กรมศุลกากรจับชายออสเตรเลียลักลอบไอซ์ออกนอกประเทศมูลค่า 1.2 ล้าน

กรมศุลกากรจับชายออสเตรเลียซุกยาไอซ์ในก้อนสบู่และกระเป๋าสัมภาระ น้ำหนักรวม 4.26 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 1,276,500 บาท เตรียมออกนอกราชอาณาจักรไทยไปสู่ประเทศออสเตรเลีย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษก กรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดในทุกช่องทาง กรมศุลกากร โดยกองสืบสวนและปราบปราม ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยานนานาชาติ (Airport Interdiction Task Force : ATIF) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลการข่าว พบว่ามีผู้โดยสารชาย ชาวออสเตรเลีย อายุ 68 ปี มีความเสี่ยงในการลักลอบนำยาเสพติดให้โทษออกไปนอกราชอาณาจักร

โดยมีกำหนดเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ปลายทางท่าอากาศยานนานาชาติเพิร์ท เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นจับกุมจึงนำกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารผ่านเครื่องเอกซเรย์ พบสิ่งผิดปกติในกระเป๋าเดินทางทรงแข็ง สีดำเมื่อตรวจค้นเพิ่มเติมพบวัตถุต้องสงสัยเป็นเกล็ดสีขาว ซุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าสะพายข้าง และภายในก้อนสบู่ จำนวน 12 ก้อน เจ้าหน้าที่ฯ จึงใช้ชุดน้ำยาทดสอบ ONCB051 MARQUIS  REAGENT พบว่าวัตถุดังกล่าวทำปฏิกิริยากับน้ำยาเคมีและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จึงเชื่อได้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 4.26 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 1,276,500 บาท

กรณีนี้ เป็นการลักลอบนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) ออกไปนอกราชอาณาจักร และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์)  ไว้ในครอบครอง อันเป็นความผิดตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 252 มาตรา 166 และมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

โฆษกกรมศุลกากร กล่าวต่ออีกว่า  กรมศุลกากรได้ให้ความสำคัญในการปกป้องสังคมให้ปลอดภัยโดยเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายตามนโยบายรัฐบาล สำหรับสถิติรวมปีงบประมาณ 2568 (1 ตุลาคม 2567 – 14 สิงหาคม 2568) กรมศุลกากรสามารถจับกุมยาเสพติดประเภทต่าง ๆ อาทิ ไอซ์ เฮโรอีน โคเคน และยาบ้า รวมทั้งสิ้น 197 คดี มูลค่ารวมกว่า 1,265 ล้านบาท 

มทภ. 4 สั่งเข้มพื้นที่ชั้นใน–ชั้นนอก เขตเศรษฐกิจ ป้องซ้ำรอยวางเพลิงรง.ไฟฟ้าชีวมวลแว้ง

นราธิวาส – แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่โรงงานไฟฟ้าชีวมวลแว้ง หลังถูกลอบวางเพลิง กำชับคุมเข้มพื้นที่ชั้นใน–ชั้นนอก เขตเศรษฐกิจ และแนวชายแดน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานไฟฟ้าชีวมวล บริษัท ไพรส์ ออฟ วู้ด กรีน เอเนอจี่ จำกัด ตำบลกายูคละ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส หลังเกิดเหตุลอบวางเพลิงเมื่อค่ำวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงประมาณ 10–15 คน ลอบเข้ามาทางด้านหลังโรงงานฝั่งแม่น้ำสุไหงโก-ลก ใช้อาวุธปืนบังคับยามรักษาความปลอดภัย ก่อนก่อเหตุวางเพลิงทำลายทรัพย์สินภายในโรงงานหลายรายการ ส่งผลให้โรงงานต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยหน่วยกำลังในพื้นที่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ กั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และรอการตรวจสอบหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในวันนี้

ทันทีที่เดินทางถึงพื้นที่ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกฝ่าย เพื่อติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบความเสียหาย มาตรการรักษาความปลอดภัย และแนวทางสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้ง กำชับข้อสั่งการเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยสาธารณูปโภคสำคัญ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และเส้นทางคมนาคม จัดกำลังลาดตระเวนเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพื้นที่ชั้นใน–ชั้นนอก เขตเศรษฐกิจ และแนวชายแดน

โดยการประสานงานกับผู้นำท้องที่ ผู้นำศาสนา และประชาชน ให้ช่วยสอดส่องสิ่งผิดปกติ หากพบเบาะแสสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐ หรือสายตรงถึงแม่ทัพภาคที่ 4 หมายเลข 061-1732999 ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบและเก็บวัตถุพยาน พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองอย่างใกล้ชิด

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

“ป้าสุวรรณ” เศรษฐินี “กระเจียวหวาน”ลงทุนครั้งเดียวเก็บเงินแสนได้ 10 ปี

จากผืนดินที่เคยปลูกมันสำปะหลังซึ่งต้องเผชิญกับราคาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้มายาวนานหลายสิบปี วันนี้ นางสุวรรณ พลอยกระโทก วัย 65 ปี ชาวบ้านหินลับ ต.บ้านใหม่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ได้พบคำตอบของเกษตรกรยุคใหม่ จึงตัดสินใจรื้อไร่มันสำปะหลังเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง “กระเจียวหวาน” สายพันธุ์เพชรน้ำผึ้ง เพื่อส่งขายตลาดซึ่งมีการรับซื้อในราคาที่สูงกว่า คุ้มค่ากับการลงทุน ราคาไม่ผันผวน

