สืบนครบาล บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบผู้ต้องหา 24 ราย ขยายผลจับบอสชาวจีน

กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (สส.บช.น.) แถลงผลการปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ 44 ราย และจับกุมได้แล้ว 24 ราย พร้อมเผยพฤติกรรมสุดแสบของแก๊งบัญชีม้าที่ตระเวนเช่าโรงแรมหรูเพื่อกดเงินส่งให้บอสชาวจีน

พล.ต.ต. โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการ สส.บช.น. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจค้นและจับกุมกลุ่มบัญชีม้าในขบวนการคอลเซ็นเตอร์ได้รวม 6 กลุ่ม โดยพบว่ามีหัวหน้าเป็นชาวจีน ซึ่งหลังจากหลอกลวงเหยื่อได้แล้วจะแปลงเงินที่ได้ให้เป็นเงินดิจิทัลและเงินสดเพื่อส่งกลับประเทศ ส่วนการหาบัญชีม้าส่วนใหญ่จะใช้วิธีประกาศรับสมัครงานผ่านทางเฟซบุ๊ก

​ในปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายอู่เว่ย เหล่ย บอสชาวจีน ขณะกำลังรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหารย่านห้วยขวางได้ พร้อมกับพวกร่วมขบวนการชาวไทยอีก 5 คน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 กลุ่มที่ตำรวจกำลังสืบสวนขยายผลอยู่

หนึ่งในขบวนการที่ถูกจับกุมได้ทั้งหมด รวมถึงหัวหน้าชาวจีน 2 คน มีสมาชิกทั้งหมด 6 คน โดยกลุ่มนี้ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหายคนไทย โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้โอนเงิน ผู้ต้องหาคนไทยจะทำหน้าที่กดเงินจากตู้ ATM และนำไปส่งมอบให้บอสชาวจีนที่เช่าห้องพักอยู่ตามโรงแรมในย่านรัชดาฯ และมีการพักอาศัยแบบรวมกลุ่ม โดยคนไทยจะได้รับค่าจ้าง 1,000-2,000 บาทต่อครั้ง

​ผู้ต้องหาคนไทย 5 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร” และศาลจังหวัดลพบุรีได้ออกหมายจับในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงและแสดงตนเป็นผู้อื่น” ส่วนผู้ต้องหาหญิงอีก 1 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยหันมาใช้โรงแรมในกรุงเทพฯ เป็นที่พักและย้ายไปเรื่อย ๆ เพื่อให้บัญชีม้าตระเวนกดเงินจากตู้ ATM ซึ่งมักนิยมใช้พื้นที่ในย่านห้วยขวางและสุทธิสารเป็นพิเศษ

IOT 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เห็นกับตาเก็บกู้ทุ่นระเบิดใหม่บนภูมะเขือ

คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว IOT เห็นของจริง ทุ่นระเบิดใหม่ของกัมพูชาที่ไทยเก็บกู้ได้พื้นที่ภูมะเขือ เป็นระเบิดสังหารบุคคล 46 ทุ่น ยังไม่ทำงาน 16 ทุ่น

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.68 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย โดยมีพล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะ โดยช่วงบ่ายนอกจากลงพื้นที่ฐานกฤษณา ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 9 ส.ค.68 ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ยังได้ติดตามการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของทหารไทย และศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ TMAC ที่ทางขึ้นภูมะเขือ

เจ้าหน้าที่ทหาร กองพันทหารช่างที่ 4 กองพลทหารราบที่ 4 สนับสนุนภารกิจในการตรวจค้น เก็บกู้ รื้อถอน ทุ่นระเบิดในพื้นที่ภูมะเขือ และโดยรอบ รายงานว่าในพื้นที่ 5 ฐาน เช่น ฐานภูมะเขือ และฐานภูพยัคฆ์  ตรวจพบระเบิดสังหารบุคคลจำนวน 46 ทุ่น และระเบิดรถถัง TM-58 จำนวน 2 ทุ่น ในจำนวนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 46 ทุ่นนี้ มี 16 ทุ่นที่ระเบิดยังไม่ทำงาน ยังอยู่ฐานเดิมของฝั่งตรงข้าม ยังอยู่ในกระสอบทรายที่พร้อมใช้งาน โดยได้แสดงภาพหลักฐานกระสอบที่พบในฐานของทหารกัมพูชาที่หลังจากไทยได้ยึดได้

