แรงงานไทย ลุยสวนลำไย ช่วยชาวจันทน์ ฝ่าวิกฤติแรงงานขาดตลาด

จากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย เดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมาก ปัญหาดังกล่าวสร้างความกังวลต่อผู้ประกอบการภาคการเกษตร โดยเฉพาะสวนลำไยที่กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงมีการเร่งหามาตรการแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

ขณะเดียวกันบนสื่อสังคมออนไลน์ ได้มีการเผยแพร่ประกาศรับสมัครแรงงานคนไทยจำนวนกว่า 30,000 อัตรา เพื่อทำงานเก็บลำไยในจังหวัดจันทบุรี ทดแทนแรงงานกัมพูชาที่กลับประเทศ โดยมีที่พักฟรี ทำงานต่อเนื่อง 9 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 รายได้เฉลี่ยวันละ 700–1,300 บาท ขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สวนลำไยในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นวันแรกของการเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นฤดูกาล นายณรงค์เวทย์ มหเศรษฐพงษ์ ฝ่ายจัดซื้อลำไยเพื่อการส่งออก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้แรงงานเก็บลำไยเกือบทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา จำนวน 500 คน แต่หลังเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดน จึงได้ประสานเครือข่ายในหลายจังหวัด รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการประชาสัมพันธ์รับสมัครแรงงาน

ส่งผลให้ปัจจุบันมีแรงงานไทยเข้ามาทำงานแล้วกว่า 300 คน จากทุกภูมิภาค และยังต้องการเพิ่มเติมอีกประมาณ 100–200 คน ซึ่งเป็นการจ้างงานในลักษณะเหมารายตะกร้า ในอัตรา ตะกร้าละ 45 บาท ผู้มีทักษะสามารถทำรายได้สูงถึงวันละ 1,500 บาท โดยในช่วงแรกจะเป็นการฝึกงานเพื่อเรียนรู้วิธีเก็บเกี่ยวให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ การใช้แรงงานคนไทยมีข้อดีคือสามารถเคลื่อนย้ายทำงานได้ทั่วประเทศ ต่างจากแรงงานต่างชาติที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทำงาน

ด้านนางชุติมา งบสูงเนิน เจ้าของสวนลำไยในตำบลปะตง อำเภอโป่งน้ำร้อน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่าจะไม่มีแรงงานเก็บเกี่ยว แต่เมื่อมีแรงงานไทยเข้ามาช่วย ทำให้สามารถเดินหน้าการเก็บลำไยได้ต่อเนื่อง แม้ทักษะยังต้องฝึกฝน แต่เชื่อว่าจะพัฒนาได้ พร้อมเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเปิดทางให้แรงงานจากประเทศอื่นเข้ามาทำงาน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาแรงงานเพียงชาติเดียว

ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับแรงงานชาวไทยที่เพิ่งเข้ามาเรียนรู้และฝึกเก็บลำไย หนึ่งในนั้นคือ นางอัจฉรา วรรณกิจ ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เดินทางมาพร้อมครอบครัวหลายคน หลังได้รับคำแนะนำจากผู้เคยทำงานมาก่อน เผยว่าการเก็บลำไย “ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย” ต้องอาศัยการฝึกและความตั้งใจ เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับความขยัน ยิ่งทำมากก็ยิ่งได้มาก แม้ต้องเดินทางไกลหลายพันกิโลเมตรก็ไม่รู้สึกกังวล เนื่องจากพื้นที่บ้านเกิดไม่มีงานทำ

ขณะเดียวกัน นายอโนชา ชูกลิ่น หนุ่มภาคอีสาน ชาวจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมากับเพื่อนร่วมจังหวัดรวม 17 คน หลังทราบว่ามีรายได้ขั้นต่ำวันละ 700 บาท ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว จึงตัดสินใจมาทำงาน พร้อมยืนยันว่าไม่กังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และมองว่าการเก็บลำไยไม่ได้หนักอย่างที่คิด แถมมีรายได้ดี