นางสุวรรณ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนเองใช้ที่ดินที่มีอยู่ประมาณ 4 ไร่เศษปลูกมันสำปะหลังมานานหลายสิบปีตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ บางปีราคาตกต่ำถึงขั้นขาดทุนย่อยยับ จึงคิดที่จะหาพืชเกษตรอย่างอื่นมาทดแทน ไม่ว่าจะเป็นฟัก แฟง แตงกวา ก็ลองมาหมดแล้ว แต่สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่ “กระเจียวหวาน” เพราะเป็นพืชที่ลงทุนเพาะปลูกเพียงครั้งเดียวก็อยู่ได้นานเป็นสิบปี ไม่ต้องลงทุนใหม่ซ้ำซาก

อีกทั้งการดูแลก็ไม่ยาก เพียงแค่ต้องให้น้ำให้ปุ๋ยตามความเหมาะสม หมั่นกำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แปลงปลูกรกจนเกินไป ส่วนปัญหาเรื่องโรคแมลงก็มีน้อยเพราะกระเจียวเป็นพืชที่มีกลิ่นฉุนในตัว ทำให้แมลงศัตรูพืชไม่ค่อยมารบกวน

ตนเริ่มทดลองปลูกมาเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนนั้นได้ซื้อหัวกระเจียวจากจังหวัดมาทดลองปลูกก่อนประมาณ 1 งาน ในราคา 6,000 บาท ต่อมาเมื่อครบรอบเกือบ 1 ปี ก็เริ่มเก็บผลผลิตส่งขายได้เงินมากว่า 30,000 บาท ซึ่งตอนนั้นต้องเก็บผลผลิตขึ้นรถหอบไปส่งขายที่ตลาดผักในตัวเมืองนครราชสีมา แต่ผ่านมาถึงทุกวันนี้ตัวเองขยายพื้นที่เพาะปลูกมาเป็นการปลูกกระเจียวหวานทั้งแปลง 4 ไร่ ตอนนี้มีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนไม่ต้องลงทุนค่ารถค่าน้ำมันอีกแล้ว

“สำหรับราคาขายกิโลกรัมละ 60 บาทหากเป็นดอกตูม ส่วนดอกบานจะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 30–40 บาท อีกทั้งหัวกระเจียวสามารถจะแยกไปทำพันธุ์ขายต่อให้กับผู้ที่สนใจได้อีกในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ทำให้ตอนนี้ไม่มีความคิดที่จะหันกลับไปปลูกมันสำปะหลังที่มีราคาผันผวนไม่แน่นอนอีกต่อไป”

กระเจียวหวานนั้น แต่ละปีจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงก่อนจนถึงสิ้นสุดฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงปลายเดือนกันยายน ระยะเวลาการเก็บจะห่างกัน 2–3 วันครั้ง เก็บขายได้ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันต่อรอบ สูงสุดเคยได้รอบละกว่า 6,000 บาท ซึ่งแต่ละปีจะได้เงินจากการเก็บดอกกระเจียวขายปีละประมาณ 140,000 บาทเลยทีเดียว

ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ลงทุนครั้งเดียวอยู่ได้ระยะยาว ดูแลง่าย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจนตอนนี้ไม่คิดที่จะเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแล้ว

“ สุขสมบูรณ์ที่เที่ยวสุรินทร์-ศรีสะเกษ” เชื่อมโยง 2 จังหวัดอีสานใต้ กระตุ้นศก.-ท่องเที่ยว

สมาคมธุรกิจการกิจการท่องเที่ยวศรีสะเกษ นำนักท่องเที่ยวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายใต้โครงการสุขสมบูรณ์ที่เที่ยวสุรินทร์ ศรีสะเกษ กระตุ้นการท่องเที่ยว ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

เช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2568 หน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ    นางวาสิตา   น้อยพรหม   นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ นำทีมนักท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายใต้โครงการ “ สุขสมบูรณ์ที่เที่ยวสุรินทร์-ศรีสะเกษ”  เพื่อส่งเสริมการเดินทางเข้าสู่เมืองน่าเที่ยวหรือเมืองรอง และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์

ว่าสิตา น้อยพรหม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ

โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ บริษัทวรรณนิภาทราเวลจังหวัดศรีสะเกษ  รวมถึงเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกันระหว่าง จังหวัดสุรินทร์   แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแหล่งท่องเที่ยวบ้านพี่เมืองน้องพร้อมต่อยอดเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค ต่อไป

นางวาสิตา น้อยพรหม กล่าวว่า ในการจัดงานดังกล่าวศรีสะเกษเดินทางไปสุรินทร์ 2 บัส  สุรินทร์เดินทางมาศรีสะเกษ 2 บัส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวทางอีสานใต้ และให้กำลังใจผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ตลาดชุมชน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆภายในจังหวัดด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุรินทร์ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ บริษัทวรรณิภาทราเวลจำกัด  ที่ได้จัดโครงการท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองจังหวัดนี้ขึ้นมาทำให้ภาพการท่องเที่ยวหรือบุคคลที่มาร่วมกิจกรรมได้มีความสุขและนำเศรษฐกิจเข้าสู่ทั้งสองจังหวัดดังกล่าว

