ประตูระบายน้ำบ้านวังจิกกั้นน้ำยมพิจิตรคืบหน้าแล้ว 65%

ชลประทาน เผย ประตูระบายน้ำบ้านวังจิกกั้นแม่น้ำยมพิจิตร คืบหน้า 65% มั่นใจฤดูน้ำหลากปี 2569 เริ่มกักเก็บน้ำได้แน่

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม  2568  นายทรงสิทธิ์ สุขพานิช  ผอ.สนง.ก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน มอบให้ นายธนัท ต้นประสงค์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 2 รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้าง ปตร.บ้านวังจิก ที่เริ่มอายุสัญญาเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 59 ผู้รับจ้างเข้าทำงานได้ระยะหนึ่งจากนั้นได้ทิ้งงาน กรมชลประทานจึงบอกเลิกสัญญาเมื่อ 31 ม.ค. 67 วงเงินค่าก่อสร้าง 197 ล้านบาทเศษ อายุสัญญา 450 วัน เริ่ม 7 ม.ค. 68  สิ้นสุดสัญญา 1 เม.ย. 69 ผู้รับจ้างรายใหม่คือบริษัท พีเอ็นคอนสตรัคชั่น แอนด์ บิวดิ้ง จำกัด ที่ทำงานได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพตามแผนงานที่วางไว้ 

ซึ่งขณะนี้การก่อสร้าง ปตร.บ้านวังจิก ผู้รับจ้างได้เร่งดำเนินงานคอนกรีตในบ่อก่อสร้างไปได้แล้วกว่า 80% ส่วนงานติดตั้งคานสะพานรถยนต์แล้วเสร็จ100% , ประกอบบานระบายน้ำแล้วเสร็จจำนวน 3 ชุด จากทั้งหมด 5 ชุด ในส่วนของงานในลำน้ำยมที่ขณะนี้เป็นฤดูน้ำหลากน้ำเต็มเปี่ยมวิศวกรผผู้ควบคุมงานแลผู้รับจ้างได้ปรับแผนงานการทำแนวป้องกันตลิ่ง โดยจะไปเร่งดำเนินการหลังจากน้ำลดเพื่อให้แล้วเสร็จทันตามสัญญา จึงยืนยันว่าฤดูน้ำหลากหรือข่าวน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำของแม่น้ำยมของจังหวัดพิจิตรไม่มีผลกระทบกับแผนงานหลักปริมาณน้ำไม่ได้เข้ามาในพื้นที่บริเวณบ่อก่อสร้างแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงมั่นใจว่างานการก่อสร้าง ปตร.บ้านวังจิก จะบรรลุตามเป้าหมายและจะสามารถกักเก็บน้ำในแม่น้ำยม โดย ปตร.บ้านวังจิก ได้ในฤดูน้ำหลากปี2569 ที่จะถึงนี้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อ ปตร.บ้านวังจิก แห่งนี้สร้างแล้วเสร็จ จะสามารถทำประโยชน์ให้พื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 37,397 ไร่  ครอบคลุมพื้นที่ ต.บ้านนา อ.วชิรบารมี , ต.รังนก  ต.เนินปอ อ.สามง่าม และ ต.วังจิก ต.ไผ่รอบ  ต.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร  ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ดังกล่าว

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

ซีพีเอฟจับมือคู่ค้าร่วมขับเคลื่อนสู่ “ธุรกิจคาร์บอนต่ำ”  เสริมศักยภาพแข่งขันด้วยสินค้ารักษ์โลก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีบทบาทต่อการรักษาและเพิ่มขีดความสามารถของสินค้าไทย ในฐานะผู้ส่งออกอาหารไปในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าเปลี่ยนผ่านไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) และจับมือคู่ค้าผู้ผลิตวัตถุดิบหลักและบรรจุภัณฑ์อาหารร่วมเรียนรู้การประเมิน “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” จากผู้เชี่ยวชาญขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

