ตำรวจบุกรวบ “ปลัด อบจ.มุกดาหาร” คาห้องทำงาน รีดเงินผู้รับเหมา

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าจับกุม ว่าที่ ร.อ.วัทธิกรฯ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร (ปลัด อบจ.มุกดาหาร) ในความผิดฐานเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นที่ อบจ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตามหมายจับของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ซึ่งทรัพย์สิน และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต”

พฤติการณ์ทุจริตเรียกรับเงินสืบเนื่องจากผู้ประกอบการบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งได้ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ว่าได้ทำสัญญารับจ้างโครงการปรับปรุงและเสริมถนนลาดยางกับ อบจ.มุกดาหาร จำนวนรวม 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 12.7 ล้านบาท โดยมีปลัด อบจ.มุกดาหาร เป็นผู้ลงนามว่าจ้างหลังจากบริษัทได้ทำงานเสร็จสิ้นและเบิกเงินค่าก่อสร้างไปแล้ว 2 โครงการ

แต่เมื่อจะขอเบิกเงินส่วนที่เหลืออีก 5 โครงการ ปลัด อบจ.มุกดาหาร กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้เบิกจ่าย โดยอ้างว่างานไม่เรียบร้อยตามสัญญา ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัทได้ทำงานถูกต้องตามสัญญาครบถ้วนแล้วเมื่อผู้ประกอบการเข้าพบ ปลัด อบจ.มุกดาหาร ได้เขียนข้อความลงบนกระดาษแทนการพูด เพื่อเรียกรับเงิน 10% ของวงเงินโครงการ คิดเป็นเงินประมาณ 700,000 บาท เพื่อแลกกับการตรวจรับงาน

ก่อนจะนำเงินไปมอบให้ ปลัด อบจ.มุกดาหาร ผู้ประกอบการได้เข้าร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อรวบรวมหลักฐาน โดยได้นำเงินสดจำนวน 500,000 บาท ไปมอบให้ที่ห้องทำงาน ซึ่ง ปลัด อบจ.มุกดาหาร ได้เขียนข้อความลงบนกระดาษให้วางเงินไว้ในจุดที่กำหนด หลังจากนั้นได้โทรศัพท์ทวงถามเงินส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท

จากหลักฐานทั้งหมดนี้ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา ก่อนจะนำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เข้าจับกุมพร้อมของกลาง เงินสด 200,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร

ทั้งนี้ ในระหว่างการสอบปากคำเบื้องต้น ปลัด อบจ.มุกดาหาร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

อุทยานฯ เขาใหญ่เร่งยกระดับความปลอดภัย เตรียมติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตรับมือฝนหนัก น้ำป่าหลาก 

ปราจีนบุรี – ระทึกกลางน้ำตก!  อุทยานฯ เขาใหญ่เร่งเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เตรียมติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตรับมือภัยธรรมชาติ หลังเผชิญเหตุการณ์ “น้ำตกโกรกอีดก”

เมื่อวันที่  22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมด้วย นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลก (ในพื้นที่รอยต่อ 4 จังหวัด จ.ปราจีนบุรี จ.นครนายก จ.สระบุรี และ จ.นครราชสีมา)  และ   เจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของ “น้ำตกโกรกอีดก” แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงาน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้พบกับสถานการณ์จริงที่น่ากังวล เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำป่าไหลหลากลงมาจากน้ำตกอย่างรุนแรง ขณะนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งอยู่ที่บริเวณน้ำตกชั้นที่ 7 เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบแจ้งให้นักท่องเที่ยวทั้งหมดอพยพลงจากน้ำตกทันที

นายชัยยา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า การเดินทางจากน้ำตกกลับออกมาต้องเดินข้ามลำห้วยถึง 3 ครั้ง ซึ่งกระแสน้ำในลำธารไหลเชี่ยวและเป็นอันตรายอย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องยืนต่อกันเป็นแถวเพื่อช่วยลำเลียงนักท่องเที่ยวข้ามลำธารได้อย่างปลอดภัยทุกคน “น้ำตกโกรกอีดก มีความสวยงาม แต่การเดินทางเข้าถึงมีระยะทาง 4 กิโลเมตร และต้องข้ามลำห้วยถึง 5 ครั้ง การเกิดน้ำป่าในครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญและตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการความปลอดภัย” นายชัยยากล่าว

ด้าน นายยศวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ให้ข้อเสนอแนะกับอุทยานฯ ในการเพิ่มมาตรการป้องกันอันตรายให้กับนักท่องเที่ยว โดยต้องเพิ่มการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น เชือกหรือลวดสลิง โยงข้ามฝั่งคลองในจุดที่กระแสน้ำเชี่ยว และจะมีการใช้ยางรถยนต์ผูกโยงในทุกจุดเส้นทางข้างลำธาร เพื่อช่วยป้องกันการกระแทกกับก้อนหินหากเกิดอุบัติเหตุ

“เราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก” นายยศวัฒน์กล่าว พร้อมระบุว่า นอกจากอุปกรณ์แล้ว ยังมีการวางแผน ฝึกอบรมการกู้ชีพกู้ภัย ให้แก่เจ้าหน้าที่และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

โดย… มานิตย์ สนับบุญ/ ปราจีนบุรี ###

ไล่ล่าระทึก!หนุ่มซิ่งกระบะขนยาบ้า 2.6 ล้านเม็ดหนีข้ามจังหวัดหนีไม่รอด

อุทัยธานี – ไม่รอด!!ตำรวจไล่ล่าข้ามจังหวัดสกัดจับหนุ่มขนยาบ้าตรวจยึดของกลาง 2,600,000 เม็ด