นอกจากนี้ นางสาวณัฏฐณิชา เผื่อนแก้ว ชาวเชียงใหม่ สาวภาคเหนือ เล่าว่ามีประสบการณ์เก็บลำไยจากภาคเหนือ แต่พบว่าการเก็บในภาคตะวันออกมีความแตกต่าง โดยภาคเหนือเก็บแบบลำไยร่วง ขณะที่ภาคตะวันออกเก็บเป็นช่อใส่ตะกร้า เนื่องจากงานเก็บลำไยที่เชียงใหม่สิ้นสุดแล้ว จึงเลือกเดินทางมาจันทบุรี นอกจากรายได้แล้ว ยังมองว่าเป็นโอกาสเรียนรู้วิธีทำงานในพื้นที่ใหม่ ได้ความรู้และได้ประสบการณ์ติดตัว

นอกจากนี้การมาทำงานที่นี่ นายจ้างดูแลทั้งที่พักและสวัสดิการเป็นอย่างดี พร้อมเชิญชวนแรงงานจากทั่วประเทศมาร่วมเก็บเกี่ยวลำไยในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกช่วงฤดูกาลนี้

CPF เชิญชวนคนไทย ‘ผนึกพลังแห่งการให้’ ฟื้นฟูโรงพยาบาลชายแดน

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนซ่อมแซมอาคารโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00–18.00 น. ณ โถงชั้น 1 และหน้าอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม เชิญชวนประชาชนมาร่วมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐานสากล พร้อมส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนภารกิจดูแลสุขภาพและชีวิตของพี่น้องคนไทยในพื้นที่ชายแดน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพี เราขอร่วมเป็นพลังสนับสนุนการฟื้นฟูโรงพยาบาลชายแดน เชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้โรงพยาบาลกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง

ซีพีเอฟ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของโรงพยาบาล ในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของชุมชน จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์เคียงข้างสังคมไทย พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโดยตรง เพื่อเติมพลังใจและเสริมศักยภาพให้โรงพยาบาลกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ได้ต่อยอดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” โดยมอบเงินสนับสนุนให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อฟื้นฟูอาคารหลักที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ และช่วยเหลือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

ซีพีเอฟ เชื่อมั่นว่า…ทุกการให้ คือพลังที่ยิ่งใหญ่ ขอเชิญชวนคนไทยทุกท่านร่วมแรงร่วมใจ ส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เคียงข้างโรงพยาบาลชายแดน ก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ระทึก!เพลิงไหม้ร้านกุญแจเชียงใหม่กลางดึกลุกลาม3คูหา

เชียงใหม่ -เพลิงไหม้ร้านกุญแจกลางดึกลุกลาม 3 คูหา เจ้าหน้าที่ใช้เวลาดับเพลิง 30นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงได้

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2568 เกิดเหตุไฟไหม้ร้านทำกุญแจกลางเมืองเชียงใหม่ ก่อนลุกลามไหม้วอดไป 3 คูหา เบื้องต้นเร่งหาสาเหตุ เพราะมีคนได้ยินพี่น้องในร้านทะเลาะกันอย่างหนัก และมีการขู่ว่าจะเผาร้าน

ก่อนที่จะมาเกิดเหตุจริงขึ้นโดยตำรวจพบว่าต้นเหตุเกิดจากจุดเทียนไข แต่ไฟไหม้โซฟาลุกลาม เพราะที่ร้านถูกตัดน้ำตัดไฟ ก่อนที่จะมาเกิดเหตุจริง เบื้องต้นรับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณร้าน ช.กลอนประตู ถนนบำรุงราษฎร์ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ทางสมาคมกุศลสงเคราะห์เชียงใหม่ และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดรถพร้อมอาสาสมัครดับเพลิง เข้าสนับสนุนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงศูนย์วิทยุเจดีย์งามเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อระงับเหตุเพลิงไหม้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เพลิงได้ลุกลามจำนวน 3 คูหา ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายอะไหล่รถ ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ช่วยกันระดมฉีดน้ำเข้าสกัด ซึ่งเพลิงโหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอุปกรณ์และสินค้าข้างในทั้ง 3 คูหา เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี 
โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 30 นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ในวงจำกัด

ทั้งนี้คาดว่าต้นเพลิงเกิดจากร้าน ช.กลอนประตู ก่อนที่จะเริ่มลุกลามไปคูหาข้างเคียงอย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจในเบื้องต้น พบว่าข้าวของในร้านทั้ง 3 คูหาได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางเจ้าของร้านและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบโดยละเอียด รวมทั้งหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แท้จริงต่อไป