ซึ่งคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว IOT สนใจสอบถามว่าจุดที่พบทุ่นระเบิดอยู่บริเวณไหน ซึ่งทหารไทยยืนยันว่าจุดที่พบอยู่ ห่างจากจุดนี้ประมาณ 100 – 200 เมตร และห่างจากชายแดนประมาณ 200 เมตร

 พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าคณะ และคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ได้สนใจข้อมูลการใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งมีการนำทุ่นที่พบมาจัดแสดง โดยเฉพาะทุ่นของใหม่ที่ยึดได้ ยังไม่ปลดสลักนิรภัย และทุ่นที่เก็บกู้ได้โดยปลดชนวนแล้ว รวมถึงอาวุธชนิดอื่น เช่น ระเบิด RPG ลูกยิงปืน ค-100

นอกจากนี้ พล.ต.ซัมซุล ได้เข้าไปจับมือ พร้อมให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิดกองทัพเรือ ที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ และส่วนตัว พล.ต.ซัมซุล เป็นผู้มีความชำนาญด้านนี้ และเคยปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย รวมถึงได้กล่าวขอบคุณสำหรับการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกนาย ซึ่งการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นงานเพื่อมนุษยธรรมที่เป็นประโยชน์กับทุกคน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ชลประทานพิจิตรปักธงเหลืองเตือนรับมือแม่น้ำน่านเพิ่มระดับสูงขึ้นจ่อล้นตลิ่ง

เมื่อวันที่  19  สิงหาคม 2568  นายฉัตรชัย ทองปอนด์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิจิตร ดำเนินการปักธงเหลือง ซึ่งเป็นเครื่องหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองพิจิตร นั้น อยู่ในระดับเฝ้าระวัง โดยได้ให้ข้อมูลว่าระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองพิจิตร วันนี้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 33 ซม. โดยระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าตลิ่งที่จุดวัดระดับน้ำ N7A บ้านราชช้างขวัญ ต.ปากทาง อ.เมืองพิจิตร 1.07 เมตร เท่านั้น

ส่วนระดับน้ำที่ อ.บางมูลนาก น้ำเพิ่มขึ้น 2 ซม. แต่ระดับน้ำยังอยู่ต่ำกว่าตลิ่งฝั่งขวา 2.34 เมตร  ส่วนแม่น้ำยมที่จุดวัดระดับน้ำ Y17 อซสามง่าม ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 0.16 เมตร ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งฝั่งขวา 1.39 เมตร แต่ก็มีในพื้นที่นาข้าวฝั่งขวาของแม่น้ำยม ต.สามง่าม ต.รังนก  มีน้ำเข้าทุ่งท่วมนาข้าว ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวข้าวหนีน้ำไปตั้งแต่ช่วงหลังวันแม่ 12 สิงหาคม  หมดเกือบ 100% แล้ว

สำหรับการปักธงเหลืองเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมพร้อมในการอพยพขนย้าย คน สัตว์ สิ่งของ หากมีการประกาศเตือนภัยหรือปักธงแดงต่อไปอีกด้วย ส่วนสถานการณ์ฝนคาดว่าในช่วง 2-3 วันนี้ ฝนจะทิ้งช่วงระดับน้ำอาจจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย แต่ก็ให้ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุฯ ที่มีรายงานว่าในช่วงระหว่างวันที่ 22-27 ส.ค. 68 จะมีฝนตกชุกอีกครั้งในห้วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย

สำหรับในส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำยมขณะนี้ก็มีพื้นที่ลุ่มต่ำที่หมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม เช่น บ้านจระเข้ผอม , บ้านรังนก ต.รังนก อ.สามง่าม ที่น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมใต้ถุนบ้านเรือนราษฎรแล้วนับร้อยหลังคาเรือนด้วยเช่นกัน แต่โดยภาพรวมก็ยังไม่ถือว่าอยู่ในจุดวิกฤตแต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวในช่วงฤดูน้ำหลากก็จะมีน้ำท่วมในลักษณะนี้เป็นประจำ ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลต่อพื้นที่เศรษฐกิจและการคมนาคมในเส้นทางหลักแต่อย่างใด