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ระดมสมอง 20 จังหวัดอีสานเสนอเชิงนโยบายแก้ปัญหาเกษตรกรรมสู่ระดับชาติ

สภาเกษตรกรแห่งชาติ ระดมสมอง 20 จังหวัดอีสาน ดันข้อเสนอเชิงนโยบายแก้ปัญหาเกษตรกรรมสู่ระดับชาติ ณ ห้องประชุมตักสิลาคอนเวนชั่นฮอลล์ 1 โรงแรมตักสิลา จังหวัดมหาสารคาม

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสัมมนาการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ประจำปี 2569 ภายใต้มาตรา 41 พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “ทิศทางนโยบายในการขับเคลื่อนงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัด ในปี 2569”

นายเกษมศานต์ ศรีโพนทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย รองประธาน สมาชิก และพนักงาน ร่วมการจัดสัมมนาฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในภูมิภาคอีสาน พร้อมผลักดันเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายระดับจังหวัดสู่ระดับชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ประกอบด้วยประธานสภาเกษตรกรจังหวัด สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด และคณะทำงานผู้ประสานงานสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หัวหน้าสำนักงาน และพนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด

กิจกรรมตลอด 2 วัน ประกอบด้วย

วันแรก – การบรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทหน้าที่คณะผู้ประสานสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานร่วมกับพื้นที่

วันที่สอง – การประชุมวาระพิเศษของคณะทำงานฯ และเวทีเสวนา “เสียงจากพื้นที่ ปัญหาสำคัญของเกษตรอีสาน 20 จังหวัด” พร้อมแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ น้ำ   หนี้  ตลาด  – ราคา  – ความรู้ – เทคโนโลยี เพื่อสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย และนำเสนอแนวทางผลักดันสู่ระดับประเทศต่อไป

การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในภูมิภาคอีสานอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ปราสาทสายฟ้า ประเดิมเชือด ราชันโคขาว 3-2 ลูกหนังไทยลีก

การแข่งขันฟุตบอลบีวายดี ซีไลออน ซิกส์ ลีกหนึ่ง 2025/26 เกมเปิดสนาม เมื่อวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ สนามลำพูน วอร์ริเออร์ สเตเดียม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก 10 สมัย ซึ่งเป็นแชมป์เก่า บุกขึ้นเหนือไปเยือน “ราชันโคขาว” ลำพูน วอร์ริเออร์ส

นาทีที่ 6 เจ้าถิ่นมาได้ลุ้นก่อน อนันต์ ยอดสังวาลย์ ได้บอลทางซ้ายพาบอลเข้ากรอบเขตโทษ แล้วยิงยัด นีล เอเธอร์ริดจ์ เซฟไว้ได้ ทว่าบอลยังไม่พ้นอันตราย บอลมาทางขวา ราล์ฟ มาชาโด้ ดิอาส ได้ซัดบอลพุ่งไปติดเซฟ นีล เอเธอร์ริดจ์ ก่อนที่ ชินภัทร์ ลีเอาะ จะมาช่วยสกัดเตะบอลอัดคู่แข่งลอยออกหลังไป

นาทีที่ 11 ปราสาทสายฟ้า ได้ฟรีคิกทางซ้าย ปีเตอร์ ซูลจ์ เปิดบอลโค้งอันตรายเข้าไปในกรอบ 6 หลา ผู้เล่นราชันโคขาว ช่วยกันโหม่งสกัดบอลพ้นอันตรายออกข้างไปได้

GOALLL!! นาทีที่ 20 ปราสาทสายฟ้า มาได้ฟรีคิกกลางสนามทางริมเส้นฝั่งซ้าย ปีเตอร์ ซูลจ์ เปิดบอลยาวไปในกรอบเขตโทษด้านขวา ชินภัทร์ ลีเอาะ โหม่งบอลชงเข้ามากลางประตู ศุภชัย ใจเด็ด ตั้งหัวโหม่งย้อนทางบอลลอยผ่าน นนท์ ม่วงงาม นายด่านเจ้าถิ่นเข้าประตูไป บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกทะยานออกนำ 1-0

นาทีที่ 26 ราชันโคขาว ได้เตะมุมทางซ้าย โมฮัมเหม็ด ออสมัน เปิดบอลโค้งเข้าไปในกรอบเขตโทษ สุภชัย ใจเด็ด ลงไปช่วยเกมรับโหม่งสกัดบอลไปได้  

นาทีที่ 27 ปราสาทสายฟ้า ได้เล่นโตกลับเร็ว ธนกฤต โชติเมืองปัก รับบอลจากการสกัดมาให้ของศุภชัย ใจเด็ด กระชากบอลกินแดนไปทางขวา ก่อนจะพาบอลเข้าเขตโทษแล้วตัดสินใจยิงเองบอลพุ่งไปแฉลบบล็อกของ สุริยา สิงห์มุ้ย บอลเด้งตกโคนเสาด้านนอกออกหลังไป

GOALLL!! นาทีที่ 32 อนันต์ ยอดสังวาลย์ ได้บอลทางซ้าย ก่อนจะค่อย ๆ พาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ แล้วตัดสินใจยิงเร็วทะลุช่องกองหลัง ก่อนที่บอลจะพุ่งผ่านมือ นีล เอเธอร์ริดจ์  ที่พุ่งสุดเหยียด เสียบเสาไกลเข้าประตูไป ราชันโคขาว ตามตีเสมอ 1-1

