มทภ.4 บินสำรวจชายแดนป่าเขานราธิวาสสกัดขนอาวุธผิดกม.ข้ามแดน

นราธิวาส – แม่ทัพภาคที่ 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขา จ.นราธิวาส หลังพบความเคลื่อนไหวขนอาวุธข้ามแดน เร่งประชุมวางแผนสกัดกั้นเข้ม

พลโท ไพศาล  หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ขึ้นบินลาดตระเวนทางอากาศเหนือพื้นที่ป่าเขาแนวชายแดนจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับฝ่ายอำนวยการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง หลังได้รับรายงานและปรากฏภาพข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่ลักลอบขนย้ายอาวุธและกระสุนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทย

การบินสำรวจในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อประเมินเส้นทางลำเลียง การซ่อนเร้น และจุดเสี่ยงที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนอาวุธ พร้อมตรวจสอบความหนาแน่นของพื้นที่ป่า การตั้งฐานที่มั่นของหน่วยลาดตระเวน และความพร้อมของจุดตรวจชายแดน

ภายหลังภารกิจทางอากาศ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ร่วมประชุมเร่งด่วนกับ ชุดควบคุมสุริโยทัย และหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการสกัดกั้นในพื้นที่สำคัญ เน้นการปิดเส้นทางลำเลียง การเพิ่มกำลังลาดตระเวนภาคพื้นดินทั้งกลางวันและกลางคืน และการทำงานประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน

แม่ทัพภาคที่ 4 ย้ำว่า การควบคุมพื้นที่ชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยในพื้นที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และใช้ข้อมูลข่าวกรองเป็นตัวขับเคลื่อนแผนปฏิบัติ เพื่อป้องกันมิให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีโอกาสเสริมศักยภาพด้วยอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใดๆ ได้

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

“สืบพงษ์”ขึ้นศาลสืบพยานนัดแรกฟ้องรักษาการอธิบดี ม.รามฯข้อหาเบิกความเท็จปมยื่นถอดถอน

ศาลนัดสืบพยาน “สืบพงษ์” ยื่นฟ้อง รักษาการอธ.รามคำแหง พร้อมพวก ข้อหาเบิกความเท็จ กรณีถูกยื่นถอดถอนเมื่อปี 65 เจ้าตัวเผยอาจมีเหตุจูงใจจากหลายสาเหตุ ชี้กรณีอังเคิล ฮุนเซน ทิ้งใบปริญญาทิ้งโถส้วมเป็นการไม่ให้เกีรยติมหาวิทยาลัย วอนกัมพูชาควรยุติพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้แล้ว

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม  2568 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานที่ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาการอธิการบดี ม.รามคำแหง กับพวกรวม 2 คน ในความผิดฐาน “ฟ้องเท็จ/เบิกความเท็จ”

นายสืบพงษ์ กล่าวว่า ในวันนี้ศาลนัดสืบพยานนัดแรกในคดีที่ตนได้ฟ้องผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงฟ้องตนที่ศาลแขวงพระนครเหนือโดยกล่าวหาตนว่ากระทำตนเป็นเจ้าพนักงานทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจ จากนั้นทางศาลได้ยกฟ้องคดีดังกล่าว และตนก็ได้ดำเนินคดีที่ศาลอาญาในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โดยวันนี้ตนเป็นพยานปากแรกที่ขึ้นเบิกความในวันนี้และจะมีพยานทั้งหมด 5 ปาก สืบพยานในวันนี้และวันที่ 14 ส.ค.

ส่วนประเด็นที่ตนถูกถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อปี 2565 นั้น มีการถอดถอนตนทั้งหมด 2 ครั้งด้วยกันหลังจากที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ 3 เดือน จากนั้นศาลปกครองกลางก็ได้คุ้มครองให้ตนได้เข้าไปดำรงตำแหน่งอธิการบดีเหมือนเดิม ก่อนที่จะมีการถอดถอนอีกครั้งหนึ่ง ตนมองว่าน่าจะมีเหตุจูงใจจากหลายสาเหตุ แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ออกมากล่าวว่าตนใช้วุฒิการศึกษาปลอมรวมด้วย ซึ่งในวันนี้ก็จะมีนักศึกษาระดับปริญญาเอกขึ้นเบิกความเป็นพยานให้กับตนด้วย