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

ยกระดับ “น้ำพริกไข่แมงดาทะเล-น้ำพริกเผากั้งไข่”สูตรโบราณสู่ครัวไทย

“น้ำพริกไข่แมงดาทะเล” สูตรโบราณปรุงใหม่ กลมกล่อมถึงใจ พร้อม “น้ำพริกเผากั้งไข่” เมนูท้องถิ่นหายาก ชูจุดแข็งของทะเลสตูล กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตำบลตำมะลังทวีศรีสุข อำเภอเมือง จังหวัดสตูล หมู่ที่ 2 บ้านตำมะลัง โทร. 099-2072817  รวมตัวกันมานานกว่า 15 ปีแล้ว เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์น้ำพริกพื้นบ้าน ด้วยการคิดค้นและพัฒนาเมนูใหม่จากวัตถุดิบทะเลท้องถิ่น โดยเฉพาะ “น้ำพริกไข่แมงดาทะเล” และ “น้ำพริกเผากั้งไข่” ที่กำลังได้รับความนิยมและจองซื้ออย่างต่อเนื่อง

นางบุศรา สง่าบ้านโคก ประธานกลุ่มฯ เปิดเผยว่า “น้ำพริกไข่แมงดาทะเล” ใช้ไข่แมงดาถ้วย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบในทะเลท้องถิ่น ผสมกับเครื่องแกงกะทิ กะปิ มะขามเปียก ซีอิ๊วขาว และพริกคั่วตำจนเข้ากันดี จากนั้นนำไปผัดจนแห้ง เพื่อให้รสเข้มข้น กลิ่นหอม และเก็บได้นาน โดยเน้นให้ความรู้สมาชิกกลุ่มเรื่องการเลือกใช้แมงดาถ้วย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังมีเมนูใหม่ “น้ำพริกเผากั้งไข่” ที่กลุ่มภูมิใจเสนอเช่นกัน ใช้กั้งไข่ทะเลสด ผัดรวมกับพริกแห้ง กระเทียม หอมแดง และน้ำมันพืช ปรุงจนแห้ง รสชาติจัดจ้านถึงใจ จำหน่ายในราคาขวดละ 199 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเพราะได้ทั้งรสชาติและสารอาหารจากทะเลอย่างเต็มที่

“กั้งและไข่แมงดาที่เราใช้ ล้วนเป็นวัตถุดิบตามฤดูกาล และหายากในบางพื้นที่ พอเราแปรรูปเป็นน้ำพริก จึงสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านได้มากขึ้น” ประธานกลุ่มกล่าว กลุ่มยังมีผลิตภัณฑ์น้ำพริกอื่น ๆ เช่น “ปูสามรส ” เป็นปู พื้นถิ่นที่ชาวประมงเรือเล็กมักมองข้าม แต่นำมาแปรรูปเป็นน้ำพริกที่มีแคลเซียมสูง และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ครูเบ็ญจา ณ นคร ประธานสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่ กล่าวเสริมว่า “เห็นความตั้งใจของกลุ่มแม่บ้านตำมะลังมาโดยตลอด จึงร่วมผลักดันให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงการทำตลาด ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยได้เชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่มาช่วยฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องการพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการตลาดออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากขึ้น”

ในแต่ละสัปดาห์ กลุ่มจะรวมตัวกัน 2-3 ครั้ง เพื่อปรุงน้ำพริกสดใหม่ พร้อมจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง โซเชียลมีเดีย, เพจ “จ้าโอ๋ น้ำพริก” และตามงานแสดงสินค้า OTOP หรือมหกรรมท้องถิ่นต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ทางกลุ่มได้มีการเปิดร้านตั้งอยู่ที่แพหลวง ตำมะลัง จำหน่ายอาหารตามสั่ง อาหารพื้นเมืองอย่างปัสมอส และของฝากจากกลุ่มวางจำหน่ายไว้ด้วย