นาทีที่ 38 เจ้าถิ่นได้ฟรีคิกทางขวา โมฮัมเหม็ด ออสมัน จ่ายบอลเรียดเข้าไปในกรอบเขตโทษ ธนกฤต โชติเมืองปัก อ่านเกมอยู่วิ่งเข้าไปเตะสกัดบอลทิ้งพ้นอันตรายได้ก่อนที่ผู้ราชันโคขาว จะเข้าถึง

GOALLL!! นาทีที่ 42 ราชันโคขาว ขึ้นเกมบุกทางซ้าย อนันต์ ยอดสังวาลย์ เปิดบอลยาวเข้าไปที่เสาสอง หมอง หมอง ลวิน เก็บบอลได้จ่ายยัดเข้าไปในกรอบ 6 หลา วิลเลียน โมต้า ขยับหลุดกับดักล้ำหน้า ได้จับบอลยิงโล่ง ๆ เข้าประตูไป เจ้าถิ่น แซงนำ ปราสาทสายฟ้า 2-1

นาทีที่ 45+8 ธีราทร บุญมาทัน ทุ่มบอลทางขวาขึ้นหน้าให้ ศุภชัย ใจเด็ด วิ่งตามบอลไปจนสุดเส้นหลังล้มตัวเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ เฟจ์ซาล มูลิช ยิงบอลพุ่งผ่านเสาขวาออกหลังไปแบบได้เสียว  

จากนั้นไม่มีจังหวะลุ้นทำประตูกันเพิ่ม ทำให้จบครึ่งเวลาแรก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตกเป็นฝ่ายตามหลัง ลำพูน วอร์ริเออร์ อยู่ 2-1

กลับมาเล่นครึ่งเวลา ปราสาทสายฟ้า ปรับทัพเป็นการใหญ่หลังจากโดนออกนำในครึ่งเวลาแรก

GOALLL!! นาทีที่ 51 ปีเตอร์ ซูลจ์ ได้บอลทางซ้ายเปิดบอลไปที่เสาแรก ศุภชัย ใจเด็ด โหม่งบอลไปชนเสา บอลเด้งมาเข้าทาง ธนกฤต โชติเมืองปัก จ่ายบอลออกไปแถวสอง ธีราทร บุญมาทัน จ่ายบอลทำชิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษให้ โรเบิร์ต ซูลจ์ แตะบอลสั้นคืนให้ ธีราทร บุญมาทัน วิ่งตามเข้ามากดด้วยเท้าซ้ายเบียดเสาซ้ายเข้าประตูไป ปราสาทสายฟ้า ตามตีเสมอ 2-2

นาทีที่ 75 ปราสาทสายฟ้า ตัดบอลได้กลางสนาม ก่อนที่บอลจะมาถึง โรเบิร์ต ซูลจ์ ได้แต่งบอลหน้ากรอบเขตโทษแล้วตัดสินใจยิงเรียด ทว่าบอลพุ่งเบาไปตรงตัว นนท์ ม่วงงาม รับไว้ได้สบาย

GOALLL!! นาทีที่ 77 ฟิลิป สตอยโควิช เปิดบอลยาวจากแดนหลังฝั่งขวาข้ามไปถึงแดนหน้าด้านซ้าย ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา วิ่งไปถึงบอลลากจี้เข้ากรอบเขตโทษแล้วดีดบอลไซร้ก้อยมาหน้าปากประตูให้ กิลเยร์เม บิสโซลี วิ่งเข้าชาร์จใช้หน้าขาชนบอลเข้าประตูไป ปราสาทสายฟ้า กลับมาขึ้นนำ 3-2

นาทีที่ 89 ปราสาทสายฟ้า ได้บอลส้มหล่นหลังจากกองหลังเจ้าถิ่นเตะสกัดบอลไม่ดีมาเข้าทาง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ได้แต่งบอลเข้ากรอบเขตโทษแล้วซัดด้วยขวาบอลพุ่งแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนจะพุ่งเฉี่ยวเสาซ้ายออกหลังไป

จากนั้นไม่มีจังหวะลุ้นทำประตูกันเพิ่ม จบเกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แซงเอาชนะ ลำพูน วอร์ริเออร์ ไปได้ 3-2 ส่งผลให้ ปราสาทสายฟ้า เก็บ 3 คะแนนเต็ม ประเดิมเปิดฤดูกาลไปได้  

ชบาแก้ว พ่าย เมียนมา 1-2 ศึกชิงแชมป์อาเซียน รอบรองชนะเลิศ

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน รอบรองชนะเลิศ ทีมชาติไทย อันดับ 53 ของโลก ลงสนาม พบกับ เมียนมา อันดับ 56 ของโลก ณ ลัช ไช สเตเดียม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ไทยเข้ารอบมาด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่มเอ จากการมี 6 คะแนนจากสามนัด ส่วนเมียนมาเข้ารอบรองชนะเลิศ มาด้วยการชนะ 2 เสมอ 1 และเป็นแชมป์กลุ่ม

