บีโอไอ เปิดฉาก THECA 2025 ดันไทยสู่ระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรแห่งเอเชีย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดฉากงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2025 (THECA 2025) อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ผู้นำระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรของเอเชีย” พร้อมผนึกกำลังสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกด้วยแนวคิด “How to Build Effectively a Future Electronic Ecosystem” งาน THECA 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.00-18.00 น. ณ EH 99-100

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ รวบรวมผู้ประกอบการจากทั้ง 3 กลุ่มหลัก ในระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ กว่า 250 องค์กรชั้นนำจาก 15 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายได้สูงถึง 20,000 ล้านบาท ผ่านกิจกรรมหลัก เช่น การจับคู่เจรจาธุรกิจ การจัดกิจกรรม Networking การจัดประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติ การจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีท่ามกลางผู้เข้าชมงานคาดสูงถึง 7,000 ราย พร้อมไฮไลท์ JOB FAIR PCB 2025 เปิดโอกาสการจ้างงานกว่า 80,000 ตำแหน่งในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เจ้าภาพการจัดงานเปิดเผยว่า THECA 2025 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่คือสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย จากบทบาทการเป็นฐานการผลิตไปสู่ “ผู้นำระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์” ที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค โดยบีโอไอได้กำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนที่ครอบคลุม ตั้งแต่มาตรการสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม การส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเพิ่มทักษะฝีมือบุคลากร ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระดับโลก

ตั้งแต่ปี 2565 – มิถุนายน 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น การออกแบบชิป การประกอบชิป การทดสอบเวเฟอร์และแผ่นวงจรรวม การผลิต PCB ไปจนถึงการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวม 517 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 7 แสนล้านบาท โดยมีนักลงทุนหลักจากเยอรมัน สหรัฐอเมริกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง โดยเป็นการลงทุนอุตสาหกรรม PCB 180 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้ไทยครองตำแหน่งผู้ผลิต PCB อันดับ 1 ของอาเซียน และติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

ในการจัดงานครั้งนี้ บีโอไอ จัดเวที BOI Forum ภายใต้แนวคิด “Building the Future: Investment Policies Shaping Thailand’s Advanced Electronics and Semiconductor Ecosystem” โดยมีเป้าหมายเพื่อรวมพลังของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC), การผลิตและทดสอบเวเฟอร์,การผลิต PCB, การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ (EMS) ไปจนถึงการประกอบและทดสอบวงจรรวม (IC Packaging and Test) เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม PCB ไทย ที่กำลังยกระดับจากผู้ผลิต PCB ชนิดทั่วไป สู่การเป็นผู้พัฒนา PCB ขั้นสูง เช่น HDI PCB, Flexible PCB หรือ Multilayer PCB ที่สามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI

“ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่โดดเด่นของหลายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น Hard Disk Drive, PCB, การประกอบและทดสอบวงจรรวม, การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ หากมองไปในอนาคต ไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรของภูมิภาค ที่ครอบคลุมทั้งการเป็นฐานการผลิต การออกแบบ การวิจัยและพัฒนา การเชื่อมโยงซัพพลายเชน และการเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค หรือ Regional Headquarters ของบริษัท ชั้นนำจากทั่วโลก ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายนี้ได้คือ การพัฒนาบุคลากร และยกระดับผู้ประกอบการไทย ให้มีทักษะและองค์ความรู้ในเทคโนโลยีที่สูงขึ้นด้วย” นายนฤตม์ กล่าวย้ำ

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้จัดงาน THECA 2025 กล่าวถึงความสำเร็จของการจัดงานว่า ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สามารถรวมเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Ecosystem) ไว้ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร การผลิตและประกอบ ไปจนถึงบริการทดสอบและมาตรฐานสากล รวมกว่า 250 บริษัทจากทั่วโลก ได้แก่ ประเทศไทย จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสเปน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 7,000 ราย บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 12,000 ตารางเมตร

ภายในงาน ยังมีการจัดสัมมนาเชิงลึก 46 หัวข้อ โดยวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำกว่า 68 ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพของไทยในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก ได้แก่ 