เมื่อถามว่าในประเด็นที่ สมเด็จฮุน เซ็น ถูกทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงเพิกถอนใบปริญญา ซึ่งเจ้าตัวออกมาบอกภายหลังว่าไม่ให้ความสำคัญและโยนใบปริญญาดังกล่าวลงโถส้วมไปแล้ว ในฐานะที่เป็นอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมีความเห็นอย่างไร

นายสืบพงษ์ กล่าวว่า จากมุมมองในฐานะนักวิชาการที่อยู่ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเคยเป็นอธิการบดีในช่วงที่ผ่านมา มีความเห็นว่าการถอดถอนปริญญานั้น เป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัยฯ เพราะการมอบปริญญาบัตรดุษฎีกิตติมศักดิ์ให้บุคคลใด ต้องมีที่มาที่ไป มีการพิจารณาประกาศเกียรติคุณผ่านคณะกรรมการฯ ตรวจสอบ

ซึ่งโดยทั่วไปก็จะมาจากการที่บุคคลดังกล่าวทำคุณงามความดีให้สังคม ประเทศชาติ หรือมหาวิทยาลัย ซึ่งกรณีของสมเด็จฯ ฮุน เซน ก็อาจจะเป็นเรื่องส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และในเมื่อบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นตามประกาศเกียรติคุณนั้น ทางมหาวิทยาลัยฯ ก็มีอำนาจที่จะถอดถอนได้

ส่วนกรณีที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ออกมาให้ข่าวว่าได้ทิ้งปริญญาลงชักโครกไปแล้ว ตนเองก็มองว่า การคุยกับคนประเภทนี้ เขาก็มีสิทธิที่จะพูดอย่างไรก็ได้ แต่การถอดถอนปริญญาที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากการที่มีผู้ร้องเรียน ทางสภามหาวิทยาลัยฯ จึงได้หยิบยกประเด็นนี้มาพิจารณา ส่วนจะเป็นการหมิ่นเกียรติมหาวิทยาลัยฯ หรือไม่ ส่วนตัวก็รู้สึกว่าประมาณนั้น

อย่างไรก็ตามตนเองรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้บั่นทอนสภาพจิตใจของประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา ดังนั้นฝั่งกัมพูชาก็ควรจะยุติในพฤติกรรมหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม

หนุ่มพังงาพลิกโฉม ‘สวนทุเรียนคลองน้ำแดง’สู่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน

นายอุดมเดช อุดมคุณ หนุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ เจ้าของสวนทุเรียนคลองน้ำแดง บ้านนาแฝก ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ที่สืบทอดสวนผลไม้ของบรรพบุรุษในพื้นที่กว่า 16 ไร่ ปลูกทุเรียนหลายสายพันธุ์ ผสมผสานกับการปลูกมังคุด เงาะ แก้วมังกร และเลี้ยงควายโชว์ชื่อ “บิ๊กพังงา” ภายใต้แนวคิดเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียง พร้อมเดินหน้าพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเต็มรูปแบบในฤดูกาลหน้า

นายอุดมเดช บอกว่า  ปีนี้เก็บผลผลิตทุเรียนหมอนทอง โดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านในการเก็บเกี่ยวคนเดียวไม่ต้องใช้ใครมาช่วย ด้วยการใช้เชือกเพียงเส้นเดียวกับมีด ขึ้นไปตัดขั้วทุเรียนแล้วผูกด้วยเงื่อนพิเศษ หย่อนลงมาถึงพื้นดิน แล้วก็ดึงเงื่อนหลุดอย่างง่ายดาย ก่อนจะตัดลูกใหม่แล้วผูกหย่อนลงมาอีก นับว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวของคนตัดทุเรียนจริงๆ ขณะที่แก้วมังกรสีแดง ก็กำลังใช้ผลผลิตที่รสชาติหวานฉ่ำ เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งผลผลิตทั้งหมดจะนำไปขายที่หน้าบ้าน และจังหวัดภูเก็ต