คู่ค้าจะได้รู้วิธีคำนวณและประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อกำหนดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  จากการปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการของเสียอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน ต่อยอดพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน รองรับมาตรฐานการค้าโลก และขยายโอกาสเติบโตของธุรกิจ

ณัชพล ศรีโพธิ์เผือก ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไดอะ เมอร์แชนไดส์ จำกัด ผู้จำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง มองว่า โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการผลิต การจัดการของเสีย และการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทำให้สินค้าของบริษัทตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคยุคใหม่

ด้าน หิรัญญา วงศ์จิรัฐิติกาล กรรมการบริหาร  บริษัท วงศ์เอกอุตสากรรม จำกัด ผู้ผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่ทางเลือกเพราะมีผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะลดต้นทุน ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย และระบบโลจิสติกส์ที่รับผิดชอบ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อผสานแนวทางการจัดการคาร์บอนเข้ากับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นแนวโน้มสำคัญของการดำเนินธุรกิจในอนาคตแล้วนั้น นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร เปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุดสายงานจัดซื้อกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟสร้างการมีส่วนร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่าผ่านโครงการ Partner to Grow… เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ในการพัฒนาขีดความสามารถคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่าในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพ การส่งมอบสินค้าและบริการ ความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรม และความยั่งยืน ล่าสุด ได้ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วยกัน

“การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือหัวใจสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นทั้ง “ความรับผิดชอบ” และ “โอกาสทางธุรกิจ” หากธุรกิจไม่ปรับตัวจะไม่สามารถแข่งขันได้  ซีพีเอฟเชื่อว่าการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้คู่ค้า จะช่วยให้ทั้งระบบห่วงโซ่อาหารไทยก้าวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้จริง ตอบโจทย์ความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต และร่วมกันสร้างระบบอาหารโลกที่มั่นคงและยั่งยืน” ธิดารัตน์กล่าว

สวยร่างทอง!!! “แพรววณิชยฐ์” MUT กทม. คว้ารางวัลชุดว่ายน้ำ

ผ่านพ้นกันไปแล้ว การโชว์เรือนร่างนางงาม การประกวด “มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025” รอบ Swimsuit competition กับรางวัลพิเศษ Giow The Universe by Glass Skin ทางเจ้าภาพจ.ภูเก็ตจัดขึ้น เรียกได้ว่างานนี้เรียกเสียงกรี๊ดอย่างล้มหลาม

ทั้งนี้ เนื่องจากสาวงาม77 สาวงาม ผู้เข้าประกวดฯได้เตรียมตัวมาอย่างดี เพราะว่าแต่ละคนนอกจากความสวย รูปร่างที่ดี จะเป็นประตูด่านแรกของการเป็นนางงามแล้ว ชุดว่ายน้ำทู-พีซ สีเขียว (กลาส สกิน) ยิ่งเติมความมั่นใจให้กับพวกเธอ เดินสะบัดผ้า โพสต์อวดความมั่นต่อหน้าคณะกรรมการ ถูกใจแฟนๆนางงามเป็นที่สุด

โดยมีเฌอเอม ชญาธนุส รับหน้าที่พิธีกรรับเชิญ ยอมรับว่าผู้เข้าประกวดทุกคนสาวมั่น ผลปรากฏว่า “MUT กรุงเทพมหานคร” น้องแพรวณิชยฐ์ เรืองทอง คว้าเงินรางวัล 3 หมื่นบาท จาก Glass Skin ไปครอง

 #MUT กรุงเทพมหานคร
  # มิสยูเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025
  # ประกวดชุดว่ายน้ำ MUT 2025
  # Miss Universe Thailand 2o25

” เทศกาลส้มโอหวานบ้านแท่น” แหล่งปลูกผลไม้รสดี GI ชัยภูมิ กระตุ้นศก.ชุมชน

ชัยภูมิ- อำเภอบ้านแท่นจัดกิจกรรม ส้มโอ ชัยภูมิ เชื่อมโยงการผลิต การตลาดส้มโอ สู่ผู้บริโภค เพื่อประชาสัมพันธ์ ” เทศกาลส้มโอหวานบ้านแท่น” ประจำปี 2568