1) Quantum & Semiconductor การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรองรับยุคควอนตัม 

2) AI with PCB การใช้ AI พัฒนาและผลิต PCB ให้มีความแม่นยำและเร็วขึ้น 

3) Digital Twin & Simulation การลดต้นทุนการผลิตด้วยระบบจำลองขั้นสูง 

4) Sustainability & Supply Chain การพัฒนาอย่างยั่งยืน ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ ESG 

5) Education & Design การสร้างคน สร้างองค์ความรู้ ตั้งแต่ระดับออกแบบจนถึงประกอบจริง พร้อมข้อเสนอความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษา

รวมทั้ง JOB FAIR PCB 2025 ที่เปิดโอกาสให้แรงงานทักษะสูงกว่า 80,000 อัตราได้จับคู่กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลก

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้จัดงานร่วม กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมในการยกระดับอุตสาหกรรม PCB ของเอเชีย งาน THECA 2025 ซึ่งขยายตัวเกือบสองเท่าจากปีแรก แสดงถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในฐานะทั้งศูนย์กลางการผลิตและเชื่อมสู่ตลาดเอเชีย ด้วยการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือจากผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าร่วมงานจะเป็นกุญแจสำคัญในการบุกตลาดใหม่ พัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย และสร้างมาตรฐานใหม่ที่ยั่งยืนในระดับโลก

ดร.ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการ ฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวสนับสนุนว่า THECA 2025 เป็นกลไกสำคัญตามยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปีของทีเส็บ ที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยกิจกรรมไมซ์สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยงาน THECA 2025 ตอบโจทย์ทุกมิติ ทั้งการสร้างรายได้จากผู้เข้าร่วมงานและนักลงทุนต่างชาติ การยกระดับองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชั้นสูงผ่านเวทีสัมมนาเชิงลึก ตลอดจนการเชื่อมโยงธุรกิจจากทั่วโลกสู่ห่วงโซ่อุปทานของไทยอย่างครบวงจร ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์หลักในการ “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายผ่านไมซ์” รวมถึงการผลักดันงานไมซ์เกิดใหม่อย่างมั่นคงและ การสร้างแบรนด์ไมซ์ไทยให้โดดเด่นในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคลัสเตอร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างแท้จริง

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิอีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด“THECA 2025 ไม่ใช่แค่การโชว์นวัตกรรม แต่คือ Ecosystem Enabler ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ การลงทุน และแรงงานในอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ให้ก้าวสู่เวทีโลก ด้วยมาตรฐาน ESG และแนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียวที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ” นายพิธาน กล่าวสรุป

วงดนตรี”คาวบอยไทย” ร่วมงานคอนเสิร์ต “จิตติมาเจือใจ เสียงใสใสในหัวใจมีปีก ครั้งที่ 2”

หม่อมหลวงปราลี มาลากุล ประสมทรัพย์ เป็นประธานจัดงานคอนเสิร์ต “จิตติมาเจือใจ เสียงใสใสในหัวใจมีปีก ครั้งที่ 2” เมื่อวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568  ที่ผ่านมา ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ มีศิลปินนักร้องมากมาย อาทิ ธานินทร์ อินทรเทพ, รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส ศิลปินแห่งชาติ, โฉมฉาย อรุณฉาน, สุชาติ ชวางกูร

พร้อมด้วยสุดยอดวงดนตรี”คาวบอยไทย” ผู้ควบคุมวงโดยคุณสุชน นักเสียง..ตลอดจนการแสดงพิเศษที่ตื่นตาตื่นใจ สร้างความสุข ความประทับใจให้แก่ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้สมาคมคนตาบอดแห่งประทศไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสมาคมฯในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตาบอดในทุกด้าน ทั้งการศึกษา อาชีพ ดนตรี กีฬา และการมีส่วนร่วมทางสังคม