นายอุดมเดช บอกต่อว่า สวนแห่งนี้ได้รับการดูแลต่อเนื่องจากรุ่นพ่อจนมาถึงรุ่นตัวเอง ปัจจุบันได้เข้ามาปรับปรุงพื้นที่ ปลูกทุเรียนเพิ่มเติมหลายสายพันธุ์ เช่น หมอนทอง พวงมณี และสาลิกา ควบคู่กับการทำเกษตรอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพจากธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสารเคมี เพื่อรักษาคุณภาพดินและความปลอดภัยของผลผลิต นอกจากผลไม้หลากชนิดแล้ว ภายในสวนยังมี “บิ๊กพังงา” ควายไทยแสนรู้ที่เลี้ยงไว้เป็นจุดดึงดูดใจนักท่องเที่ยวและใช้เป็นสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตชนบทในอดีตอีกด้วย

“เราวางแผนจะเปิดสวนให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตรในฤดูกาลหน้า ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสสวนผลไม้ เก็บชิมผลสดๆ จากต้น ชมควายไทย และเรียนรู้วิถีเกษตรพอเพียงในแบบของเรา สวนทุเรียนคลองน้ำแดง จะเป็นจุดหมายใหม่ของผู้ที่สนใจการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและวิถีเกษตรกรรมในพื้นที่จังหวัดพังงา โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ทั่วไป”นายอุดมเดช กล่าวทิ้งท้าย

บุกค้นโกดังย่านนครปฐมจับกุมหนุ่มลอบขายเครื่องรับสัญญดาวเทียมเก๊ยึดของกลางเพียบ

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1 บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. และตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เจ้าของเครื่องหมายการค้า

จับกุมผู้ต้องหา นายวงศกรฯ อายุ 22 ปี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร” ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534โดยสถานที่จับกุม อาคารเก็บสินค้าในตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

พร้อมตรวจยึดของกลาง เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมที่ปลอมเครื่องหมายการค้า จำนวน 1,558 ชิ้น พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. ได้สืบทราบว่า อาคารเก็บสินค้าใน ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีการจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่ปลอมเลียนแบบเครื่องหมายการค้า อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2543 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอหมายค้นเพื่อทำการตรวจค้น

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมร่วมกับตัวแทนผู้เสียหาย ได้ร่วมกันนำหมายค้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ 442 /2568 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ทำการตรวจค้นอาคาร ในย่าน ต.บางเตย อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อไปถึงพบ นายวงศกรฯ แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายค้นและแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ นายวงศกรฯ ดูจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้เริ่มทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบของกลางดังกล่าวข้างต้น วางอยู่ภายในอาคารดังกล่าว

โดยมี นายธีรวัฒน์ฯ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย ชี้ยืนยันว่าของกลางดังกล่าว เป็นสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าจริง จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ นายวงศกรฯ ทราบ และจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

“โม-ชเนตี” สองแชมป์นำโปรสาวไทยลุยศึก “พอร์ทแลนด์ คลาสสิก” ที่โอเครกอน

“โม” โมรียา จุฑานุกาล และ”พราว” ชเนตตี วรรณแสน แชมป์สองปีล่าสุด นำทัพ 8 สาวไทยร่วมแข่งขันรายการ “เดอะ สแตนดาร์ด พอร์ตแลนด์ คลาสสิก” ที่รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม นี้ ประชันกับยอดโปรสาวระดับโลกเพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 64.6 ล้านบาท

การแข่งขันกอล์ฟแอลพีจีเอทัวร์รายการ เดอะ สแตนดาร์ด พอร์ตแลนด์ คลาสสิก ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านดอลลาร์ หรือราว 64.6 ล้านบาท ที่โคลัมเบีย เอดจ์วอเทอร์ คันทรี คลับ เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม 2568 ซึ่ง “โม” โมรียา จุฑานุกาล กลับลงป้องกันแชมป์เธอด้วย พร้อมกับ ชเนตตี วรรณแสน แชมป์ปี 2023 และนักกอล์ฟสาวไทยอีก 8 คน ทั้ง ปาจรีย์ อนันต์นฤการ จัสมิน สุวัณณะปุระ อาภิชญา ยุบล วิชาณี มีชัย จารวี บุญจันทร์ พรอนงค์ เพชรล้ำ รวมทั้ง ณัฐกฤตา วงศ์ทวีลาภ และ ปัณณรัตน์ ธนพลบุญรัศมิ์