เกมนี้ ฟูโตชิ อิเคดะ ยังคงยึดตัวหลักจากรอบแบ่งกลุ่ม โดยมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยส่ง วิรัญญา แกว่นกสิกรรม ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเล่นเกมรุกร่วมกับ  แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน และ กาญจนธัช พุ่มศรี

เริ่มเกมมาไทยเดินหน้าเข้าใส่ แต่นาทีที่ 5 เมียนมา มาได้ลุ้นก่อนจากจังหวะยิงไกลของ วิน เทียงกี ตุน แต่บอลไปชนคานออกหลังไป

นาทีที่ 6 ไทยมาได้ประตูออกนาจนได้จากจังหวะที่ แนวรับของ เมียนมา สกัดบอลพลาดมาเข้าทาง วิรัญญา แกว่นกสิกรรม ที่วิ่งมากดดันแล้วสกัดบอลเข้าไปเลยให้ ชบาแก้ว นำก่อน 1-0

นาทีที่ 10 แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน ได้โขกบอลเลยไปถึง กาญจนธัช พุ่มศรี ได้กดด้วยขวาหลุดกรอบออกไปนิดเดียว

นาทีที่ 14 เมียนมา มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จาก บอลยาว และทำให้ วิน เทียงกี ตุน ได้หลุดเดี่ยว ก่อนปั่นด้วยขวาเข้าไป

นาที 18 ไทยมาได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะลุย กาญจนธัช พุ่มศรี ที่ครอสให้ ของ แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน ได้ตวัดยิงแต่ยังไปตรงตัวประตูของเมียนมา

นาที 20 ไทยได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะที่ พิชญธิดา มะโนวัง ได้หลุดไปยิงด้วยขวาแต่ยังติดเซฟของ ประตูเมียนมา อีกครั้ง

หลังจากนั้นทั้งสองทีมก็เริ่มสู้กันได้อย่างสูสีนาที 44 ไทยเกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากฟรีคิกของ พิชญธิดา มะโนวัง ที่ได้ปั่นด้วยซ้ายแต่ยังไปติดเซฟอีกครั้งและจบครึ่งแรกเสมอกันไป 1-1

ครึ่งหลังนาที 52 แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน รับบอลที่หลุดมาถึงก่อนลากไปยิงด้วยขวาแต่ยังติดเซฟของ ประตูเมียนมา อีกครั้ง

นาที 60 ไทยเปลี่ยนตัวสองคน จณิสตา จินันทุยา และ ภัทรนันท์ อุปชัย ลงไปเล่นแทน แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน และ วิรัญญา แกว่นกสิกรรม

นาที 72 เมียนมามาได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอล ของ สุภาพร อินทรประสิทธิ์ ก่อนที่ วิน เทียงกี ตุน จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปให้ เมียนมา แซงนำ 2-1

ไทยพยายามบุกอย่างหนักและนาที 79 ก็มาได้ลุ้นจากจังหวะที่ ริญญาภัทร์ มูลดง ได้ลองยิงไกล แต่ยังไปติดเซฟของ ประตูเมียนมา

นาที 87 ไทยส่ง ธวันรัตน์ พรมทองมี ลงไปเล่นแทน ปลื้มใจ สนธิสวัสดิ์ 

ช่วงเวลาที่เหลือไทยพยายามบุกอย่างหนักแต่เจาะไม่เข้าจบเกม ไทย แพ้ เมียนมาไป 1-2

โปรแกรมนัดต่อไป ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน รอบชิงอันดับ 3 พบกับ ผู้แพ้ ระหว่าง เวียดนาม หรือ ออสเตรเลีย U23 ที่ ลัช ไช สเตเดียม ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 น. ถ่ายทอดสดทาง ททบ.5 HD, AIS PLAY, BG Sports, True Visions Now, เพจ FA Thailand, Thai Women’s Football และ Youtube ช้างศึก

รายชื่อ 11 ตัวจริง

สุภาพร อินทรประสิทธิ์, ณัฐชา แก้วอันตา, ปลื้มใจ สนธิสวัสดิ์, ชัชวัลย์ รอดทอง (C), ริญญาภัทร์ มูลดง, พิชญธิดา มะโนวัง, กาญจนธัช พุ่มศรี, แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน, ภิญญาพัชญ์ กลิ่นคล้าย, วิรัญญา แกว่นกสิกรรม, ปวริษา หอมยามเย็น (GK)

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #Chabakaew #Womensfootball #ฟุตบอลหญิง #ชบาแก้ว #ทีมชาติไทย #ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย #บอลหญิง #ฟุตบอลไทย #บอลไทย #ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน #ASEANWomensMSIGSerenityCup2025 #MSIGSerenityCup #ASEANWomensChampionship #ASEANUtdFC

ขอเรียนเชิญร่วมพิธีฌาปนกิจศพ “นางทองศรี ศิลประทาน”พี่สาว พล.อ.ต. สำราญ ที่ปรึกษาคณะอนุกมธ. ศาสนาฯผ(วุฒิสภา)

อาลัยรัก
….ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ
(นางทองศรี ศิลประสาท)
พี่สาวของพลอากาศตรี สำราญ ชมโท  ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศาสนา คุณธรรมจริยธรรม (วุฒิสภา)

นางทองศรี ศิลประสาท  ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพรักของทุกคน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี
มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์และสังคม
การจากไปของท่าน นับเป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวง
แต่คุณงามความดีที่ท่านได้สร้างไว้ จะยังคงอยู่ในความทรงจำ
และเป็นแรงบันดาลใจแก่ลูกหลานและผู้ที่รู้จักตลอดไป