นอกจากนี้รายงานว่าก่อนเกิดเหตุ ชาวบ้านได้ยินพี่น้องในร้านทำกุญแจ มีปากเสียงทะเลาะกันรุนแรง และมีการขู่จะเผาร้านด้วย ก่อนที่จะมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นดังกล่าว แต่เจ้าของห้องต้นเพลิงให้การกับทางเจ้าหน้าที่ที่เข้าสอบสวน ว่าห้องต้นเพลิงซึ่งเป็นร้านทำกุญแจนั้น ถูกตัดน้ำตัดไฟ จึงต้องใช้วิธีจุดเทียนไข ทำให้เกิดไฟไหม้ที่โซฟาก่อนที่จะลุกลาม ทางเจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวน และเร่งหาหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป/

ขอบคุณภาพ:สมาคมกุศลสงเคราะห์เชียงใหม่

มูลนิธิซีพี-คอนเน็กซ์ อีดี ซีพีเอฟ สานต่อ “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน”

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธี ส่งมอบโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ และ จ.ชัยภูมิ จำนวนรวม 11 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนภายใต้การสนับสนุนในโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ที่มีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการ

สำหรับกิจกรรมส่งมอบโครงการฯเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา มี นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ และซีพีเอฟ นายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท นายชาญชัย พิงขุนทด ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยจรเข้ ตลอดจนผู้บริหารของซีพีเอฟ หน่วยงานราชการในพื้นที่ อาทิ นายอำเภอด่านขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา ผู้แทนชุมชน คณะครูและนักเรียน ร่วมพิธี ณ โรงเรียนบ้านห้วยจรเข้ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

ตลอดระยะเวลา 36 ปี (ปี 2532 – ปัจจุบัน) มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) และ ซีพีเอฟ ได้ผนึกกำลัง ดำเนินโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้นักเรียนได้มีไข่ไก่สดใหม่คุณภาพดี เพื่อนำมาประกอบอาหารกลางวันได้อย่างสม่ำเสมอตลอดปีการศึกษา  อีกทั้งยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียน ส่งเสริมให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการโครงการเพื่อสร้างอาชีพให้นักเรียน และสร้างรายได้ในอนาคต สอดรับกับเป้าหมายของโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED  ที่่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการจัดการการศึกษาของไทย โดยปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,018 โรงเรียน ครอบคลุมนักเรียน 230,000 คน ส่งมอบไข่ไก่สดถึงมือนักเรียนกว่า 28 ล้านฟอง ทั่วประเทศ

ผู้ว่าราชการนครราชสีมา กล่าวว่า  โครงการดังกล่าว นอกจากเด็กๆได้มีไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันแล้ว  ยังได้เรียนเรียนในสิ่งที่เป็นฟาร์มสมัยใหม่ เพราะสิ่งที่ซีพีและซีพีเอฟ ถ่ายทอดให้โรงเรียน มีทั้งระบบ IoT การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมการทำงาน ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งมอบไก่ไข่ แต่เป็นความรู้ เป็นห้องเรียนที่จะให้ลูกหลานได้เรียนรู้เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพต่อไป และเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมกับภาครัฐ โดยเฉพาะโรงเรียนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาการศึกษา เพราะถ้าสังคมดี การศึกษาดี บริษัทก็ดีไปด้วย อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเหลือก็ได้ ถ้าทำงานร่วมกันแล้วทำให้สังคมดีขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดี

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเปิดตัว “EGG BUDDY” ซึ่งเป็นโครงการที่อาสาสมัครพนักงานในเครือซีพีและซีพีเอฟเข้ามาทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงและเพื่อนร่วมทางของโรงเรียนในโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โดยมีเป้าหมาย 1,000 คน ทั่วประเทศ  ทำหน้าที่ติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง ให้คำปรึกษาแก่ครูและนักเรียน พร้อมส่งต่อองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟ สู่โรงเรียน นำไปสู่การพัฒนาโครงการเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานมีการมอบเข็มกลัด “EGG BUDDY” ให้กับพนักงานจิตอาสากลุ่มแรก จำนวน 30 คน ที่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงดูแลโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่ฯ ในแต่ละโรงเรียน เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างความภาคภูมิใจในการทำงานเพื่อสังคม ยกระดับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีคุณภาพ ตลอดจนให้นักเรียนมีคุณภาพชีวิตในวัยเรียนที่เหมาะสม ทั้งด้านสติปัญญา มีความรู้ มีทักษะอาชีพ พร้อมเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสู่สังคมต่อไป