เมื่อวันที่  22 ส.ค.2568 เวลา 13.30 น.เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมปฏิบัติการชุดปปส. สืบนว.สืบอุทัย ร่วมสภ.สว่างอารมณ์ สภ.ทัพทัน สภ.แม่เลย์ จังหวัดนครสวรรค์ เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาชาย 1 ราย พร้อมของกลางเป็นยาบ้า 2,600,000 เม็ด (สองล้านหกแสนเม็ด) รวม 13 กระสอบ ได้ที่บริเวณ บนถนนสายทัพทัน-สว่างอารมณ์ หมู่ 3 ต.หนองยายดา อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.แม่เลย์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับแจ้งเบาะแส ว่าจะมีรถลำเลียงขนยาเสพติดผ่านมายังพื้นที่ ของสภ.แม่เลย์ จึงได้ร่วมกันตั้งด่านพื้นที่อำเภอแม่เลย์เขตติดต่อกับจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อสกัดตรวจรถต้องสงสัย แต่รถต้องสงสัยก็ไม่ยอมวิ่งผ่าน จนกระทั่งจนท.ตำรวจต้องเปลี่ยนแผนใหม่เพื่อเก็บด่าน พร้อมกับกระจายกำลังเกาะติดสังเกตการณ์ในพื้นที่ จนกระทั่งรถต้องสงสัยลำเลียงขนยาวิ่งผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามไล่ล่ารถคันดังกล่าวไปยังพื้นที่ของจังหวัดอุทัยธานี จึงได้ประสานไปยังสภ.สว่างอารมณ์ สภ.ทัพทัน

ด้านพ.ต.อ.ภูมิรพี ผลาภูมิ ผกก.สภ.ทัพทัน หลังรับทราบรีบ สั่งการ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทัพทัน ร่วมกันสกัดจับรถคันดังกล่าว จนสามารถสกัดจับรถพร้อมคนขับไว้ได้ เป็นรถกระบะโตโยต้า คอกทึบปิดท้าย หมายเลขทะเบียนบต 5883 ตาก 
จากการตรวจค้น ภายในรถพบของกลาง ยาบ้า 13 กระสอบแต่ละกระสอบบรรจุ 100 มัด ๆ ละ 2,000 เม็ดรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,600,000 เม็ด (สองล้านหกแสนเม็ด)

ล่าสุดจนท.ตำรวจได้นำตัวชายดังกล่าว มาสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การ โดยอ้างว่าขณะที่ผู้ต้องหาเองได้ลำเลียงขนยาเสพติดนั้น ได้มีรถนำทาง 1 คัน หรือเรียกว่าสเก๊าหน้านำทาง คอยรายงานบอกทาง และได้ให้ผู้ต้องหาเองนั้นหยุดรถพัก 1 ชั่วโมง ผู้ต้องหาก็หยุดตามที่สเก๊าหน้าบอก พอหลังจาก 1 ชั่วโมง  สเก๊าหน้าได้โทรแจ้งว่าให้ออกเดินทางได้ผู้ต้องหาเองก็ได้ขับรถไปยังเป้าหมาย แต่ก็ไม่รอดได้โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับก่อน

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รวบรวมนำของกลาง ยาบ้า และรถยนต์ ไปยังภ.จว.นครสวรรค์ พร้อมกับดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่สภ.ทัพทัน เนื่องจากจับได้ในพื้นที่ของจังหวัดอุทัยธานีพร้อมกับขยายผลสืบต่อไป

อีกหลักฐานชี้ชัด “หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา”โบราณ ปักปันแดนตั้งแต่สมัย ร.5

ปราจีนบุรี – พบ“หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา”ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี โบราณวัตถุชั้นต้นอีก 1หลักฐานชัดเจนที่ระบุชัดเจนไทย – กัมพูชาปักปันเขตแดนแล้วตั้งแต่สมัย ร.5 แล้วไม่ใช่เพิ่งปักปัน ชี้ชัด!ถึงกรณีที่กำลังมีปัญหาที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น สระแก้ว แม้มีหลักเขตแดนกรุงสยาม – กัมพูชาเห็นปรากฎชัดเจน แต่เกัมพูชายังทึกทักเอาหนองจาน โนนหมากมุ่น แผ่นดินในดินแดนตรงด่านปอยเปต แหล่งกาสิโน ที่ซ่องสุมแก๊งอาชญากรทางไซเบอร์และหลักเขตไทยที่ตั้งอยู่ที่ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วปัจจุบันนี้ นั้นไม่ใช่ดินแดนกัมพูชา ล้วนเป็นของไทย!ทั้งสิ้น

เมื่อวันที  22 ส.ค.2568  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี พบเพจของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี : Prachinburi National Museum  พร้อมภาพถ่ายหลักเขตแดนไทย -กัมพูชาที่ 50  และ  ได้ระบุข้อความอธิบายประกอบภาพว่า …กรณีที่ปรากฏกระแสข่าวเกี่ยวกับหลักเขตแดนไทย -กัมพูชา นั้น  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอนำเสนอบทความที่เคยตีพิมพ์ไว้แล้ว เมื่อปีพ.ศ. 2564 เรื่อง”หลักเขตแดนที่ 50 โบราณวัตถุชิ้นล่าสุดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี …      

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่มาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี  พบนางสาววัชรี ชมภู  ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี กล่าวว่า    “หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา เป็นโบราณวัตถุชิ้นล่าสุด  ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี    มีขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร หนา 40 เซนติเมตร สูง 123 เซนติเมตร

สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรับมอบจากจาก ทายาทของ พลเอกมังกร  พรหมโยธี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559ต่อมาได้ส่งมอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 16กันยายน 2564

หลักเขตแดนกรุงสยาม – กัมพูชา     กั้นชายแดนระหว่างกรุงสยาม และกัมพูชาฝรั่งเศส โดยการดำเนินการปักปันเขตแดน ระหว่างปี พ.ศ. 2451 – 2452  ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยม ปลายตัดแหลม  มีข้อความ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย เขมร อังกฤษ และฝรั่งเศส ปรากฏอยู่ทั้ง 4 ด้าน 

มีจำนวน  73  หลัก  เริ่มต้นหลักที่ 1 ที่ บริเวณช่องเกล หรือช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีษะเกษ ไปทางทิศตะวันตกตามแนวเทือกเขาบรรทัดลงไปทางทิศใต้จนกระทั่งสิ้นสุดลงที่หลักที่ 73 บริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด กับบ้านจามเยียม จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันหลักเขตเหล่านี้มีอายุ 114 ปี นับจากปีที่เริ่มการปักปันเขตแดน

สำหรับ   หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา เดิมตั้งอยู่ที่ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 กองทัพฝรั่งเศสเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดนไทย ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม  วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2484 ไทยประกาศสงครามกับฝรั่งเศส    แม่ทัพคือพลเอกมังกร พรหมโยธี ทัพไทยเปิดแนวรบโดยกองพลพายัพ กองทัพอีสาน กองทัพบูรพา กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ร่วมกันโจมตีอินโดจีนของฝรั่งเศสในทุก ๆ ด้าน