หมูอเมริกัน ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

นักวิชาการ ชี้ นำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ อาจแลกด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ของผู้บริโภค กระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้ “แรคโตพามีน (Ractopamine)” ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดงที่ไทยห้ามใช้อย่างเด็ดขาด กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ “ไม่ควรเกิดขึ้น” ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประการแรก คือ ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทย ด้วยประเทศไทยห้ามใช้แรคโตพามีนโดยเด็ดขาด เพราะจัดเป็นสารในกลุ่ม β-agonist ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ในขณะที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าว และแม้ว่า Codex Alimentarius จะกำหนดค่าตกค้างสูงสุด (MRL) แต่หลายประเทศไม่ยอมรับ อาทิ EU จีน รัสเซีย และไทย ดังนั้น การยอมให้นำเข้าเนื้อหมูที่มีแรคโตพามีน เท่ากับลดมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศลงเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

ประการต่อมา เสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคความดัน หัวใจ และหลอดเลือด อีกทั้งข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย ดังนั้น แรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้น อาจกระตุ้นระบบหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

เนื้อหมูปลอดภัย

นอกจากนี้ คนไทยนิยมบริโภค “เครื่องในหมู” ต่างจากสหรัฐฯ ที่ไม่นิยมบริโภค  โดยตับและไตเป็นอวัยวะที่สะสมสารพิษ ฮอร์โมน และสารเคมี ดังนั้นผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นิยมรับประทาน เมนู ต้มเลือดหมู จึงยิ่งเพิ่มโอกาสได้รับสารตกค้างจากหมูที่เลี้ยงด้วยแรคโตพามีน

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการทำลายห่วงโซ่อาหารไทย เนื่องด้วย หมูอเมริกันเลี้ยงด้วยสารเร่ง โตไว ต้นทุนต่ำ จึงทำให้เนื้อหมูราคาถูก หากเปิดนำเข้ามาในตลาดของไทย จะทำให้หมูไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ผลกระทบที่ตามมา คือ เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมู โรงสีขายรำข้าวไม่ได้ ราคาข้าวก็จะปรับตัวสูงขึ้น กากปาล์ม กากเบียร์ ข้าวโพด และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ จะถูกใช้น้อยลง ส่งผลให้ห่วงโซ่เศรษฐกิจพัง การเสียสมดุลนี้จะกระทบราคาอาหารโดยรวมทั้งประเทศในระยะยาว

การเลี้ยงหมูไม่ใช่แค่การผลิตเนื้อสัตว์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อาหารที่ช่วยให้สินค้าอื่นมีราคาสมเหตุสมผล การอนุญาตให้หมูที่ใช้สารต้องห้ามเข้าสู่ตลาดไทย ไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังทำลายเศรษฐกิจเกษตรของไทยทั้งระบบ เนื้อหมูราคาถูกจากสหรัฐฯ อาจแลกมาด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

” มท.1-ปลัดป๊อป” แถลงผลจับกุมผู้ค้ายาไอซ์ 700กก. ย้ำล้างบางยาเสพติดไม่หยุด

” มท.1″ -“ปลัดป๊อป”  นำแถลงข่าวจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญพร้อมของกลางยาไอซ์ 700 กิโลกรัม ย้ำ ทุกภาคส่วนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเข้มข้นต่อเนื่อง ไม่เป็นแค่ไฟไหม้ฟาง เพื่อให้ยาเสพติดหมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568. นายภูมิธรรม เวชยชัย “มท.1” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ “ปลัดป๊อป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ., นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมด้วย ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 ตำรวจภูธรภาค 5 ถ.มหิดล จ.เชียงใหม่

นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า การจับกุมยาเสพติดในครั้งนี้ สามารถจับกุมได้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เวลา 01.12 น. โดยกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 ร่วมกับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน 335 สกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด บริเวณพื้นที่บ้านป่าบงงาม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางยานพาหนะ และขยายผลพิสูจน์ทราบและตรวจยึดของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 28 กระสอบๆ ละ 25 กิโลกรัม รวม 700 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์โตโยต้า ไทเกอร์ ตอนเดียว สีบรอนทอง ติดโครงเหล็ก ได้ของกลางยาไอซ์ 700 กิโลกรัม เป็นการดำเนินการภายใต้ปฏิบัติการ Seal Stop Safe ของรัฐบาล และมีปฏิบัติการ No Drugs No Dealers หนุนเสริมให้ปฏิบัติการมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยให้ทุกส่วนร่วมกันเพื่อให้ยุติปัญหาภัยคุกคามยาเสพติดทุกระดับ

“ปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ เป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็สามารถที่จะตัดวงจรการลำเลียงและการค้ายาเสพติดได้อย่างเป็นรูปธรรม วันนี้เราต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพราะยาเสพติดเป็นเรื่องที่ค้างคาจนประชาชนทุกหย่อมหญ้าได้รับความเดือดร้อน ถ้าสิ่งเหล่านี้ยังถูกปล่อยให้เกิดขึ้นในสังคมไทยมันจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ปฏิบัติการลักษณะนี้เราจะทำอย่างต่อเนื่องต่อไป มันจะไม่เป็นแค่ไฟไหม้ฟางที่จะหายไป จึงขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกัน ค้นหาดำเนินการอย่างจริงจัง ผู้ค้าจะต้องถูกดำเนินคดี ผู้เสพจะต้องเข้ารับการบำบัดรักษาฟื้นฟู และเร่งนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูเพื่อคืนคนดีลูกหลานกับเข้าสู่ครอบครัว คืนคนดีให้กลับมาเป็นทรัพยากรบุคคลของประเทศต่อไป” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ทั้งหน่วยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชนที่ได้ช่วยกันเผยแพร่ข่าวสารให้ประชาชนได้รับรู้เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมืออย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงความทุ่มเทเสียสละและความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ได้ทำงานอย่างเข้มข้นต่อเนื่องภายใต้ความเสี่ยง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดได้เข้ามาสู่สังคมไทย

ด้านเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ยาไอซ์ล็อตนี้มี Package เป็นตราทุเรียน ซึ่งเราได้ทำการตรวจโปรไฟล์ตราทุเรียน เคสนี้เป็นเคสที่ 6 ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งล็อตนี้ไม่ได้ใช้ที่เมืองไทย จากการตรวจสอบจะถูกส่งไปที่ไต้หวัน ซึ่งเราได้ประสานทางการข่าวทราบว่า ล็อตนี้ถูกส่งออกจากย่างกุ้ง จะไปไต้หวัน โดยพักยาที่อินโดนีเซีย  จึงยืนยันว่ายาล็อตนี้เป็นปัญหาของมวลมนุษยชาติเราต้องแก้ไขกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไข

โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาเฮโรอีน ยาไอซ์ บ้านเราเป็นทางผ่านไปประเทศที่ 3 ซึ่งรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ ป.ป.ส. ได้ร่วมกับทางจีนและประเทศต่าง ๆ บูรณาการร่วมกันในลักษณะความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืน

เสียงสะท้อนพ่อค้าแม่ค้าช่องจอม!หวั่นเขมรยิงรอบ2หลังทูตนานาชาติกลับ

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.68คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT)ได้ลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างที่มีการหยุดยิงจากผลการเจรจาที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประชาชนที่อพยพได้กลับมาบ้านแล้วร่วม 2 สัปดาห์ บางส่วนยังไม่กล้าเปิดร้านค้าขายเพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางส่วนเริ่มอพยพผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและเด็กๆไปอยู่ตามวัดในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าบางส่วน ก็ได้มีการเปิดร้านค้าขายมากขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณตลาดชายแดนช่องจอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอาหารและของสด แม้ลูกค้าจะเข้ามาซื้อน้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าต่างจำเป็นต้องเปิดร้านค้าขาย หวังมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเพื่อหาเงินทุนไปไว้ใช้ในช่วงที่อาจะมีสงครามและอพยพรอบที่ 2  ซึ่งต่างคาดว่า มีโอกาสสูงที่ทหารกัมพูชาจะเริ่มเปิดฉากยิงไทยก่อน

หลังมีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาอย่างต่อเนื่องที่บริเวณชายแดนด้านปราสาทตาควาย-ช่องกร่าง-ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

อีกทั้งระยะนี้ทูตสังเกตการณ์จากหลายประเทศยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าเปิดฉากยิง โดยชาวบ้านวิตกกังวลว่าในวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะมีโอกาสสูงที่กัมพูชาจะเปิดฉากยิงและทำให้เกิดการปะทะกันอีกรอบ