นายธงชัย โอฬารพัฒนะชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานเปิดงาน เทศกาลส้มโอหวานบ้านแท่น ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 18-23 สิงหาคม 2568  ณ.บริเวณ ณ สวนส้มโอเมืองทอง บ้านหนองผักหลอด ต.บ้านแท่น อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและพัฒนาส้มโอ บ้านแท่นออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศให้เป็นที่รู้จัก กันไปทั่วโลก

 ทั้งนี้มี  นางสาวกังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมินายอำเภอบ้านแท่นผู้บริหารท้องถิ่นหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยเกษตรกรที่ปลูกส้มโอบ้านแท่นให้การต้อนรับและเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวการอย่างคึกคักโดยภายในงานได้มีการจัดแสดงสินค้าของส้มโอบ้านแท่นและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นยำส้มโอเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรได้กินได้ชิมตลอดงานพร้อมกันนี้ยังได้หาแนวทางเพื่อส่งเสริมการขายและปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงต่อไป

“อำเภอบ้านแท่น” จังหวัดชัยภูมิ เป็นอีกแหล่งปลูกผลไม้ของจังหวัดชัยภูมิ เกษตรกรเพาะปลูกส้มโอมานานกว่า 40 ปีแล้ว โดยเกษตรกรรายแรก คือ “บุญมี นามวงศ์” เป็นผู้บุกเบิกสวนส้มโอตั้งแต่ปี 2527 ปัจจุบันพื้นที่สวนส้มโอขยายเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2,585 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 1,540 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยในปี 2567 ประมาณ 3,000 ตัน สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่เกือบ 100 ล้านบาทต่อปี

“ส้มโอบ้านแท่น ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI มีความโดดเด่น คือผลกลมแป้น เปลือกผิวเรียบสีเขียวอมเหลือง ต่อมน้ำมันละเอียด เมื่อแก่จัดเปลือกผิวค่อนข้างบาง เปลือกด้านในมีสีขาวและสีชมพู เนื้อสีขาวอมชมพู อยู่ในลักษณะเบียดกันแน่น ไม่แตกแกะออกง่าย กุ้งนิ่มเป็นเงา รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีน้ำมากแต่ไม่แฉะ ไม่มีรสขมและรสซ่า โดยฤดูกาลเก็บเกี่ยว อยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายนของทุกปี

ฝนกระหน่ำเพชรบูรณ์!ท่วมฉับพลัน 5 อำเภอ-ดินโคลนถล่มซ้ำเติม

ฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมฉับพลัน 5 อำเภอ จ.เพชรบูรณ์ ส่งผลให้ระดับน้ำป่าสักวิกฤติ ขณะเดียวกัน หินถล่มบนทางหลวง 12 กีดขวางเส้นทางบางส่วน เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังสูงสุด

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและที่ราบสลับซับซ้อน โดยจังหวัดต้องเผชิญกับภัยพิบัติสองด้านพร้อมกันคือ “น้ำท่วม” และ “หินถล่ม”

รายงานจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ระบุว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายได้ทำให้ระดับน้ำในหลายลำน้ำเพิ่มสูงขึ้นและเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำใน 5 อำเภอหลัก ได้แก่ เมืองเพชรบูรณ์ หล่มเก่า หล่มสัก หนองไผ่ และวิเชียรบุรี โดยชาวบ้านในพื้นที่ได้เล่าว่า น้ำท่วมครั้งนี้มาเร็วและแรงจนไม่ทันได้เตรียมตัวเก็บของหนีน้ำ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งอพยพประชาชนในจุดเสี่ยงและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากภัยน้ำท่วมแล้ว เช้าวันที่ 17 สิงหาคม ยังเกิดเหตุหินร่วงหล่นบนทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงน้ำดุก–ห้วยซำมะคาว ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หมวดทางหลวงน้ำหนาวได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่และอำนวยความสะดวก แต่เนื่องจากยังมีหินสไลด์ลงมาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้รถจึงต้องผ่านเส้นทางด้วยความระมัดระวังสูงสุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาเตือนว่า หากฝนยังคงตกต่อเนื่อง ความเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือในระยะยาว เพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ได้ยาก