ความเคลื่อนไหวล่าสุด “โม” โมรียา จุฑานุกาล เจ้าของแชมป์อาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ 3 รายการในฐานะแชมป์เมื่อปีที่แล้ว จะกลับมาลงป้องกันแชมป์อีก โดยโมรียา เล่นในรายการนี้ เป็นครั้งที่ 11 ไม่เพียงแค่คว้าแชมป์ในปีที่แล้ว ยังจบลงอันดับ 3 ร่วมสองครั้งในปี 2017 และ 2020 ส่วนผลงานในทัวร์ปีนี้เล่น 15 รายการดีที่สุดอันดับ 4 ร่วมฮอนด้า แอลพีจีเอไทยแลนด์

“พราว” ชเนตตี วรรณแสน จะเล่นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากคว้าแชมป์ในการเล่นครั้งแรกเมื่อปี 2023 เป็นแชมป์อาชีพแรกในอาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ ก่อนจะคว้าแชมป์ที่ 2 เมื่อปีที่แล้ว ส่วนผลงานในทัวร์ปีนี้เล่น 16 รายการจบลงใน 10 อันดับแรก 3 รายการ

“เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ 2 รายการ จะเล่นครั้งที่ 6 หลังจากเคยทำผลงานดีสุด จบอันดับ 8 ร่วมเมื่อปี 2021 ขณะที่ผลงานในทัวร์ปีนี้เล่นไป 17 รายการจบลงใน 10 อันดับแรกหนึ่งครั้งเปิดฤดูกาลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ธ์์

จัสมิน สุวัณณะปุระ 3 แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ จะเล่นครั้งที่ 10 โดยสถิติดีที่สุดจบอันดับ 5 ร่วมเมื่อปี 2020 โดยผลงานในทัวร์ปีนี้เล่นไป 16 รายการ

“เปียโน” อาภิชญา ยุบล จะเล่นครั้งที่ 3 ติดต่อกันหลังจบไม่ผ่านตัดตัวปี 2023 และปีที่แล้วจบอันดับ 30 ร่วม ส่วนผลงานทัวร์ปีนี้เล่น 16 รายการจบใน 10 อันดับแรก 1 รายการที่ประเทศเม็กซิโก

นักกอล์ฟไทยคนอื่น ๆ “แจน” วิชาณี มีชัย จะเล่นครั้งที่ 8 โดยสถิติดีที่สุดอันดับ 9 ร่วมปี 2017 ขณะที่ผลงานในทัวร์เล่น 10 รายการดีที่สุดจบอันดับ 14 ร่วมมายเออร์ แอลพีจีเอ คลาสสิก เมื่อเดือนมิถุนายน “แหวน” พรอนงค์ เพชรล้ำ จะเล่นเป็นครั้งที่ 12 โดยสถิติดีที่สุดเคยลงอันดับ 2 ร่วมเมื่อปี 2015 ซึ่งปีนี้เล่นทัวร์ไป 9 รายการดีที่สุดจบอันดับ 14 ร่วมทีมดาว แชมเปียนชิพเล่นคู่กับ อาภิชญา ยุบล

“สายป่าน” ปัณณรัตน์ ธนพลบุญรัศมิ์ จะเล่นครั้งที่ 8 โดยก่อนหน้านี้ผ่านตัดตัวแค่ครั้งเดียวจบอันดับ 55 ร่วมเมื่อปี 2017 ขณะที่ปีนี้เล่นมาแค่รายการเดียว ในสิทธิ์รับเชิญ วีเมนส์ สกอตติช โอเพ่น ที่สกอตแลนด์ เมื่อเดือนกรกฎาคม

ขณะที่ “ว่าน” จารวี บุญจันทร์ จะเล่นครั้งที่ 4 โดยที่ผ่านไม่เคยผ่านตัดตัวเลย และปีนี้เล่นในทัวร์ 4 รายการดีที่สุดอันดับ 14 ร่วมทีม ดาวน์ แชมเปียนชิพ ซึ่งเล่นคู่กับ ชเนตตี วรรณแสน และ “ซิม” ณัฐกฤตา วงศ์ทวีลาภ จะเล่นครั้งที่สองหลังจบปีที่แล้วไม่ผ่านตัดตัว โดยปีนี้เล่นไปสองรายการไม่ผ่านตัดตัวเลยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักกอล์ฟระดับชั้นนำดีกรีแชมป์เมเจอร์มอาทิ โค จิน-ยอง (แชมป์ปี 2021), อี มีริม, พัค ซอง-ฮยอน, จี อึน-ฮี, อี ชอง-อึน6 จากเกาหลีใต้ เซลีน บูติเยร์ จากฝรั่งเศส บรูค เฮนเดอร์สัน จากแคนาดา (แชมป์ปี 2015,2016) ฮินาโกะ ชิบุโนะ และยูกะ ซาโสะ จากญี่ปุ่น ลีเลีย หวู, จูลี อิงคสเตอร์ นักกอล์ฟฮอลล์ ออฟ เฟม จากสหรัฐ ดีกรีแชมป์เมเจอร์ สเตซี ลูอิส(แชมป์ปี 2017) และเดเนียล คัง จากสหรัฐด้วยกัน แอชลี บูฮาย จากแอฟริกาใต้ โซเฟีย โปปอฟ จากเยอรมัน และเจิ้ง หยาหนี จากจีนไทเป เกรซ คิม และฮันนาห์ กรีน (แชมป์ปี 2019) สองโปรสาวชาวออสเตรเลียน