รวมทั้งมีกิจกรรม CP Kid Chef โดยวิสาหกิจเพื่อสังคม เชฟแคร์ส โปรเจกต์ (Chef Cares) นำเชฟ วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร Executive Chef at Tiger Grill ร่วมรังสรรเมนูอาหารจากไข่ไก่ที่ได้จากโครงการฯ เพื่อเสริมทักษะอาชีพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากไข่ไก่ให้แก่นักเรียน สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้เรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้ พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมสินค้าชุมชน  เยี่ยมชมโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ของโครงการฯ และผู้บริหารทำอาหารเมนูไข่เจียวแจกให้กับน้องๆเป็นมื้อกลางวัน ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

ไฟใต้เดือด!คาร์บอมบ์ถล่มจุดตรวจ ชคต.ศาลาใหม่ ตากใบ อส.เจ็บ 1

นราธิวาส – คนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์จุดตรวจหน้าฐาน ชคต.ศาลาใหม่ บ้านโคกมะเฟือง อ.ตากใบ แรงระเบิดทำให้น อส.ประจำหอสูงบาดเจ็บ 1 นาย

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 เวลา 20.15 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ใช้รถ toyota yaris สีดำก่อเหตุคาร์บอมบ์ โดยปล่อยรถให้เคลื่อนที่ไปชนกับแนวกระสอบทรายฐาน ชคต.ศาลาใหม่ หมู่ 1 บ.โคกมะเฟือง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จนระเบิดขึ้น จากนั้น จนท.อส.ในฐานปฏิบัติการได้ทำการยิงตอบโต้คนร้าย พร้อมปิดเส้นทางดังกล่าว

เบื้องต้นมีรายงานคนร้ายที่ก่อเหตุหลบหนีไปทางซอยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเล จ.นราธิวาส (ทางไป บ.ปูลาเจ๊ะมูดอ)

แรงระเบิดส่งผลให้ เจ้าหน้าที่  อส.บริเวณหอสูงได้รับบาดเจ็บ เล็กน้อย 1 ราย (หูอื้อ) ขณะที่เจ้าหน้าที่ อส.ในฐานปฏิบัติการได้ทำการยิงตอบโต้คนร้าย  ส่วนอส.บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

#สถานการณ์ชายแดนใต้ #โจมตีฐาน #จังหวัดชายแดนภาคใต้ #ตากใบ #นราธิวาส

ทลายเครือข่ายละเมิดลิขสิทธิ์บอลพรีเมียร์ลีกโยงพนันออนไลน์-บัญชีม้า เสียหายกว่า 2 พันล้าน

DSI  ปปง. ลงพื้นที่เชียงใหม่ ยึดอายัดทรัพย์สินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เชื่อมโยงพนันออนไลน์และบัญชีม้า มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568)  พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยพันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้มอบหมายให้นายราชพฤกษ์ ชูดำ รองผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นำคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สิน กรณี กลุ่มบุคคลละเมิดลิขสิทธิ์เผยแพร่การแข่งขันฟุตบอล โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ผ่าน 9 เว็บไซต์

รวมถึงเว็บไซต์อื่นใดหรือบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องพร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปสู่การพนันออนไลน์และบัญชีม้าในคดีพิเศษ 291/2565 โดยกลุ่มผู้กระทำความผิดได้จัดทำและเผยแพร่สัญญาณการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งบริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่สัญญาณอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ ปี 2563 โดยเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Tvsod .com  ,  Bee789 . Com , Ballza .com , 7mscorethai .com , 7mscorethai .net , Dooballdotlink .com , Suckballhd .com ,  Amloin789 .com และ 77upth . com

และอีกหลายเว็บไซต์ได้เผยแพร่การถ่ายทอดสดโดยไม่เรียกเก็บค่าบริการ แต่ใช้เป็นช่องทางชักชวนให้เข้าสู่กิจกรรมการพนันออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ เช่น พนันฟุตบอล หวยออนไลน์ บาคาร่า สล็อต และการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์พนันที่มีฐานปฏิบัติการในต่างประเทศ จากพฤติการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท และยังสร้างความเสียหายทั่วโลกจากการเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมพนันออนไลน์ มูลค่ารวมกว่า 240 ล้านบาท

กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงดำเนินการสืบสวนขยายผล และพบเส้นทางการเงินผ่านบัญชีม้ากว่า 150 บัญชี โดยในวันนี้ ยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บัญชีธนาคาร  8 รายการ บ้านพร้อมที่ดิน 60 ตารางวา 1 หลัง ราคาประเมิน 6,990,000 บาท รถกระบะ 1 คัน รถมอเตอร์ไซต์ฮาเล่ 1 คันรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า 1 คัน การสืบสวนยังสามารถจำแนกกลุ่มผู้กระทำความผิดออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มบุคคลผู้ใช้บัญชีม้าในการรับโอนและหมุนเวียนเงิน มีทั้งผู้ที่มีฐานะยากจน บุคคลต่างด้าวไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  เปิดบัญชีให้กับกลุ่มนายทุน และรับโอน  ประมาณ 150 คน

 2. กลุ่มผู้ดูแลเพจหรือแอดมิน พัฒนาระบบเว็บไซต์และเชื่อมโยงเครือข่าย โดยทำหน้าที่รับเงินและ กดเงิน  ประมาณ 15 คน

3. กลุ่มผู้ทำหน้าที่รับเงินสดและทำธุรกรรมทางการเงินส่งไปยังกลุ่มนายทุน  ประมาณ 20 คน

4. กลุ่มนายทุน ผู้สนับสนุนทางการเงินและอยู่เบื้องหลังการกระทำความผิด ประมาณ 10 คน  ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหลายฐาน อาทิ ความผิดฐานฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นพนันและโฆษณาชักชวนให้เล่นพนัน ตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478

กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดบางส่วนแล้ว และอยู่ระหว่างการติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีไปต่างประเทศโดยจะเร่งรัดการสืบสวนและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดที่เหลือ โดยเฉพาะผู้มีบทบาทสำคัญหรือผู้อยู่เบื้องหลัง มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ถือลิขสิทธิ์ และป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก

รวบโอปป้าแดนโสม ขับรถซ่อนเครื่อง FBS ตระเวนส่ง SMS ปลอมกลางกรุง

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.68 ที่บก.สอท.2  พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, ร่วมกับ คุณวิสิษฐศักดิ์ เจริญไชย ผู้จัดการงานองค์กรสัมพันธ์ AIS แถลงข่าว รวบโอปป้าแดนโสม ขับรถซ่อนเครื่อง FBS ตระเวนส่ง SMS ปลอมกลางกรุง

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์  กล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 และ 16 ส.ค.68 บช.สอท. ร่วมกับ AIS แถลงข่าวกรณีจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย ได้ขับรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) เพื่อตระเวนส่งสัญญาณ SMS ปลอมแนบลิงก์ที่เข้าสู่เว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกประชาชนที่หลงเชื่อให้สูญเสียทรัพย์สิน โดยครั้งแรกจับกุมได้บริเวณปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่าน ถ.สิรินธร แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กทม. และ ครั้งที่ 2 จับกุมได้บริเวณย่านถนนข้าวสาร ซึ่งทั้ง 2 กรณี ผู้ต้องหาอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากนายทุนชาวจีน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.1 นำโดย พ.ต.ท.ชูเกียรติ ชาตะรูปะ สว.กก.2 บก.สอท.1 ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดร่วมกันสืบสวนร่วมกับทีมวิศวกรจาก AIS กระทั่งพบการก่อเหตุอีกครั้ง โดยคนร้ายได้ขับรถยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณไปตามพื้นที่ต่างๆ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณที่มีผุ้คนพลุกพล่าน จึงกระจายกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยวางกำลังค้นหาคนร้ายที่ก่อเหตุรอบพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะถนนเส้นหลักและย่านชุมชน