ชรบ.เข้มดูแลหมู่บ้านชายแดนขุนหาญ-ซักซ้อมอพยพหนีภัยไปยังหลุมหลบภัย

หมู่บ้านแนวชายแดนไทยกัมพูชาตำบลห้วยจันทร์ อำเภอขุนหาญ ชรบ ออกลาดตระเวนยามค่ำคืนเข้ม. พร้อมซ้อมการอพยพหนีภัยแก่นักเรียนไปยังหลุมหลบภัย

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทองศรี สายแก้ว ผู้ใหญ่บ้านห้วยจันทร์ หมู่ที่ 4 อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้นำชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านจำนวน 15 นาย ดำเนินการซ้อมขั้นตอนการอพยพไปยังหลุมหลบภัย โดยมีการอธิบายซักซ้อมทำความเข้าใจแก่นักเรียนหมู่บ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจเมื่อเจอสถานการณ์​จริสิ่งแรกที่ต้องทำคือเข้าหลุมหลบภัยเพื่อที่จะได้อพยพไปยังศูนย์พักพิง​ที่อำเภอได้จัดเตรียมไว

จากนั้นเวลานายสมเพชร ศรีปราชญ์ได้ร่วมกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านได้ทำการออกลาดตระเวนตามหมู่บ้านดูแลความสงบและตั้งจุดตรวจจุดสกัดยังดำเนินการเข้าเวรทั้งกลางวันและกลางคืน  โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร กอ.รมน.สพส.๒๒๐๙ ได้ร่วมอยู่จุดตรวจ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกัมพูชาละเมิดหยุดยิง

กองบัญชาการกองทัพไทย จะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดย ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) ทั้งนี้ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา รวมทั้งการขัดขวางการปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

กำหนดการในวันแรก 18 ส.ค. 2568 คณะฯ จะเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยัง บก.มณฑลทหารบกที่ 22 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในช่วงเวลา 15.15 น. 

วันอังคารที่ 19 ส.ค.2568  

เช้า-เดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน และเดินทางต่อไปยังผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุป ในประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

บ่าย-จะเดินทางไปยังฐานกฤษณา -ฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมรับชมภารกิจปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 

วันพุธที่ 20 ส.ค. 2568 

คณะฯ ตรวจเยี่ยมเชลยศึก จากนั้นเดินทางไป รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป พร้อมตรวจพื้นที่ผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ต่อจากนั้น เดินทางไปช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจพื้นที่จุดที่กำลังพล ร้อย.ทพ.2601 เหยียบกับระเบิด

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

คดี “ลุงพล” จาก “ผู้ต้องสงสัย” สู่ “เซเลบ” จาก “เซเลบ” สู่ “จำเลย” สังคมไทยได้อะไร ?

คดีการเสียชีวิตของเด็กหญิง อ. หรือ “น้องชมพู่” วัย 3 ปีเศษ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ได้รับความสนใจจากสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ นายไชย์พล วิภา หรือ  “ลุงพล” ซึ่งผันตัวจาก “ผู้ต้องสงสัย” กลายมาเป็น “เซเลบริตี้” บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสังคม ก่อนจะถูกดำเนินคดีในฐานะ “จำเลย” ในที่สุด บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงข้อพิรุธและพยานหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินจำคุกลุงพล รวมถึงสิ่งที่คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมและสังคมไทย

การเดินทางจาก “ผู้ต้องสงสัย” สู่ “จำเลย” : พยานหลักฐานและข้อพิรุธ

คดี “น้องชมพู่” เริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กหญิงหายตัวไปจากบริเวณหน้าบ้านพัก และต่อมาพบศพอยู่บนเขา “ ภูเหล็กไฟ”  ห่างจากจุดที่พบเห็นครั้งสุดท้ายประมาณ 1.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางลาดชัน การที่เด็กอายุเพียง 3 ปีเศษ ไม่สามารถเดินขึ้นไปถึงจุดดังกล่าวได้เอง ประกอบกับการพบเส้นผมของผู้ตายหลายเส้นที่มีรอยถูกตัดด้วยของแข็งมีคม ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า “ มีคนร้ายพาผู้ตายไป”
การสืบสวนไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ “ลุงพล” ตั้งแต่แรก แต่เป็นผลมาจากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเป็นลำดับ โดยมีข้อพิรุธและพยานหลักฐานสำคัญที่ชี้ไปที่นายไชย์พล ดังนี้:

 ความไม่ชัดเจนเรื่องสถานที่อยู่และโทรศัพท์เคลื่อนที่ : ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 09.00 น. น้องชมพู่เล่นอยู่บริเวณหน้าบ้านพักและหายตัวไปก่อนเวลา 09.50 น. โดยไม่มีเสียงร้องไห้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนกลุ่มบุคคลใกล้ชิด 14 คน พบว่า 13 คนมีหลักฐานยืนยันที่อยู่หรือตำแหน่งอ้างอิงจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ชัดเจน ยกเว้นจำเลยที่ 1 (ลุงพล) ซึ่งไม่สามารถยืนยันฐานที่อยู่ได้แน่ชัดในเวลาที่ผู้ตายหายตัวไป

 คำให้การที่น่าสงสัย:

      ลุงพล ให้การกับเจ้าพนักงานตำรวจว่า ภรรยา (จำเลยที่ 2) โทรศัพท์แจ้งเรื่องน้องชมพู่หายตัวไป ขณะที่ ลุงพล กำลังเดินทางไปวัดถ้ำภูผาแอก เพื่อรับพระ ส. แต่ครอบครัวของลุงพลมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียว ซึ่งอยู่กับภรรยา จึงเป็นไปไม่ได้ที่ภรรยาจะโทรศัพท์แจ้งเรื่องแก่       ลุงพล
     พระ บ. ซึ่งจำวัดอยู่ที่วัดถ้ำภูผาแอก ยืนยันว่า เวลาประมาณ 10.00 น. ลุงพลเดินทางไปถึงวัดและพูดว่า “หลานหายเกือบไม่ได้ไปส่งพระ” ทั้งที่ในขณะนั้นลุงพลไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวและไม่น่าจะทราบเรื่องการหายตัวไปของน้องชมพู่

 ความพยายามพูดคุยกับพยาน : พยานโจทก์ปากนาย ว. และนาง พ. ให้การในชั้นสอบสวนว่า เห็นลุงพลอยู่บริเวณสวนยางพารา ซึ่งเป็นทางเดินที่สามารถเข้าถึงจุดที่ผู้ตายหายตัวไป ในช่วงเวลาที่คนร้ายลงมือกระทำความผิด ลุงพล พยายามไปพูดคุยกับนาย ว. เพื่อให้นาย ว. บอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าพบลุงพลในช่วงเวลา 07.00 น. ไม่ใช่ช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งศาลมองว่าเป็นข้อพิรุธอย่างยิ่ง แม้ต่อมานาง พ. จะกลับคำให้การในชั้นสืบพยาน แต่ศาลยังให้น้ำหนักกับคำให้การในชั้นสอบสวนมากกว่า เนื่องจากเป็นการกลับคำภายหลังเกิดเหตุไปกว่า 2 ปี