เครดิตภาพ: LPGA/Getty Images

ต่อยอดจากงานวิจัย สู่แบรนด์ดังท้องถิ่นขอนแก่น ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

กระแสธุรกิจดูแลสุขภาพแบบองค์รวมหรือที่เรียกกันติดปากWellnessกำลังมาแรงและแนวโน้มสังคมโลกจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆในการดำรงชีวิต นอกจากจะลดการเจ็บป่วยยังครอบคลุมถึงการใช้ชีวิตที่มีความสุขทั้งสุขกายและสุขทางใจ นั่นหมายความว่า…สินค้าเพื่อสุขภาพเท่านั้นที่จะครองใจผู้บริโภคในตลาดในโอกาสนี้ ทีมงานจะพาไปชมผลิตภัณฑ์ชุมชน จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนซำสูง ในพื้นที่ ต.ห้วยเตย อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น อาจกล่าวได้ว่าชาวชุมชนแห่งนี้เป็นผู้มาก่อนกาลก็ไม่ผิดนัก

วิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนชำสูงเกิดจากการรวมกลุ่มของคนในชุมชน อ.ซำสูง มาร่วมกันผลิตผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด ทั้งแชมพู สบู่ น้ำแร่สมุนไพร ครีมอาบน้ำ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากชุมชนแห่งนี้ ได้รับการยอมรับ เป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นด้านสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ จนได้เป็นตัวแทนสินค้าโอทอปของ จ.ขอนแก่น ส่งไปประกวดเวทีระดับประเทศ

นายสุชาติ มานะศรี ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนซำสูง เล่าว่า พื้นที่อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น มีจุดเด่นที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง สามารถปลูกข้าว ปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพร แบบผสมผสานในสวนแต่ละครัวเรือนเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง โดยเฉพาะสมุนไพรที่ปลูกไว้นั้น ชาวบ้านมีองค์ความรู้ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเกี่ยวกับสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงนิยมปลูกสมุนไพรไว้ในสวนหลังบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทันที

เมื่อปี พ.ศ.2566 มีนักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยามหาสารคาม (มมส.) และสถาบันวิจัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ลงพื้นที่มาทำงานวิจัย ที่ อ.ซำสูง พบว่าสมุนไพรที่ปลูกไว้จำนวนมากนั้น มีศักยภาพมีสรรพคุณสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ หากร่วมกันทำอย่างจริงจังจะเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในอำเภอซำสูง ชาวบ้านจึงรวมตัวกันในนาม “วิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนซำสูง” ร่วมกันปลูกพืชสมุนไพรที่จะนำมาใช้ประโยชน์แปรรูปเป็นสินค้าโอทอป

ผลิตภัณฑ์ที่รวมกลุ่มผลิตประกอบด้วย แชมพูชาร์โคลนิก, สบู่ชาร์โคลสมุนไพร, สเปร์น้ำแร่ และครีมอาบน้ำ อาศัยองค์ความรู้จากงานวิจัยของนักวิจัย มมส.มาปรับใช้ต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมชาวบ้านที่มีอยู่แล้ว ด้วยการนำจุดเด่นคุณค่าสมุนไพรแต่ละชนิด ใช้วิธีแปรรูปที่สามารถรักษาสรรพคุณทางยาสมุนไพร พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่สวยทันสมัย จนกลายเป็นสินค้าชุมชนที่ได้รับความสนใจอีกแห่งหนึ่ง