กลุ่มแม่บ้านตำมะลังถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของชุมชนที่ใช้ทุนทางธรรมชาติผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และพลังของผู้หญิงในชุมชน สร้างรายได้ เสริมเศรษฐกิจ และยังอนุรักษ์เมนูพื้นบ้านไม่ให้เลือนหาย สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์น้ำพริกติดต่อเพจ: จ้าโอ๋ น้ำพริก โทร: 099-207-2817

‘หลวงพ่ออลงกต’ ลาออกเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นทางการแล้ว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 พระธรรมวชิสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ได้มีคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เรื่อง ให้พระสังฆาธิการลาออกจากตำแหน่ง ด้วย พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต ติกฺขปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี ขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ นั้น

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 37 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2551) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

จึงอนุญาตให้พระราชวิสุทธิประชานาถ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 19 ส.ค.2568

กองทัพไทยนำ IOT 8 ชาติ ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พิสูจน์เขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) 8 ประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ช่องอานม้า จ.อุบลฯ  เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พลจัตวาแซมซู ริซอล บินมูซา  ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย  นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ( IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี (กองทัพภาคที่ 2) โดยเดินทางมาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี  เพื่อตรวจสอบกรณีการรุกเข้ามาตัดลวดหนามของฝ่ายกัมพูชา

ทั้งนี้ถือเป็นการทำลายความไว้วางใจและละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา  หลังจากนั้น คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ( IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน จะเดินทางไปติดตามข้อเท็จจริงจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ตลอดจนการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์

ออกโรง !!!!”บอสชาตรี”เคลียร์ชัด เจอผลมวยดราม่าตัดสิน 2 คู่

บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอ วัน แชมเปียนชิพ (ONE) ร่วมพูดคุยในรายการ The ONE Podcast EP.24 เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยออกอากาศผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ONE Championship Thailand โดยมีหลายประเด็นน่าสนใจ ซึ่งได้รวบรวมไว้ที่นี่แล้ว

ผลการตัดสิน 2 คู่มวยดรามา

จากความไม่สบายใจของแฟน ๆ กับผลการตัดสิน คู่เอกของศึก ONE ลุมพินี 119 “สมิงดำ เอ็นเอฟ.ลูกสวน” เอาชนะ “ซ่อนรัก แฟร์เท็กซ์” ไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ และล่าสุดในศึก ONE ลุมพินี 120 “ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ” เบียดชนะ “ป้อมเพชร พานทองยิม” ไปด้วยคะแนนไม่เอกฉันท์ 

“บอสชาตรี” ยืนยันถึงความโปร่งใสและยุติธรรม โดยคู่มวยทั้งสองนั้นมีความสูสี และเป็นไปได้ที่กรรมการจะมีมุมมองแตกต่างกัน

ONE ก่อตั้งมาถึงวันนี้เป็นเวลา 14 ปี จัดการแข่งขันมาแล้วร่วม 3,000 ไฟต์ จากที่ผ่านมามีเพียงไม่ถึง 10 ไฟต์ที่ผลการแข่งขันออกมาเป็นที่ถกเถียง ซึ่งถือเป็นอัตราส่วนน้อยมากสำหรับการแข่งขันกีฬา

ในการแข่งขันกีฬาทุกประเภท เป็นธรรมดาที่จะเกิดความคิดเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างกันได้ในกลุ่มผู้ชมด้วยกันเอง กรรมการ หรือระหว่างผู้ชมกับกรรมการ โดยในการแข่งขันกีฬามวยไทยมีหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือเรื่องการรับชมผ่านหน้าจอมือถือหรือโทรศัพท์ กับมุมที่นั่งของกรรมการ 3 ท่านในสนาม ทำให้ภาพที่แต่ละฝ่ายมองเห็นนั้นแตกต่างกันออกไปได้ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของกรรมการในเสี้ยววินาที

เล็งจัดรีแมตช์ทั้งสองคู่

เพื่อเป็นการคลี่คลายเกี่ยวกับเรื่องนี้ “บอสชาตรี” จึงตัดสินใจจะจัดไฟต์รีแมตช์ทั้ง 2 คู่ทันทีเมื่อนักกีฬาทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม

นอกจากนี้ “บอสชาตรี” ยังแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้ชมคนหนึ่ง โดยคู่ระหว่าง “สมิงดำ vs ซ่อนรัก” นั้นเห็นว่า “สมิงดำ” ทำผลงานได้ดีกว่าใน 2 ยกแรก ส่วน ซ่อนรัก ทำได้ดีกว่าในยกที่ 3 ดังนั้น “สมิงดำ” จึงสมควรเป็นฝ่ายชนะ สอดคล้องกับผลการตัดสินอันเป็นเอกฉันท์ (3 เสียง) ของกรรมการ

ขณะที่คู่ระหว่าง “ยอดเหล็กเพชร vs ป้อมเพชร” นั้นมองว่า “ป้อมเพชร” ทำได้ดีกว่าทุกยก และสมควรเป็นผู้ชนะ แต่ในฐานะผู้ชมก็ยอมรับการตัดสินของกรรมการที่มองว่า “ยอดเหล็กเพชร” ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ (2:1 เสียง)

กรรมการ ONE เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ

สำหรับความเชื่อมั่นนับจากนี้ที่แฟน ๆ จะมีต่อกรรมการของ ONE “บอสชาตรี” ยืนยันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กรรมการของ ONE เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูง เป็นที่ยอมรับ และมีชื่อเสียงในแวดวงมวยไทยจากทั่วทุกมุมโลก เป็นบุคคลกลางที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของ ONE ดังนั้นจึงไม่สามารถแทรกแซงเรื่องผลการตัดสินได้ และเป็นไปได้ยากที่กรรมการจะถูกโน้มน้าวไปตามอิทธิพลใด ๆ เพราะเป็นความเสี่ยงสูงที่จะทำลายชื่อเสียงและความเชื่อถือที่สั่งสมมา

กรรมการของ ONE มีจำนวนหลายคน โดยทำหน้าที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปในแต่ละอีเวนต์ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้การทำงานของกรรมการทุกคน ทุกไฟต์ ทุกอีเวนต์ จะได้รับการตรวจสอบอีกครั้งเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานอย่างแท้จริง ซึ่งหากพบว่ากรรมการท่านใดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ซื่อตรง ไม่ยุติธรรม หรือส่อให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ก็สามารถที่จะตัดสินใจเลิกจ้างได้ทันที แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดกรณีนี้

เตรียมเปลี่ยนนวมเพิ่มความปลอดภัยนักกีฬา

อีกหนึ่งเรื่องที่แฟน ๆ สอบถามกันเข้ามาจำนวนมาก คือ เรื่องของนวมที่ใช้ในกติกามวยไทย “บอสชาตรี” อธิบายเรื่องนี้ว่า ได้มีการปรับรูปแบบของนวมใหม่ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับการใช้งาน และเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักกีฬาทั้งสองฝ่ายมากขึ้น

นวมรุ่นใหม่จะมีส่วนยื่นออกมาปกป้องบริเวณนิ้วโป้งมากขึ้น และเพิ่มความหนาบริเวณสันมือ ที่สำคัญคือ ตัวนวมถูกจัดรูปทรงให้นิ้วของนักกีฬามีความโค้ง และยากที่จะเหยียดนิ้วให้ตรงได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหานิ้วจิ้มตาในระหว่างแข่งขัน ซึ่งขณะนี้นวมรุ่นใหม่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการผลิต หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพและการใช้งาน ก็จะนำออกมาใช้ในการแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์

คอนเฟิร์ม “รถถัง vs น้องโอ๋” ลุยศึก ONE 173

จากที่ “บอสชาตรี” เคยเรียกเสียงฮือฮาจากแฟน ๆ ด้วยการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Chatri Sityodtong สั้น ๆ เกี่ยวกับคู่มวย “น้องโอ๋ vs รถถัง” จนทำให้แฟน ๆ ต่างลุ้นกันใจจดใจจ่อว่าคู่มวยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ในโอกาสนี้ “บอสชาตรี” จัดเซอร์ไพรส์ประกาศออกกลางรายการว่า “น้องโอ๋ vs รถถัง” ถูกวางตัวในศึก ONE 173 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.นี้ 