หลักฐานเส้นผมในรถยนต์ : ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจตั้งข้อสงสัย ลุงพลถูกเข้าตรวจค้นรถยนต์ และพบเส้นผม 16 เส้น ผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และคำเบิกความของผู้เชี่ยวชาญ          ระบุว่า 
“ เส้นผม 1 เส้น ที่ตกอยู่ในรถยนต์ของลุงพล มีองศาของรอยตัด หน้าตัด และพื้นผิวด้านข้าง ตรงกันกับเส้นผมผู้ตาย 2 เส้น ที่ตรวจเก็บได้จาก  บริเวณที่พบศพผู้ตาย เส้นผมทั้ง 3 เส้นดังกล่าวจึงเชื่อว่า ถูกตัดในคราวเดียวกัน ด้วยวัตถุของแข็งมีคมชนิดเดียวกัน”
ด้วยพยานหลักฐานและข้อพิรุธเหล่านี้ ศาลจึงเชื่อว่า นายไชย์พล (ลุงพล) เป็นคนร้ายที่พาน้องชมพู่ขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟ

บทกฎหมายและคำพิพากษา

คดีนี้มีการพิจารณา และมีคำพิพากษาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งนำไปสู่การลงโทษนายไชย์พลในข้อหาที่แตกต่างกัน:

คำพิพากษาศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดมุกดาหาร) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566: พิพากษาว่า นายไชย์พล วิภา (ลุงพล) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ มาตรา 317         วรรคแรก.
     ฐาน “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” (มาตรา 291) จำคุก 10 ปี
 ศาลเห็นว่า จำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย จึงไม่น่ามีเจตนาฆ่าหรือทอดทิ้ง แต่จากการตรวจสอบศพพบรอยช้ำใต้หนังศีรษะ อาจเป็นไปได้ที่ผู้ตายหมดสติไปแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตรวจดูให้ดี จึงนำไปทิ้งไว้บนเขา.

      ฐาน “พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร” (มาตรา 317 วรรคแรก) จำคุก 10 ปี.

     รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี.
     สำหรับข้อหาอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ให้ “ยกฟ้อง”  รวมถึง ข้อหาร่วมกันเคลื่อนย้ายศพ เพราะไม่มีพยานเห็นจำเลยทั้งสองขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟ และแม้พบ mtDNA ( Mitochondrial DNA ) ของจำเลยที่ 2 บนเส้นผม แต่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ชัดเจน.
      และพิพากษา “ ยกฟ้อง”  นางสาวสมพร หลาบโพธิ์ หรือ “ป้าแต๋น” (จำเลยที่ 2) ทุกข้อหา.

     อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฎว่า อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร มีความเห็นแย้งว่า “ พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อสงสัยตามสมควร ควรกำหนดให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ” 

ต่อมา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568  ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาให้ “แก้” โดยให้เพิ่มโทษ นายไชย์พล วิภา (ลุงพล)  รวมจำคุก 26 ปี และ “แก้” ฐานความผิดด้วย ดังนี้

      ฐาน “ ฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล” จำคุก 15 ปี. (ข้อหานี้แตกต่างจากศาลชั้นต้นที่ตัดสินข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย)
     ฐาน “พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา” จำคุก 10 ปี.
     ฐาน “กระทำการใด ๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น”  จำคุก 1 ปี. (ข้อหานี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง)
     สำหรับป้าแต๋น (จำเลยที่ 2) ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษา “ ยกฟ้อง”ตามศาลชั้นต้น

 คำสั่งศาลฎีกาเกี่ยวกับคำร้องขอประกันตัว:

    ศาลฎีกายังไม่ได้พิจารณาในเนื้อหาคดี แต่ได้มีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ประกันตัว นายไชย์พล วิภา ในระหว่างการฎีกา.
     เหตุผลที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวคือ “ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงกระทบต่อสังคม และเป็นการลงโทษสถานหนัก (จำคุก 26 ปี). นอกจากนี้ ยังเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง จังหวัดมุกดาหารอยู่ใกล้ชายแดน และจำเลยมีฐานะทางการเงินดี การหลบหนีจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผลและกระบวนการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ”

คดีลุงพลให้อะไรกับสังคมไทย
คดีน้องชมพู่และเรื่องราวของลุงพลนี้ ไม่ใช่เพียงแค่คดีอาชญากรรม แต่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ให้บทเรียนหลายประการ:

 บทบาทของสื่อและกระแสสังคม : คดีนี้จุดประกายความสนใจของประชาชนอย่างมหาศาล ทำให้ลุงพลกลายเป็น ” เซเลบ” ชั่วข้ามคืน แสดงให้เห็นถึง “ พลังของสื่อ” และ “กระแสสังคม” ที่สามารถส่งผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนต่อผู้ต้องหาหรือจำเลย อย่างไรก็ตาม การตัดสินของศาลยึดตามพยานหลักฐานทางกฎหมายเป็นสำคัญ.