EOD ตชด.22ระดมทำลายลูกระเบิดตกค้างพื้นที่สวนไร่นาชายแดนศรีสะเกษ

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด EOD ตชด.22 ตรวจพิสูจน์และทำลายลูกระเบิดที่”ทหารเขมรยิงมั่ว”..! มาตกค้างในพื้นที่ ศรีสะเกษเพื่อความปลอดภัยและคืนความสงบให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากชายแดนกัมพูชา ด้านอำเภอกันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษว่า พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.22 สั่งการให้ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ตชด.22 ร่วมกับชุด TMAC ( ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ), EOD ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เข้าตรวจพิสูจน์และทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่เขตชุมชน บ้านเรือนประชาชน

ตลอดทั้งพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่สวนไร่นา ใน ต.ทุ่งใหญ่, ต.บึงมะลู, ต.เสาธงชัย และ ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อให้พื้นที่ปลอดภัยและคืนความสงบให้กับประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพุชา

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กรมหม่อนไหม ลุยผลักดัน “ไหมไทย” สืบสานคุณค่าวัฒนธรรมไหมไทยสู่ระดับโลก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงได้รับการยกย่อง   ให้เป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของประเทศไทย และพระเกียรติคุณอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการหม่อนไหมทั้งในประเทศและต่างประเทศ กอปรกับการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้

ในช่วงเวลาที่ผ้าไหมไทยเริ่มเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย พระองค์ทรงให้ความสำคัญและทุ่มเทพระวรกายในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสาน ทอดพระเนตรหญิงชาวบ้านที่มารอรับเสด็จใส่ผ้าไหมที่มีความงดงาม การนุ่งซิ่นผ้าไหมมัดหมี่ที่มีความสวยงาม ทรงสนพระราชหฤทัยยิ่งและไต่ถามจนได้ความว่าชาวบ้านทอผ้าไหมมัดหมี่ไว้ใช้เองทุกครัวเรือน จึงพระราชทานแนวทาง ส่งเสริมการทอผ้าเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ และรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยพระราชดำริว่า “ถ้าทอผ้าได้ ก็อยู่ได้”

พระองค์ยังทรงก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนงานฝีมือท้องถิ่น โดยเฉพาะ   งานผ้าไหม เป็นการสร้างอาชีพเสริม เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งช่วยสร้างงานให้ชาวบ้านนับหมื่นคน และผลักดันให้ผ้าไหมไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลก ทั้งในด้านศิลปะ แฟชั่น และวัฒนธรรม

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินหน้าสานต่อภารกิจสำคัญในการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไหมไทย ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ผู้ทรงเป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” ที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ผ้าไหมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย

นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม ดำเนินงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งกรมหม่อนไหมขึ้น เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ผ้าไหมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน ในฐานะข้าราชการภายใต้เบื้องพระยุคลบาท กรมหม่อนไหมน้อมนำพระราชปณิธานมาสืบสานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้บริการตรวจรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย คือ มาตรฐาน “ตรานกยูงพระราชทาน”   4  ชนิด ซึ่งพระองค์พระราชทานไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและความภาคภูมิใจของผ้าไหมไทย

ทุกปี กรมหม่อนไหมตั้งเป้าหมายในการตรวจรับรองผ้าไหมที่ผลิตตามมาตรฐานไม่ต่ำกว่า 250,000 เมตร และในปีนี้ได้กำหนดเป้าหมายไว้สูงถึง 300,000 เมตร เพื่อสนับสนุนเกษตรกร ผู้ประกอบการ ให้ผลิตผ้าไหมคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างแพร่หลาย ล่าสุดสามารถตรวจรับรองผ้าไหมได้แล้วกว่า 250,000 เมตร  โดยมีอัตราการผ่านการรับรองสูงถึง 98% สะท้อนถึงคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับ และช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ผลิตผ้าไหมไทยทั่วประเทศ

อีกทั้งกรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาไหมไทย ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น

พัฒนาสายพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ
-ส่งเสริมการผลิตหม่อน-ไหม แบบอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เกษตรกร
-จัดงานส่งเสริมผ้าไหมไทย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเปิดตลาดและขยายโอกาสทางการค้า
-จัดประกวดเส้นไหม ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ เพื่ออนุรักษ์และกระตุ้นการสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ ๆ จากชุมชนท้องถิ่น
-ฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับเกษตรกร เยาวชน และกลุ่มทอผ้าไหมรุ่นใหม่