ในที่สุดฝ่ายไทยมีท่าทีว่าจะชนะเด็ดขาด  ญี่ปุ่นซึ่งมีฐานทัพอยู่ในอินโดจีนเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ยด้วยเกรงว่าหากไทยชนะจะเป็นอุปสรรคต่อการที่ญี่ปุ่นจะรุกรานลงใต้ ผลจากการไกล่เกลี่ย ฝรั่งเศสยินยอมยกดินแดนที่เคยยึดไปจากไทยสมัยรัชกาลที่ 5 คืนให้ฝ่ายไทย    โดยมีการลงนามในอนุสัญญา 3 ฝ่ายระหว่างไทย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น  เมื่อวันที่9พฤษภาคม พ.ศ. 2484 หลักเขตแดนไทย-กัมพูชาที่อรัญประเทศจึงถูกยกเลิกหลักเขตหมายเลข 49 และ 50 ถูกถอนออก

จากการรบในสงครามอินโดจีนครั้งนั้นทำให้ไทยสูญเสียกำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน จำนวน 59 คน ต่อมาภายหลังรัฐบาลไทยจึงสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติ เทิดทูนวีรกรรมของผู้สละชีวิตในการปกป้องประเทศ 

สำหรับหลักเขตหมายเลข 49ได้มอบไว้แก่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์  ส่วนหลักเขตหมายเลข 50 พลเอกมังกร พรหมโยธี ได้รักษาไว้และตกทอดสู่ทายาท ซึ่งภายหลังทายาทพลเอกมังกร พรหมโยธี ได้แก่ คุณเจตกำจร  พรหมโยธี คุณกำจรเดช  พรหมโยธี  คุณอภิภู พรหมโยธี  และคุณองคฤทธิ์ พรหมโยธี ได้มอบไว้ให้กรมศิลปากรเพื่อดูแลรักษา และเป็นสาธารณประโยชน์ในเผยแพร่ประวัติศาสตร์ชาติไทยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป และที่ จ.ปราจีนบุรียังมีค่ายพรหมโยธี เป็นชื่อค่ายทหารในจังหวัดปราจีนบุรี

โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ พันเอก หลวงพรหมโยธี (มังกร พรหมโยธี) อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองแม่ทัพบก และแม่ทัพภาคบูรพา ค่ายแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์กองพลทหารราบยานเกราะที่สมบูรณ์แบบในประเทศแห่งแรก  นางสาววัชรี กล่าว

และกล่าวต่อไปว่า   สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี มีความสำคัญในฐานะ   ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของภาคตะวันออก โดยจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และหลักฐานทางวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนในภูมิภาคตะวันออก อิทธิพลของวัฒนธรรมทวารวดีและเขมร และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับ เมืองโบราณศรีมโหสถ และ พระคเณศที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

างสาววัชรี ชมภู  ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

และในวันนี้ (22 ส.ค.) เป็นงานวันแรกที่จัด   “PRACHINBURI” Night at The Museum ครั้งที่ 3 “แสงสีแห่งศรัทธา ราตรีศรีคเณศวร” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กำหนดงานระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00-21.00 น. มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การสักการะพระคเณศโบราณอายุกว่า 1,400 ปี, การแสดงแสงสีองค์พระพิฆเนศกลางบ่อน้ำ, นิทรรศการพิเศษโดยภัณฑารักษ์, การแสดงดนตรีนาฏศิลป์, ตลาดสินค้าแฮนด์เมดและอาหาร, และกิจกรรม DIY.  และเชิญชวนศึกษาข้อมูล  หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา”ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี  นางสาววัชรี กล่าวในที่สุด

โดย… มานิตย์ สนับบุญ 081-5583238-ข่าว/ณัฐนันท์ – ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

โคราชยกระดับ ‘เมืองอารยสถาปัตย์’ต้นแบบอีสานรองรับผู้สูงอายุ-ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

โคราชเปิดเมืองอารยสถาปัตย์ ‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design : UD ให้ทุกพื้นที่เข้าถึงได้-ปลอดภัย สสส.-ภาคีเครือข่าย พัฒนา จ.นครราชสีมา สู่ “เมืองสุขภาพนานาชาติ-เมืองท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ-Tourism for All” ต้นแบบอีสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว-ยกระดับคุณภาพชีวิตคนทั้งมวลอย่างยั่งยืน

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายฯและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่วัดศาลาลอย อ.เมือง จ.นครราชสีมา มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายจัดพิธี “เปิดเมืองอารยสถาปัตย์ เมืองกีฬา และเมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design (UD)

โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. กล่าวเปิดงานว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยปี 2568 มีผู้สูงอายุมากกว่า 14 ล้านคน หรือประมาณ 21.87% ของประชากรทั้งประเทศ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า การหกล้มและอุบัติเหตุในที่พักอาศัยที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตนำไปสู่ภาวะพิการ โดยทุกปีมีผู้สูงอายุหกล้มกว่า 30% หกล้มนอกบ้าน 65% หกล้มภายในบ้าน 35%

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการลื่น สะดุด หรือก้าวพลาดบนพื้นระดับเดียวกันสูงถึง 65.4% ตกหรือล้มจากบันไดและขั้นบันได 5.6% และยังมีคนพิการกว่า 2.2 ล้านคน คิดเป็น 3% ของประชากรทั้งประเทศ รัฐบาล จึงจำเป็นต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) ซึ่งเป็นแนวทางที่ สสส. และภาคีเครือข่าย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลดีทุกมิติ ทั้งคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดและประเทศในระยะยาว

“โครงการนี้คือก้าวสำคัญในการยกระดับ จ.นครราชสีมา สู่ เมืองสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) และ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ควบคู่กับ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) โดยเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ เข้าถึงได้ ใช้ได้จริง ปลอดภัย สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วย สตรีมีครรภ์ และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ที่กำหนดให้ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์เป็นวาระสำคัญของประเทศ ขอขอบคุณ จ.นครราชสีมา สสส. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงาน UD เกิดขึ้นจริง เชื่อมั่นว่า พลังความร่วมมือในวันนี้จะต่อยอดสู่มาตรฐานเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืน เป็นมิตรและเข้าถึงได้สำหรับคนทั้งมวล”  นายประเสริฐ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. เห็นความสำคัญการสร้างสุขภาวะและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้สูงอายุ และคนพิการ โดยมุ่งให้ผู้สูงอายุ และคนพิการ ได้ออกมาดำเนินชีวิตในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีอิสระ สะดวก และปลอดภัย ซึ่งสถานที่สาธารณะจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมและการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการให้เหมาะสม สอดคล้องกับแนวคิด UD

