนึ่งหมุดหมายหลักในการเดินทางท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี

ทั้งนี้การจัดกิจกรรมฯ ในปีนี้ จังหวัดปราจีนบุรี โดย สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมบูรณาการในการจัดกิจกรรม จัดแสดงแสงสี  นำเสนอองค์พระพิฆเณศตระการตากลางบ่อน้ำหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี และในนามของจังหวัดปราจีนบุรี ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมและขอต้อนรับทุกท่านสู่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจังหวัดปราจีนบุรี ก็มีความพร้อมทางด้านโรงแรมที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงด้านความปลอดภัยที่เป็นหัวใจหลักของการเดินทางท่องเที่ยวด้วย

ด้านนาย อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย ททท. สำนักงานนครนายก ร่วมกับจังหวัดปราจีนบุรี โดย สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ หอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี โดย กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC หอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี จัดกิจกรรม “PRACHINBURI” Night at The Museum ครั้งที่ 3 แสงสีแห่งศรัทธา ราตรีศรีคเณศวร ในวันที่ 22-24 สิงหาคม 2568เวลา 15.00-21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยการสร้างสรรค์กิจกรรมยามค่ำคืน สร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยให้เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต (Lifestyle) ของประชาชนไทยทุกช่วงวัย เป็นหมุดหมายใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วง Green Season ในพื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 10,000 คน และสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่

– กิจกรรม Museum Tour เข้าชมนิทรรศการภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เวลาพิเศษ 16.00 -21.00 น.
– กิจกรรม Curator Tour นำชมนิทรรศการโดยภัณฑารักษ์ 
– กิจกรรมสักการะพระคเณศ อายุมากกว่า 1,400 ปีในเทศกาล“คเณศรจตุรถี”วันคล้ายวันประสูติพระพิคเณศร  เปิดให้สักการะพระคเณศเป็นกรณีพิเศษ พร้อมมีดอกดาวเรืองบริการ และรับการ์ดที่ระลึกรูปพระคเณศฟรี
– Art Toys Market สร้างสรรค์จากต้นทุนทางวัฒนธรรม ตลาดแสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกของกลุ่มศิลปิน ART TOYS ชั้นนำ

– จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
– กิจกรรม D.I.Y ทำกำไลหินและพวงกุญแจไม้ตราครั่ง (พิธภัณฑ์) ฟรี วันละ 100 ชิ้น รวม 300 ชิ้น
– ร้านอาหารถิ่น / Food Truck / D.I.Y. / งานคราฟต์ มากกว่า 30 ร้าน
– การแสดงนาฏศิลป์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ การแสดงดนตรี ความบันเทิงจากนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี 
– ครั้งแรกกับการจัดแสดงแสง สี กลางบ่อน้ำ หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
– กิจกรรมแจกบัตรโดยสารรถประจำทางลายพิเศษ “องค์พระพิฆเนศ” จากปราจีนซิตี้บัส จำนวน 200 ใบ ติดตามผ่านหน้า Facebook ปราจีนซิตี้บัส โดย Be More Group

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์ – ภาพ/ ปราจีนบุรี###