 ความสำคัญของนิติวิทยาศาสตร์: ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะหลักฐานเส้นผมที่พบในรถของลุงพลและในที่เกิดเหตุ ถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่มัดตัวจำเลย ตอกย้ำถึงความจำเป็นของการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการไขคดีอาชญากรรม.

 น้ำหนักของคำให้การและพฤติกรรมในชั้นสอบสวน: คำให้การที่สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกัน รวมถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงคำให้การของพยาน หรือพฤติกรรมที่น่าสงสัยในระหว่างการสืบสวน ล้วนมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาล.
กลไกการถ่วงดุลของกระบวนการยุติธรรม: การมีคำเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาภาคและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในชั้นต้น รวมถึงการที่คดีต้องเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์และฎีกา แสดงให้เห็นถึงกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลในระบบศาล เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรอบคอบและยุติธรรมที่สุด.

 หลักการเรื่องการให้ประกันตัว: การที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวลุงพล สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของศาลในคดีที่มีอัตราโทษสูงและเป็นคดีที่กระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง เพื่อป้องกันการหลบหนีและรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม.

 การแสวงหาความยุติธรรมสำหรับผู้เสียหาย: แม้จะเป็นคดีที่ซับซ้อนและยาวนาน แต่กระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินไปเพื่อแสวงหาความจริงและนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายและครอบครัว

การที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษา “ แก้ ” ทั้ง “ฐานความผิด” และ แก้ “โทษ” ( ให้หนักขึ้น )  
จาก “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”
 สู่ “การกระทำโดยเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล ”  
จาก “ยกฟ้อง” สู่การ “ลงโทษ”   ฐาน “ กระทำการใด ๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น” 

เกิดจาก การที่ “ พนักงานอัยการโจทก์  และ “ อัยการศาลสูง ”  ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงได้ยื่น “อุทธรณ์” ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำฟ้องโจทก์ เพื่อให้จำเลยได้รับโทษในสิ่งที่ได้กระทำ และคืนความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวน้องชมพู่ และ สังคม

 ที่สำคัญ ต้องเกิดจากการ “พนักงานสอบสวนคดีนี้” ได้มุ่งมั่นและทุ่มเทสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจนพบ พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่การลงโทษจำเลยในคดีนี้ และ การที่พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น ที่มุ่งมั่น “ สืบพยานหลักฐาน” จนศาลอุทธรณ์เชื่อมั่นในพยานหลักฐานของโจทก์ที่ได้นำสืบมาแล้ว จึงได้มีคำพิพากษา “ แก้” ฐานความผิดและแก้โทษดังกล่าว

คงต้องรอดูต่อไปว่า บทสรุปสุดท้ายของคดีนี้จะเป็นอย่างไร เชื่อว่า ลุงพล (จำเลย) คงใช้สิทธิฎีกาขอให้ศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสุดท้ายพิจารณาพิพากษาต่อไป

จึงเห็นว่า คดี “น้องชมพู่” และการเดินทางทางกฎหมายของ “ลุงพล” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับสังคมไทย ไม่เพียงแต่ในมิติของคดีอาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังรวมถึงบทบาทของสื่อมวลชน พลังของสังคมออนไลน์ และความซับซ้อนของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพฤติการณ์แวดล้อมในการตัดสินคดีที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง

โดย…นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
อัยการศาลสูงจังหวัดสมุทรปราการ
(อดีต) รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร                    (สมัยที่ ๒๕)   
๑๘   สิงหาคม ๒๕๖๘