กระทั่งวันที่ 19 ส.ค.68 เวลาประมาณ 11.00 น. ได้พบรถยนต์ต้องสงสัย ยี่ห้อ Toyota รุ่น Yaris A Tive สีขาว โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบสัญญาณคลื่นความถี่ที่ผิดปกติ เคลื่อนที่ไปพร้อมรถยนต์คันดังกล่าว จึงได้สะกดรอยติดตาม ผ่านแยกเอกมัย เข้าถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มุ่งหน้าถนนอโศก – ดินแดง แยกประชาสงเคราะห์ และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยระหว่างขับรถติดตามเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสะกดรอย ต่างก็ได้รับข้อความ SMS ที่แนบลิงก์เข้าสู่เว็บไซต์ปลอมเข้ามาในโทรศัพท์มือถือ  เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามคนร้ายมาถึงบริเวณริมถนนอโศก – ดินแดง (แยกประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. จึงสบโอกาศและได้แสดงตัวเข้าสกัดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อทำการเข้าตรวจค้น จากการตรวจค้นพบว่า ผู้ขับขี่คือ MR.DOHYONG KIM อายุ 35 ปี สัญชาติ เกาหลีใต้ เดินทางมาเพียงลำพัง

จากการตรวจสอบร่วมกับวิศวกรของ AIS พบว่า อุปกรณ์ที่ติดตั้งมาในรถยนต์เป็นเครื่องจำลองสถานีฐาน (False base station) กำลังทำงานอยู่ เป็นอุปกรณ์เครื่องวิทยุโทรคมนาคมที่ดัดแปลงการส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ต่างๆ เพื่อส่งเข้าโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในรัศมี และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station) พร้อมอุปกรณ์กระจายสัญญาณจำนวน 1 กล่อง และโทรศัพท์มือถือจำนวน 3 เครื่อง ซึ่งระหว่างการตรวจค้นนั้น ก็ยังมี SMS แนบลิงก์เข้าสู่เว็บไซต์ปลอมเข้ามาในกล่องข้อความโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง

จากตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของ MR.DOHYONG KIM พบข้อความการสนทนาระหว่างผู้ต้องหากับผู้สั่งการผ่านทางแอปพลิเคชัน Telegram ซึ่งเจ้าตัวเองยอมรับว่า ตนได้รับการติดต่อจากชาวจีนรายหนึ่ง ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ผ่านแอป Telegram โดยจ้างให้ตนนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปขับรถตระเวนส่ง SMS ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร บริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่าน โดยที่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้กำหนดเส้นทางในการขับขี่ให้ในแต่ละวัน เมื่อขับขี่ไปยังจุดต่างๆตามที่กำหนดแล้ว ก็จะรายงานให้ผู้ว่าจ้างทราบทุกๆ 30 นาที ส่วนรถยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุ เป็นรถเช่า ที่นายจ้างชาวจีนโอนเงินมาให้เพื่อนำไปจ่ายค่าเช่ารถ ตนเองเคยทำมาแล้ว 3 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. -19 ส.ค.68 ได้ค่าจ้างวันละ 100,000 วอน (ประมาณ 2,339 บาท) แต่ครั้งแรกที่ทำนี้ได้รับเงินเป็นรายสัปดาห์ รวมจำนวน 550 US (ประมาณ 17, 869 บาท)  จึงแจ้งข้อหา 1. ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออก ใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498

2. ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11     พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498

3. ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการ    โทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67 (3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม

4. ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 343, ร่วมกันกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1)

5. ร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มิได้มุ่งหมายเพื่อประโยชน์ สาธารณะ หรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

6. ร่วมกันกระทำความผิดฐาน อั้งยี่ ตาม ป.อาญา มาตรา 209”

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบอสชาวจีนรายดังกล่าว และหาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุที่เคยจับได้ก่อนหน้านี้ ว่าเป็นขบวนการเดียว มีบอสชาวจีนคนเดียวกันหรือไม่ เพื่อเร่งรวบรวมพยานดำเนินคดีชาวต่างชาติรวมทั้งผู้ร่วมขบวนการชาวไทยที่เกี่ยวข้องต่อไป

สคบ.บุกตรวจสอบร้านดัง “เจ๊ไฝ” ปมไข่เจียวปู 4,000 บาท สั่งปรับฐานไม่ติดป้ายราคา

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.68 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกับกรมการค้าภายใน และ บก.ปคบ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เข้าตรวจสอบร้านอาหารชื่อดัง “เจ๊ไฝ” หลังได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีเรียกเก็บเงินค่า “ไข่เจียวปู” ไม่ตรงกับราคาที่ระบุในเมนู

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายอนุพงษ์ เจริญเวช ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภค 2 ตามการมอบหมายของ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดย สคบ. มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบสิทธิของผู้บริโภค ส่วนกรมการค้าภายในเน้นการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ

จากการตรวจสอบพบว่า ร้านเจ๊ไฝได้ทำเมนูพิเศษ “ไข่เจียวปู” ในราคา 4,000 บาท ให้กับลูกค้าประจำ 3 ราย ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แสดงอยู่ในเมนู อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวเผยแพร่ออกไป ลูกค้าได้กลับมาเจรจากับทางร้าน ซึ่งทางร้านได้แสดงเจตนาจะคืนเงินให้ แต่ลูกค้าปฏิเสธที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าว

ในส่วนของการดำเนินการตามกฎหมาย กรมการค้าภายในได้เปรียบเทียบปรับร้านเจ๊ไฝ ฐาน “ขายสินค้าโดยไม่แสดงราคา” ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ทั้งนี้ สคบ. ชี้แจงว่ายังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายโดยตรง แต่ได้รับแจ้งจากเพื่อนของบุคคลในข่าวว่าไม่ติดใจเรื่องค่าเสียหาย แต่ต้องการให้ดำเนินการตามกฎหมายที่ร้านได้กระทำผิด

สคบ. ย้ำว่าผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ที่ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ทุกจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน รวมถึงเมืองพัทยาและสำนักงานเขตทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร ตามนโยบายการกระจายอำนาจของ สคบ.

แตกตื่น!ไฟไหม้บ้านห้องแถวไม้ หวิดวอดทั้งตลาด เบื้องต้นคาดไฟฟ้าลัดวงจร

อุทัยธานี- แตกตื่น!!กันทั้งตลาด ไฟไหม้บ้านห้องแถวไม้ หวิดวอดทั้งแถว เจ้าหน้าที่สกัดเพลิงไว้ได้ทัน  เบื้องต้นคาดไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.สรไกร จักรแก้ว ร้อยเวร สภ.เมืองอุทัยธานี ได้รับแจ้ง ว่าเหตุเพลิงไหม้ห้องแถวในตลาดชุมชนพัฒนา อ.เมืองอุทัยธานี จ.อุทัยธานี หลังจากได้รับแจ้งจึงวิทยุขอกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลเมืองอุทัยธานี  พร้อมขอกำลังรถดับเพลิง เทศบาลข้างเคียงไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อระดมดับเพลิง

ที่เกิดเหตุ เป็นห้องแถวเช่าไม้ 2 ชั้น ห้องที่เกิดเหตุเป็นเลขที่ 95/2 ซึ่งเป็นร้านขาย หม่าล่า ปิ้งย่าง โดยเพลิงได้ลุกไหม้ชั้นบน เจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำ ดับเพลิงไปยังห้องดังกล่าว ใช้เวลา 20 นาที เพลิงจึงสงบลง

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุที่  ส่วนความเสียหายนั้น ไฟได้ลุกไหม้ บริเวณห้องเก็บของ และลามมายังหน้าต่าง และกำแพงไม้กั้นห้อง  เบื้องตนคาดว่าสาเหตุจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจรทั้งนี้ต้องรอทางเจ้าหน้าที่ พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายไพบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้เช่าห้องแถวไม้ ติดกับห้องที่เกิดเหตุ ว่าช่วงที่ไฟไหม้ตนเองพร้อมกับ ผู้เช่าห้องแถวติดกันนั้นไม่มีใครอยู่ห้องเลย  โดยออกไปทำงานกันหมด จนมาทราบอีกทีว่ามีคนแจ้งไปบอกตนเองจึงได้รีบมาดูในที่เกิดเหตุดังกล่าว

สวรรค์การเที่ยวเมืองคอน !!! แวะขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ ชมธรรมชาติงดงาม

หลายๆจังหวัดของประเทศไทยช่วงนี้ มีฝนฟ้า อากาศไม่เป็นใจ เดี่ยวร้อน เดี่ยวฝนตก เดี่ยวน้ำท่วม เอาแน่นอนไม่ได้ โลกรวนไปหมดแล้ว แต่แถบภาคใต้พักนี้ บางวันยังอากาศร้อนตับแตก ส่อแววว่าจะลากยาว ไม่รู้ว่าช่วงไหนฤดูฝนและฤดูร้อนกันแล้ว ยิ่งช่วงนี้อากาศร้อนจัดมาหลายวัน