หรอยแรง! จำปาดะชุบแป้งทอด ขนมพื้นถิ่นเมืองใต้ เพิ่มมูลค่า สร้างรายให้เกษตรกร

จำปาดะ เป็นผลไม้พื้นถิ่นของทางใต้ ซึ่งเป็นสกุลเดียวกับขนุนแต่ลูกจะเล็กกว่า กลิ่นแรงกว่า เมื่อสุกเนื้อจะนิ่ม กลิ่นหอม และรสหวานจัด ชาวปักษ์ใต้ นอกจากนิยมกินผลสุกแล้วยังนำมาชุบแป้งทอดทำเป็นขนมทานเล่นยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งด้วย

จำปาดะชุบแป้งทอดผิวด้านนอกจะกรอบ เนื้อในนุ่มหวาน เมล็ดก็กินได้ จัดเป็นขนมหวานพื้นถิ่นแสนอร่อยที่นิยมกินกันในช่วงหน้าฝนซึ่งเป็นช่วงที่จำปาดะสุกออกสู่ตลาด ซึ่งจะหากินได้เฉพาะทางภาคใต้และชุมชนคนใต้ในภาคอื่น

น.ส.ศุภิสรา หนูนุ้ย หรือ น้องปอ แม่ค้าขายจำปาดะทอดร้านแม่จำปี  ริมถนนสายพังงา-ตะกั่วป่า ม.1 ต.เหมาะ อ.กะปง จ.พังงา บอกว่า คุณแม่จำปีได้เริ่มขายจำปาดะทอดมากว่า 10 ปี โดยเริ่มต้นจากการที่ครอบครัวเป็นเจ้าของสวนจำปาดะพันธุ์ทองตาปาน ซึ่งเป็นจำปาดะชื่อดังเบอร์1ของจังหวัดพังงา

คุณแม่จะคัดลูกจำปาดะตกเกรดหรือมีตำหนิ ที่ไม่สามารถส่งขายให้ลูกค้าได้ นำมาแกะเนื้อทำเป็นจำปาดะชุบแป้งทอดขาย สร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัว โดยใช้สูตรการทำแบบโบราณที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณยาย ซึ่งมีส่วนผสมของแป้ง มะพร้าวทึนทึกขูด น้ำปูนใสฯ แล้วผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

จากนั้นนำเนื้อจำปาดะพันธุ์ทองตาปานมาคลุกเคล้า ก่อนจะนำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนปานกลางจนสุก จากนั้นนำมาใส่ในถาดขาย ในราคาเม็ดละ 7บาท แต่ละวันจะขายได้กว่า 700 เม็ด จุดเด่นของจำปาดะชุบแป้งทอดของแม่จำปีนั้นจะกรอบนอกนุ่มใน รสชาติหวานฉ่ำและมัน  เพราะใส่มะพร้าวขูดลงไปด้วย ของจะสดใหม่ทุกเช้าจะผสมแป้งใหม่ทุกวัน

ซึ่งมีลูกค้าขาประจำและผู้ที่สัญจรไปมา ต่างก็แวะเวียนมาอุดหนุนตลอดทั้งวัน เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตผลทางการเกษตรสร้างรายได้เพิ่มให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ทลายรง.ผลิตเครื่องสำอางเถื่อนยึดของกลาง2.3แสนชิ้น มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปคบ., สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นโรงงานผลิต ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่ได้รับอนุญาต และเครื่องสำอางไม่มีเลขจดแจ้ง พื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตรวจยึดของกลาง 15 รายการ จำนวนกว่า 234,699 ชิ้น มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึด นำโดย พ.ต.ท.หญิง อนุสรา  บัวแดง สว.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา

พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา ว่ามีโรงงานแห่งหนึ่งผลิตเครื่องสำอางโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลขจดแจ้ง เนื่องจากไม่ทราบถึงส่วนผสมและมาตรฐานการผลิต ซึ่งหากประชาชนซื้อไปใช้อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ และเกิดปัญหาต่อผิวในระยะยาว ประกอบกับได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ให้ทำการตรวจสอบโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่ .ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ว่ามีการลักลอบผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ามีการลักลอบผลิตเครื่องสำอางในพื้นที่ดังกล่าวจริง โดยมีการสั่งซื้อนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีน แล้วนำมาต้ม กวน แบ่งบรรจุ ติดฉลาก นำส่งออกขายต่างประเทศ จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อขออนุมัติหมายค้น

ต่อมาในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา (สสจ.) นำหมายค้นของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ผลิตและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าว พบ น.ส.ปภาวี (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี แสดงตัวเป็นผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าว โดยขณะตรวจค้นพบการลักลอบผลิตเครื่องสำอางอยู่ด้วยการต้ม กวน และบรรจุลงขวดบรรจุภัณฑ์ ติดฉลาก เพื่อรอการส่งให้ลูกค้าตามออเดอร์ โดยส่วนใหญ่มักจะส่งออกขายต่างประเทศ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าสถานที่ผลิตดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตผลิตเครื่องสำอาง ตรวจยึดและอายัดของกลาง จำนวนทั้งสิ้นกว่า 234,699 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 20,000,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก. ปคบ. ดำเนินคดี

จากการสืบสวนขยายผลทราบว่าสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแต่อย่างใด โดยเจ้าของสถานที่จะลักลอบผลิตและส่งให้ลูกค้าตามออเดอร์ โดยส่วนใหญ่จะส่งออกขายต่างประเทศ โดย น.ส.ปภาวีฯ กล่าวอ้างว่า ตนเป็นผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าว โดยมีหน้าที่ดำเนินกิจการต่างๆ แทนกรรมการบริษัทชาวจีน เนื่องจากตนเองมีความรู้ด้านส่วนผสมและผลิตเครื่องสำอางเนื่องจากเรียนจบด้านเคมี โดยโรงงานดังกล่าวทำมาแล้วประมาณ 8 เดือน

เบื้องต้นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558
1. ฐาน “ผลิตเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้ง” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ฐาน “ขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ฐาน “ผลิตเครื่องสำอางที่ฉลากไม่แสดงข้อความภาษาไทย” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายแพทย์ รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทราในการประสานส่งต่อข้อมูลในพื้นที่ และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ที่สืบสวนขยายผลจนสามารถหาแหล่งผลิตและจำหน่ายรวมถึงตรวจยึดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผิดกฎหมายได้จำนวนมาก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบสถานที่ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตผลิต ขอเตือนผู้ผลิตทุกรายให้ปฏิบัติตามกฎหมาย หากพบการลักลอบผลิตที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย อย. จะดำเนินคดีโดยเคร่งครัด

ชาวนาครวญทั้งแผ่นดินราคาข้าวดิ่งเหลือไม่ถึงตันละ 5 พัน กระทบร้านสินค้าเกษตร

อุทัยธานี​ – เหมือนรัฐบาลยังนิ่ง กับวิกฤตราคาข้าวดิ่งนรก..ล่าสุดเหลือไม่ถึงตันละ 5,000 บาท ขณะที่ต้นทุนยังสูงลิบ ชาวนาครวญกันทั้งแผ่นดิน แถมกระทบถึงร้านสินค้าเกษตร ต้องเปิดกระสอบแบ่งปุ๋ยชั่งขายกิโลฯละ 20 บาท ช่วยชาวนาให้พอมีกำลังซื้อ

ราคาข้าวที่ดิ่งหนักสุดขณะนี้เหลือไม่ถึง ตันละ 5,000 บาท สวนทางกับราคาขายข้าวที่ปลูก ทำให้ชาวนาจำนวน​ไม่น้อยที่ตัดสินใจหยุดการทำนาปลูกข้าวลงเพื่อลดความเสี่ยงของการขาดทุนและเพิ่มหนี้สิน ส่วนชาวนาที่สู้ทำนาปลูกข้าวกันต่อก็พยายาม​ปรับตัว ให้ขาดทุนน้อยที่สุดเช่นกัน