ปิดฉากยิ่งใหญ่ ! มวยไทย ภูเก็ต เฟสติวัล 2025

เข้าสู่วันสุดท้ายในกิจกรรม MUAY THAI Phuket Festival 2025 ที่จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมและภาพลักษณ์มวยไทย ในฐานะหนึ่งใน Soft Power ที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด มวยไทยถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย สามารถต่อยอดได้ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และองค์ความรู้สู่เวทีโลก  มีการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬา และจังหวัดภูเก็ตร่วมเป็นเจ้าภาพหลัก

โดยในวันสุดท้ายได้รับเกียรติจากอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อรชัย บุญสุขจิตเสรี ,ไพฑูรย์ ชุติมากรกุล ,นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ,นายมนตรี หาญใจ คณะกรรมการบริหารกองทุน,นายธรรมวรรธ วงศ์เจริญยศ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดภูเก็ตและกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย และนายณัฐพล อันตรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย  เข้าร่วมงาน

      ผลมวยศึก มวยไทย ภูเก็ต เฟสติวัล 2025
ณ เวทีมวยชั่วคราว  โรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉลอง (ซอยตาเอียด)  จ.ภูเก็ต

– คู่ที่ 1 รุ่นน้ำหนัก 125 ปอนด์ หยกกระบี่ อบต.สาโรจน์ แพ้น็อค ยอดขุนทรัพย์ ส . เดชดำรงค์ ยก2

-คู่ที่ 2 รุ่นน้ำหนัก 140 ปอนด์ เพชรธนากรณ์ ศ.ธนากรณ์   ชนะคะแนน เรือรบ ส.เริงสมุทร   


– คู่เอก รุ่นน้ำหนัก 130 ปอนด์ ประกายเพชร ลูกกรมหลวง ชนะน็อค สามพยัคฆ์ เรืองพิชัยมวยไทย  ยกแรก

– คู่ที่  4 รุ่นน้ำหนัก 120 ปอนด์ เพชรพันล้าน ป.ศักดิ์ดา ชนะน็อค  พันธ์พยัคฆ์ เรืองพิชัยมวยไทย ยก3

– คู่ที่ 5 รุ่นน้ำหนัก 135 ปอนด์ เพชรจักรินทร์ ลูกกรมหลวง  ชนะน็อค เพชรอาซัน เกียรติธนาคิม  ยกแรก

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดัน มวยไทยสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และใช้มวยไทยเป็นหนึ่งใน Soft Power ของชาติ สร้างคุณค่าทางวัฒนธรรม กีฬา และเศรษฐกิจ พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

อาณาจักรสิงห์ร้าย บุกยิง อาชาผยอง 2-1 แมตซ์น้องใหม่ MEA ฟุตซอลไทยลีก 2025

MEA ฟุตซอลไทยลีก 2025 นัดที่ 15 คู่แรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค.68 ศูนย์กีฬาในร่มฯ ม.นอร์ทกรุงเทพ สะพานใหม่ การเจอกันของสองทีมน้องใหม่ “อาชาผยอง”เอสแบค-นอร์ทกรุงเทพ เปิดบ้านพ่าย “อาณาจักรสิงห์ร้าย”ศรีนครินทรวิโรฒ ไอมาเน่ 1-2

ศรีนครินทรวิโรฒ ไอมาเน่ บุกนำ 2-0 ได้จาก ภัณลพษ์ ตติยะทวีทรัพ น.8 และ บงกชธร ทนคง น.19 ก่อนที่ เอสแบค-นอร์ทกรุงเทพ จะมาได้ประตูตีไข่แตกจาก เจา ซูซ่า น.35

ศรีนครินทรวิโรฒ ไอมาเน่ เก็บเพิ่มเป็น 18 คะแนน รั้งอันดับที่ 8 ต่อไป ส่วน เอสแบค-นอร์ทกรุงเทพ หยุดอยู่ที่ 9 แต้ม อยู่อันดับ 12 ยังต้องลุ้นหนีตายต่อไป