แน่นอนร้อนๆแบบนี้ ต้องแวะมาท่องเที่ยวทะเลพักผ่อน เพราะว่าภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลมีให้เลือกมากมาย หลากหลายบรรยากาศอยู่ที่ว่าจะชอบแนวไหน ถ้าเงียบสงบ เมืองเล็กๆ แต่บรรยากาศโดยรวม ล้อมรอบด้วยธรรมชาติงดงาม ลองแวะมา อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราชสักครั้ง บอกเลยว่า ประทับใจไม่มีวันลืม

ทั้งเรื่องอาหารทางใจ มีวัดสวยๆ ให้มากราบไหว้หลวงพ่อทวด ท้าวเวสสุวรรณ มีให้สายมูมาร่วมสักการะกัน ก่อนที่เดินทางไปพักผ่อนชายทะเล ทานอาหารใต้รสเด็ด หรือประเภทซีฟู้ด มานั่งล้อมวงสังสรรค์กับครอบครัว ชมทัศนียภาพที่สวยงามทะเลใต้ยามเย็น จัดปิกนิคนั่งปิ้งย่าง ปลา ปู กุ้งหอย  น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดจะเติมความสุขรสชาติชีวิตไปอีกแบบ

ด้วยความที่ “ทะเลขนอม” อีกหนึ่งสถานที่มีโลเคชั่นสวยงาม เหมาะสำหรับคนหนุ่มสาว หรือพาครอครัวมาพักผ่อน สถานที่มุมสวย เคียงข้างธรรมชาติ ที่ไม่ค่อยมีความวุ่นวายกับแสง สี มากนัก ยังมีกลิ่นอายความเป็นท้องถิ่นเล็กๆ อีกอย่างสถานที่พักมีให้เลือกมากมายในราคาที่ไม่แพงมากไม่ว่าจะเป็นบ้านพักแบบพูลวิลล่า รีสอร์ท และห้องพัก

อีกอย่างสามารถเดินทางไปเที่ยวหาดแขวงเภา หากท้องหยี หาดในเพลา แต่ะแห่งจะขับรถผ่าน หาที่กิน ที่เที่ยวมากมาย ไม่ห่างไกลกันมาก โดยเฉพาะมาในเขตอุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ จะมีความโดดเด่น ด้วยหาดทรายเคียงคู่กับทิวสน เจอลมทะเลพัด จะเห็นยอดสนโค้งงออย่างสวยงาม นอกจากนี้ จะมีเกาะน้อย เกาะวังใน เกาะวังนอก เกาะมัดสุม เกาะท่าไร และเกาะผี  อีกมากมายหลายเกาะให้ผจญภัย

ยิ่งยามเย็นบริเวณอ่าวขนอม ท้องทะเลสีฟ้าสวยงาม ยามที่คลื่นลมสงบ ลงเล่นน้ำ บางวันอาจโชคดีมีลุ้นเจอเพื่อนในทะเล โลมาสีชมพูมาร่วมวงโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นอยู่บ้าง ช่วยเพิ่มสีสันชีวิต เจอโลมาชื่อดังแห่งทะเลขนอม

หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ลองขึ้นบกมาเที่ยวธรรมชาติ นั่งเล่นริมสายธารให้ปลาตอด  “ปลาร่องไม้ตับใหญ่” ที่สวนตาสรรค์ แต่ไม่ใช่ของครูสัน เคียงซา !!! สถานที่แห่งนี้ยังเป็นธรรมชาติ ร่มรื่นมาก ไปเที่ยวขึ้นเขา ลงทะเลจนขาเหมื่อย ลองมานั่งแช่เท้าให้ปลาตอด มีความสุขไปอีกแบบ

หากขับรถมาเที่ยวทะเลขนอมนั้น ไม่ได้ไกลมาก ยิ่งช่วงนี้ผลไม้ใต้ ทุเรียน เงาะ  มังคุดยังพอหาทาน ราคาถูกมาก มาเที่ยวไปยาวๆแวะมาทานอาหารใต้ มาพักผ่อน ชาร์ทแบตให้กับชีวิตก่อนที่กลับไปลุยงาน รับรองสมองโล่ง เหมือนได้ยาบำรุงธรรมชาติชั้นดี

  # ท่องเที่ยวขนอม
  # ทะเลขนอม   
  # อุทยานแห่งชาติขนอม
   # หมู่เกาะทะเลใต้
   # ขนอม จ.นครศรีธรรมราช