สำหรับ จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบสถานที่สาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน ที่ สสส. สานพลังหน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายองค์กร เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายผู้สูงอายุ ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2565 โดยมีการปรับสภาพแวดล้อมและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะ เช่น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้ สสส. พร้อมขยายผลสู่พื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการ “ออกจากบ้านได้อย่างอิสระ สะดวก ปลอดภัย” นำไปสู่สุขภาวะที่ดีของประชาชน

“สสส. ได้ผลักดันงาน UD ต่อเนื่อง มีโครงการสำคัญคือ 1.จัดตั้งศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัย 16 แห่ง ให้คำปรึกษาผู้สูงอายุและคนพิการมากกว่า 68,475 คน และเกิดการปรับสภาพแวดล้อมบ้านแล้วกว่า 200 หลัง สร้างช่างชุมชนต้นแบบ 57 คน และครูช่าง 15 คน เพื่อทำงานปรับสภาพแวดล้อมบ้าน/ชุมชนอย่างถูกหลัก UD 2.ขยายเครือข่ายขนส่งมวลชนพึ่งได้ (T4A 3.ผลักดันระบบรางให้เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสถานี และพัฒนาโมเดลเมืองเดินได้ เช่น สกายวอล์ค-สกายพาร์คบางกะปิ สู่ Smart City

4.เดินหน้าการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล สนับสนุนการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา สงขลา และกรุงเทพฯ พัฒนาเครื่องมือข้อมูลสาธารณะ เช่น แอปฯ/ไลน์บอต ‘เมืองใจดี’ เพื่อแผนที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคน 5.ระดมพลัง ทูตอารยสถาปัตย์และอาสากว่า 300 คน รณรงค์ให้เกิดการปรับสภาพแวดล้อมและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะต่างๆ ให้ใช้งานได้จริง สะดวก และปลอดภัย” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า เทศบาลนครนครราชสีมา มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เมืองโคราชเป็นเมืองที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยพักฟื้น สตรีมีครรภ์ เด็กเล็ก หรือประชาชนทั่วไป ทุกคนควรได้รับสิทธิในการใช้ชีวิตในเมืองอย่างปลอดภัย สะดวก และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเทศบาลนครนครราชสีมาได้ขับเคลื่อนและวางแผนโครงการสำคัญหลายด้าน เช่น 1.การปรับปรุงทางเท้าและทางข้ามถนน ให้มีพื้นผิวเรียบ ปลอดภัย มีทางลาดและสัญญาณเตือนที่เหมาะสม

2.การพัฒนาสวนสาธารณะ ลานกิจกรรม และสถานที่ราชการ ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็นและผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว การติดตั้งป้ายสัญลักษณ์และระบบเสียงนำทาง ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาและผู้สูงอายุ เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ จ.นครราชสีมา เป็นเมืองต้นแบบด้านอารยสถาปัตย์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดทางร่างกายหรือไม่ เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย จ.นครราชสีมา จะสามารถก้าวสู่การเป็น เมืองอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวลได้อย่างแท้จริง

“ทักษิณ”โล่งอก!รอดคดี 112 ลั่นเข้าฟังคดีชั้น 14 แน่

“ทักษิณ”ยิ้ม! รอดคดี 112 ลั่นเข้าฟังคดีชั้น 14 แน่ “ทีมทนาย” เผยคลิปวิดีโอและพยานหลักฐาน พบคำให้สัมภาษณ์ไม่เข้าข่ายความผิด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีนักการเมืองคนสำคัญรวมถึงครอบครัวของนายทักษิณ อาทิเช่น นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรมว.คลังและน.ส.พินทองธา คุณากรณ์วงศ์ ลูกสาวคนกลางของนายทักษิณ เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมฟังคำพิพากษาด้วย

ภายหลังนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลยกฟ้องนายทักษิณ โดยใช้เหตุผลหลากหลายเหตุผล และการพิสูจน์ของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ตามฟ้อง โดยเรื่องนี้จากการสัมภาษณ์ที่เกาหลีใต้ศาลได้ใช้หลักการในการชั่งน้ำหนักตัววัตถุพยาน ศาลเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์จริงที่นั่น แต่บทสัมภาษณ์มีมากกว่าที่ปรากฏอยู่ภายในคลิปวิดีโอซึ่งเป็นบางส่วนและมีถ้อยคำตรงกัน เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ จึงไม่ใช่หน้าที่จำเลยที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าเป็นการตัดต่อหรือไม่ เพราะส่วนนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ชัดเจนว่าไม่ได้ตัดต่อ ซึ่งศาลรับฟังด้วยความระมัดระวังและเห็นว่าน่าเชื่อว่ามีการสัมภาษณ์

แต่การสัมภาษณ์ดังกล่าวจะสามารถตีความและรับฟังได้ว่าหมายถึงบุคคลตามมาตรา 112 หรือไม่นั้น ศาลพิจารณาประกอบด้วยหลักไวยากรณ์ ตามหลักไวยากรณ์ มีประธาน กริยาและกรรม ซึ่งศาลท่านมองว่าประธานเป็นบุคคลที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นบุคคลตามมาตรา 112 แม้จะมีสรรพนามว่า”เขา” ซึ่งพยานบางปากนำมาตีความพิจารณาโดยใช้หลักอะไรของพยานแต่ละคนก็ตามศาลเห็นว่ารับฟังได้น้อยมากไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากพยานที่เป็นพยานความเห็นมีอคติ ซึ่งฝั่งจำเลยก็พิสูจน์ว่าพยานความเห็นเคยแสดงออกทางเมืองอย่างไรบ้างในอดีต มีใครให้การแบบขัดแย้งและไม่เป็นกลางในชั้นสอบสวนและชั้นศาลบ้าง บางถ้อยคำก็นึกคำขึ้นเอาเองว่าตัวนายทักษิณ น่าจะพูดแบบนั้น เพื่อให้แปลความว่าหมายถึงบุคคลตามมาตรา 112