นายสุพรรณ  รักษา อายุ 54 ปี พ่อค้าขายหมูสดตาลดช่องจอม กล่าวว่า วันนี้ทูตมา ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อม ว่าจะอพยพอีกไหม หลังจากทูตกลับก็ภาวานาว่า อย่ามีการยิงกันอีก  ชาว้บานอย่างให้เป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ช่องจอมกำลังเริ่มเปิดค้าขายมากขึ้นดีดีขึ้นจากอาทิตย์ที่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าดีใจที่ค้าขายได้ แต่ก็ยังวิตกและไม่อยากให้มีสงครามอีก เพราะจะต้องปิดร้านอพยพอีก

เพาะเห็ดก้อนชีวมวลซังข้าวโพด เสริมอาชีพ สร้างรายได้ชุมชนน่าน

วิสาหกิจชุมชน “เก้าเห็ดเป็นยา จังหวัดน่าน” นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์แสงแก้ว คำกวน ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดเศรษฐกิจ และนักวิจัยจากโครงการลดฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดน่าน ร่วมกับ กลุ่มเกษตรกรบ้านท่าลี่ ตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จำนวนกว่า 50 คน พร้อมเจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดน่าน และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.น่าน ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพการเพาะเห็ดเศรษฐกิจจำนวน 2 ชนิด โดยใช้ ก้อนชีวมวลจากซังข้าวโพดและต้นข้าวโพดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เป็นวัสดุเพาะเห็ด

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเพาะเห็ดโคนน้อย และเห็ดนางฟ้าภูฐานดำ ซึ่งเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูง และสามารถเพาะปลูกได้ในระดับครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

ภายในกิจกรรม เกษตรกรได้เข้าร่วม ฝึกปฏิบัติจริง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัสดุเพาะ การผสมหัวเชื้อ การควบคุมความชื้นในโรงเรือน จนถึงการดูแลก้อนเชื้อเห็ดให้เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำเรื่องการ จัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างมีระบบ เพื่อลดการเผาในที่โล่ง และสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมการแปรรูปวัสดุชีวมวลให้กลายเป็นทรัพยากร

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ นับเป็น จุดเริ่มต้นของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในชุมชน ซึ่งสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนใกล้เคียง และขยายผลการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับท้องถิ่น และส่งเสริม เศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย…ระรินธร เพ็ชรเจริญ รายงาน

อุทาหรณ์!!หนุ่มใหญ่ยืนฉี่ขอบสระน้ำฝนตกลื่นจมน้ำเสียชีวิตปมว่ายน้ำไม่เป็น

อุทัยธานี-ค่ำคืนเศร้าสลด!!หนุ่มใหญ่ยืนฉี่ลื่นจมน้ำเสียชีวิตคาดว่ายน้ำไม่เป็น ด้าน ผู้ใหญ่บ้านเผยช่วงหลังๆมา ผู้ตายชอบพูดบอกลาบ่อยครั้ง

ค่ำคืนที่ผ่านมา.วันที่ 19 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนจมน้ำเสียชีวิต ล่าสุดได้ประสานไปยังพ.ต.ท.วันชาติ พูลเขตรวิทย์ สารวัตรเวร สภ.หนองฉาง พร้อมนายฉัตรมงคล สุวรรณเศรษฐ์ จนท.ป้องกันสาธารณภัยอุทัยธานี พร้อมอุปกรณ์ดำน้ำ กู้ภัยอุทัยธานี จุดหนองฉาง รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ  หมู่ 5 ต.หนองสรวง อ.หนองฉาง

ที่เกิดเหตุบริเวณหลังบ้าน พบชาวบ้านต่างมายืนมุงดู ที่ขอบสระน้ำมีขนาดกว้างจำนวน 2 ไร่เศษ เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ ได้ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ได้พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชายชื่อนายอรุณโรจน์ ถังสูงเนิน อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 16/7 หมู่ 5 ต.หนองสรวง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ในสภาพลำตัวยังอ่อนอยู่ ท่ามกลางภรรยาและลูกร้องไห้อย่างโศกเศร้า