นอกจากงานประจำ กรมหม่อนไหม ยังดำเนินภารกิจสำคัญเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพผ้าไหมไทย เช่น การส่งเสริมการใช้เส้นไหมสาวมือซึ่งกำลังประสบภาวะขาดแคลนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยเส้นไหมสาวมือถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ให้เนื้อผ้าสวยงามและมีเอกลักษณ์แตกต่างจากเส้นไหมที่ผลิตในโรงงาน

ทั้งหมดนี้คือผลจากพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าและศักยภาพของไหมไทย ทรงผลักดันให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล และทรงวางรากฐานความเข้มแข็งไว้ให้คนไทยรุ่นหลังได้สานต่ออย่างมั่นคง  และยั่งยืน

“การดำเนินงานของกรมหม่อนไหมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการ สืบสาน รักษา และต่อยอดไหมไทย ตามแนวทางพระราชดำริของพระพันปีหลวง ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก หากยังช่วยธำรงอัตลักษณ์ไทยให้คงอยู่สืบไป” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวทิ้งท้าย

ชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติ เผย กองทัพ ตรึงที่มั่น 11 พื้นที่ รุกล้ำอธิปไตยตอบโต้ทันที

โฆษกรัฐบาล แจง สถานการณ์ชายแดน ไม่มีเหตุปะทะ ชี้ กองทัพไทย ตรึงที่มั่น 11 พื้นที่ ลั่นพร้อมตอบโต้ทันที หากถูกรุกล้ำอธิปไตย ย้ำ ปชช. แจ้ง จนท. หากพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 68 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดน ว่า

ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ที่ 12 ส.ค.-13 ส.ค. เวลา 07.00 น. เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะ โดยกองทัพไทย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นอย่างแข็งขันใน 11 พื้นที่ใน 7 จังหวัด และพร้อมตอบโต้หากถูกรุกล้ำอธิปไตยทันที

โดยฝ่ายไทย ยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา แต่ยังพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสนธิสัญญา ออตตาวา ของกัมพูชาอย่างร้ายแรง

ขณะเดียวกัน ศบ.ทก. ได้แจ้งประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาแล้วหากพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการทันที

ไล่ล่าข้ามจังหวัดจากพัทยาถึงแม่ริมรวบหนุ่มจีนหนีคดีตุ๋นลงทุนสวนทุเรียน

Screenshot

สืบ ตม.3 ไล่ล่าข้ามจังหวัด จากพัทยาถึงแม่ริม เชียงใหม่ รวบหนุ่มจีน ผู้ต้องตามหมายจับคดีฉ้อโกงลงทุนสวนทุเรียน

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.(สส.), พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 สั่งการให้ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 พร้อมชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 นำโดย พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์ รอง ผกก.ฯ พร้อมด้วย ร.ต.อ.มาตรา จิตธนภัทร์, ร.ต.อ.กิตติ์ธนทัต อิทธิพัฒน์ปัญญา และ ร.ต.ต.ปพลพัฒน์ งามวิวัฒน์ภักดี ลงพื้นที่ติดตามจับกุม นายหลง (นามสมมุติ) สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับจากมณฑลกวางโจว ประเทศจีน ในคดีฉ้อโกง

พฤติการณ์คือ นายหลงได้หลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนในโครงการสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีและภาคตะวันออก ก่อนเชิดเงินหลบหนีออกนอกประเทศจีน ทางการจีนได้ออกหมายจับและทำหนังสือร้องขอให้ไทยเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร พร้อมแจ้งข้อมูลมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทย

หลังรับข้อมูล เจ้าหน้าที่ได้ติดตามสะกดรอยจากพื้นที่พัทยา เข้ากรุงเทพฯ ขึ้นเหนือไปยังจังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งสามารถบุกเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ คาปั๊มน้ำมันในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่ให้มีโอกาสหลบหนี

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และควบคุมตัวส่งห้องกักตรวจคนเข้าเมือง กรุงเทพมหานคร เพื่อรอส่งตัวกลับประเทศตามขั้นตอนกฎหมาย

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่มุ่งปราบปรามอาชญากรข้ามชาติและคนต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิดในไทย เพื่อปกป้องความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศ และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