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ศาลยังใช้พจนานุกรมของต่างประเทศ ว่าความหมายตามที่ปรากฎในคำฟ้องหมายถึงอะไรบ้าง ตนไม่ขอลงรายละเอียดในส่วนนี้ แต่รับฟังได้ว่าความหมายดังกล่าวไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นองค์ประกอบความผิด องค์ประกอบภายนอก จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และองค์ประกอบที่เป็นการกระทำต้องทำให้เข้าใจว่าหมายถึงบุคคลใด

นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า ศาลยังเห็นว่าพยานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ของฝ่ายจำเลย มีความรู้ และเชี่ยวชาญ ได้แปลความและพยานที่จำเลยอ้างทั้งหมดและตั้งแต่ต้นนายทักษิณก็ปฏิเสธอย่างหนักแน่นอยู่แล้ว จึงเป็นภาระการพิสูจน์ของฝ่ายโจทก์ ทั้งเรื่องของการนำคลิปวิดีโอมา การแปลความ น่าเชื่อถือหรือไม่ และเรื่องการสอบสวนในอดีตว่ามีความเป็นมาเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่ามีความกังวลใจที่อัยการยื่นอุทธรณ์ในชั้นต่อไปหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า คดีนี้ศาลยกฟ้อง การอุทธรณ์เป็นหน้าที่ของอัยการซึ่งเป็นโจทก์จะพิจารณาว่ามีประเด็นอะไรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งการจะอุทธรณ์ประเด็นใดบ้าง มักจะอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ถ้าข้อกฎหมายยังเห็นไม่ตรงกันก็อาจจะอุทธรณ์ได้ แต่เรื่องนี้ข้อเท็จจริงค่อนข้างชัดเจนแล้ว ตนยืนยันว่าไม่กังวลถ้าจะมีการอุทธรณ์ ทางทีมทนายความก็มีหน้าที่แก้อุทธรณ์ “อย่างที่ตนได้บอกไป การอุทธรณ์ไม่ใช่จะสักแต่จะอุทธรณ์อย่างเดียว ต้องดูว่ามีสาระสำคัญหรือข้อกฎหมายที่ควรจะอุทธรณ์หรือไม่ ตนทำคดีการเมืองมาหลายเรื่องก็ไม่เห็นว่าจะมีการอุทธรณ์ทุกเรื่อง เดี๋ยวสังคมก็ไปกดดันว่าจะต้องให้อัยการอุทธรณ์เหมือนกับที่กดดันให้ดำเนินคดีนายทักษิณ และความเห็นของสังคมที่ทำลายและแย่งชิงอำนาจซึ่งตนไม่อยากใช้คำว่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะนี่คือปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน ตนจึงไม่อยากให้ศาลตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้ง”

เมื่อถามว่าภายหลังจากศาลพิพากษายกฟ้อง นายทักษิณมีท่าทีอย่างไรบ้าง นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทักษิณยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณทีมทนายความ พร้อมบอกว่าหลังจากนี้จะได้ทำคุณประโยชน์และทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ ส่วนบรรยากาศในช่วงการฟังคำพิพากษา นายทักษิณมีท่าทางเรียบเฉยและใช้สมาธิในการฟังคำพิพากษาของศาล และเมื่อศาลอ่านถึงท่อนที่ว่าพยานโจทก์ไม่มีนำหนักเพียงพอ นายทักษิณยิ้มและดีใจซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ตกเป็นจำเลยอยู่แล้ว โดยเฉพาะข้อกล่าวหานี้ที่ตนมองว่าเป็นข้อกล่าวหาที่นำมาเล่นงานนายทักษิณและเจ้าตัวก็ตกเป็นเหยื่อ ตอนนี้ก็ถือว่าได้พิสูจน์ตัวเองและเดินเข้าสู่กระบวนการอย่างเต็มที่ซึ่งผลก็ออกมาตามที่ทุกคนเห็นในวันนี้

เมื่อถามว่า การยกฟ้องครั้งนี้เป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องสองมาตรฐานหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ตนพูดได้เต็มปากในฐานะทนายความของนายทักษิณว่า ศาลได้นำคำถามค้านของจำเลยไปพิจารณาประกอบกับพยานของโจทก์จำนวนมาก ตนนึกย้อนกลับไปก็ดีใจว่าได้ทำเต็มที่แล้ว และหลายคนจับตามองว่าสิ่งที่เป็นสาระสำคัญคืออะไร ซึ่งตนอาจจะเปิดเผยในอนาคตอันใกล้

เมื่อถามว่าคดีนี้เกี่ยวกับมาตรา 112 เช่นเดียวกับ คดีมาตรา 112 ที่ประชาชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองโดนมาตรานี้เล่นงานเช่นเดียวกัน จะมีการนำไปเปรียบเทียบกันหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า มาตรา 112 เป็นที่จับตาหรือไม่ ตนมองว่าเรื่องที่จับตาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยอยู่ได้เพราะการเมือง พยายามทำให้การเมืองเป็นปัญหา การฟ้องคดี 112 ก็เป็นส่วนหนึ่ง และผู้มีอำนาจรัฐก็นำมาตรานี้มาใช้กับผู้เห็นต่าง “ตนไม่ได้หมายความว่าผู้ที่โดนคดี 112 ทุกคนจะต้องได้รับความเห็นใจ แต่ตนอยากให้แยกการกระทำของแต่ละคนที่มีการโต้แย้งในสภาว่าเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย เป็นเรื่องของการตีความ ซึ่งตนมองว่าส่วนใหญ่มาตรา 112 ถูกนำมาใช้ในทางการเมือง