จากการสอบถามนายธีระพงษ์  ซึ่งเป็นน้องเขยผู้เสียชีวิต เผยว่าผู้ตาย ได้มาหาตนเองที่บ้าน เพื่อมาเล่นกับหลานเป็นประจำ โดยผู้ตายได้มานอนเล่นอยู่บนโต๊ะ ระหว่างนั้น ฝนได้เกิดตกลง ตนเองเห็นผู้ตายเดินไปที่ขอบสระน้ำ และกำลังปลดทุกข์เยี่ยว ลงไปในสระน้ำ ตนเองก็ตะโกนไปว่าระวังลื่นตกสระน้ำ หลังจากนั้นตนเองก็เดินไปเก็บไก่ชนเข้าซุ่ม หลังจากนั้นตนเองหันมามองผู้ตาย เห็นผู้ตายไถลลื่นลงไปในสระน้ำแล้ว ตนเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น จึงได้รีบโทรศัพท์ไปหาญาติๆให้มาช่วย แต่ผู้ตายก็จมลงไปในสระน้ำแล้ว

ด้านนางไหม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 เปิดเผยว่า พักหลังผู้ตายได้ไปหาตนเองที่บ้านเป็นประจำ แล้วชอบพูดเป็นลางคล้ายบอกลาอยู่บ่อยครั้ง และไม่คิดว่าผู้ตายนั้นจะจากไป

ห่วงใยแนวหน้า!เครือข่ายทหารผ่านศึก อ.บ้านแพรก ส่งสิ่งของช่วยเหลือทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

เครือข่ายทหารผ่านศึก อ.บ้านแพรก จัดกิจกรรมส่งต่อธารน้ำใจจากแนวหลังสู่แนวหน้า ณ จุดรับบริจาคสิ่งของ ส่งต่อช่วยเหลือชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ บริเวณ ตลาดนัดครูจันทร์เพ็ญ

พล.อ.อ.ชาญชัย ชาญชิดชิงชัย ประธานชมรมนายทหารอาวุโส กองบัญชาการทองทัพไทย นำคณะเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ร่วมด้วยพล.อ.อ.นพ.อวยชัย เปลื้องประสิทธิ์ โดยมีนายณรงศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ นายอำเภอบ้านแพรก นายสมจิตร แย้มเยื้อน นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแพรก นายสมพจน์ เพ็ญสุวรรณ นายก อบต.สำพะเนียง และเรืออากาศตรี โสภณ สาสกุล ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอบ้านแพรกให้การต้อนรับ

ซึ่งกิจกรรมในครั้งได้รับความสนใจจากพี่น้องชาวบ้านแพรกนำสิ่งของอุปโภค-บริโภคมาบริจาคเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ ตลาดนัดครูจันทร์เพ็ญ บริเวณข้างวัดเขียนลาย หมู่ 4 ตำบลบ้านแพรก อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สิ่งของที่รับการบริจาคในครั้งนี้ล้วนแต่เป็นของจำเป็นทีเหล่าทหารกล้าต้องใช้ในภาวะความตรึงเครียดระหว่างชายแดนไทย –กัมพูชา ซึ่งสิ่งของที่ได้รับจากบริจาคในครั้งนี้เป็นการบ่งบอกถึงความรักสามัคคีของคนในชาติที่ต้องการมีส่วนร่วม

ของบริจาคทั้งหมดพร้อมnลำเลียงเพื่อส่งมอบให้กับแนวหน้าต่อไป

องค์กรรัฐ-เอกชน ยกระดับหนังไทย ดันกทม.เมืองหลวงแห่งภาพยนตร์

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 (Bangkok International Film Festival 2025 /BKKIFF 2025) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยทีมงานชุดใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) จับมือโรงภาพยนตร์ทุกเครือในกรุงเทพมหานคร ฉายภาพยนตร์จากทั่วโลก กว่า 200 เรื่อง ระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 15 ตุลาคมนี้ ชูภาพยนตร์ไทย “ธี่หยด 3” เปิดม่านเทศกาล ณ วันแบงค็อก ฟอรัม

ในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม  นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  นายดรสะรณ โกวิทวณิชชา Festival Director นางพิมพกา โตวิระ  Executive Director  นายอารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง The Stone พระแท้ คนเก๊ ร่วมงานแถลงข่าว

นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการ พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ ครั้งนี้ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือหนึ่งในหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์ ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ของไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างทรงพลัง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA จึงร่วมกันผลักดันให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ภายใต้แนวคิด Power in Collaboration เพื่อยกระดับกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และนักลงทุนมาเจอกัน เพื่อสร้างเครือข่ายให้ผู้ประกอบการไทย ได้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เข้าถึงตลาดระดับนานาชาติมากขึ้น

สำหรับไฮไลต์ของ BKKIFF 2025 คือ ตลาดหนัง ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่ายและนักลงทุน มาพบปะและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การออกบูทจากผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกว่า 50 บริษัท เวทีสัมมนาเชิงลึกจากผู้ซื้อ ภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมมาสเตอร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก กิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงกิจกรรม Asian Project Pitching และ Thai Project Pitchingที่ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ได้นำเสนอโปรเจกต์ ต่อผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน ต่อไป

 BKKIFF 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 ณ โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, เอส เอฟ ซีเนม่า, เฮ้าส์ สามย่าน และลิโด้ คอนเน็คท์ โดยพิธีเปิดเทศกาลจะมีขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2568 ณ พินาเคิล ฮอลล์ ไอคอนสยาม พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น ภาพยนตร์เปิดม่านเทศกาล ถ่ายทอดเรื่องราวใหม่ ๆ กับการเผชิญหน้าดงผีแห่งใหม่ “บ่องสะโหนดเบียง” ที่จะพาผู้ชมสัมผัสบรรยากาศสยองขวัญบทใหม่อย่างเข้มข้น สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BKKIFFofficial ทั้ง Facebook, Instagram, TikTokและ X

#BKKIFF2025 #เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ #กรมส่งเสริมวัฒนธรรม #THACCA

ชัยภูมิลุยปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers” มุ่งสร้างชุมชนปลอดยาเสพติด

ชัยภูมิร่วมสนธิกำลังทุกภาคส่วน เดินหน้าปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers” มุ่งสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติด ปราศจากทั้งผู้ค้าและผู้เสพ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 20.00 น. ณ บริเวณหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุจริต ปาณเล็ก ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ ร่วมเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ภายใต้ชื่อ “No Drugs No Dealers” เดินหน้าสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติด ปราศจากทั้งผู้ค้าและผู้เสพ

โดยมี น.ส.กานต์จรัส เอียดทองใส ปลัดจังหวัดชัยภูมิ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมการบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง อส. สาธารณสุข สรรพสามิต พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แรงงาน รวมถึงหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยครั้งนี้มีการเปิดปฏิบัติการพร้อมกันในทั้ง 16 อำเภอของจังหวัด

นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ดำเนินการ “รีเอกซเรย์” พื้นที่ทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ตั้งแต่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ได้บัญชีรายชื่อผู้ค้าและผู้เสพครบถ้วนแล้ว และในวันนี้เป็นการปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการกวาดล้าง พร้อมจัดระเบียบสังคม

จากข้อมูลล่าสุด พบว่าในบัญชีผู้ค้า 264 ราย ดำเนินการจับกุมแล้ว 248 ราย เหลืออยู่ระหว่างการติดตามอีก 16 ราย ขณะที่ผู้เสพจำนวน 2,282 ราย ได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว 2,268 ราย เหลือเพียง 14 ราย ซึ่งจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ชุมชนปลอดยาเสพติด” อย่างแท้จริง

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้ฝากถึงประชาชนว่า การดำเนินงานครั้งนี้ ไม่มุ่งลงโทษผู้เสพ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สมัครใจเข้ารับการคัดกรองและบำบัดรักษา ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือจากชาวบ้านในการแจ้งเบาะแสผู้ค้า ผู้ลักลอบนำเข้า หรือผู้ผลิตยาเสพติด โดยยืนยันว่าจะปกปิดข้อมูลผู้แจ้งเป็นความลับ เพื่อนำไปสู่การสืบสวนจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดย…มัฆวาน  วรรณกุล  ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