ประวัติผู้วายชนม์

นางทองศรี ศิลประสาท เป็นบุตรของนางน้อย-นายเชื่อม ชมโท ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก #วงศ์ญาติบ้านไผ่ 

นางทองศรี ศิลประสาท เลขประจำตัวประชาชน 3251200750864 เกิด 19 กันยายน 2488 ณ บ้านเขาปูน ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 

ต่อมา พ.ศ.2501 ได้ย้ายภูมิลำเนาตามบิดามารดา อยู่บ้านเลขที่ ๓๖๙ หมู่ที่ ๒ ต.ท่าเกษม อ.สระแก้ว จ.สระแก้ว มีญาติพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน จำนวน ๑๓ คน คือ
๑.นางบุญเรือง กรรณเกลา (เสียชีวิตแล้ว)
๒.นางบุญมี คลังทอง
๓.นางทองศรี ศิลประสาท (ผู้วายชนม์)
๔.นางทองใส สากล (เสียชีวิตแล้ว)
๕.นางทองใบ สาสวด (เสียชีวิตแล้ว)
๖.นายอุทัย ชมโท (เสียชีวิตแล้ว)
๗.นางอุไร แม่นปืน (เสียชีวิตแล้ว)
๘.นายสะอาด ชมโท (เสียชีวิตแล้ว)
๙.นางทองคำ ชมโท
๑๐.พลอากาศตรี สำราญ ชมโท
๑๑.นายสหัสวรรษ ชมโท
๑๒.นางดารารัตน์ การะวี
๑๓.นางเสาวลักษณ์ ตระกูลแจะ

นางทองศรี ศิลประสาท ในวัยเยาว์มีอุปนิสัยร่าเริง โอบอ้อมอารีย์ เมื่อเติบโตก็เป็นกำลังสำคัญช่วยพ่อแม่ทำนา นอกจากนั้น เธอยังเป็นแม่ค้าหาบแร่ขายขนมจีน ที่มีความน่ารักสวยงาม 

เมื่อเธอมีครอบครัวโดยสมรสกับนายสวง ศิลประสาท มีบุตร 5 คน ก็ยังมีจิตใจโอบอ้อมต่อบิดามารดา และอุดหนุนด้านการศึกษากับพี่น้อง อย่างสม่ำเสมอ 

เมื่อสามีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เธอทำหน้าที่แม่เลี้ยงเดี่ยว ส่งลูกเรียนมีการศึกษาดีทุกคน 

เธอมีจิตใจใฝ่กุศล โดยบริจาคที่ดินให้บ้านทับใหม่ก่อสร้างบ่อน้ำสาารณะ และมอบที่ดินสร้างวัดป่าใต้ ต.โนนหมากเค็ง อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว 

ในวาระสุดท้ายของชีวิตคุณแม่ทองศรี ศิลประสาท มีโรคประจำตัวต้องรักษาโดยการฟอกไต เป็นเวลานาน กว่า ๒๐ ปี เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๕๖๘ ประสบอุบัติเหตุล้มทำให้เป็นผู้ป่วยติดเตียง ระหว่างพักรักษาตัวที่บ้านลูกชายในจังหวัดปทุมธานี เกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิตรุนแรง จนต้องเสียชีวิต ด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๐๗.๐๐ น. สิริรวมอายุ ๘๐ ปี

เจ้าภาพได้นำศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 

กำหนดการ
ฌาปนกิจศพของนางทองศรี ศิลประสาท
ณ  เมรุ ๒ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568
ฌาปนกิจศพ

เวลา 10.00 น. พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์

10:30 น. พระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์

เวลา 12.30 น. เชิญศพเวียนรอบเมรุ 3 รอบ และตั้งบนจิตกาธาน

เวลา 13.00 น. พิธีฌาปนกจศพ (เมรุ 2)
 
คำไว้อาลัย

“หนึ่งเดียวคือแม่”

โอ้พระคุณอุ่นเกล้าของเหล่าลูก     รักพันผูกแนบแน่นแม้นเขาขุน
แม่จุติจากสวรรค์อนันตคุณ            แผ่ใบบุญปกลูกปลูกชีพมา
จากชีวิตในท้องแม่ครองคุ้ม           แม่ทนอุ้มท้องหนักเฝ้ารักษา
แม่แย้มยิ้มสุดซึ้งประหนึ่งยา           ทิพย์โอชาชูเชิดลูกเกิดกาย
แม่คลอดลูกระโหยอ่อนนอนระริก     แม่ยังพลิกกายมาแววตาฉาย
ประคองลูกเอมอิ่มหน้ายิ้มพราย       เพราะสมหมายได้ลูกปลูกเผ่าพงศ์
วัยลูกเล็กซุกซนแม่บ่นว่า                ด้วยเมตตามุ่งหมายให้สูงส่ง
เพื่อเป็นศรีชูเชิดเทิดวานวงศ์           ได้ธำรงวงศ์ตระกูลด้วยบุญญา
วัยเติบใหญ่ใจแม่ยิ่งแน่นัก               แม่ยังรักยังหวงยังห่วงหา
ลูกอยู่ไหนใจแม่แผ่เมตตา              ข้ามขอบฟ้าฝากลูกอยู่ทุกวัน
สุดแผ่นดินแผ่นฟ้ามหาสมุทร        มิอาจฉุดรักแม่ให้แปรผัน
อมตะความรักประจักษ์ครัน         คือมิ่งขวัญ “รักของแม่” แต่หนึ่งเดียว
วาระที่ชีวิตแม่ปลิดปลด             เหมือนสิ้นหมดสิ้นแม่จะแลเหลียว
ดั่งสมุทรหยุดครืนสิ้นคลื่นเกลียว   โลกห่อเหี่ยวสิ้นแสงแห่งสุรีย์
เชิญวิญญาณแม่น้อยขึ้นลอยลิบ   สถิตทิพย์สถานวิมานที่
สรวงสวรรค์เทพธิดาพาเปรมปรีด์   ตลอดจีรกาลนิรันดร์ เทอญ ๚