เมื่อถามว่าหลังจากนี้นายทักษิณจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ตอนนี้ข้อหานี้ยกฟ้องแล้ว ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ คำสั่งขออกนอกประเทศหลังจากนี้ทีมทนายความจะยื่นคำร้องเพิกถอนในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน ส่วนการเดินทางไปในช่วงนี้หรือไม่นั้น นายทักษิณคงไม่เดินทางไปในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าการเตรียมพยานหลักฐานก่อนหน้านี้ นายทักษิณได้บอกอะไรเพิ่มเติมกับทีมทนายความหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทักษิณไม่ได้บอกอะไรกับทีมทนายความ แต่ใส่ใจทุกเรื่องทั้งการสืบพยานที่ได้เป็นคนลุกขี้นมาซักค้านพยานทุกปากด้วยตนเองอย่างละเอียดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าภายหลังจากนี้มีอะไรอยากฝากถึงสังคมว่าภายหลังจากที่ยกฟ้องแล้วสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ สังคมจะกังวลว่าจะมีการหลบหนีก่อนที่จะนัดฟังคำสั่งคดีชั้น 14 หรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทักษิณยืนยันว่าจะเข้าฟังการนัดฟังคำสั่งคดีชั้น 14 อย่างแน่นอน บุคคลที่ชอบคิดว่านายทักษิณจะหนี หรือเอาผลประโยชน์เข้าครอบครัว ตนคงไม่กราบวิงวอนบุคคลเหล่านี้ให้เลิกคิด เพราะเป็นไปได้ยาก ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักจะอาศัยกินบุญเก่า คิดว่าตนพูดแล้วจะมีคนฟังหรือเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง อันนี้อยู่ที่สติปัญญาของบุคคลในสังคม และอยากฝากบุคคลในสังคมให้ใช้สติปัญญาในการรับฟังบุคคลกลุ่มนี้ด้วย ที่ผ่านมาก็พิสูจน์อยู่แล้วว่านายทักษิณไม่ได้หลบหนีและสู้คดีดังกล่าวมาโดยตลอด.

ขณะที่ระหว่างที่นายทักษิณ เดินทางลงบันไดศาล มีสีหน้ายิ้มแย้ม และพูดเบาๆ ว่า ยกฟ้อง ก่อนขึ้นรถยนต์เบนท์ลี่ สีดำ ทะเบียน ฐฐ 267 เดินทางกลับ โดยมีมวลชนเสื้อแดงประมาณ100คนโห่ร้องด้วยความดีใจ

ยิ่งใหญ่อลังการ!มหกรรมหุ่นกระติบ-ฟาง ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นศก.มหาสารคาม

ยิ่งใหญ่อลังการ!งานมหกรรมหุ่นกระติบข้าวและหุ่นฟาง ครั้งที่ 3 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 160 ปี เมืองมหาสารคาม ส่งเสริมการท่องเทียวและกระตุ้นเศรษฐกิจมหาสารคาม

ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม นายวิบูรณ์  แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานปิดงานมหกรรมหุ่นกระติบข้าวและหุ่นฟาง ครั้งที่ 3 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 160 ปี เมืองมหาสารคาม โดยมี นางสุดารัตน์  แววบัณฑิต นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วย นายนพสิทธิ์  อุดมสุวรรณกุล นายกนก ศรีวิชัยนันท์ นายกองเอกเสนีย์  มะโน รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม หัวหน้าส่วนราชการ และประชาขนเข้าร่วม

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยว ของจังหวัดมหาสารคาม ให้นักท่องเที่ยวรู้จักมากขึ้น รวมถึงเพื่อเฉลิมฉลอง เนื่องในวาระครบรอบ 160 ปี เมืองมหาสารคาม กำหนดจัดกิจกรรม ระหว่างวันนี้ – 24 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณหอนาฬิกา และลานหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย ประกอบด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรม ของแต่อำเภอในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม การแสดงจากนักเรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

และการแสดงจากนักเรียนโรงเรียนในสังกัดอาชีวศึกษา การแสดงหมอลำหุ่นกระติบข้าว การจัดแสดงหุ่นกระติบข้าว ขนาดความสูง 2.5 – 5 เมตร จำนวนกว่า 21 แบบ การประดับตกแต่งไฟสวยงามเต็มพื้นที่จัดงาน จุดถ่ายรูป หรือจุด Check in การแสดงหมอลำแบบดั้งเดิม หมอลำคณะใหญ่ชื่อดัง และการแสดงทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังมีบริการทางสุขภาพ นวดแผนไทย“มหาสารคามเมืองสมุนไพร” การออกร้านจำหน่ายของเด่น ของดี ของขึ้นชื่อ จังหวัดมหาสารคาม ผลิตภัณฑ์ OTOP ของที่ระลึกวาระ 160 ปี เมืองมหาสารคาม

ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศภายใต้โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองน่าเที่ยวทั้ง 55 จังหวัดดังนั้น โดยจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็น 1 ใน 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยว ที่จะต้องมีการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยนำเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ ที่เด่นของจังหวัด เช่น หุ่นกระติบข้าว มาจัดเป็นงานมหกรรม เพื่อใช้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในการส่งเสริมให้มีเกิดการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

นอกจากนี้ ในปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 160 ปี เมืองมหาสารคาม จึงมีการบูรณาการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง งานมหกรรมหุ่นกระติบข้าวและหุ่นฟาง จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จังหวัดมหาสารคาม มีเป้าหมายในการผลักดันให้งานมหกรรมหุ่นกระติบข้าวและหุ่นฟาง เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคาม

แก๊งคอลฯย้ายจากกัมพูชาปักฐานชายแดนเมียนมา เหยื่อนับร้อยรอช่วยเหลือด่วน

มีรายงานจากชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.พบพระ จ.ตาก ถึงความเคลื่อนไหวของขบวนการแก๊งต้มตุ๋นทางออนไลน์ สแกรมเมอร์ออนไลน์ และคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งสหภาพเมียนมา ในพื้นที่จังหวัดเมียวดีบริเวณนี้เป็นเขตอิทธิพลของกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA กำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก

ทั้งนี้หลังจากที่ชายแดนไทยทางด้านกัมพูชา มีปัญหาความขัดแย้งกัน รวมทั้งมีการปิดด่านพรมแดนกัมพูชา-ไทย ทำให้ขบวนการทำคอลเซ็นเตอร์ อพยพย้ายฐานกลับมายังชายแดนไทย- เมียนมา โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ตรงข้าม อ.พบพระ ที่กลับมาคึกคัก และมีเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานจำนวนมากเหมือนช่วงก่อนมาตรการ 3 ตัดของทางการไทย

ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์รายหนึ่ง กล่าวว่า แก๊งอาชญากรรมออนไลน์ มีการกักขังและทรมานเหยื่อด้วยรูปแบบต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นายทหารระดับสูง รายหนึ่งของทหาร DKBA ได้แจ้งว่าจะให้ความช่วยเหลือเหยื่อในเร็วๆนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่เครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไปรอที่ชายแดน จ.ตาก สำหรับจุดที่ประสานไว้เพื่อให้ DKBA ช่วยเหลือออกมา มี 3 ช่องทาง