วิกฤตราคาข้าวดิ่ง ไม่เพียงแต่กระทบกับชาวนาเท่านั้น ล่าสุดแม้แต่ร้านจำหน่ายปุ๋ย ยา และสินค้า​การเกษตร ก็กระทบด้วย ผู้ประกอบการบางรายถึงขั้นกรอกเมล็ด​ปุ๋ยแต่ละสูตรแบ่งชั่งขายเป็นกิโลกรัม เพื่อเป็นตัวเลือกให้กลุ่มเกษตรและชาวนาได้เลือกซื้อทดแทนการซื้อปุ๋ยแบบยกกระสอบ

อย่างร้านไทยนิมิตเกษตร 2 ร้านจำหน่ายปุ๋ย ยา สินค้าการเกษตร​และอาหารสัตว์​ ในเขตตลาดสดเทศบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี​ ตอนนี้ทางร้านกำลังเร่งบรรจุเมล็ด​ปุ๋ยชั่งกิโลขายให้กับเกษตรกรทั้งในและต่างจังหวัดที่เดินทางมาซื้อปุ๋ยแบบชั่งกิโลดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง

นายสงกรานต์​ พันธุเมฆ อายุ 56 ปี เจ้าของร้านไทนิมิต​เกษตร เปิดเผยว่า ตอนนี้ทางร้านก็ปรับตัวไปพร้อมๆกับชาวนาด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปุ๋ยชั่งกิโลกรัม​ขายแทนการซื้อยกกระสอบ เริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 20 บาท ไปจนถึง 25 บาท ซึ่งอยู่กับสูตรของปุ๋ย เช่น สูตร 15-15-15 อยู่ที่กิโลกรัม​ละ 20-25 บาท ยูเรีย สูตร 40-0-0 ก็จะอยู่ที่กิโลกรัม​ละ 20-25 บาทเช่นกัน แต่ถ้าเป็นสูตร 30-0-0 หรือ 21-0-0 ก็จะประหยัดลงมาอีก ซึ่งจะเรียกว่าปุ๋ยน้ำตาลทราย ใครที่งบน้อยสามารถเปลี่ยนมาใช้สูตรนี้ทดแทนได้

ซึ่งช่วงนี้มีชาวนามาซื้อปุ๋ยแบ่งขายแบบนี้ไปใช้กันเยอะมากขึ้นเพราะต้องการจำกัดต้นทุน และบางรายก็ทำอาชีพ​เสริมอย่างเช่นปลูกผัก ก็มาซื้อปุ๋ยแบ่งกิโลนี้ไปใช้ด้วยเหมือนกัน

นอกจากนี้ยังปรับลดราคาปุ๋ยยาให้กับเกษตรกรที่ซื้อในปริมาณมากๆ อย่างเช่น 10 ไร่ จากเดิมขายที่ 980-1,000 บาท ตอนนี้ปรับลดให้เหลือ 750 บาท หรือ 45 ไร่ เหลือ 980 บาท ซึ่งจะได้ยาเคมีไปครบชุดเลย แม้ทางร้านจะได้กำไรลดน้อยลงไปแต่ก็ยังถือว่าได้เป็นการช่วยเหลือชาวนาได้บ้าง

จากการสอบถามเกษตรกรที่เดินทางมาซื้อปุ๋ยแบบชั่งกิโลขาย เปิดเผยว่า ตอนนี้ทำนากันลำบากมาก เพราะต้องสู้กับต้นทุนที่สูงขึ้นทุกอย่าง พอรู้ว่ามีร้านที่แบ่งซื้อปุ๋ยได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะช่วยให้ซื้อได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องซื้อยกลูกแบบที่ผ่านมา และยังสามารถซื้อปุ๋ยสูตรอื่นหรือยี่ห้ออื่นไปทดลองได้ด้วย เพราะตอนนี้ชาวนาต้องมาเจอกับราคารับซื้อข้าวที่ตกต่ำลงมาก

บางรายเปิดเผยว่า ตั้งแต่ทำนามาพึ่งเคยเจอกับราคาข้าวตกมากขนาดนี้ อยากให้ทางรัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเพราะชาวนาเดือดร้อนกันมาก