#คำลาอาลัย

โอ้ชีวิตเกิดมาในหล้าโลก สุขกับโศกคลุกเคล้าให้เราเห็น
จากยามเช้าถึงสายทั้งบ่ายเย็น คืนไม่เว้นเกิดแก่และเจ็บตาย
ไม่นึกเลยคราวนี้ว่าชีวิต “แม่ศรี” ปลิดชีพปลงลงสลาย
ทิ้งญาติมิตรจากไกลไปเดียวดาย   โอ้ใจหายคนอยู่หลังต่างอาลัย
“แม่ทองศรี” ชีวิตด่วนปลิดปลด  ญาติกำสรดใจแท้สุดแลเหลียว
ไม่เหมือนเก่าเหล่าญาติมาขาดเกลียว ดั่งโลกเหี่ยวสิ้นแรงแสงสุรีย์
ทั้งสายลมแสงจันทร์ก็พลันลับ นกเคยจับแมกไม้มาหายหนี
เสียงจักจั่นเรไรก็ไม่มี  เหลือแต่เสียงมโหรีปี่ชะวา
วิเวกแว่วโหยหวนครวญเพลงโศก      กลางแก่งโกรกชลนัยน์ไหลนองหน้า
มวลลูกหลานเชื้อชาติญาติกา         ทั้งซ้ายขวาหน้าหลังนั่งอาดูร
บัดนี้หยุดพักผ่อนสอนสงบ ลมหายใจมาจบลงสิ้นสูญ
ร่าง“แม่ศรี”เผาไหม้ในกองกูณฑ์   ถ่านเถ้ามูลลอยส่งลงวารี

น้อมธูปเทียนส่องทางพร่างพราวฟ้า     พร้อมบุบผาพวงมาลัยสดใสสี
คล้องวิญญาณบริสุทธิ์ดุจมณี  เชิญสู่ที่สรวงสวรรค์วิมานทิพย์๚

“น่าน – หลวงพระบาง” เส้นทางแห่งอัตลักษณ์ สู่พลังสร้างสรรค์ Soft Power ที่ยั่งยืน

ในยุคที่การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทาง แต่คือการเรียนรู้ ซึมซับ และส่งต่อพลังสร้างสรรค์จากผู้คนและวัฒนธรรมในท้องถิ่น หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่าง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เดินหน้ายกระดับการท่องเที่ยวโดยใช้พลัง  Soft Power ศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน ประเทศไทย และหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยนำทุนวัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงตลาดคุณภาพสูง และสามารถพัฒนาไปจนถึงระดับนานาชาติได้

ในปีงบประมาณ 2568 อพท. ได้ริเริ่ม โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว Soft Power เชื่อมโยงจังหวัดน่านของไทย กับหลวงพระบางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งไม่ใช่แค่การข้ามแดนทางภูมิศาสตร์ แต่คือการเดินทางข้ามแดนวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้สามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมเป็นพลังเชิงเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในระดับโลก  การยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ให้มีความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและสากล สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ที่มาจากอัตลักษณ์แท้ ๆ ของพื้นที่

กิจกรรมประกอบด้วยการประชุมระดมความคิดเห็น การสำรวจเส้นทาง และที่สำคัญคือ การทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16–19 กรกฎาคม 2568 โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ประกอบการภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และชมรมมัคคุเทศก์จังหวัดน่าน  เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์จังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบางที่เป็นแหล่งมรดกโลกของ สปป.ลาว  โดยเริ่มต้นเส้นทางจากเมืองเก่าน่าน เยี่ยมชมวัดภูมินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และสัมผัสอาหารพื้นถิ่นไทลื้อ ชุมชนบ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา การทำดอกไม้ปันโดง (ดอกไม้พันดวง) ของชุมชนไทลื้อ บ้านร้องแง ที่ผูกพันกับคติความเชื่อทางพุทธศาสนา และเส้นทางเครื่องเงินที่ดอยซิลเวอร์ แฟคทอรี่ อำเภอปัว จากนั้นได้ข้ามแดน ณ จุดผ่านแดนสากลห้วยโก๋น-น้ำเงิน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นเส้นทางที่สามารถเดินทางไปยังเมืองเงิน เมืองหงสา เมืองไชยบุรีได้ จากนั้นได้เดินทางจากเมืองหงสาไปยังบ้านเชียงแมน เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง

การทดสอบเส้นทางในหลวงพระบาง  เริ่มที่เยี่ยมชมวัดเชียงแมนอันทรงคุณค่าที่มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับประเทศไทย ซึ่งมัคคุเทศก์ชาวลาว เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวสะท้อนความผูกพันของชาวลาวและไทยได้อย่างน่าประทับใจ คณะผู้เข้าร่วมการทดสอบเส้นทางยังได้ร่วมหารือกับหัวหน้าแผนกแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แขวงหลวงพระบาง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว Soft Power  เชื่อมโยงน่าน – หลวงพระบาง นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชม ตลาดเช้า และการตักบาตรข้าวเหนียว และตลาดมืด หรือถนนคนเดินของลาว เยี่ยมศูนย์ศิลปะและชาติพันธุ์วรรณนา ซึ่งมีการจัดแสดงเครื่องแต่งกาย เครื่องมือเครื่องใช้ และงานหัตถกรรมของกลุ่ม ชาติพันธุ์ต่างๆ ในลาว กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอาหาร ณ ครัวหม้อดินหลวงพระบาง ที่ชุมชนบ้านหนองซ่าย และเยี่ยมชม Ock Pop Tok (ออกพบตก) สถานที่ทรงคุณค่าที่ให้ความรู้ในเรื่องของสิ่งทอ และผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของลาว

หลังจากการทดสอบเส้นทางแล้ว ได้มีการประชุมหารือรวบรวมและสรุปความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาเส้นทาง โดยพบว่า จังหวัดน่าน และหลวงพระบาง มีความเหมือนและใกล้เคียงกันมาก ทั้งด้านวิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์พื้นถิ่น ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ วัฒนธรรมด้านอาหารและงานหัตถกรรม ซึ่งความเชื่อมโยงของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของทั้งสองเมืองนี้ ถือเป็นโอกาสที่จะพัฒนาให้เป็น เส้นทางแห่งอัตลักษณ์ และสนับสนุนการสร้าง Soft Power ของชาติ ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ชีวิตบนสายน้ำ “ซัน” ประมงพื้นบ้านข้างคลองหนองจิก

ชีวิตที่ผูกพันธ์กับสายน้ำมายาวนาน หนุ่มวัยวุ่น “ซัน” รับอาชีพลูกจ้างทำประมงพื้นบ้าน แถบทะเลอ่าวไทย แถวบางตาวา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ที่ผูกพันธ์กับสายน้ำ อาศัยเครื่องมือหาปลา ทำมาหากินบนเรือเล็ก ติดเครื่องยนต์ เพื่อใช้เส้นทางลำน้ำคลองตุยงออกทะเลไปวางอวนจับสัตว์น้ำ

ซัน เล่าว่า การทำประมงพื้นบ้านยุคนี้ ไม่ได้เรื่องง่าย ต้องอาศัยลมฟ้า อากาศ เป็นตัวกำหนด เพราะว่าการจับสัตว์น้ำ ต้องเรียนรู้ศาสตร์ธรรมชาติ ลม พายุ และดูปฎิทินช่วงข้างขึ้น ข้างแรม กว่าที่นำเรือไปหาปลา ปูแต่ละชนิด ไม่ได้หาได้ทุกวัน จะเป็นฤดูกาลที่สัตว์น้ำออกหากิน แต่ละชนิดต่างกัน บางครั้งต้องใช้เวลาเดินทางออกไปหาปลากลางทะเลอย่างน้อย 1-2 คืน เพื่อออกไปดักอวน

“บางครั้งต้องเผชิญมรสุม ฝนตกหนัก ลมแรง เป็นอุปสรรคการหาสัตว์น้ำ ชาวประมงต้องเตรียมตัวและป้องกันภัยไว้ด้วย ซึ่งปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ จะศึกษาได้ตามโทรศัพท์มือถือบ้าง การพยากรณ์อากาศแจ้งมา เราต้องติดตามข่าวสาร จากเพื่อนๆพี่ๆแจ้งกันก่อนทุกครั้งการออกเรือ” ซันกล่าว

การออกหาหาสัตว์น้ำชาวประมงพื้นสมัยนี้ มีเรือทำมาหากินอยู่จำนวนมาก ที่หาปลาอยู่กลางทะเล บางครั้งสัตว์น้ำ ทั้งปลาปู หอย ไม่มากมายที่ให้ชาวประมงจับมาขายได้ทุกลำ เรือบางลำได้ปลามาน้อย บางลำได้เยอะขึ้นอยู่กับดวงเหมือนกัน อย่างในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ จะมีปู หอย และปลาจ้องม่องเยอะ ค่อนข้างโชคดี นำมาขายแม่ค้าพอได้ราคาอยู่บ้าง แต่ราคาปลาบางประเภทไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับต้นทุน

อย่างน้อยเงินที่ได้มาแต่ละครั้ง สามารถนำไปจุนเจือครอบครัวทางบ้าน เลี้ยงพ่อแม่ได้ในแต่ละสัปดาห์ เพราะอาชีพประมงพื้นบ้าน บางวันได้ปลา บางวันไม่ได้อย่างที่คิด ขึ้นอยู่สภาวะอากาศเป็นเรื่องชี้เป็น ชี้ตาย บวกโชคชะตา ฝีมือการหาปลาที่บรรพบุรุษมอบวิชานอกห้องเรียนให้มาในเรื่องการทำมาหากิน