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้นำระดับสูงของ DKBA และกองกำลัง BGF ได้พบปะหารือกันที่กองบัญชาการ DKBA ในเมืองโส่งซีเหมี่ยน เพื่อปรึกษาหารือถึงแนวทางสร้างสันติภาพ ความมั่นคงในพื้นที่ และการเสริมสร้างเอกภาพระหว่างกลุ่มติดอาวุธด้วยกันอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ซับซ้อนและเปราะบางในปัจจุบัน

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force-Karen -BGF) เปลี่ยนชื่อองค์กรเป็น กองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง(Karen National Army-KNA) กำลังเป็นประเด็นขัดแย้งใน BGF เนื่องจากผู้นำกลุ่มหนึ่งต้องการปรับเปลี่ยนองค์กรและเลิกธุรกิจสีเทาและดำ แต่ผู้นำ BGF บางส่วนยังต้องการดำเนินธุรกิจอาชญากรรมแบบเดิมต่อไป ซึ่งหากมีกาตประกาศตั้งเป็น KNA ชัดเจนอาจมีการย้ายไปรวมตัวกับ DKBA

ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แจ้งว่า ทางองค์กรเครือข่าย ฯ ได้พยายามช่วยเหลือผลักดันช่วยเหลือเหยื่อมาตลอด หลังจากได้รับการร้องเรียนจากเหยื่อสแกมเมอร์ออนไลน์โดยตรง และทางญาติเหยื่อ โดยกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ของกะเหรี่ยงกลุ่มบีจีเอฟ. และกะเหรี่ยงดีเคบีเอ.ทั้งหมดที่มีรายชื่อกว่า 100 คน โดยเฉพาะพื้นที่ของกะเหรี่ยงดีเคบี.มี 92 คน จากพื้นที่ 3 แห่ง ซึ่งทางผู้เสียหายขอความช่วยเหลือมานาน 6 – 7 เดือนเดือนแล้ว แต่ผู้เสียหายยังคงถูกทารุณกรรมหนักมาก ถูกทำร้ายสารพัดรูปแบบ บางคนท้อง บางคนพยายามฆ่าตัวตาย บางคนสูญเสียอวัยวะ เช่นเสียดวงตา และถูกกักขังในห้องมือ

ขณะที่รัฐบาลเมียนมาเงียบ ไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้เสียหายเหล่านี้ ซึ่งพบแต่เคสที่เป็นไวรัล เช่นคนจีน และญี่ปุ่น เท่านั้น ส่วนเคสอื่นๆที่ส่งรายชื่อไปกลับเงียบไม่ได้รับความช่วยเหลือ ล่าสุดทางเครือข่ายฯ ได้ประสานกับพลจัตวาหม่องส่วย วะ ผู้นำกะเหรี่ยงดีเคบีเอ.ระดับ 2 ด้าน อ.พบพระ จ.ตาก โดยทางฝ่ายกะเหรี่ยงได้ตอบตกลง แต่เกิดปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา และขณะนี้ทางเครือข่ายวิตกว่า ช่วงนี้มีการสู้รบในพื้นที่ด้าน อ.พบพระ อาจจะทำให้เหยื่อเหล่านี้ได้รับอันตราย

ผู้นำกะเหรี่ยง ได้ตอบตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือเหยื่อทั้งหมดในเร็วๆนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่เครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไปรอที่ชายแดน จ.ตาก สำหรับจุดที่ทางเครือข่ายได้ประสานไว้เพื่อให้กะเหรี่ยงดีเคบีอ.ช่วยเหลือออกมา มี 3 จุดคือ 1.บริษัทองไทย พิกัดไท้เฉียง 1 จำนวน 27 คน เอธิโอเปีย 14 คน เวียดนาม 3 คน จีน 10 คน จุดที่ 2 บริษัทHexin โซนไม้เฉียง 2 จำนวน 20 คน ชาวฟิลิปปินส์ 14 คน ไต้หวัน 1 คน ไนจีเรีย 1 คน เอธิโอเปีย 2 คน และแคเมอรูน 2 คน ตำบลช่องแคบ อ.พบพระ จุดที่ 3 โกปาร์ค บ้านวาเล่ย์ ตงข้ามตำบลวาเล่ย์ อ.พบพระ จำนวน 46 คน เอธิโอเปีย 29 คน ยูกันดา 2 คน ปากีสถาน 3 คน จีน 7 คน ไนจีเรีย 1 คน แอฟริกา 1 คน อินโดนีเซีย 2 คน

“หอมแดง” พืชเศรษฐกิจตัวใหม่เมืองชัยภูมิ สร้างรายได้กว่า 4 ล้านบาทต่อปี

สินค้าเกษตรมูลค่าสูง คือ”หอมแดง “นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดชัยภูมิ เป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากปลูกง่าย ใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตสั้น และให้ผลผลิตคุ้มค่า หอมแดงจึงกลายเป็นพืชทางเลือกที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งพื้นที่ว่างสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริม ลดการพึ่งพารายได้จากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสามารถวางแผนการผลิตและจำหน่ายได้อย่างยืดหยุ่นตามรอบฤดูกาลและความต้องการของตลาด

ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่หอมแดง บ้านโปร่งมีชัย ตำบลโคกเริงรมย์ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ถือเป็นแหล่งปลูกหอมแดงแหล่งใหญ่ของจังหวัดชัยภูมิ  เริ่มดำเนินการปี 2563 และจดทะเบียนพาณิชย์ในนามกลุ่ม ห้างหุ้นส่วนจำกัด แปลงใหญ่หอมแดง บ้านโปร่งมีชัย ปี 2565 มีพื้นที่เพาะปลูก 70 ไร่ เกษตรกรสมาชิก 37 ราย โดยมีนายวิชัย มีชำนาญ เป็นประธาน สมาชิกกลุ่มมีการเพาะปลูกพืชอื่นเป็นหลัก (ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย) ซึ่งจะแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกหอมแดงเฉลี่ย 1-2 ไร่/ครัวเรือน ผลผลิตหอมแดงของสมาชิกผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการขอรับรองมาตรฐาน พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์อินโด พันธุ์พระราชทานและพันธุ์พื้นบ้าน จุดเด่น คือ มีหัวขนาดใหญ่ สีแดงสด สวย ไร้ราดำ ไม่ฝ่อง่าย เก็บไว้ได้นาน ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ขายเป็นสินค้าบริโภคและหัวพันธุ์ได้

ด้านสถานการณ์การผลิตปี 2568 ของกลุ่มแปลงใหญ่ เกษตรกรจะทำการเพาะปลูกหอมแดง 2 รอบการผลิต โดยรอบที่ 1 เพาะปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120 วัน เก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ และรอบที่ 2 เพาะปลูกช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 45 วัน เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม โดยผลผลิตหอมแดงทั้ง 2 รอบการผลิตรวมทั้งสิ้น 233 ตัน คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 1,500 กิโลกรัม/ไร่/ปี ซึ่งเกษตรกรนิยมเพาะปลูกช่วงฤดูหนาวมากที่สุด เนื่องจากหอมแดงชอบอากาศเย็น ทำให้หัวหอมแดงมีขนาดหัวใหญ่ ได้ผลผลิตดีและน้ำหนักเยอะ

ด้านการจำหน่ายผลผลิต ราคาหอมแดงคละ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 25 – 27 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 จำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางจากต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ และผลผลิตร้อยละ 10 เกษตรกรจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ ผลผลิตบางส่วนกลุ่มแปลงใหญ่ได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เป็นบาล์มหอมแดง ในชื่อแบรนด์ “หอมมีชัย” เพื่อจำหน่ายและนำไปใช้ภายในกลุ่ม ทั้งนี้ จากการจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 4,400,000 บาท/ปี รายได้เฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 2,400,000 บาท/ปี

ความต้องการของกลุ่ม กลุ่มแปลงใหญ่ฯ มีความต้องการจัดตั้งห้องเย็นเพื่อใช้ในการเก็บรักษาหอมแดงโดยมีเป้าหมายในการรวมผลผลิตจากเกษตรกรให้เก็บรักษาในที่เดียวกัน เพื่อคงคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษา พร้อมทั้งสามารถจำหน่ายรวมกันในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงขณะนี้กลุ่มแปลงใหญ่กำลังดำเนินการผลิตน้ำพริกที่มีหอมแดงเป็นส่วนผสม เช่น น้ำพริกราดปลา โดยเลือกใช้หอมแดงจากผลผลิตของกลุ่มเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างในตลาด

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ ได้สนับสนุนองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในด้านการผลิต การแปรรูป และช่องทางการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ตำรวจบุกรวบสาวบัญชีม้าเปิดบัญชีให้แก๊งมิจฉาชีพแลกกับเงิน 1 หมื่นบาท

ปราจีนบุรี – ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี-สระแก้วรวบสาวเปิดบัญชีม้าแลกเงินถูกพาข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณชายแดนทางภาคเหนือ และได้เปิดบัญชีธนาคารไป จำนวน 5 บัญชี ทำงานอยู่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงถูกไล่กลับมาประเทศไทย เนื่องจากบัญชีที่ตนเปิดโดนอายัด (บัญชีตาย) ได้ค่าตอบแทนมาประมาณ 10,000 บาท 

พ.ต.ต.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล., ด.ต.ต.เกรียงชัย อติภัทรากูล, ด.ต.สาธิต หิรัญเกื้อ, ด.ต.ธีระวัฒน์ สมอุ่มจารย์, ส.ต.ท.ตะวัน จั้นวันดี ผบ.หมู่ ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล, ด.ต.ธรรศนรินทร์ ทำดี ผบ.หมู่ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.ปฏิบัติราชการฯ, ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ มาตรา ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.3 บก.ทล.ปฏิบัติราชการฯ

ทั้งนี้ได้ร่วมกันจับกุมตัวนางสาวไพรวัลย์ หรือเมย์ เพียรงาน อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดหลังสวน ที่ จ.43/2568 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันในข้อหาฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”  สถานที่จับกุม บริเวณ ร้านค้าในพื้นที่ หมู่ 3 ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว

พฤติการณ์ ก่อนเกิดเหตุ เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2566 ผู้เสียหายได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ว่าได้รับสิทธิ์ในการกู้เงินจากธนาคาร จึงได้กดลิงก์ที่แนบมากับข้อความเพื่อยื่นขอกู้เงิน เมื่อได้กดลิงก์เข้าไปแล้ว คนร้ายได้หลอกให้ผู้เสียหายส่งเอกสารส่วนตัวเพื่อขอกู้เงิน

และได้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อเป็นการยืนยันเครดิตว่าจะสามารถชำระเงินที่กู้ไปได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไป 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 20,000 บาท แต่ปรากฎว่าไม่สามารถกู้เงินได้จึง และไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้อีกเลย จึงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร จากการสอบสวนพบว่าหนึ่งในบัญชีที่ผู้เสียหายได้โอนเงินไป คือ บัญชีของ นางสาวไพรวัลย์ฯ ผู้ต้องหา จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหานี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาอยู่ในพื้นที่ ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และทำการสืบสวนวางแผนเข้าทำการจับกุมตัวผู้ต้องหานี้ 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงปราจีน –สระแก้ว  ได้พบว่าผู้ต้องหาได้เดินอยู่บริเวณหน้าร้านค้าในพื้นที่ หมู่ 3 ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว จึงได้เข้าแสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหานี้ โดยตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง และไม่เคยถูกดำเนินคดีนี้มาก่อน จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามปากคำ นางสาวไพรวัลย์ฯ ให้การรับว่า เมื่อช่วงปลายปี พ.ศ.2566 ตนตกงาน ไม่มีงานทำ และต้องการเงินมาจ่ายค่างวดรถจักรยานยนต์ที่ค้างอยู่ ประกอบกับมีคนมาชวนไปทำงานง่ายๆ ได้เงินดี จึงสนใจไปทำงานด้วย เมื่อผู้ต้องหาตกลงไปทำงาน ได้ถูกพาข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณชายแดนทางภาคเหนือ และได้เปิดบัญชีธนาคารไป จำนวน 5 บัญชี ทำงานอยู่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงถูกไล่กลับมาประเทศไทย เนื่องจากบัญชีที่ตนเปิดโดนอายัด (บัญชีตาย) ได้ค่าตอบแทนมาประมาณ 10,000 บาท 

โดย….มานิตย์ สนับบุญ  / ปราจีนบุรี###